• เสดพีร์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 493
  • จำนวนผู้ชม : 684420
  • ส่ง msg :
  • โหวต 247 คน
*~..._/|\_...~* + เสดพีร์ ภูษิต+
"เมื่อเกิดเหตุร้ายแรง ย่อมต้องการคนกล้าหาญ เมื่อเกิดข่าวตื่นเต้น ย่อมต้องการคนหนักแน่น เมื่อมีข้าวน้ำบริบูรณ์ ย่อมต้องการคนที่รัก เมื่อเกิดเรื่องราวลึกซึ้ง ย่อมต้องการบัณฑิต" :)
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chao
วันพุธ ที่ 28 มีนาคม 2550
Posted by เสดพีร์ , ผู้อ่าน : 3838 , 20:29:27 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 


 จาร์มีนาร์ (Charminar)

  ม้ช่วงหนึ่งผมจะเคยเรียนและหาโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปหลายๆ เมืองในอินเดีย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเมืองทางตอนเหนือและตอนกลางของประเทศ ด้านล่างยังไม่เคยลงไปสัมผัสลึกไปกว่าโควา (Goa) อดีตเมืองท่าอาณานิคมของโปรตุเกสริมฝั่งทะเลอาระเบีย

ว่าไปทำไมมีในชมพูทวีปแห่งนี้มีน้อยคนนักที่เดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว ด้วยเป็นประเทศที่กว้างใหญ่จนถึงขนาดเรียกกันว่าเป็นอนุทวีป (Subcontinent) ตัวอย่างง่ายๆ ที่บ่งบอกถึงความกว้างใหญ่ คือหนังสือนำเที่ยวยอดนิยมค่าย Lonely Planet เล่มสำหรับประเทศอินเดีย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 8 ปี ค.ศ. 1999 ใช้คนเขียนถึง 10 คน (ส่วนฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 ปี 1996 ใช้คนเขียน 7 คน) คงเป็นเพราะเหตุผลง่ายๆ คือขนาดของดินแดนที่กว้างใหญ่ถึง 3,287,263 ตารางกิโลเมตร ต้องอาศัยนักเดินทางสำรวจ ค้นคว้าและเขียนหลายคน

การเดินทางท่องเที่ยวครั้งก่อนๆ อาศัยเวลาช่วงปิดเรียน (หรือบางครั้งโดดเรียนบ้าง) แต่ครั้งนี้ หน้าที่การงานทำให้ชีพจรลงเท้าไปชมเมือง Hyderabad (อ่านออกเสียงตามตัวเขียนเทวนาครีว่าไห-ดะ-รา-บาด สำหรับ “อาบาด” เป็นศัพท์ฮินดีที่รับมาจากเปอร์เซียอีกต่อหนึ่ง หมายถึงเมือง หรือถิ่นที่อยู่อาศัย ลักษณะเดียวกันกับปุระ หรือปุร์ (Pur) ในภาษาฮินดี บุรีในภาษาไทย หรือ Borough ในภาษาอังกฤษ มีเมืองที่ลงท้ายด้วยศัพท์นี้ เช่น นิซามาบาด อัลลาหาบาด อหัมดาบาด ฯลฯ ซึ่งชื่อเมืองเหล่านี้บ่งบอกถึงอิทธิพลของศาสนาอิสลามได้เป็นอย่างดี)

จากกรุงเทพฯ เครื่องบินของการบินไทยไปถึงเมืองบังคโลร์ (Bangalore) รัฐกรรณาฏกะ (Karnataka) ตอน 4 ทุ่ม ครั้งนี้มีผู้สื่อข่าวโทรทัศน์เดินทางร่วมคณะไปด้วย พอเจ้าหน้าที่ศุลกากรเห็นกล้องเข้าก็เลยถาม ช่างภาพไม่เข้าใจสิ่งที่เขาถาม ผมก็เลยบอกเขาว่าพวกเรากำลังจะเดินทางไปงานประชุมที่เมืองไหดะราบาด และยกป้ายห้อยกระเป๋าที่ได้รับจากผู้จัดงานให้ดู เขาก็เข้าใจ และปล่อยให้ผ่าน มนุษย์เราเพียงแต่ให้หันหน้าเข้าหากัน สื่อสารกันก็ย่อมจะเข้าใจกันหรือหาทางแก้ปัญหากันน้อยใหญ่ได้ แต่เมื่อความคิดเห็นไม่ตรงกันมนุษย์เราไม่น้อยเลือกที่จะหันหลังให้กัน ทำให้สิ่งที่น่าจะแก้ไขได้ก็คาราคาซัง สิ่งที่ไม่น่าบังเกิดก็เกิดขึ้น แล้วพวกเรา 4 ชีวิตก็นั่งรอให้ยุงกัดเพื่อต่อเครื่องบินไปไหดะราบาดที่สนามบินบังคโลร์จนเช้า (อีก 2-3 เดือนต่อมา ช่วงปลายปี 2549 การบินไทยก็เพิ่มเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-ไหดะราบาด) หลังจากนั้นพอเดินทางถึงสนามบินเมืองไหดะราบาด สถานที่จัดประชุม ป้ายห้อยกระเป๋าอันเดิมช่วยอำนวยความสะดวกให้อีกครั้ง คราวนี้เจ้าหน้าที่ต้อนรับเห็นป้าย ก็นำไปรับกระเป๋า มีบริเวณให้นั่งพัก และส่งขึ้นรถไปโรงแรมที่พัก

ไหดะราบาดเป็นเมืองหลวงแห่งรัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) อยู่ทางตอนใต้ของอินเดียตามความหมายของชื่อรัฐ ประชากรกว่าหกล้านทำให้เมืองนี้พลุกพล่านพอสมควร ยิ่งย่านในเมือง คนเดินถนนกันขวักไขว่ ยวดยานชนิดต่างๆ ก็ดูวุ่นวาย และเสียงแตรรถดังมิได้ขาด

 

คนขายส้มใกล้จาร์มีนาร์

แต่ไหนแต่ไรมาท้ายรถบรรทุกสินค้าเกือบทุกคันเขียนบอกไว้ว่า “Blow Horn” หรือ “Horn Please OK”ตามท้องถนนเสียงแตรจากยวดยานต่างๆ จึงดังตลอด การกดแตรตามวัฒนธรรมการขับรถในดินแดนภารตะไม่ใช่เพื่อไล่ หรือยั่วโทสะคนขับรถคันหน้า แต่เพื่อส่งสัญญาณให้รู้ ถ้ามากดแตรในกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรบ้านเรา เมืองที่ต่างคนก็รีบร้อนและเร่งรีบกัน จนกระทั่งอารมณ์ถึงจุดเดือดกันได้ด้วยเหตุเล็กน้อยไม่ยาก คงเป็นเหตุให้ฆ่ากันตายได้วันละหลายศพ และหนังสือพิมพ์หัวสีคงจะมีข่าวให้รายงานได้ทุกวันไม่ขาดเป็นแน่

 

ความจอแจย่านลาดบาซาร์ (Laad Bazaar)

อีกเรื่องหนึ่งที่แปลกแต่จริงเมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ แม้จะเดินทางไปมาหลายเมืองแล้วแต่ยังไม่เคยเห็นสติ๊กเกอร์ติดท้ายรถยนต์ที่แสดงว่าเป็นประเทศอื่น อย่างท้ายรถในกรุงเทพฯ ที่มีตัวอักษรเขียนข้างป้ายทะเบียนหลังรถว่า “D” บ้าง (Deutschland เยอรมนี) “F” บ้าง (France ฝรั่งเศส) “GB” บ้าง (Great Britain สหราชอาณาจักร) ฯลฯ และมีดาว 12 ดวงล้อมเป็นวงกลมบนพื้นสีน้ำเงิน ซึ่งหมายถึงกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เพื่อบ่งบอกสัญชาติ “ความเป็นอื่น” ของรถที่ขับทั้งที่ดูคนในรถก็เป็นคนไทย ถ้ารถเหล่านั้นวิ่งอยู่ในยุโรปคงจะไม่แปลก แต่นี่ทะเบียนรถก็ภาษาไทย! แต่ท้ายรถบรรทุกหรือรถยนต์ในชมพูทวีปนั้นเห็นแต่รูปธงชาติบ้าง ทาสีท้ายรถด้วยสีธงชาติบ้าง (เขียว ขาว ส้ม) หรือเขียนเป็นภาษาฮินดีว่า “เมรา ภารัต มหาน” ประเทศอินเดียของเรายิ่งใหญ่ ใช่หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงว่าคนอินเดียมีชาตินิยมอยู่ในสายเลือดค่อนข้างสูง ชนิดไม่ต้องรณรงค์กันให้เปลืองงบ!

ชมมรดกทางสถาปัตยกรรม
เพียงแค่เห็นอาคารสถานที่สำคัญหลายแห่งในย่านกลางเมือง ที่วัฒนธรรมเปอร์เซียทิ้งร่องรอยและเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมไว้ทั่วเมือง ก็คิดว่าศาสนาอิสลามคงมีอิทธิพลหยั่งรากลึกในเมืองนี้ พอพลิกข้อมูลดูข้อเท็จจริงก็ไม่ผิดอย่างที่คาดไว้ กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรในไหดะราบาดเป็นมุสลิม และเป็นฐานที่มั่นของอาณาจักรมุสลิมมาหลายร้อยปีก่อนจะรวมตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐอินเดียหลังอินเดียได้รับเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1947  จะว่าไปแล้วประเทศที่กว้างใหญ่ ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และความเป็นอยู่อย่างเช่นอินเดีย แต่ละที่แต่ละเมืองแตกต่างกันเหมือนไม่ใช่ประเทศเดียวกัน เป็นต้นว่าบรรยากาศหนาวจนหิมะตกแถวรัฐหิมาจัลประเทศ (Himachal Pradesh) ทางภาคเหนือ แต่ถ้าไปบริเวณชายแดนอินเดีย-ปากีสถานแถวรัฐราชสถาน (Rajasthan) บรรยากาศแห้งแล้งจนเป็นทะเลทราย เห็นได้ว่า 2 ที่อากาศก็ต่างกันสุดขั้ว ดังนั้นการไปเห็นไปเห็นจุดใดจุดหนึ่ง หรือเมืองใดเมืองหนึ่งแล้วนำมาเหมารวมว่าทั้งประเทศเป็นอย่างจุดเล็กๆ ที่เห็นย่อมไม่สมเหตุสมผลในทางตรรกะอย่างแน่นอน Lonely Planet ทุกเล่มจึงเตือนสตินักเดินทางไว้ว่าก่อนจะออกจากบ้านไปเผชิญโลกกว้างให้เตรียมสิ่งของต่างๆ ที่แนะนำไว้ และข้อสุดท้ายของคำแนะนำสำหรับทุกประเทศ คือใจที่เปิดกว้าง (open mind) พร้อมจะเปิดรับสิ่งที่ใหม่ๆ

 

มัสยิดเม็กกะ (Mecca Masjid)

สถาปัตยกรรมที่คงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอิสลามและโดดเด่นในเมือง ได้แก่ จาร์มีนาร์ (Charminar) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของไหดะราบาด ดุจเดียวกับพระปฐมเจดีย์เป็นจุดเด่นของนครปฐม จาร์มีนาร์ตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของย่านเมืองเก่า เป็นอาคารที่มีหอคอยสูง 4 หอ (จาร์แปลว่าสี่ มีนาร์หมายถึงหอคอย) สูง 48.7 เมตรเป็นเสมือนเสาโครงสร้างรับน้ำหนักอาคารทั้ง 4 ด้าน แต่ละทิศมีประตูโค้ง ชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดมีสุเหร่าเล็กพื้นที่ขนาดรองรับพิธีละหมาดได้ประมาณ 40 กว่าคน จาร์มีนาร์ก่อสร้างโดยพระเจ้าโมหัมเม็ด กุลิ กุตุบ ชาห์ ผู้สถาปนาเมืองไหดะราบาด เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการสิ้นสุดของโรคระบาดเมื่อปี ค.ศ. 1591

ข้ามถนนไปฝั่งตะวันตกเป็นย่านตลาดโบ๊เบ๊ที่ชื่อว่าลาดบาซาร์ (Laad Bazaar) ผู้คนเดินสวนทางกันพลุกพล่านมาก แดดยามบ่ายในเดือนพฤษภาคมกำลังร้อน หลังจากเดินชมรอบๆ จาร์มีนาร์แล้วข้ามถนนไปดูย่านต้นๆ ของลาดบาซาร์ที่ผู้คนหนาแน่นและเดินเบียดเสียดกันแล้วก็กลับ ชายหนุ่มร่วมคณะบอกว่าปกติตัวเขาเองถ้าเจอแดดร้อนอย่างนั้นที่เมืองไทยเหงื่อคงจะท่วมตัว แต่ที่เมืองไหดะราบาดอากาศร้อนแห้ง เหงื่อจึงระเหยหายจากร่างกาย

 

โรงพยาบาลอุนานี (Unani)

ด้านตะวันตกของจาร์มีนาร์ไปประมาณ 200 เมตรมีมัสยิดขนาดใหญ่ชื่อมัสยิดเม็กกะ (Mecca Masjid) เป็นมัสยิดที่รองรับชาวมุสลิมในพิธีละหมาดได้ถึง 10,000 คน เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1614 ในสมัยพระเจ้าโมหัมเม็ด กุลิ กุตุบ ชาห์ผู้สร้างจาร์มีนาร์ แต่มาสร้างเสร็จตอนปี 1693 ในสมัยพระเจ้าออรังเซ็บ กษัตริย์ในราชวงศ์ถัดมา อิฐที่ประตูโค้งกลางนำมาจากเมืองเม็กกะ จึงเป็นที่มาของชื่อมัสยิด มัสยิดแห่งนี้อนุญาตให้เข้าไปได้เฉพาะชาวมุสลิม พวกเราจึงได้แค่ชมจากภายนอก จากมัสยิดเม็กกะมองข้ามถนนไปอีกฝั่งเห็นอาคารรูปโดมแปลกตาสำหรับพวกเรา ที่แท้ก็เป็นโรงพยาบาลอุนานี (Unani) ได้แต่คิดว่าแม้แต่อาคารโรงพยาบาลก็ยังมีเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมของอิสลาม

 

โรงพยาบาลโอสมาเนีย (Osmania)

จากย่านใจกลางเมือง พวกเราฝ่ากระแสจราจรมุ่งหน้าไปเมืองหลวงเก่าโคลโกณฑา (Golkonda Fort) ระหว่างทางคนขับรถซึ่งก็เป็นมุสลิม จอดให้ดูโรงพยาบาลโอสมาเนีย (Osmania) สถาปัตยกรรมลูกผสมระหว่างสไตล์อังกฤษกับไฮดะราบาด ริมฝั่งแม่น้ำมุสีซึ่งเกือบจะไม่มีน้ำในหน้าแล้ง ส่วนอีกฝั่งของแม่น้ำ ศาลสูงแห่งรัฐอานธรประเทศ (High Court of Andhar Pradesh) ตั้งเด่นตระหง่าน และมีเอกลักษณ์เชิญชวนสายตาให้เมิลมอง ศาลสูงนี้สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1919 เท่าที่สังเกตดูสถานที่สำคัญ เช่น ศาล มัสยิด สุสาน (Tomb) หรือแม้แต่โรงพยาบาล ล้วนแล้วแต่มีโดมเป็นเอกลักษณ์ของอาคารอยู่ทั้งสิ้น

 

ศาลสูงแห่งรัฐอานธรประเทศ

จากใจกลางเมืองไปด้านตะวันตก 10 กิโลเมตรกว่าๆ ถึงโคลโกณฑา ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรฮินดูชื่อเตลังคณะ โคลโกณฑาตั้งอยู่ในพื้นที่โดยรอบประมาณ 5 กิโลเมตร ท่ามกลางกำแพงหินสูง 12 เมตร 3 ชั้น กำแพงชั้นนอกสุดยาวถึง 10 กิโลเมตร พอผ่านประตูทางเข้าที่กำแพงชั้นในสุดเห็นป้อมปราการอยู่บนยอดเขาสูง อาณาจักรแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีในยุครุ่งเรือง ต่อมาพระเจ้าโมหัมเม็ด กุลิ กุตุบ ชาห์ ยึดครองตั้งแต่ปี 1518 จนถึงปี 1590 ก่อนจะย้ายเมืองไปตั้งอยู่บริเวณเมืองปัจจุบัน

 

โคลโกณฑา (Golkonda Fort)

 

ห่างจากประตูทางเข้าโคลโกณฑาประมาณ 1 กิโลเมตรเป็นสุสานหลวงของราชวงศ์กุตุบ ชาห์ (Qutb Shahi Tombs) มีอาคารรูปโดมเดี่ยว 4-5 หลังสำหรับเก็บพระศพของสมาชิกราชวงศ์ ว่ากันว่าที่นี่อาจจะเป็นเป็นสุสานหลวงเพียงแห่งเดียวที่เก็บพระศพของสมาชิกของราชวงศ์เดียวกันไว้ในอาณาบริเวณเดียวกัน

สุสานหลวงของราชวงศ์กุตุบ ชาห์ (Qutb Shahi Tombs)

อดีตคงอยู่ร่วมกับปัจจุบันและอนาคต
มีคนพูดไว้ (แต่จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนพูด) ว่า “ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อินเดียพ่ายต่อจักรวรรดิอังกฤษ แต่ในยุดการปฏิวัติไอทีอินเดียจะไม่ยอมแพ้ต่อชาติตะวันตกอีก” คิดดูแล้วความฝันเห็นจะไม่ไกลเกินความจริง ช่วงกลางคริสตทศวรรษ 1990 อินเดียเป็นประเทศที่ส่งออกซอฟท์แวร์รายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา  ส่วนสาเหตุที่อินเดียกล้าต่อกรกับชาติมหาอำนาจในเรื่องไอทีได้คงเป็นเพราะมีแรงงานที่มีทักษะแต่ค่าแรงถูก ความสามารถทางเทคโนโลยี และทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ

 

ย่าน Hitec City

 

ซิลิคอนวัลเลย์อันเป็นที่จักกันดีทั่วโลกตั้งอยู่ที่เมืองบังคโลร์ในรัฐกรรณาฏกะซึ่งเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งแรกของอินเดีย แต่ยังมีเมืองไซเบอร์อีกแห่งตั้งอยู่ย่านชานเมืองด้านตะวันตกของเมืองไหดะราบาด ทำให้นอกจากไหดะราบาดจะขึ้นชื่อเรื่องมรดกทางสถาปัตยกรรมอายุหลายร้อยปีที่ตกทอดมาจากยุคก่อนๆ แล้วอีกสิ่งที่ได้รับการกล่าวขานกันมากคือ Hitec City

 

โครงการ Hitec City มาจากชื่อเต็มว่า The Hyderabad Information Technology Engineering Consultancy City เป็นหนึ่งในโครงการ IT Park ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะมีพื้นที่ถึง 5,000,000 ล้านตารางฟุต มีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดับมาตรฐานโลกไว้บริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือ one-stop service จึงกลายเป็นที่มาของชื่อเรียกย่านนั้นว่า “เมืองไซเบอร์”  (Cyberabad) ซึ่งมีที่มาจาก Cyber (ภาษาอังกฤษ) + Abad (ภาษาฮินดี) นับเป็นความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างศัพท์ใหม่ รับรองว่าถ้าไปถามฝรั่งว่าศัพท์นี้หมายถึงอะไร คนที่ถูกถามคงจะต้องเกาศีรษะแน่นอน (ไม่เชื่อลองดูได้!) แค่นั้นยังไม่พอ ยังเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เขียนว่า “ไหดะราบาดเป็นเมืองแห่งอนาคต” (Hyderabad is Futurabad) ด้วยการสร้างศัพท์จาก Future + Abad ว่าเข้าไปนั่น!

 เรานั่งรถไปตามถนน Hitec City ตลอดสองข้างถนนในอาณาบริเวณนั้นมีแต่อาคารรูปทรงสมัยใหม่และแปลกๆ บางตึกมีจานดาวเทียมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนหลังคาตึก บางอาคารออกแบบเป็นรูปวงกลม บ้างก็อยู่ระหว่างการก่อสร้าง บางที่เห็นม้วนสายเคเบิลขนาดใหญ่วางอยู่ข้างถนนรอการฝัง บริษัทไอทีระดับโลก เช่น Microsoft, Oracle, Wipor, Satyam, Wilco, TCS, Motorola ฯลฯ ล้วนมีสำนักงานอยู่ใน Hitec City แห่งนี้

 

บริษัท Tata Consultancy Services

ผ่านหน้าอาคารรูปตัว T สีอิฐแดงเป็น ซึ่งก็คือบริษัท Tata Consultancy Services กิจการในเครือของฏาฏา (Tata) บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ประกอบกิจการไม้จิ้มฟันยันเรือรบในอินเดีย จากสถิติบอกว่าปี 2546-2547 บริษัทนี้ครองรายได้จากการส่งออกซอฟท์แวร์เป็นอันดับที่หนึ่งในอินเดีย มีมูลค่าถึง 55,030 ล้านรูปี หรือประมาณ 1198.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

“สาเหตุที่รัฐบาลอินเดียจัดประชุม ADB ที่นี่คงหวังผลทางอ้อมด้วยมั้ง?” ผมตั้งข้อสังเกตกับเพื่อนร่วมคณะหลังออกจากถนน Hitec City

“หวังอะไรเหรอ?”

“น่าจะตั้งใจจะอวดเมืองไซเบอร์ด้วย”

บ่ายแก่ๆ ก่อนจะขึ้นเครื่องกลับ พวกเราแวะไปกินชิกเก้นบิรยานี (Chicken Biryani) ซึ่งเป็นต้นบรรพบุรุษของข้าวหมกไก่ในบ้านเราที่ร้าน Hyderabad House ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เย็นก่อนหน้านั้นเราแวะไปกินตามคำแนะนำของคนขับรถ และก็ไม่ผิดหวังในรสชาติอินเดียขนานแท้ กินชิกเก้นบิรยานีแกล้มด้วยหอมหัวใหญ่ที่ฝานเป็นแว่นมีรสชาติหวาน โรยด้วยเกลือและพริกไทย บีบมะนาวลง แล้วตามด้วย Thumbs Up น้ำโคล่าของอินเดีย ... นึกแล้วยังน้ำลายไหล! หญิงสาวร่วมคณะถึงกับออกปากว่า “เป็นข้าวหมกไก่ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา” ขนาดนั้นเชียว!

เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ มองย้อนกลับไป ขณะที่อินเดียมีที่ทางในเวทีโลกทั้งด้านความเก่าแก่หลายพันปีของอารยธรรม ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ในธุรกิจไอที และเทคโนโลยีนิวเคลียร์

กลับมาดูตัวเอง ท่ามกลางความเป็นอยู่ในปัจจุบัน มนุษย์เราจะอยู่ได้อย่างไรให้ไม่ติดอยู่กับอดีต หรือไม่โหยหาอดีตมากเกินไป กระทั่งลืมปัจจุบันและอนาคต จนกลายเป็นตู้โชว์ของความรุ่งเรืองในอดีต ขณะเดียวกันก็ไม่ออกวิ่งไล่ล่าอนาคตมากจนลืมรากเหง้าของตัวเอง?

จะทำอย่างไรให้สามสิ่งนี้ผสมผสานกันอย่างลงตัว กลมกลืนสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน?

 


 

ข้อมูลประกอบการเขียน

1. Allied Chambers Transliterated Hindi – Hindi - English Dictionary, 1995.

2. Andhra Pradesh Tourism (CD)

3. http://www.aptourism.in

4. Golkonda Fort, Hyderabad, Andhra Pradesh, Archaeological Survey of India.

5. Hyderabad : a City of Mesmerizing Monuments, Department of Tourism, Government of Andhra Pradesh.

6. India, Lonely Planet, 1999.

7. India Perspectives, April 2004.

 


 

 


 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
pimahn วันที่ : 29/03/2009 เวลา : 05.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

สวัสดีครับ คุณเสดพีร์

ขอบคุณสำหรับข้อมูล และ ภาพจาก Hyderabad
สถาปัตยกรรมที่นั่น สวยงามดี
เพลงประกอบ ฟังแล้ว เหมือนนั่งอยู่ในอินเดียเลยครับ

+1 โหวตให้กับเรื่องและภาพ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
kengjung วันที่ : 19/04/2007 เวลา : 16.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chakree

ทางใต้เจ๋งครับ สำหรับผมคนเดียว อาหารอร่อย สาวๆ บิกีนี่ และ kingfisher อิ...อิ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ปานชาลี วันที่ : 10/04/2007 เวลา : 21.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panchalee
มดหวานมาแล้วจ๊า

เรื่องมันยาว ขอดูรูปก่อนล่ะกันนะค่ะวันนี้ อยากชวนคุณ เสดพีร์ไปเที่ยวบ้านมดหวานค่ะ มีความรักให้อิจฉาเล่นๆๆ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
NooKsa วันที่ : 28/03/2007 เวลา : 22.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nooksa

มาทักมาทาย แถมได้ความรู้เพิ่มด้วย ดีจัง...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ยุวดี วันที่ : 28/03/2007 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuwym

รูปสวย สถานที่แปลกดี
เคยไปอินเดีย พวกเมืองในพุทธประวัติน่ะค่ะ แล้วก็ทัชมาฮาล ชอบมาก ประทับใจวิถีของคนใช้รถไฟ และเสียงแตรที่ดังตลอดเวลาตามธรรมเนียมบ้านเขา

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
naive วันที่ : 10/03/2007 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wickedgirl

ไม่ได้อคตินะคะ แต่อินเดียเจริญให้ตายก็กระจุกอยู่กับคนกลุ่มไม่ใหญ่นัก เพราะเรื่องชนชั้นวรรณะยังเข้มข้นกันอยู่มาก

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลูกบัว วันที่ : 10/03/2007 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/HappyToFly
HappyToFly By ลูกบัว @ แอร์ฯ ไทยในสายการบินต่างชาติ...

ยังไม่เคยไป Hyderabad เลยค่ะ เท่าที่เห็นจากรูป ดูดีกว่าบอมเบย์เยอะ

อีกอย่างได้ข่าวว่า เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีของอินเดียด้วยใช่ไหมเอ่ย?

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อิตถี วันที่ : 08/03/2007 เวลา : 20.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hansiao
วันหนึ่งมีมากกว่า ๒๔ ชั่วโมง..

สวยมากกกก ...อยากไปเที่ยวจัง
โดยเฉพาะโคลโกณฑา (Golkonda Fort)
สงสัยต้องหาข้อมูลเพิ่มแล้ว
ภาพสวยด้วยอ่ะ ข้อมูลเยอะดี


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แมวเหมียว วันที่ : 08/03/2007 เวลา : 20.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassanok

ได้ความรู้ใหม่ ไม่เคยไปเมืองนี้เลย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

....SaNd...FaNtAsY.....

"ลายริ้วบนผิวทราย สื่อความหมายแทนภาษา มือไหวแทนใจพา นาฏลีลาน่าภิรมย์" คือกลอนที่ "นิดนรี" บรรยายถึง "SaNd FantAsY" โดย Illana Yahav - ศิลปิน sand animation ชาวอิสราเอล ดนตรีของ Yanni

View All
<< มีนาคม 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]


เชิญผู้มาเยือนจัดลำดับความถูกใจของท่านด้วยครับ
เดินทางท่องเที่ยว (Travelogue)
19 คน
ต้นไม้ สายลม แสงแดด
14 คน
สิ่งรอบข้าง & ความคิดรอบตัว
18 คน
ปูชนียบุคคล
8 คน

  โหวต 59 คน