*/
  • chalee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-02-20
  • จำนวนเรื่อง : 425
  • จำนวนผู้ชม : 792647
  • จำนวนผู้โหวต : 1675
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1675 คน
<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2552
Posted by chalee , ผู้อ่าน : 6851 , 17:58:49 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 
 

ฉันเพิ่งเสร็จสิ้นภาระกิจการจัดการงานศพ และพิธีพระราชทานเพลิงศพ (กรณีพิเศษ) ของคุณป้า บุคคลอันเป็นที่เคารพรักของลูกหลานและึคนทั้งครอบครัวไปด้วยโรคกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ (A L S) คุณป้าจากไปในวัย 67 ปี 9 เดือน

เรื่องราวความเจ็บป่วยของคุณป้าฉันเคยเล่าไว้บ้างแล้วในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ วันนี้ขอนำรายละเอียดของโรค A L S มาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ รับทราบ เพื่อจะได้รู้โดยทั่วกันถึงโรคร้ายที่หลายๆคนอาจไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้จักมาก่อน

และขอขอบพระคุณ อาจารย์แพทย์รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ ผู้เป็นแพทย์เจ้าของไข้ของคุณป้า ที่กรุณาให้ความรู้ และแนะนำเรื่องการดูแลคุณป้าอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งคอยพูดคุยกับลูกหลานและญาติๆของคุณป้าให้รับทราบถึงความเป็นจริงที่จะต้องเกิดขึ้นกับคุณป้า...จนวาระสุดท้ายของชีวิต



โ ร ค เ อ แ อ ล เ อ ส

โรคเอแอลเอสเป็นโรคที่ทำให้แฟนกีฬาทั้งประเทศเคยเศร้าสลด ในการจากไปของ--ร.ต.อ.พเยาว์ พูนธรัตน์ วีรบุรุษนักกีฬาโอลิมปิคคนแรกของไทย มาแล้วเนื่องจากป่วยเป็นโรคนี้ ดังนั้น เราควรมาทำความรู้จักโรคนี้กันหน่อยนะครับ

เ อ แ อ ล เ อ ส เ ป็ นอ ย่ า ง ไ ร ?

โรคเอแอลเอส หรือโรค Amyotrophic lateral sclerosis ( A L S ) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ พยาธิสภาพของโรคเอแอลเอสอยู่ที่บริเวณแกนสมอง และไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อแขนขา และลำตัวอ่อนแรง กลืนลำบาก และพูดไม่ชัด

คำว่า “Amyotrophic” หมายถึง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฝ่อลีบและเต้นพลิ้ว (fasciculation)

ส่วนคำว่า “Lateral sclerosis” หมายถึงรอยโรคในทางเดินของกระแสประสาทซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในไขสันหลัง


เ อ แ อ ล เ อ ส พบ บ่ อ ย แ ค่ ไ ห น ?

โรคเอแอลเอสพบน้อยมาก โดยพบได้เพียง 4 ถึง 6 ต่อประชากร 100,000 คน และโอกาสที่จะพบผู้ป่วยรายใหม่มีเพียง 1.5 ถึง 2.5 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โรคนี้เป็นกับผู้ใหญ่วัยใดก็ได้ แต่จะพบบ่อยขึ้นตามอายุ อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 65 ปี โดยมักเป็นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

เ อ แ อ ล เ อ ส เ กิ ด ขึ้ น ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ร ?

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคเอแอลเอสเกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้ป่วยราวร้อยละ 5 (โดยเฉพาะผู้ป่วยอายุน้อย) อาจมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว สิ่งแวดล้อมหรือสารพิษบางชนิด อาจมีผลกับการเกิดโรคนี้ เนื่องจากพบว่าในบางพื้นที่ของโลก เช่นที่เกาะกวม พบโรคนี้มากกว่าที่อื่น นอกจากนั้นการศึกษาทางระบาดวิทยายังพบว่า นักกีฬาบางประเภท โดยเฉพาะนักฟุตบอลอาชีพมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าประชากรทั่วไป

ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของโรคนี้อาจเกิดจาก กลไกภูมิคุ้มกันต่อตนเองผิดปกติ (Autoimmune attack) หรือเกิดจากกลไกอนุมูลอิสระ (Free radicals) ทำลายเซลล์ประสาทของตนเอง ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า การเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลังเกิดจากสารสื่อนำกระแสประสาท (neurotransmitter) ที่เรียกว่ากลูตาเมต (glutamate) กระตุ้นให้เกิดการทำลายเซลล์




อ า ก า ร ข อ ง โ ร ค เ อ แ อ ล เ อ ส เ ป็ น อ ย่ า ง ไ ร ?

ผู้ ป่ ว ย โ ร ค เ อ แ อ ล เ อ ส มักมาพบแพทย์ด้วยอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งที่ต้นแขน , มือ หรือ ขาทั้ง 2 ข้าง โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกเมื่อยล้า ยกแขนไม่ขึ้น หยิบจับของเล็กๆไม่ถนัด ใส่รองเท้าแตะแล้วหลุดง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดโดยไม่พบสาเหตุ ก่อนหน้าจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นเวลานาน ผู้ป่วยอาจมีอาการกลืนลำบาก สำลักง่าย หรือพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ

ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อที่อ่อนแรง มีลักษณะฝ่อลีบ และกล้ามเนื้อหลายตำแหน่งอาจเต้นพลิ้วเป็นระยะตลอดวัน ผู้ป่วยยังสามารถกลอกตาไปมา และควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดได้ จึงกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการชา และมีสติสัมปชัญญะดีตลอดระยะเวลาที่เป็นโรคนี้

อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงดังกล่าวจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำกิจวัตรประจำวันของตนเองได้ลำบากขึ้น ในระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะสำลัก กลืนอาหารและน้ำไม่ได้ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ผู้ป่วยโรคเอแอลเอสจะเสียชีวิตจาก ระบบการหายใจล้มเหลว เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจไม่ทำงาน หรือจากการติดเชื้อในปอดเนื่องจากสำลักอาหารและน้ำ ระยะเวลาโดยเฉลี่ย ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงเสียชีวิต อาจกินเวลาตั้งแต่ 2 ปี ถึง 4 ปี

อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีการดำเนินโรคสั้นหรือยาวกว่านี้ได้ ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเสียชีวิตเร็วได้แก่ ผู้ป่วยเพศหญิง เริ่มเป็นโรคเมื่ออายุมาก หรือมีอาการกลืนลำบาก สำลักง่าย และพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ


แ พ ท ย์ วิ นิ จ ฉั ย โ ร ค เ อ แ อ ล เ อ ส ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ร ?

แพทย์วินิจฉัยโรคเอแอลเอสโดยการซักประวัติเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยโดยละเอียด การตรวจร่างกายผู้ป่วย จะพบลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ฝ่อลีบ และเต้นพลิ้ว ซึ่งจำเพาะสำหรับโรคนี้ อย่างไรก็ตาม แพทย์จะต้องทำการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคให้แน่นอน และเพื่อแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกับโรคนี้ด้วย

การสืบค้นเพิ่มเติมดังกล่าว ได้แก่ การตรวจกระแสไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (Electromyography : EMG) การถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กของสมองและไขสันหลัง (Magnetic resonance imaging : MRI of brain and spinal cord) เป็นต้น


แ พ ท ย์ รั ก ษ า ผู้ ป่ ว ย โ ร ค เ อ แ อ ล เ อ ส อ ย่ า ง ไ ร ?

ในปัจจุบันมียาชื่อไรลูโซล (Riluzole) เพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับโดยองค์การอาหารและยาแห่งประเทศ สหรัฐอเมริกา ให้ใช้ได้สำหรับผู้ป่วยโรคเอแอลเอส ยาดังกล่าวออกฤทธิ์โดยต่อต้านสารกลูตาเมต จึงช่วยลดการทำลายเซลล์ประสาทในไขสันหลัง และสมอง ผลการวิจัยพบว่ายานี้ช่วยยืดอายุของผู้ป่วย ได้ราว 3-6 เดือน แต่ไม่ได้ ทำให้อาการอ่อนแรงดีขึ้น และไม่สามารถหยุดยั้งการดำเนินโรคได้

การรักษาอื่นๆ ได้แก่ การรักษาตามอาการเช่น การให้ยาลดน้ำลาย แก้ไขอาการท้องผูก การทำกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด การฝึกพูด ฝึกกลืน การใส่สายยางเพื่อให้อาหาร เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถกลืนได้อีกต่อไป และการให้ออกซิเจนช่วยหายใจเมื่อผู้ป่วยเหนื่อย เป็นต้น

หลังจากวินิจฉัยโรคเอแอลเอส แพทย์จะปรึกษาหารือกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยบอกการวินิจฉัยโรค อธิบายการพยากรณ์โรคให้เข้าใจ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวได้ตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา โดยเฉพาะในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เช่น การช่วยการหายใจของผู้ป่วยด้วยเครื่อง (Respirator) เป็นต้น หลังจากนั้นแพทย์จะติดตามดูแลผู้ป่วย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้ผู้ป่วย ปราศจากอาการทุกข์ทรมานต่างๆ รวมทั้งการประคับประคองจิตใจของผู้ป่วย และครอบครัวไปด้วยตลอดเวลา


บทความทางการแพทย์

โดย : ผศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ

สาขาวิชาอายุรศาสตร์ปัจฉิมวัย

โรงพยาบาลศิริราช

ภาพถ่ายโดย : ชาลี



เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น