• ChAMPZaA
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : rocker_champ@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-05
  • จำนวนเรื่อง : 21
  • จำนวนผู้ชม : 30343
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
ChAMPZaA
บลอกนี้จะถูกเขียนขึ้นเพื่อข้อมูลข่าวสารทั่วไปที่เป็นประโยชน์ครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/champzaa
วันเสาร์ ที่ 5 มกราคม 2551
Posted by ChAMPZaA , ผู้อ่าน : 2129 , 09:34:12 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รีซิสเตอร์คืออะไร
          เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลย่อมหมายถึงมีการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนในสายไฟ และอิเล็กตรอนจะวิ่งชนกับอะตอมของเส้นลวด เกิดการต้านทานการไหลของอิเล็กตรอนขึ้น กระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟมีคุณสมบัติการไหลต่างกันเพราะมี ความต้านทานไฟฟ้า (Resistance) ความต้านทานไฟฟ้าเป็นสมบัติเฉพาะของวัตถุในการที่จะขวางหรือต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าที่จะไหลผ่านวัตถุนั้นๆ ไป   

          หน่วยของความต้านทานไฟฟ้าเป็น โอห์ม (Ohm)  ความต้านทาน 1 โอห์ม คือ ความต้านทานของเส้นลวดที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ 1 แอมแปร์ เมื่อใช้แรงดันไฟฟ้า 1 โวลต์
          วัตถุแต่ละชนิดยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้แตกต่างกัน วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย เรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) เช่น ทองแดง, เงิน , อะลูมิเนียม , สารละลายของกรดเกลือ , กรดกำมะถัน และน้ำเกลือ ฯลฯ สำหรับวัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก เรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า (Insulator) เช่น พลาสติก , ยาง , แก้ว และกระดาษแห้ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีวัตถุอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติระหว่างตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า เรียกว่า สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) เป็นวัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้และสามารถควบคุมการไหลผ่านได้ เช่น คาร์บอน , ซิลิคอน และเยอรมันเนียม ฯลฯ

ความต้านทานของตัวนำไฟฟ้าขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ คือ 

          •  ชนิดของวัตถุ วัตถุที่ต่างชนิดกันจะมีความต้านทานต่างกัน

          •  อุณหภูมิของวัตถุ เมื่ออุณหภูมิของตัวนำไฟฟ้าหนึ่งๆ เปลี่ยนไป จะมีผลให้ความต้านทานของตัวนำนั้นเปลี่ยนตามไปด้วย

วิธีวัดค่าความต้านทาน
          เครื่องมือที่ใช้สำหรับวัดความต้านทานเรียกว่า เทสต์มิเตอร์ (Test meter) หรือมัลติมิเตอร์ (Multimeter)
          ตัวอย่างการวัด เครื่องวัดชนิดนี้สามารถวัดได้ทั้งกระแส , แรงดัน และความต้านทาน ดังนั้น ในการวัดค่าความต้านทาน ต้องสับสวิตช์มาที่ใช้วัดความต้านทานก่อน และเริ่มวัดค่าโดยนำปลายทั้งสองข้างของมิเตอร์มาแตะกัน ดังรูปที่ 1 แล้วปรับให้เข็มของมิเตอร์ชี้ที่ 0 โอห์ม จากนั้นนำปลายทั้งสองของมิเตอร์ไปต่อกับตัวต้านทานและอ่านค่าความต้านทานจากมิเตอร์ ดังรูปที่ 2

ความต้านทานไฟฟ้าคืออะไร
          เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลย่อมหมายถึงมีการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนในสายไฟ และอิเล็กตรอนจะวิ่งชนกับอะตอมของเส้นลวด เกิดการต้านทานการไหลของอิเล็กตรอนขึ้น กระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟมีคุณสมบัติการไหลต่างกันเพราะมี ความต้านทานไฟฟ้า (Resistance) ความต้านทานไฟฟ้าเป็นสมบัติเฉพาะของวัตถุในการที่จะขวางหรือต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าที่จะไหลผ่านวัตถุนั้นๆ ไป   

          หน่วยของความต้านทานไฟฟ้าเป็น โอห์ม (Ohm)  ความต้านทาน 1 โอห์ม คือ ความต้านทานของเส้นลวดที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ 1 แอมแปร์ เมื่อใช้แรงดันไฟฟ้า 1 โวลต์
          วัตถุแต่ละชนิดยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้แตกต่างกัน วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย เรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) เช่น ทองแดง, เงิน , อะลูมิเนียม , สารละลายของกรดเกลือ , กรดกำมะถัน และน้ำเกลือ ฯลฯ สำหรับวัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก เรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า (Insulator) เช่น พลาสติก , ยาง , แก้ว และกระดาษแห้ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีวัตถุอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติระหว่างตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า เรียกว่า สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) เป็นวัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้และสามารถควบคุมการไหลผ่านได้ เช่น คาร์บอน , ซิลิคอน และเยอรมันเนียม ฯลฯ

ความต้านทานของตัวนำไฟฟ้าขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ คือ 

          •  ชนิดของวัตถุ วัตถุที่ต่างชนิดกันจะมีความต้านทานต่างกัน

          •  อุณหภูมิของวัตถุ เมื่ออุณหภูมิของตัวนำไฟฟ้าหนึ่งๆ เปลี่ยนไป จะมีผลให้ความต้านทานของตัวนำนั้นเปลี่ยนตามไปด้วย

วิธีวัดค่าความต้านทาน
          เครื่องมือที่ใช้สำหรับวัดความต้านทานเรียกว่า เทสต์มิเตอร์ (Test meter) หรือมัลติมิเตอร์ (Multimeter)
          ตัวอย่างการวัด เครื่องวัดชนิดนี้สามารถวัดได้ทั้งกระแส , แรงดัน และความต้านทาน ดังนั้น ในการวัดค่าความต้านทาน ต้องสับสวิตช์มาที่ใช้วัดความต้านทานก่อน และเริ่มวัดค่าโดยนำปลายทั้งสองข้างของมิเตอร์มาแตะกัน ดังรูปที่ 1 แล้วปรับให้เข็มของมิเตอร์ชี้ที่ 0 โอห์ม จากนั้นนำปลายทั้งสองของมิเตอร์ไปต่อกับตัวต้านทานและอ่านค่าความต้านทานจากมิเตอร์ ดังรูปที่ 2

 อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ

          อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตลอดจากขนาดใหญ่จนมาเป็นขนาดเล็กๆ ซึ่งมีทั่วไปสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้อิเล็คทรอนิคส์ทั่วไปอาทิเช่นวิทยุ โทรทัศน์ เครื่องเสียง ฯลฯ แต่เมื่อยุคทองของระบบการสื่อสารเข้ามาถึงซึ่งแน่นอนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการสื่อสารมากที่สุดก็คือ โทรศัพท์มือถือ ดังนั้นอุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์จากเดิมที่มีขนาดใหญ่โตมีขาเกะกะก็ถูกย่อให้เล็กลง แต่มีคุณสมบัติและหน้าที่ของการนำไปใช้งานก็ยังคงเหมือนเดิม ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้เราเรียกชื่อว่า SMD (Surface Mount Device) เป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีขาโผล่ออกมาแต่จะมีขาติดกับตัวมันเลยและจะวางบนแผ่นวงจร หรือ PCB ด้านเดียวทำให้ประหยัดเนื้อที่การใช้งาน

 1. รีซิสเตอร์ RESISTOR ชื่อย่อ “ R “  หรือตัวต้านทาน

ตัวต้านทานมีหน่วยเป็น โอห์ม Ohm ทำหน้าที่ให้ความต้านทานแก่วงจร เมื่อนำความต้านทานมาต่อเข้ากับวงจรใดๆ ความต้านทานนั้นจะต้านการไหลของ …

          •  กระแสไฟฟ้า

          •  แรงดันไฟ

          •  สัญญาณต่างๆ

          แต่ส่วนใหญ่ตัวต้านทานมักจะใช้ในการลดกระแสไฟในวงจร 

          หลักง่ายๆ ถ้าตัวต้านทานมีค่ามากกระแสจะไหลผ่านได้น้อย ในทางกลับกันถ้าความต้านทานมีค่าน้อยกระแสจะไหลผ่านได้มากและเมื่อกระแสไหลผ่านตัวต้านทานก็จะเกิดความร้อนซึ่งมีหน่วยเป็น “ วัตต์ “ WATT

การแทนค่าของความต้านทาน

          1,000 โอห์ม            =    1 K    หรือ 1 กิโลโอห์ม

          1,000,000 โอห์ม      =    1 M   หรือ 1 เมกกะโอห์ม

รีซิสเตอร์ที่เปลี่ยนค่าได้ (Variable Resistor)
          รีซิสเตอร์แบบนี้ใช้ในวงจรที่ต้องการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานอยู่เรื่อย ๆ เช่นในวงจรควบคุมความดังของเสียง ( Volume Control ) วงจรขยายความถี่เสียง ในวงจรปรับเสียงทุ้ม-แหลม (Tone-Control )
          ปกติรีซิสเตอร์แบบนี้ ใช้คาร์บอนฉาบลงบนฉนวนที่มีลักษณะเป็นวงกลม มีคันแตะที่หมุนได้ติดอยู่กับเพลาหมุน ปกติจะมีขั้วต่อออกมาใช้งาน 3 ขั้ว ค่าความต้านทานสูงสุดจะบอกไว้ที่ตัว
          ในวงจรเครื่องรับโทรทัศน์รุ่นแรก ๆ ใช้กันมาก เช่น วงจรปรับความเข้มของภาพ ( Contrast Control ) วงจรปรับความสว่างของจอภาพ (Brightness Control ) วงจรปรับภาพทางแนวนอน ( Horizontal Hold Control ) วงจรปรับภาพทางแนวตั้ง ( Vertical Hold Control )
          วอลลุ่มคอนโทรล ที่ใช้ในเครื่องขยายเสียงสเตอริโอบางแบบ ใช้ควบคุมความดังของเสียงพร้อม ๆ กันทั้งสองซีก คือวงจรขยายเสียงซีกซ้าย(L)และวงจรขยายเสียงซีกขวา (R) โดยสร้างรีซิสเตอร์ดังกล่าวมีสองตัวอยู่ในแกนปรับอันเดียวกัน
          บางแบบก็ออกแบบดังกล่าว แต่แยกเพลาหมุนออกจากกัน โดยให้แกนหมุนตัวในเป็นปลอกหมุนสวมอยู่ภายนอก ส่วนแกนหมุนอันนอกติดอยู่กับเพลาหมุนด้านใน ส่วนมากตัวตัวหนึ่งทำหน้าที่ความดังของเสียง ส่วนอีกตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ปรับเสียงทุ้ม-แหลม ทั้งนี้เพื่อประหยัดพื้นที่ติดตั้งหรือการวางเครื่องได้กะทัดรัดยิ่งขึ้น

การต่อรีซิสเตอร์ใช้งาน
          ในบางครั้ง เราอาจหาค่าความต้านทานของรีซิสเตอร์ได้ไม่ตรงกับที่เราใช้งาน เราก็ต้องใช้วิธีเอารีซิสเตอร์เท่าที่มีอยู่มาต่อ อันดับหรือต่อขนาน เพื่อให้ได้ค่าความต้านทานตามที่เราต้องการ
ผลที่ได้จากการเอารีซิสเตอร์มาต่อกันเป็นอันดับ  
          ค่าความต้านทานที่ได้จะมีค่าเท่ากับ ความต้านทานตัวแรก + ตัวที่ 2 + ตัวที่ 3 + ตัวต่อ ๆ ไป
          หรือจะเขียนเป็นสูตรได้ ดังนี้ Rt  = R1+R2+R3+.......

เมื่อ R= ค่าความต้านทานรวม
          ตัวอย่าง. รีซิสเตอร์ 3 ตัวต่ออันดับกัน ซึ่งแต่ละตัวมีค่าความต้านทาน คือ 100 โอห์ม 350 โอห์ม 550 โอห์ม ค่าความต้านทานรวมจะได้เท่ากับ 100+350+550 = 1000 โอห์ม หรือเท่ากับ 1กิโลโอห์ม นั่นเอง

 ผลที่ได้จากการเอารีซิสเตอร์มาต่อขนานกัน
          ถ้าความต้านทานของรีซิสเตอร์แต่ละตัวมีค่าเท่ากันหมด ความต้านทานรวมจะได้ = ค่าความต้านทานของรีซิสเตอร์ตัวหนึ่ง หาร ด้วยจำนวนตัวรีซิสเตอร์ทั้งหมด หรือ Rt=R/n

เมื่อ Rt= ความต้านทานรวม

      R = ความต้านทานของรีซิสเตอร์แต่ละตัว

      n = จำนวนความต้านทานที่เอามาต่อขนาน    
          ตัวอย่าง รีซิสเตอร์ 5 ตัวต่อขนานกัน แต่ละตัวมีค่าความต้านทาน 100 โอห์มเท่ากันหมด ค่าความต้านทานรวมจะ = 100 / 5 = 20 โอห์ม

(/=หาร)

          แต่ถ้าค่าความต้านทานไม่เท่ากัน ค่าที่ได้จากการต่อจะต้องได้น้อยกว่าตัวที่มีค่าต่ำสุด ค่าความต้านทานรวมที่ได้จากการต่อแบบนี้จะหาได้ 2 วิธี ดังนี้
เฉพาะรีซิสเตอร์ 2 ตัว  = ค่าความต้านทานตัวที่ 1 คูณ ค่าความต้านทานตัวที่ 2 หาร ค่าความต้านทานตัวที่ 1+ ค่าความต้านทานตัวที่ 2
อีกวิธีหนึ่ง  ถ้ารีซิสเตอร์หลายตัวต่อขนานกัน แต่ละตัวมีค่าไม่เท่ากันค่าที่ได้ค่าที่ได้จากการต่อ ให้ใช้สูตรนี้

            1/ Rt = 1/R1+1/R2+1/R3+.............
                 Rt = ค่าความต้านทานรวม
                   / = หาร

ซึ่งถ้าเราแทนค่าความต้านทานเพียง 2 ตัวลงในสูตรนี้จะได้

            1/ Rt = 1/R1+1/R2

                           = (R1+R2)/R1R2

                      R2 = R1R2/R1+R2

                            = ค่าความต้านทานตัวที่ 1 คูณ ค่าความต้านทานตัวที่ 2 หารค่าความต้านทานตัวที่ 1 + ค่าความต้านทานตัวที่ 2
ตัวอย่าง รีซิสเตอร์ 3 ตัวต่อขนานกัน แต่ละตัวมีค่าตามลำดับเป็น 100โอห์ม 200โอห์ม 300โอห์ม ค่าความต้านทานรวม จะได้เท่ากับ ?
จากสูตร :            1/Rt = 1/R1 + 1/R2 + 1/R3 
           แทนค่า     1/Rt = 1/100 + 1/200 + 1/300 = 11/600
   เพราะฉะนั้น          Rt = 600/11 = 54.5โอห์ม

การคำนวณหาอัตราทนกำลังของรีซิสเตอร์ (watt)
          นอกจากจะหารีซิสเตอร์ที่มีความต้านทานตรงตามความต้องการของวงจรแล้ว จำเป็นจะต้องหาอัตราทนกำลังไฟเพื่อให้รีซิสเตอร์นั้นทำงานอยู่ในลักษณะที่ปลอดภัย เช่น ถ้าใช้รีซิสเตอร์ที่มีอัตราทนกำลังต่ำกว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรนั้น ๆ ก็จะทำให้รีซิสเตอร์ตัวนั้นร้อนจัด และอาจไหม้ได้ แต่ถ้าใช้รีซิสเตอร์ที่มีอัตราทนกำลังไฟสูงมาก ๆ ตัวของรีซิสเตอร์นั้นจะใหญ่มาก ทำให้เกะกะเวลาติดตั้ง และราคาก็สูงตามไปด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทราบวิธีคำานวณหาเอาไว้ด้วย
ตัวอย่าง   ต้องการหาความต้านทานของรีซิสเตอร์ตัวหนึ่งเพื่อมาต่ออันดับกับวงจรไส้หลอดวิทยุ เตรื่องรับ เอซี-ดีซี ซึ่งต้องการแรงไฟจุดไส้หลอดทั้งหมด 110โวลท์ แต่เนื่องจากแรงไฟที่ใช้ 220 โวลท์ เกินกว่าที่ไส้หลอดต้องการ ถ้าต่อเข้าไปไส้หลอดขาดแน่นอนครับ ให้คำนวณหาความต้านทานและอัตราทนกำลังของรีซิสเตอร์ ทั้งนี้ไส้หลอดแต่ละหลอดกินกระแส .15 A เท่ากันหมด( ใช้หลอด 5 หลอด )
สูตรหาความต้านทาน  R = แรงไฟที่จะทำให้ตกคร่อมรีซิสเตอร์ หาร กระแสไส้หลอด                                                                                                               หรือ   R = E/I ( E = แรงไฟตกคร่อมรีซิสเตอร์ I = กระแสไส้หลอด 1 หลอด )
          แรงไฟที่ใช้                 220โวลท์
          แรงไฟที่จะทำให้เหลือ 110โวลท์
          ฉะนั้นแรงไฟตกคร่อม 110โวลท์
          กระแสไส้หลอด              0.15 แอมป์(หลอดเดียว)
          ฉะนั้นจะต้องใช้ความต้านทานของรีซิสเตอร์ = 110/0.15 733.3โอห์ม หรือประมาณ 735 โอห์ม
สูตรอัตราทนกำลัง 

           P  =  E คูณ I
           P  คือ อัตราทนกำลังของรีซิสเตอร์
           E  คือ แรงไฟที่ตกคร่อมรีซิสเตอร์
           I   คือ กระแสของไส้หลอด ฉะนั้น =110 คูณ 0.15 = 16.50 watt(วัตต์)
          เนื่องจากอัตราทนกำลังของรีซิสเตอร์ที่คำนวณได้อยู่ในขั้นที่ไม่ปลอดภัยนัก ควรเผื่อไว้อีก 1 เท่าครึ่ง = 16.50 คูณ 1.5 ได้ประมาณ 24.75 วัตต์
          สรุปรีซิสเตอร์ที่จะใช้ในวงจรนี้เพื่อลดแรงดันไฟไปจุดไส้หลอด จะมีความต้านทาน ประมาณ 735 โอห์ม มีอัตราทนกำลังประมาณ 24.75 วัตต์
 ข้อแนะนำ  

         
..รีซิสเตอร์หรือ ตัวต้านทาน ให้ความต้านทานแก่วงจรเพื่อลดการไหลของกระแสไฟฟ้า
          รีซิสเตอร์ให้ความต้านทานต่อกระแสไฟฟ้ากระแสตรง (D.C.)หรือกระแสไฟฟ้ากระแสสลับ(A.C.)เท่ากัน
          R เป็นอักษรย่อ เขียนแทนค่าความต้านทานของรีซิสเตอร์




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน