• บุหลันริมหน้าต่าง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : saitannarak@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-08-06
  • จำนวนเรื่อง : 170
  • จำนวนผู้ชม : 57749
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
อิสระเสรี
การสร้างแรงบันดาลใจอาจทำไม่ยากนัก เพียงแค่เรารู้จักการก้าวออกไปข้างนอก ออกไปเรียนรู้ในสิ่งที่สวยงาม ท้าทายและพร้อมที่จะเรียนรู้ ฉันเชื่อว่า คนหนุ่มสาวมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chapladthin
วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม 2559
Posted by บุหลันริมหน้าต่าง , ผู้อ่าน : 2233 , 18:34:52 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ย่าดา , MephistoWitchy และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

“หากเราเชื่อว่าชีวิตคือการเดินทาง เราก็จะได้เดินทาง แต่การเดินทางของชีวิตก็ไม่ได้เรียบง่ายเสมอไป ชีวิตมีทั้งความพิเศษและอุปสรรคมากมายกางกั้น แต่จะสำคัญยิ่งกว่า หากเราเดินทางเพื่อค้นหาความหมายและตอบคำถามบางอย่างของชีวิต การพกพาดวงตาที่สามจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ทว่าดวงตาที่สามที่ว่านั้น ก็คือการเปิดใจเพื่อเรียนรู้และสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ

ยามสายของเสาร์หนึ่ง ฉันนั่งรถเมล์จากหอพักตัวเองเพื่อไปยังสถานที่หนึ่ง จำได้ว่ารู้จักที่แห่งนี้ผ่านของกิน ฉันเป็นมนุษย์ชอบกินค่ะ แต่ทุกสิ่งที่ฉันกินต้องมีแหล่งที่มา มีประวัติ มีเรื่องราว ประมาณว่า “กินอย่างรู้ที่มา” และสิ่งที่ฉันกินมันไม่ได้มีความพิเศษเลย แต่มันล้วนเกิดจากความรัก ความทนุถนอม ความเอาใจใส่ ความอดทนขันแข็ง สิ่งๆนั้นไม่ได้มีขายในห้างหรู มันคือ “ฝักรุ่ยเชื่อม” 

การเดินทางของฉันเพื่อไปตามหาสิ่งที่ฉันกิน “ฝักรุ่ยเชื่อม” ทำให้ฉันต้องออกเดินทาง ความจริงฉันเป็นคนที่ชอบเดินทางคนเดียว เพราะการเดินทางคนเดียวมันไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องกังวลและเหนื่อยใจ ฉันนั่งรถเมล์แบบชิว ๆ กินลมชมวิว ผ่านบ้าน ร้านค้า ห้างหรูสลับกับป่ากระถิ่นไปมา ฉันเห็นอะไรมากมายระหว่างการเดินทาง “ท้องฟ้าสวยจัง ถ้ามีเธออยู่ข้าง ๆ คงจะเป็นสุขดี แต่บ้านเมืองเราในยามนี้มันไม่ค่อยสนุกนัก บางทีการที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อนฉันก็ดีแล้ว โลกเราในทุก ๆ วัน ชักแปรปวนไปทุกที” ฉันบ่นพรึมพรำในใจถึงคนรักที่ออกเดินทางไปยังที่ไกล ๆ ไปยังโค้งขอบฟ้า

 และแล้วรถเมล์ 145 ก็พาฉันมาสุดสายปลายทางที่ท่ารถที่แพรกษา ซึ่งเลยปากน้ำสมุทรปราการมากมากโขเลยทีเดียว ฉันลงรถและเดินลัดเลาะไปตามถนนแคบ ๆ ที่มีรถเมล์จอดอยู่มากมาย ฉันถามทางกับป้าคนหนึ่ง ป้าแกใจดีมากพาฉันขึ้นรถเมล์อีกสาย แกแนะฉันว่า ให้นั่งตามสบาย เดี๋ยวพอใกล้ ๆ ถึงป้าแกจะสะกิดเอง พอถึงที่หมาย ป้าแกสะกิดและแนะนำว่า ให้เดินตรงไปจะเห็นเซเว่น ใกล้เซเว่นเป็นตลาด เดินตรงเข้าไปก็เป็นท่าเรือข้ามฟากไปยังพระสมุทรเจดีย์ ฉันเดินไปตามคำชี้แนะของป้า เดินผ่านร้านค้าในตลาดไปยังท่าเรือ ทันที่ที่ฉันเห็นท่าเรือ สิ่งแรกที่ฉันนึกถึงคือบ้าน นี่มันปากน้ำระนองชัด ๆ นี่มันระนองจริง ๆ ราวกับว่าการลงเรือครั้งนี้ของฉันคือนั่งเรือข้ามฝั่งไปเกาะสอง หลังคาอาคารที่เห็นอยู่ลิบ ๆ นั่น มันช่างเหมือนเกาะสองเสียจริง ๆ ฉันจ่ายค่าเรือโดยสารไป 3 บาท ระหว่างนั่งเรือฉันเห็นชุมชนริมน้ำ อาคารพาณิชย์ แพปลา พอใกล้ ๆถึงท่าเรือพระสมุทรเจดีย์ ฉันเห็นต้นจากเรียงรายใบโบกสะบัดเอนโอนยามต้องลมพัด เห็นต้นโกงกาง แสม ยิ่งทำให้ฉันคิดถึงระนองที่สุด เรือแล่นไปถึงท่า ฉันเดินขึ้นท่าเรือ เพื่อไปรอพี่ ๆ ที่รู้จักเรานัดแนะเจอกันที่ท่าเรือ สักพักพวกเขาก็มารับ เพื่อเดินทางต่อ

          รุ่งเช้าของอีกวัน เราถึงเดินทางไปยังบ้านสาขลา เพื่อไปตามหาต้นรุ่ย เราออกเดินทางไปตั้งแต่เช้า เราเรียนรู้วิถีของผู้คนที่นี่  ระหว่างทางเดิน ฉันหันไปเห็นแม่ค้าวัยกลางคนกำลังนั่งย่างขนมจาก ที่มีส่วนผสมจากน้ำตาลจาก มะพร้าวขูด แป้งข้าวเจ้า ข้าวเหนียวผสมกัน และใช้ใบจากห่อ ฉันลืมแนะนำพี่ ๆ พี่เขาชื่อพี่โจ๊ก เขาทำสารคดีเรื่องราวของต้นลุ่ยกับชุมชนบ้านสาขลา พี่เขาขันอาสาจ่ายค่าขนมจากให้ เราเดินกันไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่บริเวณวัดสาขลา ที่ตั้งอยู่ในตำบลนาเกลือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการเจดีย์ ซึ่งอยู่ด้านฝั่งตะวันตกของจังหวัดสมุทรปราการ มีพื้นที่จรดชายทะเลตอนบนของอำเภอพระสมุทรเจดีย์มีอาณาเขตไปตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา ตามประวัติความเป็นมาตามคำบอกเล่าและหาอ่านได้จากในเว็บไซย์ต่าง ๆ ว่ากันว่าแต่เดิมบ้านสาขลาเป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า หมู่บ้านแห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นจนกระทั่งต่อมาเมื่อเกิดสงคราม 9 ทัพ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายทุกคนในหมู่บ้านถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในการสงครามทิ้งไว้ให้หมู่บ้านเหลือแต่ผู้หญิง เด็ก และคนชรา ครั้นเมื่อทหารพม่าเดินทัพผ่านมาก็ได้พยายามเข้าตีหมู่บ้านเพื่อยึดเอาเสบียงอาหาร แต่แม้ว่าในหมู่บ้านจะมีเพียงผู้หญิง เด็ก และคนชราเท่านั้นแต่ทุกคนก็ได้ร่วมแรงร่วมใจหยิบเอาอาวุธเท่าที่พอจะหาได้ออกไปต่อสู้กับทหารพม่าอย่างกล้าหาญ และด้วยความเข้มแข็งของจิตใจ ด้วยแผนการรบที่ดีและความชำนาญด้านภูมิประเทศก็ทำให้ชาวบ้านสามารถต่อสู้และเอาชนะทหารพม่าได้อย่างราบคาบ โดยบริเวณ คลองที่ใช้เป็นฐานที่มั่นในการรบกับพม่าในครั้งนั้นเรียกว่า คลองชัย ก็ยังคงถูกเรียกขานมาจนถึงทุกวันนี้ และต่อมาหมู่บ้านแห่งนี้ก็ถูกเรียกชื่อว่า หมู่บ้านสาวกล้า ตามวีรกรรมของบรรดาวีรสตรีที่ร่วมกันต่อสู้กับทหารพม่าอย่างกล้าหาญ ก่อนที่ชื่อหมู่บ้านสาวกล้าจะเพี้ยนมาเป็นชื่อ “หมู่บ้านสาขลา” ดังเช่นปัจจุบัน  ด้วยความที่เป็นชุมชนเก่าแก่ทำให้บ้านสาขลามีขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในรูปแบบเฉพาะตัวอยู่มากมายซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ไม่สามารถหาได้ในชุมชนอื่น ๆ

 

 เสน่ห์อย่างหนึ่งก็คือหากเดินเข้าไปในชุมชน ตามถนนเส้นเล็ก ๆ ก็จะพบกับบ้านเรือนแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน บางบ้านเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ บางบ้านเป็นร้านทำผม บางบ้านเปิดเป็นร้านขายของชำ แต่ทุกหลังล้วนแต่ยังคงรักษารูปแบบและเอกลักษณ์แบบชุมชนดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างเข้มแข็ง โดยในทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ตลาดโบราณบ้านสาขลา จะเปิดขายของอย่างเต็มรูปแบบให้กับนักท่องเที่ยวได้เดินเที่ยวจับจ่ายซื้อของทะเลและเรียนรู้ความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมของชาวบ้านสาขลาได้อย่างเต็มที่  เมื่อเดินตลาดชมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านกันจนเต็มอิ่มแล้ว

ชาวบ้านแนะนำกับเราว่า หากเราต้องการชมบ้านสาขลารอบ ๆ ให้เราลองนั่งเรือเพื่อชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ริมคลองของชาวชุมชนบ้านสาขลาดู แต่น่าเสียดายยิ่งนัก เพราะช่วงที่เราไปน้ำลงพอดี  ชาวบ้านบอกว่าคลองเป็นสายน้ำสำคัญหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านสาขลา คลองที่มีความสำคัญกับที่นี่ คือคลองสรรพสามิต สองฟากฝั่งคลองจะเป็นชีวิตริมน้ำของชาวบ้านที่ยังคงรักษารูปแบบการใช้ชีวิตทางน้ำไว้จนถึงปัจจุบัน

          ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของวัดสาขลาแห่งนี้ก็คือ พระปรางค์เอียง ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัด โดยพระปรางค์นี้เป็นพระปรางค์เก่าแก่ตั้งอยู่ริมคลอง บางคนบอกว่าการเอียงของพระปรางค์นี้มีความมหัศจรรย์ไม่ต่างจากหอเอนปิซ่าที่ประเทศอิตาลีเลยทีเดียว มีตำนานเล่าขานถึงที่มาของพระปรางค์เอียงแห่งนี้อยู่หลายเรื่องด้วยกัน บางคนเล่าว่าพระปรางค์นี้ถูกสร้างให้เอียงในลักษณะนี้ตั้งแต่ครั้งเริ่มต้นโดยไม่ทราบสาเหตุ บ้างก็เล่าว่าเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้วเกิดน้ำท่วมใหญ่ทำให้เกิดแผ่นดินที่ฐานพระปรางค์ทรุดและเอียงแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะล้มลงมาแต่อย่างใด

เราเดินไปเรื่อย ๆ เราเจออาหารประจำถิ่น ซึ่งถือได้ว่าถ้าใครมาเที่ยวที่บ้านสาขลาแล้วไม่กินกุ้งเหยียด ถือว่ายังมาไม่ถึงสาขลา เพราะกุ้งเหยียดถือเป็นอาหารท้องถิ่นอันเลื่องชื่อของชาวบ้านสาขลา ด้วยว่าสภาพภูมิ ประเทศของบ้านสาขลาส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลนริมทะเล คนขายบอกว่าเคล็ดลับความอร่อยของกุ้งเหยียดอยู่ที่การต้มโดยไม่ต้องเติมน้ำปล่อยให้เนื้อกุ้งสดคายความหวานฉ่ำออกมา จากนั้นโรยด้วยน้ำตาลปี๊บเล็กน้อยเพื่อทำให้ผิวกุ้งสีสวยน่ากิน เราสามารถรับประทานกุ้งเหยียดได้ทั้งเนื้อและเปลือกที่หอมหวานกรอบอร่อย ฉันเป็นคนเชื่อยากด้วยสิ ตราบใดที่ไม่ได้ชิม ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด สรุปคืออร่อยจริง ๆ

          ระหว่างทางเดิน ฉันกินตลอดทางและพูดคุยกับคนตลอดทาง เราเดินขึ้นไปบนศาลาเพื่อไปดูภาพในอดีตของคนที่บ้านสาขลา ฉันทราบข่าวจากพี่โจ๊กว่า บ้านสาขลามีคนชาติพันธ์มอญอาศัยอยู่ มีหลักฐานคือบ้านโบราญ รูปทรงของบ้านคือสถาปัตยกรรมมอญ แต่ช่างน่าเสียดายที่เราไม่สามารถคุยเรื่องราวเหล่านี้กับใครได้ เราได้เพียงแต่ศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านรูปภาพและเรื่องเล่า พี่โจ๊กและครูน้ำผึ้งชวนฉันเดินไปตามถนนคอนกรีตที่ฝ่าผ่านดงต้นจาก ป่าชายเลน ต้นโกงกางไปเรื่อย ๆ เพื่อไปดูต้นรุ่ยว่ามีลักษณะแบบไหน ช่างตื่นเต้นเสียจริง ๆ

          จากการอ่านข้อมูลทั่วไปของบ้านสาขลาก่อนจะเดินทางมาเยือน เราทราบว่าสภาพพื้นที่หมู่บ้านสาขลา ตำบลนาเกลือ ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าชายเลน มีความแปลกกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะสาขลาเป็นบ้านสามน้ำ สามป่า สามนาและสามหอย โดยมีความหมายมาจากทรัพยากรต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของบ้านสาขลา ดังนี้

สามน้ำ คือมีทั้ง น้ำจืด ด้านติดต่อกับธนบุรีและเขตอื่น ซึ่งแต่เดิมนำน้ำจืดมาทำนาข้าวและทำสวนส้ม เลี้ยงปลาสลิดก็ยังได้ น้ำกร่อย พื้นที่ซึ่งสามารถนำน้ำจากบริเวณใกล้ปากอ่าว โดยคลองต่างๆ ที่อยู่ใต้คลองบางปลากดลงไป จากส่วนติดต่อระหว่างบางขุนเทียนจนถึงสมุทรสาคร น้ำเค็ม คือส่วนที่ติดกับทะเล

สามป่า คือป่าแสม ป่าจาก ป่าโกงกาง และยังมีป่าอีกส่วนหนึ่งซึ่งแต่เดิมเป็นเส้นทางการเดินทางจากบ้านสาขลาออกมาด้านคลองบางปลากด เป็นป่าที่มีสัตว์ป่า เช่น เก้ง สมัน เนื้อ เสือ ส่วนในน้ำมีจระเข้น้ำจืด

สามนา คือ นาข้าว หมายถึงพื้นที่ด้านติดต่อน้ำจืด สามารถทำนาข้าวได้ นากุ้งและปลา ด้วยสภาพที่มีน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม จึงทำนากุ้งและนาปลาได้ ในยุคก่อนๆ เลี้ยงปลาสลิดด้วย นาเกลือ ด้านชายฝั่งทะเลสามารถดำเนินอาชีพทำนาเกลือได้ดี ทรัพยากรพร้อมมากทั้งที่ดิน น้ำทะเล ลม และแสงแดด

สามหอย ได้แก่ หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรมและหอยกะพง (ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ, พ.ศ.๒๕๔๐)

          เราเดินไปเรื่อย ๆ เราพบว่า ทรัพยกรป่าชายเลนที่ยังสมบูรณ์ดีอยู่ เราเห็นปลากระบอกเป็นฝูงที่แหวกว่ายเล่นน้ำในลำคลอง มองไปรอบ ๆ เราพบต้นจาก ต้นโกงกาง ต้นแสมดำ ตะบูน ทำให้เรานึกถึงตอนเข้าค่ายและเรียนเรื่อง “ระบบนิเวศน์ในป่าชายเลน” เราจำได้ว่า เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญเรื่องป่าชายเลนเคยบอกถึงรูปแบบโครงสร้างของป่าชายเลน รูปแบบโครงสร้างของป่าชายเลน สามารถแบ่งได้อย่างกว้างๆ 5 แบบ ได้แก่

1. Fringe forests เป็นลักษณะของป่าชายเลนที่อยู่บนชายฝั่งที่มีความลาดชันน้อย พบทั่วไปบริเวณชายฝั่งของแผ่นดินใหญ่และเกาะใหญ่ๆ มักพบป่าประเภทนี้อยู่บริเวณที่เป็นอ่าวเปิด และได้รับอิทธิพลจากคลื่นลมไม่แรง ป่า ชายเลนประเภทนี้ถ้าพบบนเกาะจะอยู่เหนือระดับน้ำทะเลสูงสุด

2. Basin forests เป็นลักษณะป่าชายเลนที่เป็นพื้นที่ต่ำ น้ำท่วมและขังอยู่ มักพบขึ้นอยู่บนฝั่งที่ติดป่าบก สัมผัสกับน้ำจืดจากบนบก และน้ำกร่อยนานกว่าป่าชายเลนที่อยู่ตามชายฝั่ง ป่าชายเลนประเภทนี้มีพืชอิงอาศัยขึ้นอยู่มาก เช่น กล้วยไม้

3. Riverine forests เป็นลักษณะป่าชายเลนที่ขึ้นบนร่องน้ำ หรือทางน้ำจืดที่ไหลลงสู่ทะเล

4. Overwash forests เป็นลักษณะป่าชายเลนที่ขึ้นบนที่ราบน้ำทะเลท่วมถึง และได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ

5. Dwarf forests เป็นลักษณะป่าชายเลนที่ขึ้นบนบริเวณที่มีปัจจัยจำกัดการเจริญเติบโต โดยทั่วไปจะเป็นไม้พุ่มเตี้ย ๆ ประมาณ 2 เมตร มักพบในบริเวณที่แห้งแล้งกว่าบริเวณอื่น

          นอกเรื่องมากไปแล้ว ระหว่างนั้นเราเดินไปพบกับ “ต้นรุ่ย”พระเอกที่ฉันตามหามาตลอดทั้งวัน มันออกลูกเต็มต้น ฉันตกใจเป็นอย่างมาก นี่มันต้นถั่วขาว ที่บ้านเราก็มี แต่เราไม่เคยรู้ว่ามันกินได้ คิดไปคิดว่า บ้านเราดินน้ำ ทรัพยกรสมบูรณ์ แต่คนที่บ้านฉันไม่มีใครกิน เพราะของกินเยอะมาก เราไม่รู้จักกิน บรรพบุรษเราไม่ได้สอนเอาไว้

          เรามาทำความรู้จักกับ ต้นลุ่ยหรือถั่วขาว ชื่อวิทยาศาสตร์: Bruguiera cylindrica (L.) Bume.
ชื่อพื้นเมือง: ถั่วขาว
ชื่ออื่น : ถั่วแดง, ประสักขาว (จันทบุรี); โปรง, โปรย (มลายู – ใต้); ปรุ้ย (มลายู – สตูล); รุ่ย(เพชรบุรี)
 วงศ์ RHIZOPHORACEAE
ต้นรุ่ยเป็น ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก – ขนาดกลาง สูง 5 - 10 เมตร พูพอนน้อยแต่บริเวณโคนต้นขยายออก สำหรับช่วยพยุงลำต้น เรือนยอดแน่นทึบรูปปิรามิด
ลำต้น ตั้งตรง มีเนื้อไม้ ลำต้นกลม เปลือก เรียบถึงหยาบเล็กน้อย มีตุ่มขาวขนาดเล็กตลอดลำต้น สีเทา หรือ สีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียว มีรากพิเศษออกตามลำต้นเป็นรากหายใจรูปคล้ายเข่าเหมือนคลักหรือพังกาหัวสุมหรือประสัก โผล่เหนือผืวดิน

ใบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับทิศทาง แผ่นใบรูปรี ฐานใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลมขอบใบม้วนลง เส้นกลางใบสีเขียว เส้นใบเว้าลงมองเห็นได้ชัดเจน เส้นใบ 7 คู่ ผิวใบด้านบน สีเขียวเข้มท้องใบสีจางกว่า เกลี้ยงทั้งสองด้าน

ดอก ออกเป็นช่อ กระจุกที่ง่ามใบ ช่อละ 3 ดอก ก้านช่อดอก สีเขียวอ่อน มีก้านดอกย่อย วงกลีบเลี้ยงรูประฆัง โคนกลีบติดกันเป็นหลอด ผิวเรียบสีเขียว ปลายแยกเป็น 8 แฉก กลีบเลี้ยงยาวเท่าหลอด ปลายกลีบโค้งกลับ กลีบดอก 8 กลีบ สีขาวรูปขอบขนาน ปลายแยกเป็น 2 แฉก ขอบกลีบมีขนสีขาว ปลายกลีบมีขนแข็งสีน้ำตาล 2 - 3 เส้น เกสรเพศผู้มีจำนวน สองเท่าของกลีบ ติดอยู่บนขอบของ กลีบเลี้ยง ก้านเกสร สั้นมาก เกสรเพศเมียรังไข่ใต้วงกลีบ ภายในมี 2 - 5 ห้องติดกัน มีเม็ดไข่ห้องละ 2 เม็ด ยอดเกสรมีสภาพคงทน 

ผลเป็นผลแบบงอกตั้งแต่ติดอยู่บนต้น ผลสีเขียว กลีบเลี้ยงหุ้มผลรูปดาว กลีบโค้งกลับงอขึ้นไม่หุ้มผล ลำต้นใต้ใบเลี้ยงหรือ”ฝัก” รูปทรงกระบอกเรียวโค้ง ผลอ่อนสีเขียว และเป็นสีน้ำตาลอมเม่วงและเมื่อฝักแก่เต็มที่มีร่องตามความยาวของฝัก
ลักษณะเด่น หนึ่งช่อดอกมีเพียง 3 ดอกเท่านั้น และผลมีกลีบเลี้ยงงอขึ้น ออกดอกและผลเกือบตลอดทั้งปี
ขึ้นในพื้นที่ดินเลนตื้น เหนียวและแข็ง ตามริมชายฝั่ง หรือพื้นที่ที่ถูกเปิดโล่ง หรือเขตน้ำกร่อยที่มีดินเลนค่อนข้างแข็ง ไม่เหมาะกับพันธุ์ไม้ป่าชายเลน 
ต้นรุ่ยนี้ ขึ้นในพื้นที่ดินเลนตื้น เหนียวและแข็ง ตามริมชายฝั่ง หรือพื้นที่ที่ถูกเปิดโล่ง หรือเขตน้ำกร่อยที่มีดินเลนค่อนข้างแข็ง ไม่เหมาะกับพันธุ์ไม้ป่าชายเลน 
ประโยชน์ ฝักรับประทานได้ ลำต้นใช้ทำฟืน ทำเสาเข็ม เผาถ่าน เครื่องมือจับปลา ทำหลักเลี้ยงหอยแมลงภู่



ฝักของต้นรุ่ยนี้สามารถนำไปเชื่อมกับน้ำตาลทราย
1.เลือกเก็บฝักของต้นรุ่ยที่แก่เต็มที่ นำมาล้างน้ำให้สะอาด

2.นำฝักรุ่ยมาปลอกเปลือกเอาผิวออกให้หมด (คนไม่คุ้นเคยจะค่อนข้างยาก)

3.นำฝักรุ่ยไปต้ม ให้สุกและรินน้ำออกให้หมด แล้วนำไปต้มใหม่ รินน้ำออกหมดอีก ทำเช่นนี้ 3 ครั้ง เพื่อให้รสเฝื่อน และฝาดหมดไป

4.นำไปเชื่อมโดยใช้ไฟอ่อน เพื่อให้น้ำเชื่อมเข้าไป ในฝักรุ่ย หรือคนที่ไม่ชอบหวานจัด ก็เคี่ยวน้ำเชื่อมก่อจึงนำรุ่ยลงไปในเคี่ยวในน้ำเชื่อม

5.นำไปรับประทานหรือนำไปทำแกงบวดก็ได้

ใครจะไปเชื่อกันละค่ะว่า ความตะกะของเราจะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เราได้เรียนรู้วิธีการทำรุ่ยเชื่อมจากคุณป้าจริน ลอยไสว หรือป้าเป้า ท่านเป็นคนแก่ที่หัวใจยังวัยรุ่น คนแถวบ้านสาขลารู้จักป้าแกเป็นอย่างดี หากใครไปบ้านสาขลาแล้วถามหาป้าเป้า ทุกคนจะสามารถพาไปหาแกได้ทันที เราถามถึงสถานการณ์ของต้นรุ่ยในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไรบ้าง? ปริมาณยังเยอะอยู่หรือเปล่า เราได้รับคำตอบจากป้าเป้าว่า “เมื่อก่อนทางเข้ามาบ้านสาขลาเป็นป่า สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าชายเลน มีต้นรุ่ยขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่คนแถวนี้เขาเอาต้นรุ่ยมาปลูกเพื่อกันเขตแนวรั้วบ้าน เพราะต้นรุ่ยเข็งแรง แต่ปัจจุบันด้วยความที่เมืองมันพัฒนาขึ้นมามาก ผู้คนเริ่มขยาย บ้านเรือนปลูกขึ้นเยอะ ต้นรุ่ยเลยถูกโค่นลง จำนวนต้นรุ่ยในปัจจุบันจึงลดลง แต่ป้าแกยังยืนยันว่าต้นรุ่ยยังไม่ได้หายไปจากบ้านสาขลาอย่างแน่นอน” ป้าเป้ายังเล่าต่อไปอีกว่า “ เมื่อก่อนฝักรุ่ยใหญ่มาก เท่าหัวแม่โป้งเลย ความยาวเท่าฝ่ามือ  แต่ตอนนี้เล็กลงไปมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพแวดล้อม จากที่คนขี้เกียจทำกินอยู่แล้ว ตอนนี้ก็พากันขี้เกียจเข้าไปอีก” ป้าเป้าเล่าพร้อมกับหัวเราะเบาๆ แต่เราสังเกตุเห็นสายตาของแกที่ดูยังมีความหวังและภูมิใจกับการถ่ายทอดของลูกสาวแกที่พยายามสอนเด็กๆในโรงเรียนเรื่องการทำรุ่ยเชื่อม

ป้าเป้าบอกเราต่อว่า “แกไม่ชอบได้ชอบการพัฒนามากนัก เพราะตั้งแต่มีถนน ลูกหลานทยอยกันออกไปอยู่ข้างนอก อีกทั้งการพัฒนานอกจากนำพาความเจริญเข้ามาแล้ว ก็ยังพ่วงขโมย ขโจนเข้ามาอีกด้วย จากเมื่อก่อนที่มีวิถีอยู่กันอย่างเรียบง่าย เมื่อก่อนเราสัญจรกันทางเรือ มีเรือเข้าออกแค่วันละ 2 เที่ยว จากท่าน้ำหน้าวัดสาขลาไปปากน้ำสมุทรปราการ จนคนภายนอกเขาร่ำลือว่า บ้านสาขลาคือเมืองโบราญ เมืองลับแล จะมีคนหรือ เพราะการเดินทางลำบาก คนสมัยก่อนใส่ทองกันเส้นใหญ่ๆ มีทองกันทุกบ้าน ทั้งเด็กเล็กไปถึงคนแก่ พอถนนตัดผ่านอย่าว่าแต่ใส่เลย แค่เอาออกมาก็ยังไม่กล้า ความเจริญเข้ามาเราขายของได้ก็จริง คนรู้จักบ้านเราเยอะก็จริง แต่ชีวิตเราก็ไม่ได้ปลอดภัย”

หลังจากคุยกับป้าเป้าเรื่องรุ่ยเสร็จ เราหันไปเห็นกระปุกใสใส ข้างในเหมือนมะขามกวน เราถามป้าเป้าว่ามันคืออะไร ป้าเป้าบอกเราว่า มันคือลำแพนกวน เราตกใจมาก ร้องถามเสียงดังว่า ลำแพนที่อยู่ในป่าโกงกางนั่นหรอค่ะ มันกินได้หรอ ป้าเป้าบอกว่า กินได้สิ แต่คนมันไม่ค่อยกิน เพราะวิธีการทำมันยุ่งยากพอสมควร

เรารบเร้าให้ป้าเป้าเล่าถึงวิธีการทำลำแพนกวน ป้าเป้าเลยเล่าให้ฟังว่า “ รสชาตของผลลำแพน ถ้าเป็นลำแพนดิบ จะมีรสฝาด เมื่อสุกจะมีรสเปี้ยว ขั้นตอนการกวนลำแพนมันค่อนข้างซับซ้อน เราต้องนำผลลำแพนสุกมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาปอกเปลือก จากนั้นนำผลลำแพนสุกมาตำให้ละเอียด แล้วนำมากวนโดยใส่น้ำตาลทราย เกลือป่นลงไปด้วย กวนไปในทิศทางเดียวกันจนเหนียวข้น เพราะความหนืดจะสามารถปั้นเป็นก้อนกลมๆได้”

ลำแพนกวนอร่อยมาก เรานั่งชิมอยู่เกือบหหมดกะปุก เราอุดหนุนลำแพนกวนของป้าแกมาจำนวนหนึ่ง ป้าแกบอกว่าไม่ได้มีให้กินทุกวัน เพราะต้องรอให้ผลลำแพนสุกได้ที่ถึงจะเก้บมากวนได้ นับว่าฉันโชคดีมากที่ได้ชิม

การได้มาบ้านสาขลาในครั้งนี้ แม้จะไม่ได้ข้อมูลอะไรเยอะมากมาย แต่อย่างน้อยการเดินทางตามเสียงเรียกร้องของหัวใจและความตะกะของตัวเราเอง มันทำให้เราพบว่า การออกไปพบปะผู้คน การได้เดินทางไปยังที่ใหม่ ๆ ได้ได้มัมผัสกับวิถีและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรา มันทำให้เราได้มองเห็นอะไรชัดเจนขึ้น สำหรับเราแล้วสาขลาไม่ใช่แค่ที่เที่ยวแห่งใหม่ แต่สาขลาคือห้องเรียนห้องใหม่ ที่รอให้เรากลับไปค้นหา เรียนรู้ และสัมผัสอีกครั้ง

เวลาเย็นย่ำมากแล้ว เราอำลาสาขลา เพราะเราต้องรีบไปที่ท่าเรือพระสมุทรเจดีย์เพื่อให้ทันเรือ และเพื่อไม่ให้กลับถึงหอพักมืดจนเกินไป เรานั่งมองแสงสีทองจากสาดส่องจากท้องฟ้ากระทบผิวน้ำเป็นประกายวาววับ ยิ่งทำให้เราคิดถึงบ้าน คำถามเกิดขึ้นในใจเรา เรานั่งอยู่ในเรือที่อยู่ระหว่างฟ้ากับน้ำ หากพายุพัดมา เราจะลอยไปติดที่ไหนกันนะ” ก่อนที่เรือจะแล่นมาจอดที่ท่าเรือปากน้ำสมุทรปราการ เราบอกกับตัวเองว่า สักวันเมื่อมีโอกาส เราจะกลับไปที่นั่นอีก “สาขลา”





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
บุหลันริมหน้าต่าง วันที่ : 30/05/2016 เวลา : 18.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chapladthin

ต้องลองไปค่ะ อาหารทะเลถูกมาก อาหารตามสั่งก็ไม่แพง แต่ไม่แน่ใจว่ารุ่ยเชื่อมจะมีช่วงนี้ไหม

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
กำหนัน วันที่ : 26/05/2016 เวลา : 09.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ย่าดา วันที่ : 26/05/2016 เวลา : 02.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

น่าสนใจมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
MephistoWitchy วันที่ : 25/05/2016 เวลา : 21.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MephistoWitchy

ใกล้ๆกับ กทม แต่ดูเหมือนห่างไกลกันจังเลยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 กำหนัน ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 25/05/2016 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ที่นี่ ผมเคยมาซื้อปูปลาตั้งแต่เด็ก สดมาก
นี่ไม่ได้ไปปนานมากแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 1 กำหนัน ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 25/05/2016 เวลา : 11.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ดูน่ากินน่ะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน