• บุหลันริมหน้าต่าง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : saitannarak@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-08-06
  • จำนวนเรื่อง : 226
  • จำนวนผู้ชม : 97016
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
อิสระเสรี
การสร้างแรงบันดาลใจอาจทำไม่ยากนัก เพียงแค่เรารู้จักการก้าวออกไปข้างนอก ออกไปเรียนรู้ในสิ่งที่สวยงาม ท้าทายและพร้อมที่จะเรียนรู้ ฉันเชื่อว่า คนหนุ่มสาวมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chapladthin
วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by บุหลันริมหน้าต่าง , ผู้อ่าน : 1004 , 16:09:59 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน Chaoying , wullopp และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

เราชื่อ ฉ๊ะ อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ อายุ 29 ปี เราเรียนอยู่คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง และทำงานอยู่องค์กรพัฒนาแห่งนึงในกรุงเทพ เราเป็น STROKE หรือ โรคเส้นเลือดในสมองตีบ ถามว่าทำไมถึงรู้ วันหนึ่งในที่ทำงาน เราถูกหัวหน้าใช้ให้นำกระเป๋าขึ้นไปให้พี่เจ้าหน้าที่สำนักสินเชื่อ ชั้น 5 ตอนแรกเราขึ้นลิฟท์ไป พอไปถึงเราได้นำกระเป๋าให้พี่เจ้าหน้าที่คนนั้น โดยที่เรามีอาการมึนหัวอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าร่างกายซีกซ้ายไม่มีแรง โดยสัญชาติญาณของมนุษย์เราเริ่มกลัว เราไม่กล้าลงลิฟท์ เพราะกลัวจะไปเป็นอะไรในนั้น เราเริ่มพาตัวเองลงบันไดมาถึงชั้น 4 เปิดประตูเข้าไปเพื่อที่จะขอยากิน แต่ไม่พบใคร เราเลยพยายามลากสังขารอันอ้วนอวบของเราลงมาที่ชั้น 3 และลากสังขารตัวเองมาที่ห้องสำนักทรัพยากรบุคคล ซึ่งทุกคนกำลังกินของว่างกันอยู่ เราบอกว่า เราไม่ไหวแล้ว เรามึนหัว ของยากินหน่อย ระหว่างรอยา เราก็วูบไปเลย มันเหมือนโลกหยุดหมุนไปในขณะนั้น ต้องเท้าความไปอีกหน่อยว่า ก่อนหน้านั้นเรานอนไม่หลับมาสิบกว่าคืนติดๆ เราต้องกินยานอนหลับและยารักษาโรคซึมเศร้าเพื่อให้ตัวเองหลับแต่ก็ไร้ผล เราทำทุกวิถีทางก็ไม่หลับ จนคิดว่าคงต้องไปหาหมอเพื่อเล่าอาการให้ฟัง ในขณะนั้นทุกๆวันเราจะซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก้มาทุกวัน จนพี่ที่ทำงานถามว่าของใคร วันที่เราจะวูบลงไปจนต้องหามส่งโรงพยบาล วันนั้นเราหิวข้าวมาก เรากินข้าวเช้าไปจานใหญ่ๆ ในจานที่ถูกราดด้วยอาหารที่เป็นกะทิและของมันๆ หลังจากนั้นตอนเที่ยงเราก็กินข้าวเยอะมากกับไก่ต้มขมิ้นและน้ำพริก จริงๆเรามีอาการมึนหัวมาสองวันติดแล้ว ทำได้แค่กินยาและคิดว่ามันน่าจะเป็นผลพวงมาจากการไม่หลับของเรา พอหลังจากกินข้าวเสร็จเรากินนมถั่วเหลือแลกตาซอยไปอีก 1 ขวด แต่เรายังกินไม่หมด ตอนที่เราวูบไปพี่ๆช่วยปฐมพยาบาลนานกว่าครึ่งชั่วโมง ตอนนั้นพี่เขาบอกว่า เราอ่อนแรงมาก พี่คนนึงเลยคิดว่าต้องส่งโรงพยบาล สักพักรถฉุกเฉินมา ทุกคนในออฟฟิสทั้งตึก ทั้งชาวบ้านที่มาประชุมต่างพากันตกอกตกใจกันยกใหญ่
ตอนถึงห้องฉุกเฉินเราเริ่มรู้สึกตัว แต่ลืมตาไม่ได้เพราะมีอาการบ้านหมุน เรารู้สึกไม่มีแรงซีกซ้าย มันชาไปหมด พอถึงห้องฉุกเฉินทางพี่ๆพยาบาลก็ช่วยกันปฐมพยาบาล ตอนนั้นเรารู้สึกตัวและเริ่มลืมตาได้แล้ว พยาบาลคนนึงเดินเข้ามาถามว่า เมื่อ 6 เดือนก่อนเรามาฉุกเฉินด้วยอาการหน้ามืดและตกรถด้วยใช่ไหม เราตอบว่าใช่ และตอนนี้รู้ไหมว่าตัวเองเป็นอะไร เราตอบว่าไม่ทราบค่ะ น่าจะเป็นลมหน้ามืดเฉยๆมั้งค่ะ หมอตอบว่า ไม่ใช่ คุณเป็นเส้นเลือดในสมองตีบและคุณก็ต้องใช้ยาละลายลิ่มเลือดด่วน ญาติคุณก็เซ็นต์ยืนยันการรักษาแบบนี้แล้ว เหลือแค่ตัวคุณ เราก็เลยตอบว่า นั้นก็โอเคค่ะ เพราะไม่มีทางอื่นในการรักษาแล้ว หมอบอกว่า ถ้าเรามาช้ากว่านี้อีกซักครึ่งชั่วโมง อาการเราจะแย่กว่านี้ เราจะปากเบี้ยว และหมอยังบอกอีกว่า การรักษาแบบใช้ยาละลายลิ่มเลือด ความเสี่ยงมันก็มีคือ ผลจากยาเราจะมีเลือดไหลออกตามอวัยวะต่างๆ เช่น ปาก จมูก หู ทวาร และใน 10 เปอร์เซ็นต์ คือมีเลือดออกในสมอง พอใช้ยาเสร็จแล้วเลือดออกตามไรฟันเยอะมาก พยาบาลให้เรากัดผ้าก๊อตไว้ หลังจากนั้นหมอก็พาเราไปแสกนสมอง เราเข้าๆออกๆระหว่างห้องฉุกเฉินกับห้องแสกนสมองหลายรอบมาก จนรอบล่าสุดเข้าห้องฉุกเฉินคุณพยาบาลกับเจ้าหน้าที่บอกว่า เดี๋ยวจะมีการฉีดยานะ มันจะรู้สึกร้อนผ่าวตามร่างกายเพราะยามันเข้าไป เรานอนรอในห้องฉุกเฉินระหว่างนั้น มีคนที่ต้องปั๊มหัวใจ เรานอนดูกระบวนการทำงานของหมอ จนวินาทีสุดท้ายของชีวิตคนๆนั้น สุดท้ายเขาก็จากไป เราเริ่มน้ำตาไหล มันทำให้เราได้คิดและทบทวนว่า สุดท้ายแล้วชีวิตเราไม่แน่ไม่นอนจริงๆ เราที่คิดว่าตัวเองแข็งแรง อายุน้อยไม่น่าจะเป็นโรค STROKE ก็เป็น หมอบอกว่า เราต้องนอนโรงพยาบาลอย่างน้อยเป็นอาทิตย์เพื่อรอดูสมองและแสกนสมองบวกกับตรวจคลื่นหัวใจ เราได้ขึ้นตึกนอน ห้อง STROKE ชั้น 10 เราได้นอนเตียงใกล้ๆกับระดับสายตาของพยาบาลในการมองเห็นได้ชัด พยาบาลใส่เครื่องโน่น นี่ นั้น สายพะรุงพะรังไปหมด เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะฉี่ก็ต้องอาศัยแพมเพิส พอเต็มก็เรียกพยาบาลมาเปลี่ยนให้ มีแค่เรากับพยาบาล ญาติก็ไม่ได้เฝ้า ญาติจะเข้ามาเยี่ยมได้ เวลา 12.00-14.00 น.และอีกรอบคือ 18.00 -20.00 น. คืนแรกเราแทบไม่ได้นอนเลย เพราะพี่พยาบาลมาปลุกทั้งคืน มีวัดความดันบ้าง มางัดแขนวัดพลังบ้าง เราต้องงดข้าว งดน้ำอยู่ 2 วันเต็ม เพื่อรอแสกนสมองอีกรอบ เช้ามาเราเห็นคนรายรอบเรา มีแต่คนอายุเยอะๆ คุณหมอบอกว่า ในนี่คือเราอายุน้อยสุด ผลตรวจของเราต้องส่งไปวิเคราะห์ต่างประเทศ และจะส่งกลับมาอีกทีว่ามันเกิดได้อย่างไรในเดือนมีนาคม และหลังจากแสกนสมองเสร็จ เชื่อไหมว่า อาหารโรงพยาบาลที่จืดๆมันอร่อยมาก น้ำตาไหลในขณะกินข้าว หลังจากที่รอคอยมานาน หลังจากนั้นก็รักษาตัวในห้อง STROKE อีกหลายวัน พยาบาลก็มาทุกเช้าเพื่อชวนทำกายภาพบำบัด ทดลองให้เดินรอบๆเตียง และพาเราไปวัดคลื่นหัวใจ เราไปคุยกับหมอที่วัดคลื่นหัวใจ คุยสนุกมาก และหมอก็บอกว่า อายุยังน้อยอยู่เลยไม่น่าเป็นได้ หลังจากนั้นก็ไปพบหมออาชีวแพทย์ การมาหาหมอที่ห้องนี้ทำให้เราชุ่มชื่นหัวใจมาก เพราะมีแต่หมอหนุ่มๆ หน้าตาดี ทำให้การอยู่โรงพยาบาลที่แสนน่าเบื่อกลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง (ขนาดป่วยยังมีกะจิตกะใจมองดูหนุ่ม)
ก่อนออกจากโรงพยาบาลนักโภชณาการมาอธิบายว่า เราต้องกินอาหารอย่างไร เราต้องกินอาหารที่มีไขมันต่ำ งดของมัน หวาน เค็ม ว่าด้วยเรื่องอาหารรสจัดคือห้ามเลย ดีที่สุดคือกินอาหารที่ทำเองและต้องเป็นรสจืด ออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัด


เอาแบบวิชาการหน่อยนะ
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ “STROKE หรือ โรคหลอดเลือดสมอง” ซึ่งเป็นสัญญาณเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหลอดเลือดสมอง เป็นได้ทุกวัย Stroke หรือ โรคหลอดเลือดสมอง คือ ภาวะที่ทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้ขัดขวางการลำเลียงเลือดซึ่งนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์สมอง ส่งผลให้สมองสูญเสียการทำหน้าที่จนเกิดอาการของอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรค STROKE มีกี่ประเภท
โรคหลอดเลือดสมองสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
Ischemic Stroke เป็น “ภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน” หรือ “ภาวะสมองขาดเลือด” พบได้ประมาณ 80% ของโรคหลอดเลือดสมอง มีสาเหตุมาจากการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดจากการสะสมของคราบไขมัน หินปูน ที่ผนังหลอดเลือดชั้นในจนหนานูน แข็ง ขาดความยืดหยุ่น ทำให้รูของหลอดเลือดค่อยๆ ตีบแคบลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการลำเลียงเลือดลดลง หรืออาจเกิดจากลิ่มเลือดจากหัวใจ หรือการปริแตกของผนังหลอดเลือดหลุดมาอุดตันหลอดเลือดในสม
Hemorrhagic Stroke เป็น “ภาวะหลอดเลือดสมองแตก” หรือ “ภาวะเลือดออกในสมอง” ส่งผลให้เซลล์สมองได้รับบาดเจ็บจากการมีเลือดคั่งในเนื้อสมอง ทำให้เนื้อสมองตายมักพบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดมีความเปราะเเละโป่งพอง และสาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ เช่น ภาวะโป่งพองของหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น โรคเลือด โรคตับ การรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด การได้รับสารพิษ การใช้สารเสพติด เป็นต้น
Transient ischemic attack (TIA) เป็น “ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว” มีอาการคล้ายโรคสมองขาดเลือด แต่มีอาการชั่วคราวมักเป็นไม่เกิน 24 ชั่วโมง ประมาณ 15% ของผู้ป่วยที่มีอาการสมองขาดเลือดชั่วคราว จะมีภาวะโรคหลอดเลือดสมองตามมาจึงถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้


สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง

อาการเตือนโรคหลอดเลือดสมองที่เราสามารถสังเกตได้หลักๆ มี 5 สัญญาณเตือนสำคัญ ดังนี้

ชาหรืออ่อนแรงใบหน้าซีกใดซีกหนึ่งอย่างฉับพลัน ทำให้มุมปากตก ปากเบี้ยว อมน้ำไม่อยู่ น้ำไหลออกจากมุมปาก
ชาหรืออ่อนแรงที่แขนขาซีกใดซีกหนึ่งอย่างฉับพลัน สูญเสียการทรงตัว
พูดไม่ชัด พูดไม่ออก สับสน นึกคำพูดไม่ออก
การมองเห็นมีปัญหาฉับพลัน อาจมองเห็นภาพซ้อน มองเห็นภาพครึ่งเดียว ตาบอดหนึ่งหรือสองข้าง
มีอาการปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน
อาการ 5 สัญญาณเตือนดังกล่าว อาจเกิดเพียงอาการเดียวหรือหลายอาการร่วมกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สูญเสียหน้าที่ไป บางรายอาจมีอาการผิดปกติเหล่านี้ชั่วขณะแล้วดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากสมองขาดเลือดชั่วคราว (Mini Stroke) แต่อย่างไรหากมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ควรรอดูอาการแต่ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน เพราะหากผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลได้เร็วจะสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันการณ์ ลดความเสี่ยงต่อความพิการและเสียชีวิตได้
FAST STROKE
Fast Stroke คือ อีกหนึ่งวิธีในการสังเกตตัวเองและคนใกล้ชิดว่ามีอาการของโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่ โดยให้สังเกตอาการ ' F.A.S.T ' ดังนี้
F - Face : ใบหน้า
อาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว น้ำลายไหลออกจากมุมปากข้างที่ตก
A Arm : แขน
อาการอ่อนแรงของแขน ขา ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
S Speak : การพูด
การพูดลำบาก พูดติดๆ ขัดๆ พูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก
T Time : เวลา
รู้เวลาที่เกิดอาการผิดปกติ คือรู้ว่าเริ่มมีอาการเป็นเวลาเท่าไหร่นับจากที่มีอาการผิดปกติ หรือนับจากเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการปกติเป็นครั้งสุดท้าย และควรรีบมาโรงพยาบาลให้ทันภายใน 4.5 ชั่วโมง เนื่องจากในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวจากความพิการได้
หมอนัดเราอีกทีวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพื่อไปดูอาการและคุยกันว่า เราทำอะไรได้บ้าง หรือทำอะไรไม่ได้บ้าง และวันที่ 13 ก็ไปรับผลตรวจ และหลังจากนี้เราต้องดูแลตัวเองให้มากที่สุด ไม่ดื้อกับหมอ ไม่ทำร้ายร่างกายอย่างที่ผ่านๆมา


เกร็ดความรู้ในการเข้ารับการรักษา
เรื่องการรักษาพยาบาล ถ้าเราต้องจ่ายเองทั้งหมดเกือบแสน แต่โชคดี เราใช้สิทธิ์รักษาแบบฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง หรือ “สิทธิ UCEP” (Universal Coverage for Emergency Patients) คือ สิทธิการรักษาตามนโยบายรัฐบาล เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤติ หรือสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยประชาชนคนไทยที่เป็น “ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ” ที่เข้าเกณฑ์การคัดแยก มีสิทธิในการใช้ “สิทธิ UCEP”หากเป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติคนไทยทุกคนไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในการรักษา สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ในโรงพยาบาลใกล้ที่สุดทั้งรัฐและเอกชน โดยรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใน 72 ชั่วโมงแรก

สำหรับ 6 อาการที่เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินวิกฤติ
หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง
ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น
เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง
แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด
อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิต
นิยามผู้ป่วยฉุกเฉิน

ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง) ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหันซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต ซึ่งหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว
ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง) ได้แก่ บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันมาก หรือเจ็บปวดรุนแรง อันอาจจำเป็นต้องได้รับปฏิบัติการแพทย์อย่างรีบด่วน มิฉะนั้นจะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วย ของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น ซึ่งส่งผลให้เสียชีวิต หรือพิการในระยะต่อมาได้
ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง (สีเขียว) ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันไม่รุนแรง อาจรอรับปฏิบัติการแพทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือเดินทางไปรับบริการสาธารณสุขด้วยตนเองได้ แต่จำ เป็น ต้องใช้ทรัพยากรและหากปล่อยไว้เกินเวลาอันสมควรแล้วจะทำ ให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น รุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้


ก่อนจากกันเราอยากจะฝากว่า ให้ทุกคนดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี กินอาหารที่มีคุณค่าต่อตัวเอง ไมใช่กินเพราะอยากกิน ไม่ใช่กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ดูแลร่างกายตัวเองเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าโหมงานหนักมาก ออกไปใช้ชีวิต เที่ยว ช็อปปิ้งบ้าง เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ชอบ หาโอกาสใช้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารักและรักเราให้มากที่สุด อย่ารอให้เป็นหนักแบบเราถึงจะมาสำนึกและระลึกถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ เราทำงานเพื่อหาเงินไปสร้างความสุข สร้างอนาคตกับคนที่เรารัก ไม่ใช่ทำงานหนักเพื่อหาเงินมารักษาตัวเอง งานหนักไม่ใช่ฆ่าแค่คุณ แต่มันฆ่าครอบครัวของคุณด้วย พึงสำนึกไว้ว่า “ที่ทำงานไม่ได้แคร์ชีวิตคุณมากมายเท่ากับคนในครอบครัว เมื่อคุณตายเขาก็หาคนใหม่มาทำแทนคุณ แต่ครอบครัวของคุณเขาหาคุณมาทดแทนไม่ได้ เมื่อเสียคุณไปแล้วนั่นเท่ากับว่าเสียไปตลอดกาลนิรันดร"




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
บุหลันริมหน้าต่าง วันที่ : 24/02/2020 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chapladthin

ขอบคุณค่ะ ไว้จะมาอัพเดทระหว่างการรักษานะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Chaoying วันที่ : 22/02/2020 เวลา : 20.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ขอให้หายดีเป็นปกติโดยเร็ววันนะคะ สู้ๆ นะคะ
ขอบคุณมากค่ะ เขียนบันทึกให้ความรู้ต่อแก่ผู้อื่นด้วย คุณเป็นคนที่น่ารักมากค่ะ และเขียนได้ดีมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
wullopp วันที่ : 22/02/2020 เวลา : 18.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

หายไวๆ
และ

ขอให้ ลดปัจจัยเสี่ยง
เช่น

ความดันเลือดสูง
ภาวะขาดน้ำ
นั่งนาน
ให้ได้ ครับ... ขอบคุณมาก

ความคิดเห็นที่ 1 wullopp ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 21/02/2020 เวลา : 17.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณมากค่ะที่มาแชร์ประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง จึงอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน
ขอให้หายไวไว ให้อาการดีวันดีคืนนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน