• Pro.Trainer
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chaiyospun@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-15
  • จำนวนเรื่อง : 1673
  • จำนวนผู้ชม : 5494731
  • ส่ง msg :
  • โหวต 627 คน
ไชยยศปั้น
เขียนบทความ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคนและองค์การในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การศึกษา การฝึกอบรม การพัฒนา ตลอดจนแนวทางการเป็นวิทยากรอาชีพ และเทคนิคการเรียนรู้และพัฒนาคนในรูปแบบต่างๆ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyospun
วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม 2551
Posted by Pro.Trainer , ผู้อ่าน : 6484 , 07:15:05 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

           เนื่องจากยึดอาชีพครูสอนผู้ใหญ่  หรือวิทยากรฝึกอบรม ทำให้ผมต้องศึกษาเรียนรู้เทคนิคการสอนใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา  รวมทั้งกระแสการสอนแบบโค้ช (Teaching as a Coach)  ที่มักเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว (One–on-One Coaching) ที่กำลังเฟื่องฟูทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ 

          จากกระแสการเปลี่ยนแปลงจากการ Training เป็น Coaching ทำให้ผมต้องติดตามการทำงาน หรือวิธีการของโค้ชต่าง ๆ ทั้งจากการพบปะพูดคุยกับตัวจริง  อ่านเรื่องราวของโค้ชดัง ๆ จากหนังสือ  รวมทั้งดูภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับโค้ช   (ผมได้เขียนลงบล็อกไปบ้างแล้ว ลองติดตามอ่านดูเองนะครับ)

          วันนี้ผมมีเรื่องราวของโค้ชอีกท่านหนึ่งที่คัดลอกมาจากนิตยสารแพรว ฉบับที่ 694 วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 หน้าปกเป็นรูปคุณหมิว ลลิตา ผมตัดสินใจซื้อทันทีเนื่องจากเห็นข้อความตรงมุมขวาด้านล่างของปกว่า ครูละคร  อรชุมา ยุทธวงศ์  เพราะได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานว่าเป็นครูสอนการแสดงที่ดารานักแสดงเมืองไทยส่วนใหญ่ต้องผ่านการเรียนกับท่านมาก่อน

 

พอรู้ว่าท่านให้สัมภาษณ์ในนิตยสารเล่มนี้ วิทยากรสอนคนอย่างผมซื้อทันที ต้องอ่าน ไม่อ่านไม่ได้แล้ว ...

ชื่อ “ครูแอ๋ว –อรชุมา ยุทธวงศ์” เป็นที่รู้จักติดปากในฐานะแอ็คติ้งโค้ช ครูสอนการแสดงหรือที่ปรึกษาการแสดงมือฉมัง ที่ว่ากันว่าสามารถอ่านและดึงคาแร็คเตอร์นักแสดงได้อย่างเฉียบคมหาตัวจับยาก เป็นผู้อยู่เบื้องความสำเร็จของงานบันเทิงนับไม่ถ้วน

          ล่าสุดครูแอ๋วมีโอกาสถวายงานแด่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในการที่ทรงนำแสดงในภาพยนตร์ “หนึ่งใจเดียวกัน” ที่ถ่ายทอดมาจากพระราชนิพนธ์เรื่อง “Where the Miracle Happens” 

          “ตอนที่ทราบว่าทูลกระหม่อมมีรับสั่งให้ทำงานนี้ถวาย ปลื้มใจมาก แม้ก่อนหน้านี้เคยเฝ้าฯพระองค์บ้างจากการติวให้คุณพลอยไพลินตอนที่เล่นละครเรื่อง “ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน” แต่อดรู้สึกเกร็งไม่ได้ ด้วยความเป็นพระองค์ท่าน ตั้งแต่วันที่รู้โจทย์ก็เตรียมการสอนสุดชีวิต

          “ต้องบอกเลยว่า นอกจาก “หนึ่งใจเดียวกัน” จะเป็นหนังที่ไม่ควรพลาดเรื่องหนึ่งแล้ว ผู้ชมยังได้ชมพระอัจฉริยภาพด้านการแสดงของพระองค์ท่าน ซึ่งทีมงานทุกคนต่างก็ได้เห็นว่าทูลกระหม่อมทรงตั้งพระทัยจริง ทรงขยันมาก

ทรงมีสมุดสำหรับจดทุกอย่าง เวลาถวายการบ้านอะไรไปแล้วเราอาจมุ่งความสนใจตรงจุดอื่นจนลืมไปแล้วแต่จะทรงท้วงว่า ทรงเตรียมมา เช่น การทำอารมณ์ในเหตุการณ์เพื่อโยงกับเรื่อง ทรงรับบทแม่นักธุรกิจที่สูญเสียลูกไปด้วยอุบัติเหตุ ทรงตั้งพระทัยมาก รับสั่งว่า “ทูลหม่อมไม่มีน้ำตาจะร้องไห้อีกแล้วตั้งแต่คุณพุ่มจากไป” ทรงเปิดเผยพระอารมณ์ ตลอดจนประสบการณ์ชีวิตที่จะนำมาใช้ในการแสดงอย่างเต็มที่

          ถ้าได้รับการถวายคำวิจารณ์ก็จะทรงปรับแก้อย่างไม่ย่อท้อ ครั้งหนึ่งเมื่อทรงทำพระอารมณ์เศร้าสะอื้นกันแสงได้อย่างที่ผู้กำกับต้องการ ทรงหันมารับสั่งว่า “ขอบใจมากนะครูแอ๋ว” ที่ทำให้ทูลหม่อมแสดงได้ ครูแอ๋วเป็นคนเปิดประตูให้” นับเป็นความภูมิใจ ปลาบปลื้มใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ตลอดชีวิตของการทำงานเป็นครูการแสดง

ต่อไปนี้เป็นบางส่วนที่ผมคัดลอกมา เป็นส่วนที่เกี่ยวกับการสอนการโค้ชเป็นหลัก  โดยแบ่งเป็น 2 ตอน จริง ๆ แล้วบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มมีเรื่องราวให้อ่านมากมาย  สนุก และมีสาระที่น่าสนใจ  ใครอยากอ่านทั้งหมดต้องไปหาอ่านกันต่อเองนะครับ   

ขออนุญาตย้อนถามถึงวันแรกๆ ของความสนใจ ในงานด้านนี้สักนิดนะคะ

          ความจริงตอนนั้นเป็นเด็กค่อนข้างนิ่ง ไม่แสดงออกมากนัก อาจเพราะไม่มีพี่น้องมาคอยต่อปากต่อคำจึงเป็นฝ่ายพังเสียมากกว่า ช่างคิด ช่างสังเกต แล้วอยู่ในบ้านที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีคนอยู่เยอะ หลายระดับ และมีผู้คนไปมาหาสู่ตลอดเวลา จึงมีเรื่องราวผ่านเข้ามาให้ศึกษาให้จดจำ

          แต่เรื่องเรียนยังมีเกร็ดให้เล่าตลอดมาว่า ที่บ้านเรานอกจากเลขที่ 1/1 แล้ว ยังอยู่ในซอยเลิศปัญญาอีกต่างหาก เหล่าคุณอาไม่ได้ทำให้เสียชื่อบ้านเพราะเรียนเก่งกันทุกคน สอบชิงทุนไปเมืองนอกได้เป็นว่าเล่น เราเองก็พลอยได้แรงบันดาลใจให้รักเรียนไปด้วย โดยที่ไม่ต้องมีการเข้มงวดจากผู้ใหญ่

อย่างตอนอยู่สาธิตปทุมวัน ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่เริ่มมีสหศึกษาเกิดขึ้นครั้งแรก บรรดาอาจารย์เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก เน้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ท่องจำวิชาแรงมากันเชียว นักเรียนได้ทำรายงานตลอดเวลา ชีวิตจึงเหมือนอยู่ในโลกกว้าง

          ตอนสอบเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้คร่ำเคร่ง เพราะภาควิชาการละครเปิดกว้างอีกเช่นกัน คิดว่าด้วยเหตุที่วิชานี้เข้ากันได้ตัวตนความคิด ไม่ต้องท่อง ไม่มีถูกผิดตรงคอนเซ็บต์ชีวิต บวกกับเจออาจารย์สดใส(รองศาสตราจารย์สดใส พันธุมโกมล) ซึ่งมีวิธีสอนที่ทำให้เกิดอาการนะจังงังและคลิกกับศาสตร์ด้านนี้มาตั้งแต่นั้น

          ตลอดสี่ปีที่จุฬาฯ ได้ทำละครทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง ขณะเดียวกันก็เรียนเต็มที่ กิจกรรมอื่นๆนอกเหนือจากละครก็ไม่ทิ้ง เป็นชาวค่ายอาสาสมัครไปต่างจังหวัดเป็นเดือนๆ เป็นผู้แทนนิสิตทำโน่นนี่สารพัด หรือถ้าอยู่กับเพื่อนๆ ก็สนุกสนาน เป็นกลุ่มที่อยู่ในข่าววงสังคมตลอด เป็นช่วงที่เหมือนกลั่นตัวเองเต็มที่ในทุกทาง

          ตอนแรกไม่ได้คิดว่าเรียนจบแล้วจะไปทางไหน แต่รู้ตัวว่าเรียนดีและแผนกวิชาภาษาอังกฤษจะรับบัณฑิตเกียรตินิยมเป็นอาจารย์ปีละประมาณ 5 คน ลึกๆ ในใจจึงรู้ว่าคงได้เป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ แต่ไม่ถึงกับมุ่งมั่นอะไร เหมือนชีวิตเลือกมาให้ ก็ได้สอนทั้งภาษาอังกฤษและการละคร ได้เป็นนางเอกละครเวทีในยุคบุกเบิกศิลปะการละครในเมืองไทย

เล่าประสบการณ์ตอนที่เป็นครูมือใหม่บ้างสิคะ

            มั่นใจและไฟแรงมากตามประสาคนเพิ่งจบ ความที่ทำกิจกรรมเยอะ รู้จักคนมาก และใกล้ชิดสนิทสนมกับรุ่นพี่รุ่นน้อง วันที่เดินไปสอนหน้าชั้นจึงไม่รู้สึกกลัวอะไร แค่เปลี่ยนบทบาจากเรียนเป็นสอนและไม่ต้องแต่งเครื่องแบบนิสิต เปลี่ยนแค่เป็นว่าจะใส่ชุดแบบไหนดี(หัวเราะ) แต่อื่นๆ เหมือนเดิม ขับรถคันเดิมไปจอดที่เดิม

         อาจารย์ในคณะอักษรฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ภูมิฐาน ส่วนภาพเราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง ไม่มีมาดอะไร ลูกศิษย์จึงเรียกครูแอ๋ว ซึ่งก็ได้ผลว่าทำให้ดูซอฟท์ลงบรรยากาศการทำงานเป็นไปอย่างสนุกสนาน ได้สอนทั้งในและนอกคณะ

         แล้วยังทำงานพิเศษแปลหนัง แปลข่าว สักพักได้รับทุนอีสต์เวสต์ เซ็นเตอร์ ไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Drama & Theatre (กำกับการแสดง) ที่มหาวิทยาลัย ฮาวายและยูซีแอลเอ ลอสแองเจลิส จำได้ว่ามีนิสิตคณะต่างๆ มาบูมให้ที่สนามบินเสียงดังลั่น

          พอกลับมาไฟยิ่งแรงเป็นสองเท่า นอกจากสอนยังบุกเบิกละครเวทีสำหรับเด็ก ละครเร่ต่างจังหวัด ทำรายการ “หุ่นหรรษา” ทางช่อง 9 เป็นรายการสดทุกสัปดาห์ยาวนานถึงสี่ปี ได้รางวัลมากมาย ปลื้มใจทุกครั้งเวลามีใครมาบอกว่า ดูงานเราเมื่อตอนเขาเด็กๆ

          เคยได้คำนิยามชีวิตตัวเองช่วงนั้นว่า เป็นการทำงานแบบไร้ขอบเขต ได้ทำทุกสิ่งที่นึกอยากทำ เป็นนางเอกละครเวที เป็นตัวแทนประเทศไทยด้านศิลปะการแสดงไปประชุมอาเซี่ยนต่อเนื่องประมาณสิบปี รวมทั้งงานบรรยายในหลายประเทศและอื่นๆ ทำทุกอย่างเพลินเผลอแป๊บเดียวผ่านไป 25 ปีของการเป็นครูที่จุฬาฯ แล้ววันหนึ่งจู่ๆ ก็อยากหยุดเพื่อเริ่มต้นใหม่

เกิดอะไรขึ้นหรือคะ

            ตัดสินใจเกษียณตัวเองตั้งแต่อายุ 40 ปีเศษ บางคนสงสัยว่าหมดไฟแล้ว(หัวเราะ) ความจริงไฟน่ะมีเสมอ แต่รู้สึกสนใจชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยมากขึ้น รู้สึกถึงเสียงเรียกจากโลกมากขึ้น

          เหตุผลอีกอย่างที่อาจดูว่าเบาไปหน่อยคือการเบื่อรถติด เคย ตั้งคำถามกับตัวเองว่าฉันมาเสียเวลาทำอะไรอยู่ในรถ เกิดอาการถวิลหาความโล่ง สบายนอกกรอบห้องประชุม ห้องสี่เหลี่ยม มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกว่าศาสตร์นี้ต้องเชื่อมโยงวิชาการกับวงการบันเทิงให้ได้ จึงอยากลองออกมาเป็นตัวเชื่อมดู

          ตอนนั้นพอหลายคนรู้ข่าวก็ถามว่า ทำไมไม่อยู่ให้ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ก่อน ผู้ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยก็ทักท้วง พยายามมอบหมายตำแหน่งที่ดูท้ายทายขึ้น เช่น รองผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา แต่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ จึงตัดสินใจขออกไปเสี่ยงในแบบของเรา บวกกับที่อาจารย์สดใสเกษียณและครบเทอมที่เราจะได้บำนาญแล้ว(หัวเราะ) คือแอบรอบคอบนิดหน่อยว่า

ถ้าลาออกจะอดตายไหม ถึงกับเขียนติดโต๊ะไว้ว่า จะทำงานอะไรได้บ้างประมาณ 10 อย่าง  เช่น เขียนคอลัมน์ ถ่ายรูปด้วยนะ(หัวเราะ) วันหนึ่งกลับมาดูเห็นข้อความที่เอ็ม(สุรศักดิ์ วงษ์ไทย) เขียนต่อท้ายไว้ให้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ไม่ต้องคิกมากถึงเวลางานมาเอง ปรากฏว่าหลังจากเออร์ลี่ริไทร์ออกมาเป็นครูสอนการแสดงที่บ้านตั้งแต่ปี 2537 จนวันนี้ยังไม่เคยว่างไปสมัครงานที่ไหนเลย

ถ้าอย่างนั้นเล่าประสบการณ์สนุกๆของการเป็นแอ็คติ้งโค้ชบ้างนะคะ

          เริ่มจากจัดงานให้ลงตารางกับชีวิตโดยดูลิมิตของตัวเอง ทำงานตามนัด เน้นการเรียนรู้ตัวต่อตัว บางงานเป็นแอ็คติ้งโค้ชหรือที่ปรึกษาการแสดงอย่างเดียว แต่หลายครั้งทำมากกว่านั้น ตั้งแต่ดูบทเพื่อออกความเห็นสรุปการคัดเลือกนักแสดง ช่วยลงคะแนนกับรายชื่อนักแสดงซึ่งต้องดูเทปตัวอย่างการแสดงของเขาเหล่านั้นอย่างละเอียดด้วย บางเรื่องต้องการให้ไปทำเวิร์คชอบคือ คุยกับผู้กำกับ ตีความบทร่วมกับนักแสดงทั้งเรื่อง รวมทั้งไปกองถ่ายด้วย

          จึงมีความทรงจำร่วมกับลูกศิษย์มากมายหลายอารมณ์อย่างติว โจ นูโว ที่ต้องเล่นบทศิลปินไส้แห้ง ตอนนั้นเขากำลังเฮี้ยว พอเจอหน้าก็บอกว่า “ครูแอ๋วลืมที่ผมเคยเล่นให้หมดนะครับเพราะไม่ชอบเลย” นอกจากสอนทฤษฎียังแนะนำให้เขาไปดมกลิ่นเหงื่อแถวหน้ารามฯ พอวันเปิดกล้องเขานึกสนุก สามารถบอกผู้กำกับได้เลยว่า ซีนนี้ผมมีให้เลือกสามอย่าง

         หรือสมัยก่อนไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่นักร้องต้องแสดงโดยอัตโนมัติ บางคนคิดว่าการแสดงคือการแสร้งทำ ปีเตอร์ คอร์ป กับอ้อม-สุนิสา ก็เป็นตัวอย่างนักร้องที่ต้องแสดงโดยมีความคิดว่าเขาเป็นตัวจริงจากก้นบึ้งจะให้แสดงให้สมมติเลยรู้สึกอึดอัด ……….. (ยังไม่จบ...อ่านต่อครั้งหน้านะครับ)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
philharmonics วันที่ : 02/08/2008 เวลา : 07.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/philharmonics
ฟั่นเฟือนคือการทำสิ่งเดิมซ้ำๆแต่คาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ

รออ่านอยู่นะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]