*/
  • BlueHill
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : charleenation@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-13
  • จำนวนเรื่อง : 530
  • จำนวนผู้ชม : 1955763
  • จำนวนผู้โหวต : 2407
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2407 คน
กล้วยไม้กับเพลง นางฟ้าจำแลง

นางฟ้าจำแลง เพลงของสุนทราภรณ์

View All
<< เมษายน 2017 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณชอบแหล่งท่องเที่ยวประเภทไหน
ทะเล
168 คน
น้ำตก
51 คน
ภูเขา-ดอย
237 คน
ห้างสรรพสินค้า
11 คน

  โหวต 467 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน 2560
Posted by BlueHill , ผู้อ่าน : 750 , 16:19:20 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน อาคม , chailasalle และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้


 

@  คือ"นกกระเรียนไทย" ทีสูญพันธุ์ไป... โดยคนไทยไม่รู้ตัว !

นกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก "Sarus Crane" (ชื่อในภาคไทยว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย, เขมรเรียกว่า Kreal หรือเกรียล น่าจะมาจากเสียงร้องของนก ทั้งคำไทยและคำเขมร คงมาจากต้นทางเดียวกัน) นกน้ำขนาดใหญ่ หากินอยู่ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำของศูนย์อนุรักษ์ Anlung Pring Protected Landscape จังหวัดกัมปอต ทางตอนใต้ของกัมพูชาซึ่งประชิดติดพรมแดนเวียดนาม ในพื้นที่ชุ่มน้ำของกัมพูชาแห่งนี้เป็นแหล่งอนุรักษ์ Sarus Crane ที่สำคัญในระดับโลก ด้วยมีประชากรนกหายากชนิดนี้กว่า 300 ชีวิตใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งหากินในช่วงนอฤดูผสมพันธุ์

ครั้งหนึ่ง Sarus Crane (Grus antigone ) ซึ่งเป็น 1 ในสัตว์ป่าสงวน 19 ชนิด สูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศไทยตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน พบนกกระเรียนพันธุ์ไทยในธรรมชาติครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2511 ที่จังหวัดสุรินทร์ บริเวณชายแดนติดประเทศกัมพูชา เมื่อนำไปเลี้ยงที่สวนรุกขชาติช่อแฮ จังหวัดแพร่ ก็มีชีวิตอยู่ต่ออีก 16 ปี และตายลงเมื่อตุลาคม 2527 

Sarus Crane ในปัจจุบัน พบ 3 ชนิดย่อย ด้วยกัน 1. Grus antigone antigone (Indian sarus) พบในอนุทวีปอินเดีย 2. Grus antigone sharpii (Eastern sarus) พบในอินโดจีน และ 3. Grus antigone gilli (Australian sarus) พบทางตอนเหนือของออสเตรเลีย บางข้อมูลระบุว่า มีชนิดย่อยที่ 4 คือ G. a. luzonica อาศัยอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ แต่คาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว


จากข้อมูลของ birdlife.org ระบุว่า สถานการณ์ของนกกระเรียนพันธุ์ไทยทั่วโลก เหลืออยู่ระหว่าง 13,000 – 15,000 ตัว อาศัยอยู่ในชมพูทวีป ,บางส่วนของพม่า กัมพูชา เวียดนาม และออสเตรเลียตอนเหนือ เฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยมีการนับประชากรชนิดย่อย G. a. sharpii ในกัมพูชาและเวียดนาม เมื่อปี 2010 นับได้ 864 ตัว จากการนับ 12 แห่งพร้อมกัน ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากจำนวนนกที่พบไม่ถึงพันตัว ก็น่าเป็นห่วงในสถานภาพยิ่งนัก

อย่างที่ทราบกัน สถานภาพในไทย เป็นนกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว (Extinct in the wild) ส่วนสถานภาพระดับโลกของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ถูกระบุว่า ถูกคุกคามจนใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable species) อีกชนิดหนึ่ง

นกกระเรียนสายพันธุ์ไทย เป็นนกขนาดใหญ่ที่หายาก ประชากรลดลงเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และในประเทศไทย(เคย)ได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วเมื่อกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จากปัจจัยหลายประการด้วยกัน หลักๆ ก็คือ สูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยไป ได้แก่แหล่งน้ำ ทุุ่งหญ้า และป่าโปร่ง ซึ่งบัดนี้แปลงสภาพไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัยของคน การเพิ่มของประชากรมนุษย์ก็มีส่งผลให้เกิดการทําลายถิ่นที่อยู่อาศัยของนกกระเรียนไทย

ส่วนอัตราเร่งที่ทำให้นกสูญหายไปอย่างรวดเร็ว ก็คือ การทำเกษตรกรรมแบบใช้สารเคมี

อย่างไรก็ดี นกกระเรียนสายพันธุ์เดียวกันกับของไทยเรา Sarus Crane (Grus antigone sharpii) ยังคงพบกระจายพันธุ์อยู่ในธรรมชาติของกัมพูชา ลาว และเวียดนาม เป็นเรื่องน่าเศร้าระดับประเทศทีเดียว ที่นกกระเรียนพันธุ์ไทย สูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินสยาม โดยคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้เลย!

ต่อมา ได้มีชาวบ้านจาก จ.สุรินทร์ นำนกกระเรียนพันธุ์ไทย 2 ตัวที่พบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มามอบให้สวนสัตว์นครราชสีมา หลังจากนั้นได้พยายามรวบรวมนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากหลายๆ แห่ง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2540 มีนกกระเรียนพันธุ์ไทยรวมทั้งหมด 33 ตัว จึงเป็นที่มาของการริเริ่มจัดตั้ง "ศูนย์การเพาะเลี้ยงและอนุรักษ์นกกระเรียน" ขึ้นที่สวนสัตว์นครราชสีมา

เมื่อต้นปีมานี้เอง ทีมวิจัยขององค์การสวนสัตว์ สามารถเพาะขยายพันธุ์ และปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยกลับคืนสู่พื้นที่ธรรมชาติได้มากถึง 79 ตัว ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยจระเข้มาก เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน จังหวัดบุรีรัมย์ และหลังจากมีการนำพ่อแม่พันธุ์จากกรงเลี้ยงคืนสู่ธรรมชาติ

ล่าสุด...เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง พ่อแม่นกได้ให้กำเนิดลูกน้อย 2 ตัวในธรรมชาติได้เป็นครั้งแรก


@ Sarus Crane Conservation Community

แม้ผมและเพื่อนนักดูนกร่วมทางเคยเห็น นกกระเรียนพันธุ์ไทยมาแล้ว บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด จ.บุรีรัมย์ แต่นั่นเป็นนกกระเรียนที่กำเนิดจากการเพาะพันธุ์ในกรงเลี้ยงแล้วปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่การเดินทางไปกัมพูชาล่าสุด ร่วมกับคณะนักดูนกและนักวิจัยสัตว์ป่า นำโดยสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เพื่อไปชมนกกระเรียนที่เกิด เติบโต และผสมพันธุ์ ในธรรมชาติด้วยตัวของมันเอง จึงให้ความรู้สึกแตกต่างกันออกไปค่อนข้างมาก

อย่างที่ได้เล่าให้เพื่อนๆ อ่านกันเมื่อตอนที่แล้ว ในชื่อเรื่องว่า "รุ่งสาง...ที่เซียมปัง" นั้น ทริปนี้ยังคงมี BirdLife Cambodia เป็นผู้ดำเนินการรับหน้าเสื่อพาคณะนักดูนกและนักวิจัยชาวไทย เดินทางไปยัง Anlung Pring Protected Landscape แน่นอนว่านักดูนกก็คงมีเป้าหมายหนึ่ง นักวิจัยก็คงมีเป้าหมายหนึ่ง อาจแตกต่างกันออกไป

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจับความรู้สีกได้ก็คือ ทุกคนคิดเห็นตรงกันว่า อยากให้นกและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ได้อาศัยอยู่ในธรรมชาติโดยไม่มีคนไปทำลายหรือไปรบกวน...

ขบวนรถ 4W สัญชาติญี่ปุ่นที่ผ่านงานมาอย่างสมบุกสมบัน เปรียบเป็นนักรบก็คงจะไม่พ้นกรำศึกมาอย่างยาวนาน พาพวกเราออกจากกรุงพนมเปญ ในเวลาไม่นานนักหลังเดินทางถึงเมืองหลวงของประเทศกัมพูชาในช่วงสายๆ มุ่งหน้าลงใต้สู่พื้นที่ชุ่มน้ำของศูนย์อนุรักษ์ Anlung Pring Protected Landscape จังหวัดกัมปอต อันเป็นแหล่งอาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่เคยมีรายงานพบที่พื้นที่แห่งนี้แห่งเดียวในจำนวนกว่า 300 ตัว

ระยะทางจากกรุงพนมเปญ ถึง Anlung Pring ก็ตกประมาณ 140 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงเศษๆ ดูตัวเลขแล้วคงเห็นว่า ระยะทาง ไม่ถึง 150 กิโลเมตร ไฉนเดินทางนานขนาดนั้น ก็ไม่ต้องแปลกใจไปครับ เพราะที่กัมพูชา รถยนต์ถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ 70-80 กิโลเมตร./ชั่วโมง

ออกจากจุดเริ่มต้นได้สัก 2 ชม. คุณ Bou Vorsak ผู้จัดการโครงการ BirdLife Cambodia ก็ให้ขบวนรถหยุดจอดข้างถนน แวะซื้อข้าวโพดต้มจากร้านชาวบ้านกินลองท้องกันก่อนมื้อเที่ยง ตามคำเรียกร้องของนักดูไทยที่ต้องการกินอะไรแบบ " Local Local"...ก็ได้สมใจนึกกันล่ะครับ

ช่วงสุดท้ายราว 30 กิโลเมตรก่อนถึงเป้าหมาย ก็เป็นทางดินที่ลัดเลาะไปตามคันนา ขรุขระและกระโดกกระเดกไปมา เป็นธรรมชาติมากๆ ทำเอานักเดินทางจากแดนสยามหัวสั่นหัวคลอนไปตามๆ กัน แต่ก็รู้สึกดีมากๆ กับทางสายนี้ ได้สัมผัสท้องไร่ท้องนาที่กินอาณาบริเวณไกลสุดลูกหูลูกตา ในบรรยากาศย้อนยุคของบ้านเรา แน่นอน ในอดีต สภาพพื้นที่เช่นนี้แหละครับ ที่เป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำนานาชนิด ที่ต่อมาหลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย รวมไปถึงนกที่พวกเราตั้งใจไปดูกันในวันนี้ด้วย

พวกเรายังอดแปลกใจไม่ได้ว่า ใครหนอดันรู้ว่า พื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งอาศัยนกกระเรียนพันธุ์ไทย เพราะเป็นพื้นที่ไกลมากจากถนนสายหลัก และเส้นทางเข้าถึงก็ไม่ง่ายเลย คงต้องมีการตั้งทีมสำรวจกันครั้งใหญ่เลยทีเดียว

เมื่อไปถึง พื้นที่ชุ่มน้ำของศูนย์อนุรักษ์ Anlung Pring Protected Landscape ก็บ่ายคล้อยไปแล้ว เพื่อไม่ให้ชักช้าเสียเวลา เพราะนักดูนกไทยกระตือรื้อร้นอยากออกภาคสนามกันแล้ว เจ้าหน้าที่ BirdLife Cambodia ก็นำเราขึ้นไปยัง "Buffalo Cafe" ขอเรียกว่าภัตตาคารบ้านทุ่งก็แล้วกันนะ เพื่อฟังการบรรยากาศสรุปต่างๆ ของพื้นที่แห่งนี้ เช่น ประวัติก่อตั้ง มาตราการดูแลรักษาพื้นที่ วิธีดึงชาวบ้านย่านนี้ให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ กิจกรรมอื่นๆรอบพื้นที่ ภายใต้การบริหารจัดการโดย BirdLife Cambodia โดยมีเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน 5-6 คน เป็นผู้บรรยายให้ฟัง

แน่นอนว่า เนื่องจากชำนาญในพื้นที่ ชาวบ้านเหล่านี้ จะเป็นไกด์นำคณะนักดูนกชาวไทย ลงพื้นที่ตามจุดต่างๆ ด้วยคนเองเลยทีเดียว

บรรยายสรุปจบ ก็ถึงมื้อเที่ยง ก็เป็นอาหารท้องถิ่นจากฝีมือกลุ่มชาวบ้านที่นี่เอง หน้าตาและรสชาติใกล้เคียงอาหารไทยภาคกลางมากๆ แน่นอนอีกว่า เป็นจุดที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านอีกเช่นกัน (เราจ่ายเงินคนละ 5 ดอลลาร์สหรัฐเป็นแพคเกจสำหรับเข้าพื้นที่และค่าอาหารกลางวัน 1 มื้อ)

จากการพูดคุย ทำให้ได้รับรู้ว่า ไกด์นำดูนกท้องถิ่นได้ค่าแรงวันละ 3 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินเรียลก็ตกประมาณ 12,100 เรียล หรือประมาณ 100 บาทไทย ถือว่าเป็นรายได้พิเศษของชาวบ้าน นอกเหนือการทำเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลัก นอกจากนั้น ชาวบ้านบางคนก็ได้รับการว่าจ้างให้ทำหน้าที่เป็น Ranger Official หรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า คอยลาดตระเวนตรวจตราสิ่งผิดปกติที่จะเข้ามาในพื้นที่ เช่นเดียวกับพิทักษ์ป่าในบ้านเรา

ขณะเดียวกัน มีการส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านผลิตสินค้าหัตถกรรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวด้วย ในแผ่นพับแนะนำศูนย์อนุรักษ์ Anlung Pring Protected Landscape ระบุไว้ชัดเจนว่า งานจักสานจากต้นกก เช่น เสื่อ กระจาด กระเช้า หมวก ชาวบ้านที่นี่ได้ทำกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน การซื้อผลิตภัณฑ์จักสานจากร้านค้าของชุมชน นอกจากจะเป็นปัจจัยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านแล้ว ยังมีส่วนสนับสนุนพื้นที่อนุรักษ์แห่งนี้อีกด้วย

นอกเหนือจากกิจกรรมนำดูนกกระเรียนพันธุ์ไทยและนกน้ำอื่นๆ แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกหลายอย่างด้วยกัน น่าสนใจมาก ทั้ง ปั่นจักรยานกินลมชมวิว,นั่งรถม้าชมทุ่ง,ขี่ควาย แถมมีโฮมสเตย์ของชาวบ้าน ไว้รองรับนักท่องเที่ยวอีกต่างหาก เยี่ยม!

ป้ายแสดงข้อมูลต่าง ๆ ภายใน Buffalo Cafe ของศูนย์อนุรักษ์ Anlung Pring

...เรียกว่าครบเครื่องทีเดียวศูนย์อนุรักษ์ Anlung Pring Protected Landscape ในการดึงชาวบ้านพื้นถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่อนุรักษ์ ให้ชาวบ้านมีรายได้จากโครงการด้วย เมื่อช่วยกันตอกย้ำให้ชาวบ้านตระหนักถึง "คุณค่าทางทรัพยากรธรรมชาติ" แล้ว ก็จำเป็นต้องมีประเด็น"มูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชน" ติดตามมาด้วยอย่างต่อเนื่อง แค่ขอความร่วมมืออย่างเดียว

...อย่าลืมว่า ชาวบ้านก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน อาศัยการทำงานเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว ไม่มีคนในพื้นที่มาร่วมด้วย ยากจะประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่วางไว้ ยิ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ที่มีการเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่ด้วยแล้ว แนวทางนี้ สามารถตอบโจทย์ปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ได้แทบทั้งหมด

ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง...ทําอะไรฝ่ายเดียวไม่เกิดผล... สุภาษิตไทยว่าไว้มานานแล้ว มิใช่หรือ... ???

@ The Last Stand of Sarus Cranes

เขตอนุรักษ์ Anlung Pring Protected Landscape ครอบคลุมพื้นที่ชุ่มน้ำและทุ่งหญ้าน้ำท่วมตามฤดูกาล ประมาณ 36,000 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ลุ่มน้ำโขงทางตอนใต้ของกัมพูชา อยู่ติดกับเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าของเวียดนาม Phu My ซึ่งมีอาณาเขต 70,000 ไร่ ปัจจุบันทั้ง 2 เขตอนุรักษ์ ได้รับการคุ้มครองในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพของ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta Wetlands) เพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยของ Sarus Crane และสิ่งมีชิวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศดังกล่าว

Anlung Pring เป็น พื้นที่สำคัญในการอนุรักษ์นก หรือ IBA (Important Bird Area)ในกัมพูชา ได้รับความสนใจจากองค์กรระหว่างประเทศอย่าง Birdlife Internationalเข้ามาให้การสนับสนุนทั้งกำลังคน งบประมาณ และข้อมูลวิชาการ จะว่าไปแล้ว Anlung Pring เริ่มดำเนินโครงการ เมื่อเดือนมกราคม ปี 2011 นับเป็นพื้นที่สำคัญในการอนุรักษ์ Sarus Crane หนึ่งในสามแห่งของกัมพูชา โดยอีก 2 แห่ง อยู่ที่ Boeung Prek Lapouv จังหวัดตาแก้ว (Takeo) และใน Ang Trapaing Thmor จังหวัดบันทายมีชัย (Banteay Meanchey)

สำหรับกิจกรรมชมนกกระเรียนพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นนกไฮไลท์ของที่นี่ มี 3 รูปแบบ คือ

1. เดินไปตามถนนลูกรัง ด้านซ้ายเป็นทุ่งนา ด้านขวาเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ห่างออกไปก็เป็นทะเลแล้ว แทรกด้วยบ้านคนเป็นระยะๆ

2. ขึ้นไปบนหอดูนก จุดนี้อยู่บนที่สูง เหมาะสำหรับตั้ง Telescopes สแกนหานกตามจุดต่างๆ

3. ล่องเรือไปตามลำคลองเล็กในพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งมีโอกาสเข้าไปอยู่ในจุดที่มีโอกาสเห็นนกได้ง่ายขึ้น แต่ลำคลองค่อนข้างตื้นเขิน ถ้าเรือบรรทุกหนักเกินไป ติดขัดเคลื่อนตัวไม่ได้ อาจต้องมีคนเสียสละลงไปแช่น้ำกันบ้าง (ทริปเราก็หวุดหวิดไปเหมือนกัน) 

ที่นี่...มีการสร้างหอส่องนกบนชั้น 2 ของ Ranger Station ซึ่งตั้งอยู่ริมทางลูกรัง  ถือเป็นทำเลทองสำหรับส่องสำรวจดูนกนานาชนิดในมุมกว้างแบบพานอรามา ด้านหน้าของหอดูนก คือ พื้นที่ชุ่มน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นแหล่งอาศัยของทั้งสัตว์และมนุษย์ ด้านหลังเป็นทุ่งนาผืนใหญ่ยามหน้าแล้งภายหลังการเก็บเกี่ยวผ่านไป บริเวณนี้ยังคงมีการทำนากันตามปกติซึ่งเป็นวิถีของชาวบ้านแถบถิ่นนี้

ทางดินลูกรังที่เราใช้สัญจรเข้ามายัง Anlung Pring ไม่ใช่แค่ถนนธรรมดานะครับ แต่ยังทำหน้าที่เป็นเขื่อนดิน คอยสกัดกั้นน้ำทะเลที่หนุนขึ้นมาจากพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ให้ข้ามเข้าไปยังพื้นที่เกษตรกรรมอีกฟากหนึ่ง

ภายในหอดูนก 2 ชั้น ยังเป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ในพื้นที่ เช่น ประวัติการก่อตั้งศูนย์ ,รูปแบบการอนุรักษ์นก Sarus Crane และชนิดของนกที่พบ จำนวน74 ชนิด รวมทั้ง Woolly-necked Stork/นกกระสาคอขาว ,Spot-billed Pelican/นกกระทุง ,Black-headed Ibis /นกช้อนหอยขาว ,Glossy Ibis /นกช้อนหอยดำเหลือบ

Oriental Darter/นกอ้ายงั่ว , Yellow-breasted Bunting/นกจาบปีกอ่อนอกเหลือง ,Striated Grassbird /นกหางนาค ,Western Marsh-Harrier/เหยี่ยวทุ่งพันธุ์เอเชียตะวันออก,Savanna Nightjar/นกตบยุงป่าโคก

เป็ดเทาพันธุ์อินเดีย /Indian Spot-billed Duck  

 นกอ้ายงั่ว / Oriental Darter

เหยี่ยวออสเปร / Osprey

นกยางกรอกพันธุ์จีน  / Chinese Pond Heron ชุดขนฤดูผสมพันธุุ์ (Breeding plumage) 

เจ้าหน้าที่  BirdLife Cambodia เล่าให้ฟังว่า มีการสำรวจพบว่า ในเดือนมีนาคม 2010 ประชากร Sarus Crane ในศูนย์อนุรักษ์ Anlung Pring มีจำนวนเกือบ 300 ตัว มากกว่า 30% ของประชากรนกชนิดนี้ทั่วโลก และยังมีรายงานด้วยว่า ประชากรนกจำนวนหนึ่งจากเขตอนุรักษ์ทางตะวันตกของเวียดนามได้ มาบินเข้ามาหากินยังพื้นที่ของ Anlung Pring ด้วย

ทั้งนี้ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของอาณาบริเวณ Sarus Crane เข้ามาใช้บริการพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เป็นประจำทุกปี เพื่อใช้เป็นทำเลหากิน จนกระทั่งถึงต้นเดือนพฤษภาคมของปีถัดมา จึงจะเริ่มอพยพไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของประเทศ เพื่อทำรังวางไข่

แหล่งอาหารของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ไม่ต่างไปจากนกน้ำชนิดอื่น ๆ ได้แก่ พวกปลา งู, จิ้งเหลน ,กบ, เขียด, อึ่งอ่าง และแมลงชนิดต่างๆ รวมถึงเมล็ดธัญพืช ราก และต้นอ่อนพืชน้ำ โดยจะเดินหากินไปตามพื้นที่น้ำขังที่ระดับน้ำไม่สูง

เจ้าหน้าที่ BirdLife Cambodia ยังบอกว่า นักดูนกจากทั่วโลกเดินทางมายังกัมพูชา ทุกคนให้ความสนใจ Sarus Crane กันมากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากเป็นนกสวยแล้วยังหาดูได้ยากอีกต่างหาก เรียกว่าใกล้จะสูญพันธุ์ อันเกิดจากถิ่นทำมาหากินเดิมถูกทำลาย ในแต่ละปี Anlung Pring จึงมีโอกาสต้อนรับนักดูนกต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

ทริปนี้ คณะเราพบ Sarus Crane ในธรรมชาติ ราว 50 ตัว ไม่ขาดไม่น้อยไปกว่านี้ ซึ่งตัวเลขอาจไม่สูงนัก แต่เมื่อประเมินจากสถานะที่เคยสูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศไทย ตัวเลขนี้ถือว่าสูงลิบลิ่วเลยทีเดียว จะว่าไปแล้ว ในพื้นที่ป่าเต็งรังของ Western Siem Pang Wildlife Sanctuary เรายังพบนกกระเรียนชนิดนี้อีกจำนวนหนึ่งด้วยเช่นกัน

เสียดายยิ่ง... อาจเป็นเพราะไม่ใช่ช่วงฤดูผสมพันธุ์ ...เราจึงไม่ได้ชมฉากนกกระเรียนพันธุ์ไทยตัวผู้แสดงท่าทาง และส่งเสียงร้องเกี้ยวพาราสีนกตัวเมีย ซึ่งเป็นความสวยงามฉากหนึ่งของธรรมชาติ เคยเปิดคลิปวิดีโอชมมาก่อน จึงเห็นฉากน่าประทับใจนี้ ...นกทั้งคู่จะทำท่าทางคล้ายเต้นบัลเลย์ นกตัวผู้จะพองจน แอ่นคอโค้งไปด้านหลัง จนปากชี้ฟ้า กางปีก ขยับตัวขึ้นๆลงๆ กระโดดตัวลอยไปมาก จากนั้นจะเหยียดปีกลู่ไปด้านหลัง พร้อมส่งเสียงร้องลั่นทุ่งระรัวต่อเนื่องกัน "แกร๋ๆๆๆๆ" ส่วนตัวเมีย ก็แสดงพฤติกรรมเช่นเดียวกับตัวผู้ แต่ส่วนใหญ่จะหุบปีกไว้ตลอด บางช่วงบางตอน นกทั้งคู่มีการเอาปลายปากแตะสัมผัสกันด้วย 

ครั้นเมื่อได้เห็นฝูงกระเรียน Sarus Crane 5-6 ตัว
บินผ่านศรีษะไปอย่างเนิบนาบ กลางทุ่งโล่งกว้าง ใต้ท้องฟ้าสีคราม
ช่างเหลือเชื่อจริงๆ เป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุด ๆ
อยากให้ความรู้สึกนี้ เกิดขึ้นในเมืองไทยเราอีกครั้ง

 

@ ข้อมูลนกกระเรียนพันธุ์ไทย Sarus Crane (Grus antigone)

ตัวโตเต็มวัย (adlut) : นกน้ำขนาดใหญ่ คอยาว หัวและคอเป็นหนังเปลือยสีแดงสด
กระหม่อมเป็นแผ่นกระดูกแข็งสีเทา ขนลำตัวสีเทา
ขนโคนปีกด้านในยาวคลุมหาง
ขนปลายปีกและขนคลุมขนปลายปีกเทาดำ ขาวยาวสีแดงสด

เสียงร้อง : ก้อง ดัง "แกร์-แกร์"

ถิ่นอาศัย : เดิมพบตามท้องทุ่งนาและพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ
ปัจจุบันมีการเพาะพันธุ์ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
หลังจากสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยนานกว่า 40 ปี

นกวัยอ่อน (juvenile) : หัวและคอคลุมด้วยขนสีน้ำตาลแกมเหลือง


หมายเหตุ : "Sarus Crane" เป็นนกกระเรียนขนาดใหญ่ พบในอนุทวีปอินเดีย, ไทย,ลาว ,พม่า ,กัมพูชา เวียดนาม และบางส่วนของออสเตรเลีย เป็นนกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงถึง 150-180 เซนติเมตร น้ำหนัก 6-7 กิโลกรัม ถือเป็นหนึ่งในนกสัญลักษณ์ของพื้นที่ชุมน้ำ (Wetland)สถานภาพในระดับโลก ถูกคุกคามจนสูญพันธุ์ (VU - Vulnerable species) ส่วนสถานภาพในไทย สูญพันธุ์ (Extinct) แต่หลังจากมีการปล่อยนกคืนสู่ธรรมชาติ และนกสามารถอยู่รอดได้ในธรรมชาติ กำลังมีการเสนอยื่นแก้ไขสถานภาพต่อองค์กรอนุรักษ์นกระหว่างประเทศ ผลยังไม่ออกมา

 

The sound of silence - acoustic guitar

 

# 3 เรื่อง 3 รส ในซีรีส์ชุด BCST visit to Cambodia

Anlung Pring ... ใต้ฟ้าสีคราม

รุ่งสาง...ที่ Siem Pang

Kratie...กลางสายนทีแห่งชีวิต



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
BlueHill วันที่ : 25/04/2017 เวลา : 07.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 17 คุณsomeone_in_somewhere
การศึกษาเรื่องคุณค่าธรรมชาติตั้งแต่เด็กๆ ช่วยได้มากๆครับ
ตอนนี้ แม้สายไปเยอะ แต่ยังดีกว่าไม่ดำเนินการอะไรเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 17 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
someone_in_somewhere วันที่ : 24/04/2017 เวลา : 17.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/someoneinsomewhere

บ้านเราควรตระหนักเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากว่านี้นะคะ
ไม่ใช่เอาแต่ตัดไม้ทำลายป่า เผาป่า หรือใช้สารเคมีในการเกษตร
เพราะสุดท้ายคนและสัตว์ก็ต้องเดือดร้อนไปตามๆ กัน

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
BlueHill วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 19.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 14แม่หมี
ลิงตัวเล็กๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นลูกนางอายหรือเปล่า
อย่าไปเลี้ยงเลยครับสัตว์ป่า นอกจากทำลายธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการทำผิดกฎหมายอีกด้วย

หมาแมว ก็มีถมไป ทำไมไม่เลี้ยงกัน

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
BlueHill วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 19.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 13พี่สิงห์นอกระบบ
ผ่านไปแถวบุรีรัมย์ อย่าลืมแวะไปชมนกกระเรียนพันธุ์ไทยนะครับ
สวยงามมากๆครับ

ความคิดเห็นที่ 14 rattiya , BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 12.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

สักวัน เราคงจะทำกันอย่างจริงจัง

คนกลุ่มหนึ่ง พยายามรักษาพันธุ์สัตว์ต่างๆเอาไว้ให้คงอยู่

คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับจ้องทำลาย หรือเอาสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองมาเลี้ยง เพื่อให้ตัวเองได้ชื่นชม จนมันอยู่ผิดที่ผิดทาง

เคยเห็นคนเอาลิงตัวเล็กๆใส่กระเป๋า หิ้วไปมาในศูนย์การค้า มันใช่เรื่องมั๊ยเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 13 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 11.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

สามสิบปีก่อน ถนนสายเอเชียช่วงนครสวรรค์-กรุงเทพฯ นกเยอะมากมากครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
BlueHill วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 07.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

- ความคิดเห็นที่ 8 ครูแดง
ถ้าบรรจุวิชาศึกษาธรรมชาติตั้งแต่โรงเรียนอนุบาล
รับรองว่่าสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เลวร้ายอย่างในปัจจุบันแน่นอน
แปลกมากทั้งที่รู้ว่า ถ้าคนทำลายธรรมชาติมากๆ ธรรมชาติก็จะเปลี่ยนแปลงไป
นั่นย่อมส่งผลกระทบเชิงลบตอตัวมนุษย์เอง ปัจจุบัน ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

มันเป็นเรื่องการขาดวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างและเชิงคุณภาพของระบบการศึกษาไทยอย่างแท้จริง

ความคิดเห็นที่ 11 สุรศักดิ์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 07.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 7 อ.สุรศักดิ์
องค์กรสวนสัตว์ เริ่มโครงการเพาะพันธุ์กระเรียนไทย คืนสู่ธรรมชาติมาตั้งแต่ปี 2540 แล้วครับ
กว่าจะประสบคามสำเร็จก็ใช้เวลานานเป็นสิบปีครับ
เข้าใจว่า ตอนนี้มีการปล่อยนกออกไปสู่ธรรมชาติเป็นร้อยคัวแล้วครับ ตัวเลขผมจำไม่ได้แน่นอน
หลายตัวสามารถดำเนินชีวิตในธรรมชาติได้ด้วยตัวเองเหมือนบรรพบุรุษในอดีต

ล่าสุด ข่าวจากสื่อมวลชนบอกว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง พ่อแม่นกได้ให้กำเนิดลูกน้อย 2 ตัวในธรรมชาติได้เป็นครั้งแรก

ความคิดเห็นที่ 10 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 07.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 6น้อง february26
คนเราต่างจิตต่างใจ คิดอะไรไม่เหมือนกันครับ
บางคนสนใจภาพถ่าย บางคนสนใจพฤติกรรมสัตว์ป่า
บางคนสนใจข้อมูลเชิงวิชาการ บางคนสนใจชมนกชมไม้ไปเพลินๆ
บางคนสนใจงานอนุรักษ์

ความต่างมากบ้าง น้อยบ้าง มีเหมือนกันในทุกสาขาอาชีพครับ เรื่องนี้

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
BlueHill วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 07.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 5พี่สำรวจฟ้า
เป็นผลจากการพัฒนาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
จึงทำลายสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติไปหลายชนิด
คนไทยขาดวิสัยทัศน์เรื่องนี้อย่างแท้จริงครับ

พูดไปก็กลายเป็นตำหนิประเทศตัวเอง
แต่อย่างว่าละครับ เราเป็นประเทศกำลังพัฒนา...มานานแล้ว

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ครูแดง วันที่ : 21/04/2017 เวลา : 05.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

ภายนกบินสวยงาม ดูมีอิสระเสรีเหนืออื่นใด

ถ้าไม่ได้อ่าน ไม่ได้ฟัง คนไทยคนนี้ก็ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความสูญเสียนี้
แต่ในช่วงชีวิตนี้ก็ไม่เคยได้ทำร้าย เบียดเบียนพวกเขาเลย
"ขอบคุณที่ช่วยบอกเล่าให้ตื่นรู้นะคะ"

ความคิดเห็นที่ 7 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สุรศักดิ์ วันที่ : 20/04/2017 เวลา : 22.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ (ได้จากที่นี่เลย) "ศูนย์เรียนรู้ฯ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ สปป.ลาว !!รุณคลิกลิงก์บรรทัดบน

ช่วงที่นกกระเรียนพันธุ์ไทย ค่อยๆ สูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินไทยนั้น
ก็คงกินระยะเวลายาวนานพอสมควร แต่ไม่มีใครตระหนักถึง
เรื่องจะสูญพันธุ์ จึงไม่คิดจะป้องกันหรือหาทางอนุรักษ์ไว้ให้ได้
เมื่อสูญพันธุ์ไปแล้ว จึงได้แต่เสียดายกันไปตามๆ กัน

การจะดึงดูดให้นกกระเรียนที่สูญพันธุ์เหล่านี้ กลับมาอยู่เมืองไทย
อีกครั้ง ไม่ทราบจะทำได้หรือไม่ หรือจะสิ้นเปลืองงบประมาณ
มากมาย และต้องใช้เวลายาวนาน ไม่ทราบว่าจะมีวิธีการ
และขั้นตอนอย่างไรบ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 6 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 20/04/2017 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับพี่ชาลี

**คนที่ชอบดูนก จะเป็นเหมือนพี่ทุกคนหรือเปล่าครับ
ศึกษาข้อมูล แบบละเอียด รู้ที่มาที่ไป ใส่ใจสิ่งแวดล้อมฯลฯ

ขอบคุณครับพี่ชาลี


ความคิดเห็นที่ 5 february26 , BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สำรวจฟ้า วันที่ : 20/04/2017 เวลา : 21.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

อยากดูนกกระเรียนพันธ์ไทย ต้องไปดูที่ประเทศกัมพูชา เป็นเรื่องแปลกแต่จริง

ในเมืองไทยอีกไม่นานก็คงจะได้ดูนกที่เกิดตามธรรมชาติ ถ้าเราจัดการได้ดีและจริงจังต่อการอนุรักษ์

ความคิดเห็นที่ 4 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 20/04/2017 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 3คุณ rattiya
อยากให้โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทุกโครงการประสบความสำเร็จครับ เพราะกว่าจะได้เงินงบประมาณมาทำโครงการ ก็ค่อนข้างยากเย็นแสนเค็ญ

ความคิดเห็นที่ 3 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 20/04/2017 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อความนี้ค่ะ

"เรียกว่าครบเครื่องทีเดียวศูนย์อนุรักษ์ Anlung Pring Protected Landscape ในการดึงชาวบ้านพื้นถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่อนุรักษ์ ให้ชาวบ้านมีรายได้จากโครงการด้วย เมื่อช่วยกันตอกย้ำให้ชาวบ้านตระหนักถึง "คุณค่าทางทรัพยากรธรรมชาติ" แล้ว ก็จำเป็นต้องมีประเด็น"มูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชน" ติดตามมาด้วยอย่างต่อเนื่อง แค่ขอความร่วมมืออย่างเดียว

...อย่าลืมว่า ชาวบ้านก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน อาศัยการทำงานเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว ไม่มีคนในพื้นที่มาร่วมด้วย ยากจะประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่วางไว้ ยิ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ที่มีการเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่ด้วยแล้ว แนวทางนี้ สามารถตอบโจทย์ปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ได้แทบทั้งหมด

ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง...ทําอะไรฝ่ายเดียวไม่เกิดผล... สุภาษิตไทยว่าไว้มานานแล้ว มิใช่หรือ... ???"


คิดว่าใช้ได้ดีกับทุกโครงการค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 20/04/2017 เวลา : 19.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

-ความคิดเห็นที่ 1ลุงยั้งคิด
ไม่อยากให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์ เพราะคนไทยไม่ใส่ใจครับ

ความคิดเห็นที่ 1 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 20/04/2017 เวลา : 18.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

แมกไม้ สายลม แสงแดด และนก สร้างสรรค์ความสุขให้ บ.ก.จนหลงใหลเชียวนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน