*/
  • ชลัยย์มาศ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chalaimas@windowslive.com
  • วันที่สร้าง : 2010-02-16
  • จำนวนเรื่อง : 86
  • จำนวนผู้ชม : 223439
  • จำนวนผู้โหวต : 238
  • ส่ง msg :
  • โหวต 238 คน
Relax-Buddhist Meditation Music-Zen Garden-Kokin Gumi

สงบ ปล่อยวาง

View All
วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤษภาคม 2561
Posted by ชลัยย์มาศ , ผู้อ่าน : 426 , 23:56:15 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน แม่หมี โหวตเรื่องนี้

 

 

 

 

โรงเรียนวัยเด็กของฉัน

คืนนี้นิตย์มาราตรีสวัสดิ์หลังฝนโปรยปราย คะ

 

***เวลาฝนตกถ้าไม่หนักมากเป็นลักษณะฝนโปรยปรายต่อเนื่อง
(ยกเว้นที่มีฟ้าคะนอง ฟ้าผ่า)เป็นภาพที่สวยงาม....นิตย์ชอบมอง
ผ่านม่านฝน..... ทำให้ความคิดล่องลอยไปได้ไกล....แบบย้อนอดีตกาลได้เลยคะ....

***นิตย์นึกถึงตอนที่ตัวเองยังเด็กๆพอเริ่มไปโรงเรียนได้แล้ว..คุณพ่อกับแม่จะเลือกโรงเรียนที่ใกล้ๆบ้านเพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการไปรับไปส่ง.....นิตย์เกิดที่อำเภอพระนคร ใจกลางกรุงเทพฯ.....ดังนั้นโรงเรียนเด็กเล็กก็อยู่ไม่ไกลนัก.....

***จำได้ว่าตอนเด็กๆ...ช่วงบ่ายของวันศุกร์ ทางโรงเรียนซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง..มีสถานที่ตั้งใกล้วัด...แถวบางขุนพรหม...คุณครูจะต้องคุมเด็กนักเรียนทุกชั้นเดินเป็นแถวออกจากห้องเรียนแล้วเดินออกมาทางประตูโรงเรียน ...เพื่อเข้ามาประตูวัดซึ่งอยู่ติดกัน เพื่อให้นังเรียนสวดมนต์และฟังธรรมะ...นิตย์ยังจดจำได้ดี....ตื่นเต้นและมีความสุขที่จะได้เข้าโบสถ์...มีพระประธานองค์ใหญ่สวยงาม...
แล้วก็ไม่ต้องเรียนหนังสือเป็นการเปลี่ยนสถานที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจ.....

***พอโตขึ้นมาหน่อยก็เข้าเรียนโรงเรียนวัดที่ใหญ่พอสมควรแถวบางลำพู........สนุกและตื่นเต้นเช่นกัน......
ทุกวันศุกร์ช่วงบ่ายจะต้องเดินแถวเข้าห้องประชุมเพื่อสวดมนต์และฟังเทศน์จากพระอาจารย์ที่เป็นพระจริงๆหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปไม่ซ้ำกันเลย...ตอนเด็กๆยังมีความรู้สึกชอบพระอาจารย์เนื่องจากใจดี พูดเพราะ แล้วท่านมีรอยยิ้มบนใบหน้าเสมอ.....

***นิตย์พูมใจนะคะที่ได้เรียนโรงเรียนวัดในช่วงประถมต้น....มีเพื่อนมากมายทั้งชาย หญิง ซึ่งปัจจุบันยังรวมตัวเป็นกลุ่มพบปะกันเป็นบางครั้ง...ทำกิจกรรมร่วมกัน......................................
โรงเรียนได้อบรมสั่งสอนให้เราได้เข้าวัด ขัดกล่อมจิตใจตั้งแต่เด็กรู้จักบาป บุญ คุณ โทษ...รักษาศีล 5 นั่งสมาธิสงบจิตใจ...
เป็นคุณอนันต์ที่ได้เข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ.....

 

@ ลองมาดูประวัติโรงเรียนกับวัดตั้งแต่สมัยก่อน..กันหน่อยนะคะ

 

@ สมัยรัตนโกสินทร์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น การศึกษายังคงดำเนินไป เช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยากล่าวคือ มีวัดได้ให้ความรู้แก่พลเมืองให้เหมาะ แก่ความต้องการของประชาคม วัดและบ้านรับภาระในการอบรมสั่งสอนเด็ก ส่วนรัฐหรือราชสำนักควบคุมตลอดจนให้ความอุปถัมภ์ตามสมควร หนังสือราชอาณาจักรและชาวสยามของเซอร์จอห์นบาวริง ผู้สำเร็จราชการฮ่องกง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย พระบรมราชินีนาถแห่งประเทศบริเตนใหญ่ ทรงแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตมาเจริญทางพระราชพระราชไมตรีเมื่อ พ.ศ.2398 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกล่าวถึงการศึกษาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ไว้สองแห่ง
แห่งหนึ่งมีความว่า
“การศึกษาตั้งต้นแต่การโกนจุก แล้วเด็กผู้ชายถูกส่งไปอยู่วัดเรียนอ่าน เขียน และคำสอนศาสนากับพระ”
อีกแห่งหนึ่งมีความว่า
“พระได้รับมอบหมายให้จัดการศึกษา และโรงเรียนอยู่ติดกับวัดโดยมาก ย่อมเป็นของธรรมดาอยู่เองที่การสอน ให้รู้คำสั่งสอนและประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เป็นส่วนสำคัญมากของระบบการศึกษา พลเมืองชายส่วนหนึ่งอ่านและเขียนหนังสือออก แต่วิธีที่จะแสวงหาความรู้ชั้นสูง สาขาใดสาขาหนึ่งมีอยู่น้อยถึงกระนั้นก็ดี โดยเฉพาะในบรรดาขุนนางยังใฝ่ใจเรียนวิชาเครื่องจักรกลไก รู้จักใช้เครื่องมือเดินเรือและรู้วิชาปรัชญากันมาก ค่าเล่าเรียนตามปรกติในโรงเรียนสามัญที่กรุงเทพฯ เก็บจากเด็กชายคนละ 8 ดอลลาร์หรือ 35 ชิลลิงต่อปีและอีก 15 ดอลลาร์ เป็นค่าที่อยู่ เสื้อผ้า เครื่องเขียนและอื่น ๆ ชาวจีนที่รวยบางคนจ้างครูสอนส่วนตัวเดือนละ 8 ดอลลาร์ ห้องเรียนห้องหนึ่งอาจเช่าได้เดือนละ 2 ดอลลาร์ครึ่งหรือต่ำกว่านั้น การศึกษาสตรีถูกทอดทิ้ง ในประเทศสยาม มีสตรีอยู่น้อยคนที่อ่านหรือเขียนได้ อย่างไรก็ดี ในการแสดงละครภายในพระราชวัง สตรีคนหนึ่งบอกบทและพลิกหน้าบทละครได้อย่างแคล่วคล่องมาก”

 

@ โรงเรียนวัดกับการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน

***ทุกวันนี้มีการพูดถึงการปฏิรูปการศึกษากันบ่อยและทำมาหลายรัฐบาลแล้ว โดยเฉพาะรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ดูจะให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่เท่าที่ติดตามดูยังไม่เห็นเป็นผลแต่อย่างใด เพราะพูดกันและคิดกันแต่ในเรื่องแนวคิด ทฤษฎี และเทคนิคในลักษณะที่เป็น WHY คือทำไมมากกว่า HOW คืออย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของการดำเนินการและปฏิบัติให้ได้ผลดีแก่ผู้มีส่วนได้เสียคือนักเรียน นักศึกษา


***ทั้งนี้เพราะในการวางแผนและการจัดการมักกระทำในหมู่ของผู้ที่เป็นนักวิชาการ แม้ว่าจะหลากหลายในความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการศึกษาก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงพวก Technocrats ที่ทำอะไรในการเชื่อมโยงและบูรณาการไม่เป็น แถมยังไม่เห็นถึงความสำคัญและบทบาทของบรรดานักปฏิบัติที่เป็นครูผู้สอน ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้รู้ในชุมชน

***สิ่งที่น่าขบขันเป็นอย่างยิ่งของทางกระทรวงศึกษาธิการและผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาที่มักจะพร่ำพูดเสมอๆ และบ่อยๆ ถึงเรื่อง "บวร" ซึ่งหมายถึง "ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน" โดยหาได้สังวรว่า ลึกๆ แล้วหมายถึงอะไร คงหมายถึงชุมชน [Community] ซึ่งดูแล้วไม่ใช่ เพราะแลไม่เห็นโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนในชุมชนที่อยู่ร่วมกันมาหลายชั่วคนภายในพื้นที่วัฒนธรรมที่มีสำนึกร่วมในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากเป็นแต่เพียงพื้นที่ในการบริหารของทางรัฐบาลและหน่วยราชการ เช่น กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ ที่ทางกระทรวงทบวงกรมเข้าไปจัดการเรื่องการศึกษาในรูปแบบของโรงเรียน

ดูเป็นคนละเรื่องกับ วัด โรงเรียน และชุมชนท้องถิ่นอย่างที่เคยมีมาแต่โบราณที่ประกอบด้วย "บ้านกับวัด" บ้านคือพื้นที่ทางวัฒนธรรมของคนที่อยู่รวมกันมานานไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วคน คือ ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ และลูกหลาน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางทางสังคมและวัฒนธรรม

โดยทั่วไปชื่อของชุมชนกับชื่อวัดนั้นเป็นชื่อเดียวกัน และความสัมพันธ์ของทั้งสองสถาบันนี้แยกกันไม่ออก ถ้ามีเฉพาะบ้านแต่ไม่มีวัด ก็ไม่มีชุมชน

ชุมชนบ้านเป็นชุมชนระดับเล็กที่สุดของสังคมมนุษย์ ภาวะความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์นั้นในเบื้องต้นต้องอยู่รวมกันเป็นครอบครัวและกลุ่มเครือญาติที่เกิดจากความสัมพันธ์กันทางสายเลือด หรือกินดองกันในการแต่งงาน เหนือระดับครอบครัวและกลุ่มเครือญาติก็คือชุมชนบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นโดยคนในชุมชนที่มีความหลากหลายของครอบครัวและเครือญาติโยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดียวกัน และสร้างวัดให้เป็นศูนย์กลางชุมชนที่คนในชุมชนทุกคนมาใช้ร่วมกันในกิจกรรมต่างๆ ทางวัฒนธรรม .......

 

***นิตย์ไม่อยากให้โรงเรียนแยกออกจากวัดเลย เพราะเป็นคุณมากกว่าโทษโรงเรียนอยู่คู่กับวัดมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลนานมาแล้ว....

 

คืนนี้นิตย์ขอให้พี่ๆเพื่อนๆและออเจ้าทุกท่านหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์นะคะ

ชลัยย์มาศ P
17 พฤษภาคม 2561

Cr.ศรีศักร วัลลิโภดม

Music :คำหวาน (คุณพระช่วยออส์เคสตรา)


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน