• เสดพีร์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 495
  • จำนวนผู้ชม : 690298
  • ส่ง msg :
  • โหวต 247 คน
*~..._/|\_...~* + เสดพีร์ ภูษิต+
"เมื่อเกิดเหตุร้ายแรง ย่อมต้องการคนกล้าหาญ เมื่อเกิดข่าวตื่นเต้น ย่อมต้องการคนหนักแน่น เมื่อมีข้าวน้ำบริบูรณ์ ย่อมต้องการคนที่รัก เมื่อเกิดเรื่องราวลึกซึ้ง ย่อมต้องการบัณฑิต" :)
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chao
วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม 2563
Posted by เสดพีร์ , ผู้อ่าน : 477 , 16:09:14 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 


 

 ทศชมไทย

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 The New York Times เผยแพร่บทความเรื่อง “ไม่มีใครรู้ได้ว่าประเทศไทยกำลังไปถูกทางหรือไม่ แต่เท่าที่เห็นก็ได้ผลนะ (No One Knows What Thailand Is Doing Right, but So Far, It’s Working)

เนื้อหาโดยย่อระบุว่า ทั้งที่ช่วงต้นปี 2563 ประเทศไทยเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) แต่ข้อมูลวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 มีตัวเลขผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 3,240 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพียง 58 ราย นอกจากนี้ก็ไม่มีการติดเชื้อในประเทศกว่า 7 สัปดาห์แล้ว ข้อมูลในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและมณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนก็เป็นทำนองเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมกราคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขไทยแถลงว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในไทยเป็นรายแรก ผู้ป่วยเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าเป็นรายแรกที่ตรวจพบนอกประเทศจีน

ผู้เขียนบทความดังกล่าว (Hannah Beech) ตั้งสมมุติฐานว่าสาเหตุที่ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อน้อยน่าจะเป็นเพราะประเพณีการไหว้ของไทย [ไม่ได้สัมผัสกายกัน เป็นการรักษาระยะห่างทางร่างกายโดยธรรมชาติ]? หรือว่าการสวมหน้ากากตั้งแต่ช่วงที่มีข่าวพบผู้ป่วยติดเชื้อจากต่างประเทศ ผสานกับระบบที่ทรงประสิทธิภาพด้านสาธารณสุขของไทย? หรือว่าพันธุกรรมที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของคนไทยและคนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง? (https://nyti.ms/3eR7AHE)

 

ไทยมองไทย (เสริมมุมมองเทศ)

ความสำเร็จขั้นต้นของประเทศไทยในการป้องกันและรักษาโรคโควิด-19 ซึ่งระบาดนอกประเทศจีนตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ปัจจุบันกำลังระบาดไปทั่วโลกและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทุกวงการ ทุกวิถีชีวิต ทุกระดับชั้น จนกลายเป็นเสมือนหนึ่ง “สงครามโรค” นั้นมีอีกหลายประเด็นที่ Hannah Beech ผู้เขียนมิได้กล่าวถึงในบทความข้างต้น (แม้ว่าช่วงต้นรัฐบาลอาจเสมือนมวยเมาหมัดเนื่องจากไม่เคยประสบปัญหาโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อทุกวงการอย่างนี้มาก่อน แต่พอตั้งหลักได้การจัดการด้านต่างๆ ก็เข้าร่องเข้ารอยเป็นระบบ)

ผู้เขียนบทความนี้เห็นว่ามีอีกหลายเหตุปัจจัยที่น่าจะมีส่วนให้จำกัดการแพร่เชื้อ การระบาดของโรคในประเทศไทยไว้ได้ เช่น

1. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีประมาณ 1,040,000 คน ที่ลงพื้นที่เยี่ยมครัวเรือนในหมู่บ้านหรือชุมชน ให้ความรู้เรื่องสาธารณสุข การใช้ยา และการเฝ้าระวังการระบาดโควิด-19 รวมถึงทำรายงานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉลี่ย อสม. 1 คนรับผิดชอบ 10-15 หลังคาเรือน

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านทำหน้าที่เป็นกลไกสาธารณสุขระดับชุมชนจน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงกับกล่าวชื่นชมว่า “อสม. คือด่านหน้าของพวกเรา จากใจคนไทย 70 ล้านคน” (https://bit.ly/2CZadtV)

 

   

          นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO Thailand) ก็แสดงความชื่นชม อสม.ว่า เป็นผู้ปิดทองหลังพระในการรับมือกับสงครามโรคครั้งนี้ (https://bit.ly/3eWR4WG)

2. การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active case finding) การติดตามหาผู้เสี่ยงติดเชื้อจากคนที่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ  เห็นได้ว่าทีมแพทย์ไม่ได้สุ่มตรวจแบบไร้จุดหมาย การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกทำให้จำกัดบริเวณการระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อไว้ได้ นอกจากนี้ การกำหนดให้คนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเข้าสถานที่กักกันซึ่งทางราชการกำหนด (State Quarantine) ก็เป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” เพื่อไม่ให้เกิดผู้แพร่เชื้อต่อสาธารณชน (Superspreader) ขึ้น

3. รัฐบาลยอม “เสียน้อยเพื่อไม่ให้เสียมาก” ด้วยการให้ผู้ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงตรวจฟรีและรักษาฟรีผู้ติดเชื้อตั้งแต่ต้นที่เกิดโรคระบาด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวจึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้ทางการสามารถค้นหาและจำกัดกลุ่มผู้ป่วยได้ง่าย ลดจำนวน Superspreader ลง (ดูภาพประกอบ)

 

   

ในทางกลับกันบางประเทศอาจจะคิดตรงกันข้าม ไม่มีการกักตัวกลุ่มเสี่ยง ไร้การตรวจรักษาฟรี เมื่อโรคระบาดกลายเป็นเสมือนหนึ่ง “ไฟลามทุ่ง” ในหน้าแล้ง สุดท้ายก็เลยเข้าทำนองสำนวน “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ส่งผลให้ทุกวันนี้ก็ยังควบคุมการระบาดไว้ไม่ได้!

4. ปัจจัยสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ ยุทธศาสตร์การสื่อสารของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ที่มีนายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ทำหน้าที่โฆษกแถลงข่าวส่งสารถึงประชาชนรายวัน จนประชาชนติดตามหน้าจอโทรทัศน์และสื่อสังคมออนไลน์ (Facebook Live) สร้างความยอมรับข่าวสารและให้ความร่วมมือทำตามกฎเกณฑ์ ตลอดถึงคำแนะนำในการปฏิบัติตัวด้านต่างๆ นอกจากนี้ ในมุมกลับกันการแถลงข่าวจากทางการ (Official) ก็เป็นการลดบทบาทของบรรดาเจ้ากรมข่าวลือ ข่าวปล่อย ข่าวลวง Fake News สำนักต่างๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วย

จุดสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในการแถลงข่าวคือ การนำข้อมูลสถานการณ์จากทั่วโลกมาแสดงให้เห็น เปิดทั้งภาพรวมทั่วโลก เห็นประเทศไทย ศบค.จึงวางท่าทีประเทศไทยได้ถูกว่าเมื่อสถานการณ์ทั่วทั้งโลกเป็นอย่างที่เห็น ประเทศไทยจะกำหนดมาตรการ จะรับมืออย่างไร

(ขอนอกเรื่อง เรื่องต่างๆ ประเด็นอื่นๆ นอกจากโควิด เช่น เสรีภาพทางการแสดงความเห็น เสรีภาพทางศาสนา ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน ฯลฯ ก็ทำนองเดียวกัน  หากนำข้อมูลทำนองนี้มากางดู กลุ่มคนที่จ้องทับถมจ้องกระหน่ำซ้ำเติมประเทศไทยจะได้เห็นภาพรวมของทั้งโลก เห็นประเทศไทย จึงจะได้ข้อมูลความรู้เป็นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นได้ จะได้หยุดพูดลอยๆ เสียทีว่าประเทศไทยเราแย่อย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้!

ทุกวันนี้ในสังคมเราในสื่อมวลชนในสื่อโซเชียล (Social Media) น่าจะเป็นอย่างที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เน้นย้ำเสมอว่า สังคมไทยมักจะแสดงความคิดเห็นไปตามความชอบใจหรือไม่ชอบใจ ขาดการแสวงหาความรู้ก่อนจะแสดงความเห็น (เช่น ในหนังสือ “จัดระเบียบสังคม ตามคตินิยมแห่งสังฆะ” https://bit.ly/305H5Kx เป็นต้น) หากผู้คนในสังคมไทยเห็นข้อมูลข่าวสารในสื่อมวลชนในสื่อโซเชียล ก่อนจะกระโจนตัวเข้าสู่การแสดงความเห็นในทันที ลองยั้งใจไว้แล้วไปค้นคว้าหาข้อมูลข้อเท็จจริงก่อน เมื่อได้ข้อมูลข้อเท็จจริงแล้ว การแสดงความคิดเห็นที่มีความรู้เป็นพื้นฐานน่าจะมีส่วนช่วยสร้างสรรค์สังคมได้ดีกว่าการแสดงความคิดเห็นเลื่อนลอยไร้ฐานข้อมูลความรู้...ใช่หรือไม่?)

 

ทางการเตือน คนไทยรับฟังและร่วมมือ

จากการค้นข้อมูลย้อนหลังพบว่า กระทรวงสาธารณสุขไทยเผยแพร่คำแนะนำให้ประชาชนระวังไข้หวัดใหญ่มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 (ดู “กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนให้ระวังป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูหนาวนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงควรดูแลเป็นพิเศษ แนะยึดหลัก ‘ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด’ ” ออกเผยแพร่เมื่อ 8 มกราคม 2563 https://bit.ly/32AYso9)

ต่อมา แม้ยังไม่มีรายงานการติดต่อจากคนสู่คนในประเทศไทย  กระทรวงสาธารณสุขยังคงมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งขณะนั้นกระทรวงสาธารณสุขไทยยังเรียกโรคโควิด-19 ว่า “โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” (ต่อมาองค์การอนามัยโลกตั้งชื่อว่า “โควิด-19 (COVID-19)” เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 https://bit.ly/2ZPXP8h) (ดู “กรมควบคุมโรค เผยไทยยังคงมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง” ออกเผยแพร่เมื่อ 25 มกราคม 2563 https://bit.ly/3hiytG4)

โปรดสังเกตว่า ในประเทศไทยการรณรงค์ให้คนสวมหน้ากากผ้าไม่ต้องออกเป็นกฎหมายบังคับ แต่สาธารณชนให้ความร่วมมือสวมหน้ากากผ้ากันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ป่วยกล่าวไปใย ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ประเทศไทยบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและกรุงเทพมหานครประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) สูงเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคำเตือนว่าหากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรป้องกันการสัมผัสฝุ่นให้น้อยที่สุด โดยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ดู “กรมควบคุมโรค แนะประชาชนติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินความเสี่ยงในการสัมผัสฝุ่นละออง” ออกเผยแพร่เมื่อ 19 ธันวาคม 2562 https://bit.ly/3fRCFfw)

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา PM 2.5 อาจจะเป็นปัจจัยให้คนไทยเริ่มรู้จักและคุ้นเคยกับการสวมหน้ากากกันฝุ่น และส่งผลบวกต่อการป้องกันโรคอื่นๆ ที่ติดต่อทางการสัมผัสและฝอยละอองขนาดใหญ่ได้อีกทางหนึ่งด้วย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าระหว่างวันที่ 1 มกราคม-11 กรกฎาคม 2563 พบจำนวนผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่น้อยกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 และสัดส่วนของเชื้อไข้หวัดใหญ่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12 “ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งมาด้วยอาการทางเดินหายใจเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรการของทางภาครัฐ อาทิ การรักษาระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ เป็นต้น จึงทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่และสัดส่วนของเชื้อไข้หวัดใหญ่ลดต่ำลง” (https://bit.ly/30727sk)

 

สถานการณ์ด้านตะวันตก เหตุการณ์เพิ่งจะเปลี่ยนแปลง

ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี เพิ่งจะสวมหน้ากากผ้าออกสื่อเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2563 หลังจากที่ก่อนนั้นปฏิเสธการใส่มาตลอด (https://bbc.in/39kWvxe)

ในอังกฤษนาย Matt Hancock รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกกฎให้ประชาชนสวมหน้ากากผ้าเมื่อใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะตั้งแต่ 15 มิถุนายน 2563 และเมื่อเข้าห้างร้านหรือห้างสรรพสินค้าตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับเป็นเงิน 100 ปอนด์ แต่ถ้าจ่ายค่าปรับภายในระยะเวลา 14 วัน จะลดค่าปรับเหลือ 50 ปอนด์  (https://bbc.in/2ZPwCmr)

อย่างไรก็ตาม แม้โรคโควิด-19 จะระบาดในประเทศอังกฤษและมีจำนวนผู้เสียชีวิตมาก เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2563 คนอังกฤษผู้หวงแหนเสรีภาพกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “ธำรงอังกฤษให้เสรี (Keep Britain Free)” (https://bit.ly/3hN6puz) ก็ยังออกมาต่อต้านกฎระเบียบของทางการ อ้างว่าไม่ต้องการตกเป็นผู้ทำตามคำสั่งของรัฐที่คอยบอกว่าให้ไปที่ไหนได้บ้าง พบใครได้ และทำอะไรได้บ้าง (https://bit.ly/39zwz13)

 

 

 

 

 

ไทยมองโลก บทเรียนที่ได้จากโลก

          หลังจากโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระบาดไปทั่วโลกและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทุกวงการ ทุกวิถีชีวิต ทุกระดับชั้น จนกลายเป็นเสมือนหนึ่ง “สงครามโรค” ได้ประมาณครึ่งปี มาดูข้อมูลผู้ติดเชื้อในประเทศไทย เปรียบเทียบกับจีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เพื่อประกอบการมองสถานการณ์โลก

 

จากสาเหตุที่ไม่มีจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศมาเกือบ 2 เดือนน่าจะเป็นเหตุผลที่ ศบค.ผ่อนคลายให้ดำเนินกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่างๆ ภายในประเทศได้ กิจกรรมและกิจการต่างๆ เริ่มกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการเฝ้าระวังด้านต่างๆ ตามคำพูดของโฆษก สบค. ที่ว่า “ไม่ประมาท การ์ดอย่าตก”

ในขณะเดียวกัน จากข้อมูลสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านและสถานการณ์รอบโลกทำให้ประเทศไทยยังประมาทไม่ได้ ยังต้อง “ตั้งการ์ดสูง” นอกจากจะระมัดระวังและป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อภายในประเทศแล้วยังต้องเข้มงวดกับคนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศอีกด้วย ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาเที่ยวประเทศไทยนั้นคาดว่าคงต้องร้องเพลงรอไปก่อน!!!

 

แสงธรรม ส่องทาง ส่องไทย ส่องโลก

ในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาด ผู้คนวิตกกังวลใจ อยู่กันไม่เป็นปกติสุขนั้น มีผู้ขอให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พูดธรรมะเพื่อแนะนำและปลุกปลอบใจ ท่านพูดไว้หลายประเด็น ในที่นี้จะขอยกมาเฉพาะประเด็นที่สอดรับกับประเด็นที่กล่าวถึงมาในข้างต้น กล่าวคือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพ วินัย และการฝึกฝนพัฒนาตน

ท่านกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “มนุษย์ที่ห่างเหินธรรมชาติก็คือแปลกแยกกับชีวิตของตัว เขาเองที่เป็นธรรมชาติด้วย เวลานานผ่านไป แม้แต่หลักการต่างๆ ทางสังคมของเขา ก็มีความหมายที่แปลกแยก เพี้ยนไป จากความจริงของชีวิตและธรรมชาติดังเช่นเสรีภาพ แทนที่จะหมายถึง การที่ทำได้ตามที่รู้ความจริงรู้เหตุผลความถูกต้อง ก็กลายเป็นว่า เสรีภาพ คือการทำอะไรได้ตามที่รู้สึกชอบใจไม่ชอบใจ ใจอยากก็ทำไป คือทำได้ตามความรู้สึกและความคิดเห็นที่เป็นไปตามความรู้สึกนั้น หาได้โยงและอ้างอิงไปถึงความรู้เข้าใจความจริงและความถูกต้องตามเหตุผลไม่” (หนังสือ "ในสถานการณ์โควิด-19 นี้ โพชฌงค์ สวดก็ได้ แต่ถ้าใช้ จะยิ่งดี” https://bit.ly/3g6F9a1)

 

 

 

นอกจากคตินี้ ยังมีคติธรรมที่แสดงไว้ในโอกาสต่างๆ ที่เหมาะจะใช้ส่องทางให้สถานการณ์ที่กล่าวมาในตอนต้นได้ เช่น ท่าทีต่อระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ กติกา ยังบ่งบอกถึงระดับการพัฒนาของคนอีกด้วย ท่านจัดระดับการพัฒนาของคนตามความเข้าใจวินัยออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. คนที่ไม่มีความพร้อม มองว่าวินัยเป็นเครื่องบีบบังคับ กีดกั้นขัดขวางไม่ให้ทำตามชอบใจ จิตใจไม่เป็นสุขเพราะฝืนใจทำตามกติกา คนที่มองอย่างนี้ คือคนที่ยังขาดความเข้าใจเหตุผล

2. เมื่อเริ่มพัฒนาตน ก็จะมองว่าวินัยคือ เครื่องฝึกฝนมนุษย์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดยความสะดวก คนที่มีความเข้าใจเหตุผลและคุณค่าของกฎกติกา จิตใจก็ไม่เป็นทุกข์เพราะยอมรับและเต็มใจปฏิบัติตาม ไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างการกระทำกับกฎกติกา

3. เมื่อพัฒนาตนสูงสุดแล้ว วินัยเป็นเพียงสิ่งหมายรู้ร่วมกัน เพื่อจะปฏิบัติได้ถูกต้องในการดำเนินชีวิตในการอยู่ร่วมกัน ไม่รู้สึกว่าเป็นเครื่องบังคับ ไม่ต้องฝืนใจ เต็มใจปฏิบัติตาม จิตใจผ่องใส พฤติกรรมก็สงบรื่น เพราะเข้าใจเหตุผลและจุดมุ่งหมายของกติกาเป็นอย่างดี

ท่านยกตัวอย่างว่า แม้พระอรหันต์ผู้ฝึกฝนตนเองจนขัดเกลากิเลสหมดสิ้นแล้ว เมื่ออยู่ร่วมกันในวัดก็ต้องอยู่ภายใต้วินัย เพราะกระจายตามที่อยู่ต่างๆ ในบริเวณวัด จะทำกิจวัตร จะฉัน จะประชุมเมื่อไหร่ จะนั่งเรียงลำดับกันอย่างไร ก็ต้องวางกติกา เพื่อให้หมายรู้ร่วมกัน จัดสรรความเป็นอยู่และกิจการให้ดำเนินไปอย่างดีงามและคล่องตัว (หนังสือ “วินัย : เรื่องใหญ่กว่าที่คิด” https://bit.ly/2X62CRj)

อีกข้อคิดส่งท้ายบทความนี้ ตามหลักไตรสิกขา การศึกษาคือชีวิตในทุกขณะ แม้แต่เรื่องขั้นพื้นฐานคือการกิน ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน และการใช้อายตนะ [สิ่งที่เชื่อมต่อกันให้เกิดความรู้ เครื่องรู้และสิ่งที่รู้ เช่น ตาเป็นเครื่องรู้รูป] ให้ถูกต้อง คือใช้เพื่อแสวงหาความรู้ แสวงหาปัญญามากกว่าเพื่อความเพลิดเพลิน “ต้องยอมรับว่าคนสมัยนี้ยังหลงมาก เราพูดกันไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ ว่าเรามีการศึกษา แต่เราไม่ได้ใช้ปัญญา แม้แต่การปฏิบัติต่อปัจจัยสี่ เราบริโภคด้วยความหลง ด้วยตัณหา ด้วยอวิชชา กินใช้ด้วยความไม่รู้ไม่คิด แล้วลองดูซิว่าการศึกษาจะเดินหน้าไปได้อย่างไร เพราะแม้แต่การศึกษาขั้นพื้นฐานก็ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย” (หนังสือ “การศึกษาเริ่มต้นเมื่อคนกินอยู่เป็น” https://bit.ly/2PfW7Hv)

ถ้ากินอยู่ดูฟังเป็น ก็คือเริ่มดำเนินชีวิตเป็นแล้ว พูดได้ว่าการศึกษาเริ่มต้นแล้ว เมื่อเรื่องพื้นฐานในชีวิตมาถูกทางแล้ว ก็เอื้อให้ชีวิตพร้อมจะพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปดังที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์กล่าวไว้ใน “การศึกษาเริ่มต้นเมื่อคนกินอยู่เป็น” ว่า“จากนี้ก็ก้าวไปในชีวิตที่ดีงามและเจริญงอกงามมีความสุขยิ่งขึ้น”

ดังนั้น ในโลกยุคปัจจุบันที่ทั่วทั้งโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากโรคโควิด-19 คนที่จะอยู่รอดและอยู่ได้ดีคือ คนที่หมั่นฝึกฝน พัฒนาตน ให้กินเป็น อยู่เป็น และรู้จักปรับตัวเอง


 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

....SaNd...FaNtAsY.....

"ลายริ้วบนผิวทราย สื่อความหมายแทนภาษา มือไหวแทนใจพา นาฏลีลาน่าภิรมย์" คือกลอนที่ "นิดนรี" บรรยายถึง "SaNd FantAsY" โดย Illana Yahav - ศิลปิน sand animation ชาวอิสราเอล ดนตรีของ Yanni

View All
<< กรกฎาคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]


เชิญผู้มาเยือนจัดลำดับความถูกใจของท่านด้วยครับ
เดินทางท่องเที่ยว (Travelogue)
19 คน
ต้นไม้ สายลม แสงแดด
14 คน
สิ่งรอบข้าง & ความคิดรอบตัว
18 คน
ปูชนียบุคคล
8 คน

  โหวต 59 คน