• Pro.Trainer
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chaiyospun@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-15
  • จำนวนเรื่อง : 1673
  • จำนวนผู้ชม : 5436213
  • ส่ง msg :
  • โหวต 627 คน
ไชยยศปั้น
เขียนบทความ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคนและองค์การในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การศึกษา การฝึกอบรม การพัฒนา ตลอดจนแนวทางการเป็นวิทยากรอาชีพ และเทคนิคการเรียนรู้และพัฒนาคนในรูปแบบต่างๆ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyospun
วันพุธ ที่ 16 เมษายน 2551
Posted by Pro.Trainer , ผู้อ่าน : 5950 , 19:45:37 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

10 คำถามที่ HR และผู้บริหารควรมีคำตอบที่ชัดเจน

หาก HR หรือ ผู้บริหารถูกตั้งคำถามต่อไปนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่า นัก HR และผู้บริหารของแต่ละองค์กรจะตอบว่าอย่างไรกันบ้าง ? บางคำถามอาจจะแปลกหูแปลกความรู้สึกไปบ้าง ขอท่านผู้อ่าน ลองเปิดใจกว้างๆ ทำใจเป็นกลาง คิดกว้างๆ แล้วลองหาคำตอบดู เผื่อจะได้ความคิดหรือแนวทางใหม่ๆ ไปปรับปรุงงาน หรือปรับปรุงองค์กรของท่านบ้างก็ได้นะครับ

คำถามทั้ง 10 ข้อ ต่อไปนี้ ไม่มีเจตนาที่จะตำหนิ หรือท้าทายนัก HR และผู้บริหารแต่ประการใด เพียงแค่ต้องการจุดประกายความคิดเพื่อหาทางเลือกต่างๆ ไว้ตอบสนอง หรือรองรับความต้องการของลูกค้าภายใน ซึ่งก็คือ พนักงานในองค์กรของท่านนั่นเอง เอาละเรามาเริ่มต้นกันที่คำถามแรกกันเลยครับ

คำถามที่ 1 : ทำไมพนักงานต้องรูดบัตร / ตอกบัตร / เซ็นชื่อ เข้างานตามเวลาทุกวัน ? ทั้งๆ ที่งานบางตำแหน่งไม่จำเป็นต้องทำงานในสำนักงาน อาจจะทำงานที่บ้านของพนักงานเอง (Home-based office) หรือที่ไหนก็ได้ ทั้งๆ ที่บางตำแหน่งก็สามารถวางแผนกำหนดวันเวลาทำงานได้ล่วงหน้า เช่น เทรนเนอร์หรือวิทยากรภายใน ทั้งๆ ที่งานของบางคนไม่ต้องพบปะเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นทุกวัน เช่น พนักงานบัญชี และโปรแกรมเมอร์ เป็นต้น หรือทั้งๆ ที่ลูกค้าคนที่พวกเขาต้องติดต่อด้วยไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ เช่น พนักงานขาย พนักงานบริการหลังการขาย แทนที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปพบลูกค้าเพื่อสร้างยอดขาย กลับต้องมารูดบัตรแต่เช้าที่ออฟฟิศให้ทันเวลา มาให้นายเห็นหน้าก่อนแล้วค่อยออกไปทำงานตอนสาย ๆ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ล่ะ ?

คำถามที่ 2 : ต่อเนื่องมาจากคำถามที่ 1 ทำไมไม่กำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่า ตำแหน่งงานใดไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน ตำแหน่งใดต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นผลดีกับองค์กร เพราะประหยัดพื้นที่ ประหยัดต้นทุนสำนักงาน ในขณะที่พนักงานก็มีอิสระในการทำงาน จัดสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกด้วยช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกต่างหาก

คำถามที่ 3 : มีความจำเป็นเพียงใดในขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัครในตำแหน่งหัวหน้างาน ผู้จัดการฝ่าย และผู้อำนวยการฝ่าย ที่ต้องให้ผู้สมัครมานั่งทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา ซึ่งมีข้อทดสอบเป็นร้อยๆ ข้อ และใช้เวลาถึง 2-3 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่บางครั้งแบบทดสอบที่ใช้ก็ขาดความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือ เพราะหลายๆ ครั้ง ที่บางคนที่ผ่านการทดสอบมาก็ทำงานไม่ได้เรื่อง แต่บางคนผลการประเมินออกมาต่ำในหลาย ๆ ด้าน กลับทำงานได้ดี ทำไมยังต้องใช้แบบทดสอบแบบนี้ ทั้งๆ ที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายขององค์กร ทั้งๆ ที่ผู้ทำการทดสอบเองเบื่อหน่ายสุด ๆ เพราะเสียเวลา และเคยทำแบบทดสอบแบบนี้มาตั้งหลายครั้งแล้ว

คำถามที่ 4 : ทุกครั้งที่มีตำแหน่งงานว่าง เนื่องจากคนเดิมลาออก จำเป็นด้วยหรือที่ต้องรับคนใหม่มาทำงานแทนทุกครั้ง ? ทำไมไม่จัดสรรงานให้กับเพื่อนร่วมงานที่เหลืออยู่ในแผนกนั้นไปทำ ในขณะเดียวกันก็แบ่งสรรค่าตอบแทนของคนที่ลาออกไปเฉลี่ยมาให้กับเพื่อนร่วมงานที่ช่วยกันทำงานแทน ? ทั้งๆ ที่บางครั้งกว่าจะรับคนใหม่มาแทนคนเก่าได้ก็ใช้เวลาตั้งเกือบครึ่งปี และช่วงเวลานั้น เพื่อนๆ ก็ช่วยกันทำงานให้อยู่แล้ว ทำไมไม่ลองถามความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงานของแผนกนั้นดู เผื่อเขาจะรับได้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาสรรหา คัดเลือกบ่อยๆ น่าเบื่อจะตายไป !

คำถามที่ 5 : ทำไมต้องจ้างวิทยากร หรือที่ปรึกษาจากภายนอกมาฝึกอบรมและแก้ไขปัญหาภายในองค์กร ? ทั้งๆ ที่คนจากภายนอกไม่ได้ทำงานในองค์กร ไม่รู้ไม่เข้าใจสภาพปัญหาขององค์กรอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงในองค์กรก็มีคนที่มีความรู้ความสามารถพอๆ กับวิทยากร หรือที่ปรึกษาภายนอก และบางครั้งคนภายในอาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ค่าตัววิทยากรและที่ปรึกษาในปัจจุบัน ก็แพงพอสมควร และทั้งๆ ที่จ้างมาแล้ว ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

คำถามที่ 6 : หลายๆ องค์กรต้องการให้พนักงานพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำงาน แต่ทำไมองค์กรเหล่านั้นจึงมักสร้างกฎเกณฑ์ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ มากมายมาควบคุมพนักงาน ? อย่างเช่น ห้ามแต่งกายตามสบาย ต้องใส่ชุดฟอร์มของบริษัท ต้องมาทำงานแต่เช้า (แต่กลับดึกได้) ห้ามนำญาติหรือบุคคลในครอบครัวเข้ามาในบริษัท ห้ามนำรูปภาพส่วนตัวต่างๆ มาวางไว้บนโต๊ะทำงาน อีกทั้งหัวหน้าก็คอยออกคำสั่งให้ทำโน่นทำนี่ และคอยควบคุมการทำงานของลูกน้องอยู่ตลอดเวลา ปากก็ดีแต่พูดว่าพนักงานไม่ริเริ่มสร้างสรรค์ไม่มีนวัตกรรมในการทำงาน แต่ผู้มีอำนาจกลับชอบสร้างกฎเหล็กมาคุมพนักงาน หาก HR และผู้บริหารยังคิดอยู่ในกรอบเดิม ๆ แบบนี้ แล้วจะให้พนักงานริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในบรรยากาศอย่างนี้ได้อย่างไร

คำถามที่ 7 : ทำไมบางองค์กรจึงต้องอดทนกับพนักงานบางคนที่มีผลงานต่ำ ไม่ได้ตามมาตรฐานตามที่ตกลงกันไว้ ทำไมไม่เชิญให้เขาออกไปโดยองค์กรจ่ายค่าชดเชยให้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วหาคนที่ดีมีความสามารถคนใหม่มาทำงานแทน ? ทั้งๆ ที่เสียค่าจ้างไปในแต่ละเดือนโดยเปล่าประโยชน์ เพราะพนักงานทำงานได้ไม่คุ้มกับค่าตอบแทนที่ได้รับ บางองค์กรไม่ยอมพูดคุยกับพนักงานที่มีปัญหาเรื่องผลงานอย่างเป็นทางการ บางองค์กรมีการพูดคุยแต่ไม่ได้ทำเป็นข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร ขณะที่บางองค์กรก็ขาดจริยธรรมใช้วิธีบีบให้ออก หรือเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมโดยไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ

คำถามที่ 8 : ทำไมเวลาประเมินผลงานประจำปี จึงมักให้หัวหน้าโดยตรงเป็นคนประเมินผลลูกน้องฝ่ายเดียว ทำไมไม่ให้ลูกน้องได้มีโอกาสประเมินหัวหน้า ประเมิน HR และประเมินผู้บริหารองค์กรบ้าง ? ถ้าองค์กรหรือ HR ได้รู้จุดอ่อนของหัวหน้างาน ก็จะได้นำไปทำแผนพัฒนาได้ตรงจุดและจะได้รู้ว่า หัวหน้างานคนไหนมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต ส่วน HR ก็น่าจะได้รู้ว่าพนักงานซึ่งเป็นลูกค้าของฝ่าย HR ประเมินผลงาน HR ออกมาอย่างไรในแต่ละปี และที่สำคัญผู้บริหารองค์กรเองก็ควรจะได้รับรู้ว่าพนักงานซึ่งเป็นลูกค้าภายในองค์กร มีความเห็นหรือรู้สึกอย่างไรบ้างกับองค์กร จะได้นำไปปรับปรุงและพัฒนาองค์กรได้อย่างเหมาะสม จะได้ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปจ้างที่ปรึกษาให้มาบอกว่าองค์กรต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ทำไมไม่ลองฟังเสียงพนักงานดูบ้างล่ะ ถ้ากลัวเรื่องอคติของพนักงานบางกลุ่ม ก็อาจเริ่มรับการประเมินจากกลุ่มพนักงานเกรด A ที่มีทั้งผลงานดีและทัศนคติเชิงบวกให้เป็นผู้ประเมินองค์กร

คำถามที่ 9 : ทำไมพนักงานทุกคนในบางองค์กรจึงได้รับผลตอบแทนและสวัสดิการเหมือนกัน เช่น ได้รับโบนัสเท่ากันทุกคน ๆ ละ 2 เดือน หรือเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามความเป็นจริง ไม่เกินคนละ 20,000 บาทต่อปี ? ทั้งๆ ที่พนักงานแต่ละคนมีผลการปฏิบัติงานในแต่ละปีแตกต่างกัน บางคนผลงานดีมาก บางคนผลงานปานกลาง บางคนต้องปรับปรุงผลงาน แต่ทุกคนกลับได้โบนัสเท่ากัน อย่างนี้จะจูงใจและรักษาคนดีมีผลงานไว้กับองค์กรได้อย่างไร ? ทั้งๆ ที่ค่ารักษาพยาบาลที่จัดไว้ให้ไม่เกินคนละ 20,000 บาทต่อคนนั้น พนักงานบางคนไม่เคยเจ็บป่วยเลย ก็เลยไม่ได้ใช้สิทธิ์สักที แต่พนักงานบางคนอยู่กับพ่อแม่ หรือบางคนมีสามีหรือภรรยาที่เจ็บป่วยก็เบิกไม่ได้เลย ทำไมไม่ลองแก้ปัญหาโดยใช้หลักการตลาดมาช่วย โดย แบ่งกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน และนำเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น แบ่งเป็น 3 ทางเลือก ดังนี้ ทางเลือกที่ 1 ค่ารักษาพยาบาลสำหรับพนักงานคนเดียว ทางเลือกที่ 2 สำหรับพนักงานและพ่อแม่ และทางเลือกที่ 3 สำหรับพนักงาน บุตร และสามีหรือภรรยา โดยทั้ง 3 ทางเลือกนั้น ให้เบิกได้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี และเปิดโอกาสให้พนักงานเปลี่ยนทางเลือกได้ปีละ 1 ครั้ง

คำถามที่ 10 : ทำไม HR จึงทำ Exit Interview เฉพาะตอนพนักงานลาออกเท่านั้น ? ทั้งๆ ที่ HR มักจะไม่ได้คำตอบ หรือสาเหตุการลาออกที่แท้จริงจากพนักงาน ทั้งๆ ที่ไม่สามารถฉุดรั้งให้พนักงานอยู่กับองค์กรต่อไปได้ ทำไม HR ไม่ลองทำ Interim Interview ดูบ้างล่ะ โดยเป็นการสัมภาษณ์ในระหว่างที่พนักงานยังทำงานอยู่กับองค์กร HR อาจจะเริ่มทำกับกลุ่มพนักงานที่มีผลงานดีเยี่ยมปีละ 1 ครั้ง ด้วยการสัมภาษณ์เพื่อประเมินดูระดับความพึงพอใจที่มีต่องาน ต่อหัวหน้า ต่อองค์กร ก็อาจจะได้คำตอบที่เป็นประโยชน์ในการจัดเตรียมทางหนีทีไล่ สับเปลี่ยนโยกย้ายพนักงานฝีมือดีไปทำงานในแผนกที่เหมาะสมดีกว่าต้องสูญเสียคนดีคนเก่งไปจากองค์กร





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เซียน วันที่ : 16/04/2008 เวลา : 23.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sian

ขอต้อนรับสมาชิกใหม่

ระบบอุปถัมภ์มีมากกว่าระบบคุณธรรม การบริหารงานบุคคลย่อมล้มเหลว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]