• ChAMPZaA
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : rocker_champ@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-05
  • จำนวนเรื่อง : 21
  • จำนวนผู้ชม : 30319
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
ChAMPZaA
บลอกนี้จะถูกเขียนขึ้นเพื่อข้อมูลข่าวสารทั่วไปที่เป็นประโยชน์ครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/champzaa
วันพุธ ที่ 9 มกราคม 2551
Posted by ChAMPZaA , ผู้อ่าน : 1474 , 14:53:24 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 สมการที่ 1 ทฤษฎีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์
       
(CLERK MAXWELL'S ELECTROMAGNETISM THEORY)
       

       ∇.D=p   
                                     ...... A
       
∇.B=0                                        ...... B
       ∇x E=-∂B/∂t                             ...... C 
       ∇x H= ∂D/∂t +j                        ...... D
       

       (A - ดิฟหรือไดเวอร์เจนต์ดี เท่ากับ โร)
       (B - ดิฟหรือไดเวอร์เจนต์บี เท่ากับ ศูนย์)
       (C - เคิร์ลอี เท่ากับ ลบ ดิฟ B บาย ดิฟ t)
       (D - เคิร์ล H เท่ากับ ดิฟ D บาย ดิฟ t บวก j)
       

       (ผลการดำเนินการไดเวอร์เจนต์ในสมการ A และ B จะได้จำนวนสเกลาร์ ส่วนการดำเนินการเคิร์ลใน C และ D จะได้ปริมาณเวกเตอร์ สำหรับผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมในสมการนี้หาอ่านได้จากตำราฟิสิกส์เกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ Mathematics for Physics เพื่อศึกษาคณิตศาสตร์ชั้นสูงที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ - ผู้จัดการวิทยาศาสตร์)
       
       เมื่อ D (ดี) คือสนามที่เคลื่อนที่, E (อี) คือสนามไฟฟ้า, B (บี) คือความหนาแน่นของฟลักซ์แม่เหล็ก, H (เอช) คือความแรงสนามแม่เหล็ก, p (โร) คือความหนาแน่นของประจุอิสระ และ j คือความหนาแน่นของกระแสอิสระ สมการนี้สร้างขึ้นโดยนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวสก๊อต เจมส์ เคิร์ก แมกซ์เวลล์ ในปี 1873 สมการนี้อธิบายว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างแสง รังสีเอกซ์ หรือไมโครเวฟ มีผลอย่างไรเมื่อเวลาและตำแหน่งในสเปซเปลี่ยนไป
       
       สิ่งที่น่าสนใจในสมการนี้คือการแสดงว่าไฟฟ้าและแม่เหล็ก แรง 2 ชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านั้นคิดว่าไม่มีความสัมพันธ์กันนั้นจริงๆ แล้วมีความเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน เพราะเหตุนี้นักฟิสิกส์จึงได้ดำเนินการรวมแรงแม่เหล็กไฟฟ้าเข้ากับแรงในธรรมชาติอีก 2 แรง คือแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อนและแรงนิวเคลียร์อย่างเข้มที่มีอยู่ในนิวเคลียสของอะตอม
       
       ผลของทฤษฎีนี้นำไปสู่ความพยายามสร้างแบบจำลองมาตรฐานของอนุภาคฟิสิกส์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ต่อไปคือการรวมแรงโน้มถ่วงเข้าไปด้วย เป็นการรวมแรงพื้นฐานในธรรมชาติ 4 แรงเข้าด้วยกัน ดังนั้นแมกซ์เวลล์จึงมีความสำคัญในการเป็นนักฟิสิกส์คนแรกที่ตั้งต้นรวมแรงในธรรมชาติเข้าเป็นหนึ่งเดียว
       
       
“แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับฉันล่ะ?”
       
สมการของแมกซ์เวลล์ถูกใช้ผ่านอุตสาหกรรมสื่อสาร ยกตัวอย่างเช่น ใช้ออกแบบเสาอากาศโทรศัพท์เคลื่อนที่ของคุณ

 

 สมการที่ 2 สมการออยเลอร์
       
(EULER'S EQUATION)
       
       ei p + 1 = 0
       

       (อี ยกกำลัง ไอ ไพ บวก หนึ่งเ ท่ากับ ศูนย์)
       
       สมการนี้เป็นสุดยอดในการรวมเข้ากับสมการของแมกซ์เวลล์ และสร้างขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์ชาวสวิส ลีโอนาร์ด ออยเลอร์ ในศตวรรษที่ 18 นักฟิสิกส์ชอบสมการนี้เพราะว่า
เป็นสมการที่รวมหลักทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน 9 อย่าง ในสมการเดียว
       

       คือ p  (ไพ) ซึ่งเป็นค่าที่คำนวณจากเส้นรอบวงที่หารด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวมันเอง i (ไอ) เป็นรากที่สองของลบหนึ่ง (เป็นจำนวนจินตภาพ) และ e (อี) มีค่า 2.71828 ส่วนพื้นฐานอีก 6 อย่างที่เหลือคือ การคูณ การบวก การเท่ากับ ศูนย์ หนึ่ง และเลขชี้กำลังซึ่งหมายถึงการคูณด้วยตัวมันเองเป็นจำนวนเท่าของเลขชี้กำลัง เช่น 2 ยกกำลัง 2 หมายถึง 2x2 หรือ 2 ยกกำลัง 3 หมายถึง 2x2x2 เป็นต้น
       
       
“แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับฉันล่ะ?”
       
ไม่มี สมการออยเลอร์เป็นโครงสร้างของคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ที่ไม่มีแนวทางในการนำไปปฏิบัติที่แจ่มชัด แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่นักฟิสิกส์หลายๆ คนกล่าวเป็น “สิ่งที่สวยงาม” ก็ตาม

 สมการที่ 3 กฎข้อที่ 2 ของนิวตัน
       
(NEWTON'S SECOND LAW)
       
       
F=ma
       

       (เอฟ เท่ากับ เอ็มเอ)
       

       สมการนี้อธิบายความจริงที่ว่าถ้าคุณให้แรง F (เอฟ) แก่วัตถุซึ่งมีมวล m (เอ็ม) จะทำให้มวลนั้นเกิดความเร่ง a (เอ) สมการนี้ถูกคิดขึ้นโดย ไอแซก นิวตัน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 และเป็นรูปแบบพื้นฐานของการเคลื่อนที่ตามกฎข้อที่ 2 ของเขาเอง
       
       “แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับฉันล่ะ?”
       กฎข้อที่ 2 ของนิวตัน ใช้บอกว่ามินิคูปเปอร์ของคุณเร็วเป็นสายฟ้าแลบแค่ไหน ถ้าคุณเร่งจาก 0 กม /ชม ไปเป็น 60 กม /ชม
       

 สมการที่ 4 ทฤษฎีปีทาโกรัส
       
(PYTHAGORAS'S THEOREM)
       
       a²+b²=c²
       

       
(เอ ยกกำลัง สอง บวก บี ยกกำลัง สอง เท่ากับ ซี ยกกำลัง สอง)
       

       สมการในชั้นเรียนที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทฤษฎีปีทาโกรัสใช้หาความยาวของด้านประกอบสามเหลี่ยม ถ้า a (เอ) และ b (บี) เป็นด้านประกอบมุมฉากของสามเหลี่ยม และ c (ซี) เป็นด้านตรงข้ามมุมฉาก ที่คุณต้องการหาความยาว วิธีการง่ายๆ คือ
หาค่ายกกำลังสองของ a และ b แล้วบวกกัน ก่อนจะถอดรากเพื่อที่จะได้ค่า c
       

       “แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับฉันล่ะ?”
       สมการของปีทาโกรัสใช้ในกระบวนการสำรวจหรือหาระยะทางด้วยรูปสมเหลี่ยม ที่สามารถชี้ตำแหน่งของคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีการรับส่งสัญญาณ 3 จุด

 

สมการที่ 5 สมการโชรดิงเจอร์
       
(SCHRÖDINGER'S EQUATION)
       
       HΨ=EΨ
       
       (เอชไซ เท่ากับ อีไซ)
       
       สมการนี้สร้างขึ้นโดยนักฟิสิกส์ชาวออสเตรียนชื่อ เออร์วิน โชรดิงเจอร์ ในช่วงกลางทศวรรษ 1920 ซึ่งสมการนี้สามารถอธิบายพฤติกรรมของอนุภาคเล็กๆ อย่างอิเล็กตรอนและเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบของทฤษฎี
“กลศาสตร์ควอนตัม”
       
เราไม่สามารถระบุตำแหน่งหรือเวลาที่แท้จริงของอนุภาคอย่างอิเล็กตรอนได้ ทั้งหมดที่ทำได้คือการระบุความน่าจะเป็นของอิเล็กตรอนที่จะอยู่ในสถานที่แน่นอนและเวลาที่กำหนดแน่นอน สัญลักษณ์ Ψ คือฟังก์ชันคลื่น ที่อธิบายโอกาสของอนุภาคที่จะอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของสเปซ (
ส่วน H (Harmitnian: ฮาร์มิโตเนียน) คือตัวดำเนินการพลังงาน เมื่อดำเนินการกับฟังก์ชันคลื่น Ψ จะได้พลังงาน E และฟังก์ชันคลื่น Ψ ตัวเดิม)
       

       “แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับฉันล่ะ?”
       มีการประยุกต์ใช้สมการโชรดิงเจอร์ในแวดวงอิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างเช่น ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ใช้ควอนตัมบีม (Quantum Beam) สร้างระบบเลเซอร์เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สายให้กับคอมพิวเตอร์ตามบ้าน

 

สมการที่ 6 สมการของไอนสไตน์
       
(EINSTEIN'S EQUATION)
       
       E=mc²
       
       (อี เท่ากับ เอ็มซี ยกกำลังสอง)
       
       สมการอันโด่งดังของไอน์สไตน์นี้ แสดงให้เห็นว่ามวลพลังงานไม่ได้แยกจากกัน เพราะจริงๆ แล้วนั้นมีความสัมพันธ์กัน สิ่งที่สมการนี้อธิบายคือ วัตถุซึ่งมวล m (เอ็ม) มีพลังงานเท่ากับ E = mc² เมื่อ c (ซี) คือความเร็วแสงที่มีความเร็วถึง 300 ล้านเมตรต่อวินาที ดังนั้นวัตถุเล็กๆแม้มีมวลน้อย ก็มีพลังงานได้มหาศาลและในขณะเดียวกัน พลังงานก็มีมวลเช่นกัน และเดาได้เลยว่าในปี 2005 คุณจะได้ยินเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับสมการนี้เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของการค้นพบสมการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ ทั่วโลกจะถือโอกาสสำคัญนี้เป็นเป็นปีสากลของฟิสิกส์ (International Year of Physics) แม้จะยังไม่ได้รับแน่นอนจากองค์การสหประชาชาติ
       
       
“แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับฉันล่ะ?”
       
E=mc² ใช้คำนวณหาพลังงานที่อะตอมในโรงไฟฟ้าปลดปล่อยพลังงานนิวเคลียร์ออกมา
       
โดย ผู้จัดการออนไลน์




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
talew วันที่ : 09/01/2008 เวลา : 15.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talew
นายตะหลิว สองคนในร่างเดียว

อืม เป็นสมการที่เปลี่ยนโลกจริง ๆ ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน