• chaki
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : julck_7@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-01
  • จำนวนเรื่อง : 46
  • จำนวนผู้ชม : 49155
  • ส่ง msg :
  • โหวต 47 คน
julck_7
ข่าวสาร... ไม่ค่อยมี สาระ... ไม่ปรากฏ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chaki
วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2550
Posted by chaki , ผู้อ่าน : 1091 , 20:49:33 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภาพ ศุภกฤต คุ้มกัน

ครั้งหนึ่งลีลาที่พลิ้วไหวบนปลายมีดคมกริบและความมุ่งมั่นทำให้ โจฮาน คอสส์ นักสเกตชาวนอร์เวจิเนียนคว้า 4 เหรียญทองโอลิมปิก พร้อมสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการสเกตน้ำแข็งด้วยการทำลายสถิติ (ตัวเอง) ถึง 11 ครั้ง จากนักกีฬาที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพ พร้อมใบปริญญาด้านการแพทย์ ก็น่าจะเพียงพอแล้วในการให้เวลากับตัวเองหลังเดินออกจากลานสเกต แต่เขากลับมุ่งหน้าสู่ความท้าทายครั้งใหม่ในการเดินทางไปทั่วโลกเพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ตามภูมิภาคต่างๆ หันมาสนใจเล่นกีฬาในองค์กรที่ชื่อว่า 'Right To Play' มีอะไรอยู่หลังกรอบแว่นตาคู่นั้นติดตามได้นับตั้งแต่บรรทัดนี้ไป

ทำไมคุณถึงสนใจในกีฬาไอซ์สเกต  

ผมเริ่มชอบสเกตตั้งแต่ 7 ปี เห็นในรายการโทรทัศน์แล้วดูน่าสนุกดี เหมือนมันมีพลัง ให้พลัง ผมเลยถามคุณพ่อคุณแม่ว่าขอรองเท้าสเกตเป็นของขวัญปีใหม่ได้ไหม โอเคก็ได้ พอได้มารุ่งขึ้นผมก็สเกตเลย

ยากไหมตอนสเกตครั้งแรก

เริ่มต้นครั้งแรกมันก็ยาก เพราะเหมือนกับว่าเราต้องไปคอนโทรลอะไรก็ไม่รู้แล้วเราต้องไปปรับความสมดุลอีกทีหนึ่ง แต่ว่าเมื่อเริ่มเล่นไปสักพักหนึ่งเราเริ่มคอนโทรลได้ มันก็เริ่มง่าย  
 

ตอนนั้นที่เริ่มเล่น มีความคิดว่าจะเข้าแข่งขันเป็นนักกีฬาประเภทนี้ ?

จริงๆ มันเริ่มตั้งแต่ตัวผมเองก็ชอบการแข่งขันอยู่แล้ว เพราะคิดว่ามันน่าตื่นเต้นดี ก็เล่นไปเรื่อยๆ จนอายุ 11 ปี ผมก็ติดตามการแข่งขันสเกตและได้เห็นนักสเกตชาวอเมริกันชื่อว่า Haieden (ไฮเดิน) เขาชนะในการแข่งขันครั้งนั้น มันเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากแข่งขันและอยากประสบความสำเร็จเหมือนคนๆ นั้น

ใช้เวลาฝึกซ้อมนานแค่ไหนกว่าที่จะรู้ตัวเองว่าพร้อมสำหรับการแข่งขัน  

เกือบ 10 ปีนะ (หัวเราะ) จริงๆ เมื่อเริ่มสเกตก็เท่ากับเริ่มฝึกซ้อมแล้ว ก็สเกตมาเรื่อยๆ จนกระทั่งผมอายุ 17 ปี มีหลายคนบอกว่าฝีมือผมเริ่มใช้ได้แล้วก็เลยลงแข่งขัน

ในการแข่งขันจริงๆ เป็นยังไงบ้าง ต่างจากการสเกตเฉยๆ หรือเปล่า

การแข่งขันสเกตในแต่ละครั้งจะสเกตทีละ 2 คน เป็นคู่ๆ จับเวลาที่ดีที่สุด ผมค่อนข้างที่จะโฟกัสมาที่ตัวเองมากกว่า คล้ายๆ เป็นการแข่งกับตัวเอง เราต้องทำให้ดีที่สุดเพราะว่าเขาเปรียบเทียบเวลากัน ถึงแม้เราจะเอาชนะคนนี้ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าคู่อื่นเขาอาจจะทำเวลาดีกว่าเราหรือเปล่า มันจึงทำให้ผมตื่นเต้นมากเวลาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันใหญ่ๆ และในความตื่นเต้นนี้เองก็จะบีบบังคับให้ผมซ้อมหนักขึ้น โดยไม่กลัวที่จะบาดเจ็บ เป็นการพัฒนาตัวเองไปในตัวด้วย และสุดท้ายผมก็ประสบความสำเร็จ

การแข่งขันครั้งไหนประทับใจที่สุด

ที่ผมประทับใจมากที่สุดก็คือการแข่งโอลิมปิกที่นอร์เวย์นี่แหละ เพราะความรู้สึกก่อนหน้านี้ผมทำเวลาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกว่าต้องทำเวลาได้ดีแน่ๆ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ (ยิ้ม) พอเริ่มแข่งพลังมันมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ กองเชียร์ข้างสนามก็เยอะมาก ผมก็สามารถทำลายสถิตได้ด้วย และคนที่ได้ที่ 2 ก็คือเพื่อนของผมเองซึ่งเป็นชาวนอร์เวย์เหมือนกันก็เลยทำให้การแข่งขันในครั้งนี้สนุกมาก

คุณทำลายสถิตของตัวเองได้ถึง 11 ครั้ง อะไรที่เป็นแรงกระตุ้น ในการสร้างความอัศจรรย์แบบนี้ได้

มันอยู่ในใจผมตลอดอยู่แล้วทุกการแข่งขัน คือความอยากจะเอาชนะตัวเอง ผมตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่าจะทำให้ดีกว่าครั้งที่แล้วได้ไหม ก็จะพยายามมากๆ นี่คงเป็นคำตอบที่ทำให้ผมทำลายสถิติได้

มีความกดดันจากความคาดหวังของกองเชียร์หรือเปล่า

คือมันคงมีแรงกดดันจากรอบข้างพอสมควร แต่ที่สุดคงเป็นแรงกดดันที่มาจากตัวเองมากกว่า ผมอยากพิสูจน์ว่าตัวเองจะทำได้ดีที่สุดขนาดไหน เป็นสิ่งที่ผมทุ่มเทกายใจมาตลอด 7 ปีก่อนเข้าแข่งขัน คือก่อนหน้านี้ผมเล่นสเกตอยู่แล้ว แต่ว่าที่ผมต้องมาซ้อมวันละ 8 ชั่วโมง และดูแลตัวเองให้ดีที่สุด 7 ปีเต็มๆ ก่อนแข่งโอลิมปิก ก็เลยเหมือนกับว่าต้องทำให้ดีที่สุด อันนั้นแหละคือแรงผลักดันตัวเอง ถ้าผมไม่ทำให้ดีที่สุดเนี่ย ก็ไม่รู้แล้วละว่าตัวเองจะทำอะไรให้ดีที่สุด เพราะว่านี่เป็นสิ่งที่ผมทุ่มเทมากถึงเศษ 1 ส่วน 3 แต่ละวันของชีวิต เพราะฉะนั้นมันต้องออกมาดีที่สุด

คุณเริ่มให้ความสนใจกับการหันมาส่งเสริมเรื่องการเล่นกีฬาจนตั้งมูลนิธิตอนไหน

มันเริ่มต้นที่ว่าผมเองก็เรียนหมอ และก็ระหว่างที่แข่งขันผมก็เรียนหมอไปด้วย เพราะการแข่งขันทำให้ผมได้เดินทางไปทั่วโลกซึ่งรวมถึงแอฟริกาด้วย ที่นั่นผมได้เห็นเด็กที่ผ่านสงครามมา และเด็กเขาไม่เหลืออะไรเลยจริงๆ ทั้งๆ ที่หลายๆ ประเทศทั่วโลกต่างตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า เด็กเหล่านี้โตขึ้นจะต้องเป็นคนดีของสังคมเป็นคนดีของชาติ แต่ว่าเราไม่ได้ให้อะไรเขาเลย ผมก็เลยคิดว่าจริงๆ แล้ว เด็กควรได้ใช้สิทธิในการที่จะเล่น มีความสุขกับชีวิตตัวเอง มันเสริมสร้างพัฒนาการต่างๆ ของเด็ก ทั้งการเรียนรู้ ทางสมอง ทางด้านร่างกาย คือทุกๆ อย่าง และมันทำให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น และตัวเองก็มีประสิทธิภาพสอน เพราะฉะนั้นผมอยากที่จะเอาสิ่งเหล่านี้ แนวคิดเหล่านี้ไปใส่ไว้ให้เด็ก ก็เลยคิดว่าควรจัดตั้งองค์กรสร้างแนวคิดนี้เป็นองค์กรระดับโลก

เริ่มทำงานยังไง

ผมเริ่มที่ว่าเอาความคิดนี้ไปเสนอให้กับเพื่อนๆ ก่อน เมื่อมีเพื่อนพ้องหลายๆ คนเห็นด้วยก็ไปพูดกับรัฐบาลของนอร์เวย์ และแคนาดา พูดไปเสร็จก็ระดมทุนหาเงินรายได้ มีคนสนับสนุนเยอะ เมื่อเริ่มหาทุนได้ก็เริ่มสร้างคน คนที่มาเป็นอาสาสมัครก็มีเยอะ เริ่มจากตรงนั้นก่อน โดยเด็กกลุ่มแรกที่เข้าไปทำงานอยู่ในแอฟริกา ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ด้วย

ตอนที่เขาแข่งขันคุณก็เรียนหมอไปด้วย แล้วแบ่งเวลายากไหม

ผมต้องขอบคุณที่ทุกคนให้ความช่วยเหลือ ผมได้รับอนุญาตให้เรียนแค่ครึ่งหนึ่งในแต่ละเทอม ทำให้มีเวลาแบ่งไปให้การซ้อม ช่วงหน้าหนาวที่จะต้องลงแข่ง ผมก็จะต้องไปตระเวนแข่งขันกลับมาก็เป็นฤดูร้อนที่ไม่เรียนกันแล้ว แต่ผมก็ได้รับการอนุเคราะห์จากอาจารย์มาสอนให้เป็นการส่วนตัวด้วย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นกว่าผมจะจบ ใช้เวลานานกว่าคนอื่นๆ พอสมควรทีเดียว

การที่คุณต้องเรียนไปแข่งขันไปด้วย ดูเหมือนว่ามันใช้เวลาตลอดเวลาทำกิจกรรมต่างๆ แล้วอย่างนี้เวลาพักผ่อนมีบ้างหรือเปล่า

ไม่มีเวลาพักผ่อนจริงๆ ณ เวลานั้น มันไม่ง่ายที่ผมต้องสเกตไปด้วยเรียนไปด้วย กลายเป็นว่าการเรียนเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างที่จะผ่อนคลายสำหรับผม เพราะมันไม่ต้องแข่งขันมาก การเรียนก็แค่ใช้สมองไปเรื่อยๆ อย่างนั้น กระตุ้นสมอง แต่ผมไม่ได้บอกว่าง่ายนะ เพียงแต่ว่ามันไม่ต้องไปกระตุ้นสมองตลอดเวลาเหมือนตอนแข่งขัน

แล้วครอบครัวมีส่วนช่วยในการสนับสนุนยังไงบ้าง ทั้งในเรื่องการแข่งขันและเรื่องเรียน

ครอบครัวผมแม้ว่าจะเป็นแพทย์ แต่ว่าทุกคนก็ให้ความสนับสนุนผมเกี่ยวกับการเล่นกีฬามาก พวกเขาช่วยผมในทุกๆ เรื่อง ครอบครัวผมจะอยู่เคียงข้างเสมอ คอยสนับสนุนความคิดให้ผมมีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ให้ตัดสินใจเองในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ แต่ว่าไม่ได้ผลักดัน ไม่ได้พยายามกดดัน เรื่องกีฬาก็คือสิ่งที่ผมเลือกเอง พอมาทำองค์กรนี้พ่อแม่ทราบว่าผมกำลังทำอะไรและก็ภูมิใจในตัวผม แต่ว่าไม่ได้ยื่นมือเข้ามาทำอะไรกับผม เป็นการสนับสนุนด้านจิตใจมากกว่า

ปัญหาหรืออุปสรรคที่คุณเจอตอนนี้กับเมื่อก่อนแตกต่างกันไหม

มันสุดขั้วเลยล่ะ (ยิ้ม) ตอนที่ผมเป็นนักกีฬา ทุกคนก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามา อยากเอาอะไรก็พร้อมที่จะให้เพื่อที่ผลักดันให้ดีที่สุด แต่พอผมหยุดตรงนั้นและพร้อมเข้ามาในองค์กร ทุกคนหายไปหมดเลย นั่นแสดงว่าผมต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งที่ตัวเอง ต้องหันไปหาคนอื่นเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือ ตรงนั้นแหละเป็นสิ่งที่ยาก แต่ว่าโชคดีเหมือนกันตรงที่ผมเติบโตขึ้นมาและทำอะไรได้ด้วยตนเอง อีกอย่างมีโปรแกรมที่แน่นอน ผมจึงทำมันเหมือนกับการเล่นกีฬาเหมือนกันก็คือว่ามุ่งมั่นอย่างที่สุด เพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายที่เห็นชัดเจนอยู่แล้ว ตรงนั้นแหละคงเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่ผมต้องปรับ

จากที่คุณไปทำมา 23 ประเทศทั่วโลก คุณมีหลักเกณฑ์ในการเลือกประเทศที่จะลงไปช่วยเหลือ?

องค์กรของเราช่วยเหลือไปแล้วกว่า 23 ประเทศ แล้วก็เกือบทุกอาทิตย์เลยที่มีจดหมายเข้ามาขอให้ไปช่วยเหลือตรงนี้ๆ แต่ว่าผมก็จะต้องเช็ค ต้องมีสแตนดาร์ดเหมือนกันว่าเลือกด้วยพื้นฐานใดบ้าง เราจะดูที่ความจำเป็นของสังคมนั้นๆ ว่ามีขนาดไหน และที่เราสามารถจะสร้างรายได้ขึ้นมาได้คือเรี่ยไรมาให้กับคนๆ หนึ่ง และก็ชุมชน กลุ่มตรงนั้นอยู่ใกล้กับชุมชนที่เราเคยช่วยเหลือไปแล้วหรือยัง เพราะถ้ามันใกล้เราก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้เยอะ อีกทั้งยังช่วยเหลือคนได้มากขึ้น แทนที่จะเอาเงินไปทิ้ง เอาเงินไปลงทุนอีก และก็จะต้องดูว่ามีการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ดีหรือเปล่ารวมถึงการสนับสนุนของภาคเอกชนด้วย

เท่าที่คุณไปมานี่การตอบรับเป็นแบบไหน

เป็นการตอบรับที่ดีมาก ให้ความรู้สึกที่ดีมาก (ยิ้ม) อย่างผมไปในสถานที่แบบว่าสนับสนุนให้เด็กผู้ชายเข้าไปทำสงคราม กลายเป็นว่าเราใช้โปรแกรมต่างๆ ทำให้เขาคิด และเห็นว่าการศึกษาจะเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราคิดได้พูดจากันรู้เรื่องขึ้น เด็กผู้ชายก็หันมาเรียนกันมากขึ้น เด็กผู้หญิงจากที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อลองเล่นหรือผ่านการอบรมจากโปรแกรมอะไรต่างๆ ของเราก็จะเห็นว่าตัวเองมีค่า ตัวเองสามารถทำอะไรได้เยอะแยะไม่ใช่เป็นแค่ผู้หญิงแล้วจะไม่มีค่าอะไรเลย บางครั้งเขากล้าที่อยากจะมาเป็นผู้นำกลุ่มด้วยซ้ำ คือมันสร้างความแตกต่างจากสังคมนั้นๆ โดยที่ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าตัวเขามีค่าสำหรับสังคม และสามารถสร้างสังคมโดยรวมทั้งประเทศ

คุณเรียนรู้อะไรบ้างทั้งจากการแข่งขันและการทำองค์กรนี้

สิ่งหนึ่งเลยที่ผมเรียนรู้ ก็คือสองอย่างมันไปด้วยกัน มันเป็นเหมือนกับการเรียนรู้ชีวิต ผมก็ได้คำตอบมาว่าการที่เราทำงานหนักหรือว่าการที่เราตั้งใจอย่างที่สุดนั้นมันก็ได้ผลตอบรับที่ดีจริงๆ และก็การทำงานร่วมกับผู้อื่น การมีแรงสนับสนุนนี่มันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก การที่หลายๆ คนมารวมกันและก็เชื่อในหลักการเดียวกัน แม้ทางด้านกีฬ่าก็เหมือนกันที่ผมสามารถประสบความสำเร็จได้ก็เพราะหลายๆ คนเชื่อในตัวผม มันก็ทำให้ผมถึงเป้าหมายได้ดี องค์กรนี้ก็เหมือนกัน หลายๆ คนก็เข้ามาเป็นอาสาสมัคร หลายๆ คนเข้ามาร่วมงานกัน เพราะว่าเราเชื่อเหมือนๆ กัน และทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น

ในแง่มุมของการแข่งขันเราต้องแข่งขันกับตัวเอง รวมถึงการแข่งขันกับคนอื่นก็เหมือนกัน มันทำให้ผมมีความกระตือรือร้นที่จะสร้าง ที่จะเป็นกับมันมากขึ้น แล้วก็ยังมีสิ่งที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ ถึงจะมีเป้าหมายที่ดีมาก แต่ถ้าการสื่อสารไม่รู้เรื่องมันก็เป็นผลร้ายออกมา เวลาผมไปพูดคุย อธิบายคอนเซปต์ออกไป คนๆ นั้นไม่เข้าใจ เวลาพูดผิดไปนิดเดียวการสื่อสารเนี่ยมันทำให้เป็นผลลบออกมาได้ มันสำคัญมาก

หลังจากนี้คุณวางแผนงานกับตัวเองหรือกับองค์กรไว้แค่ไหน

ผมคิดว่าเป้าหมายสำหรับองค์กรนี้ก็คือว่า ภายใน 5 ปีเราอยากจะช่วยเหลือเด็กให้ได้ประมาณ 5 ล้านคน และก็พยายามปลูกฝังไอเดียและก็ความคิดนี้ให้กับทุกๆ คนได้ตระหนักว่า การเล่นเนี่ยก็มีส่วนสำคัญในการสร้างคนให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีได้ ให้เป็นคนที่อยู่ในสังคมได้ดี และเป้าหมายของผมมันก็เกี่ยวพันงานของผมเหมือนกัน ผมก็อยากให้องค์กรของผมประสบความสำเร็จขึ้นมา หลังจากนั้นก็คงใช้ชีวิตสบายๆ แต่งงานมีลูกอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ)

คุณเชื่อว่าการเล่นและการเรียนรู้ ทำให้เด็กสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติได้?

ผมว่ามันเป็นสิ่งสำคัญมากที่คนเราจะมีทัศนคติที่ดี แล้วการเล่นอะไรอย่างนี้มันมีส่วนให้จิตใจเบิกบาน เหมือนกับพอเรามีทัศนคติที่ดีเราเองก็ทำดี ทำดีเสร็จก็ไปให้คนอื่น คนอื่นก็ทำดีให้เรา มันเป็นวงกลมที่มันเพิ่มมันต่อยอดต่อไปได้ ในขณะที่เราทำร้ายทำชั่ว คนอื่นทำชั่วผลออกมามันก็เลวร้าย มันก็เหมือนกับขดลวดขดไปอีกทางหนึ่งมันก็หายไปในที่สุด ก็เหมือนกับว่าพยายามปลูกฝังเพื่อที่จะให้คนเป็นคนดี มันเป็นสิ่งดี คิดดีทำดี

ทั้งเหรียญรางวัล ทั้งองค์กรที่คุณรับผิดชอบ ทุกวันนี้คุณคิดว่าตัวคุณประสบความสำเร็จในชีวิตหรือยัง

ในความคิดของคุณคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไรล่ะ สำหรับผม ถ้ามองจากภายนอกเนี่ย ผมก็แน่ใจว่าคนอื่นๆ จะเห็นว่าผมประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผมจะพูดได้ก็คือผมค่อนข้างจะพอใจในสิ่งที่ผมเป็นในสิ่งที่ผมมี ตอนที่แข่งนี่ผมก็ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตคนเราพอดำเนินต่อไปเนี่ยมันก็จะมีเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อๆ ไปนี้มันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า หรือที่ผ่านมามันประสบความสำเร็จไปแล้ว แต่ว่าที่ผมจะบอกคือผมพอใจในสิ่งที่ตัวเองรู้ ในสิ่งที่ตัวเองเป็นและในสิ่งที่ยังไม่รู้

คติในการดำเนินชีวิตของคุณคืออะไร

ที่ผมจำได้ก็คือมาจากคุณย่าของผม และก็มันก็คล้ายๆ กับคอนเซปต์ขององค์กรนี้ด้วยก็คือว่า จงดูแลผู้อื่นให้เหมือนกับดูแลตัวเอง

Be My Guest เสาร์สวัสดี ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2550





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

สวัสดีค่ะ แวะมาเยี่ยม มาอ่านข้อมูลค่ะ

น่าสนใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 20.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

แวะมาทักทายค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]