• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 99471
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 2077 , 00:40:58 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


 

ภาพประกอบโดย : สุภี ปสุตนาวิน



ฤดูร้อนปีนั้นผมนึกถึงป่าโบ่งนกห้วยเชียงทา สันเขาวังแหว่ เขาคอก ลึกเข้าไปเลยตำบลระเหวที่เคยไปล่าสัตว์มาแล้ว สัตว์ชุมจริง แต่รู้สึกว่าอยู่ไกลไปหน่อยแต่ก่อน ๆ เคยล่าแถวใกล้ ๆ เช่น ห้วยหินลาด เขายายหอม ท่าแดงมีสัตว์ให้ล่าถมถืดไปแต่เมื่อผู้คนอพยพเข้าไปทำไร่มากขึ้นสัตว์ป่าเลยหนีเข้าไปอยู่ในดงลึกบางครั้งเราเคยบุกขึ้นไปถึงเขตแดนอำเภอวิเชียร จังหวัด เพชรบูรณ์
    ผมนึกถึงพรานปั่น บ้านวังตะเฆ่ ไปเที่ยวนี้ผมไม่ชวนใครไปด้วย ตั้งใจว่าจะอาศัยรถลากซุงของโรงเลื่อย เข้าไปตามทางถึงหมู่บ้านวังตะเฆ่ เดิน ด้วยเท้าไปตามทางเกวียนประมาณกิโลเศษ ๆ ก็ถึงบ้านพรานปั่นซึ่งตั้งอยู่ ริมเขา ข้างบ้านนั้นเป็นสำนักสงฆ์
    พรานปั่นผู้นี้เดิมเป็นชาวจังหวัดพิษณุโลก ท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ จน กระทั่งมาปักหลักทำมาหากินอยู่ที่หมู่บ้านวังตะเฆ่
    พรานผู้นี้เคยร่วมทุกข์ร่วมยากฝ่าความตายมากับผมหลายครั้ง ครั้งหนึ่งผมเคยช่วยชีวิตแกไว้ คราวนั้นเรากำลังตามแกะรอยเสือโคร่งกันอยู่ เรา แกะรอยไปถึงหนองน้ำเล็ก ๆ ที่เป็นแอ่งหิน เราทั้งสองเหนื่อยนั่งหยุดพักกัน เสือโคร่งตัวนั้นพุ่งออกมาจากชายป่าหวังตะปบพรานปั่น ผมตวัดปืนขึ้นยิง สวนเข้าไป ถูกเข้าตรงแสกหน้าของมันพอดีมันคำรามร้องพร้อมกับดิ้นทุรน ทุรายอยู่กับพื้น พรานปั่นรอดตายหวุดหวิด
    “นายช่วยชีวิตผมไว้” พรานปั่นกล่าวพึมพำ

ผมมาถึงบ้านพรานปั่นประมาณห้าโมงเย็น สัมภาระต่าง ๆ บรรจุอยู่ในเป้ข้างหลังหนักอึ้ง ลงจากรถลากซุงแล้วเดินเท้าอีกกิโลกว่า ๆ ทำให้เหงื่อโชก ไปทั้งตัว พรานปั่นผู้มีวัย ๕๕ ปีออกมาต้อนรับผมด้วยความกระฉับกระเฉงดีอกดีใจว่องไวแข็งแกร่งเหมือนเมื่อเราพบกันเมื่อ ๓ - ๔ ปีก่อนโน้น เมื่อรับ ปืนจากผมพร้อมเป้หลังไปถือไว้ก็ถามขึ้นว่า
    “ไม่พบกันนานทีเดียว มาเที่ยวป่าอีกหรือครับนาย”
    “จริงละพรานปั่น อยู่บ้านนาน ๆ ไม่ได้ออกป่าชักเบื่อ”
    “ปีนี้นายมาคนเดียวหรือ?”
    “ขี้เกียจชวนใครต่อใครมาเป็นเพื่อน พรานปั่นเป็นผู้ช่วยนำทางหน่อยนะโป่งไหนดี ๆ มีค่างฝูงใหญ่ ๆ พาไปหน่อยเถอะ”
    สีหน้ายิ้มแย้มของพรานปั่นสลดลง แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็ยิ้ม ออกมาพูดว่า
    “นายขึ้นบ้านก่อนดีกว่า เดินทางมาเหนื่อย ๆ อาบน้ำอาบท่าเสียก่อนแล้วค่อยคุยกัน”
    เย็นวันนั้นเราสามคน ผมหมายถึงตัวผมเอง พรานปั่น และสีนวลเมียสาวคนสวยของพรานปั่น เรานั่งกินอาหารกันอยู่นอกชานกระท่อม เหล้าป่า ขวดใหญ่กับแกงไก่ใส่พริกขี้หนู รสชาติแก้กันวิเศษนัก กินกันไปคุยกันไปด้วยเรื่องสารทุกข์สุกดิบที่นาน ๆได้พบกัน แล้วจึงวกเข้ามาเรื่องป่า พรานปั่น บอกว่า
    “เที่ยวนี้ผมเห็นจะไปกับนายไม่ได้เสียแล้ว และจะไปไม่ได้เลยตลอด ชีวิต ผมวางปืนมาสองปีแล้ว”
    “เอ้า มันเรื่องอะไรกันเล่า?” ผมร้องขึ้นด้วยความผิดหวัง รู้สึกหมดสนุกขึ้นมาทันที
    “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับนาย” พรานปั่นอธิบาย
    “พระธุดงค์ท่านหนึ่ง ท่านขอบิณฑบาตการล่าสัตว์ของผม ผมเลยยกให้ท่านและสาบานไว้กับท่านว่า ถ้าหากผมจับปืนเข้าป่ายิงสัตว์อีก ขอให้ผมมี อันเป็นไปต่าง ๆ นานา”
    “เรื่องมันเเป็นอย่างไรพรานปั่น ท่านจึงได้ขอ?”
    “ท่านช่วยชีวิตผมไว้อย่างบังเอิญ เหมือนกับครั้งหนึ่งที่นายเคยช่วย ชีวิตผมไว้” พรานปั่นเล่าด้วยดวงตาเหม่อลอยกิริยาเศร้าซึม
    “คือว่าวันหนึ่ง ผมได้ข่าวจากพวกตัดไม้เถื่อนอยู่ในป่าบอกว่า พบรอยเสือขนาดใหญ่ตัวหนึ่งผ่านไปทางเขาคอก ผมจึงเตรียมเสบียงออกตามล่า ค่ำ ลงก็ขัดห้างนอนบนต้นไม้ที่คาดว่าเสือจะเดินผ่านมา สามวันสามคืนผ่านไปก็ ไม่มีวี่แววว่าจะพบเสือตัวนั้นคงพบแต่รอยเท้าเหยียบย่ำอยู่ทั่วไป” พรานปั่น หยุดเว้นระยะมวนยาสูบแล้วเล่าต่อไป
    “เช้าวันหนึ่ง ผมลงจากห้างบ่ายหน้าไปทางป่าไผ่หลวงที่นายกับผม เคยล้มกระทิงมาด้วยกัน ผมพบเข้ากับช้างป่าโดยบังเอิญ ตัวที่เป็นหัวหน้าวิ่ง รี่เข้าใส่ผมผมยกปืนขึ้นยิงก็ยิงไม่ถูก ช้างก็วิ่งใส่ผมอีก ผมก็วิ่งไปจนสุดแรง ช้างป่าตัวนั้นก็ยังไล่ตามผมมาติด ๆ พอดีเห็นต้นลานอยู่ข้างหน้าก็ปีนขึ้นไป ตอนนี้ปืนผาหน้าไม้ไม่รู้หลุดหายไปทางไหนช้างป่าก็ตามมาเกือบจะทัน ผม ซ่อนตัวอยู่ระหว่างใบลานที่ไม่สูงนัก”
    “ตอนนั้นตกใจมากไหม?” ผมถาม
    “ตกใจมากครับ ตอนนั้นคิดว่าตัวเองตายแน่คราวนี้ ช้างป่ามาถึงก็เอามือเอางวงของมันแหวกเข้าไปในระหว่างใบลานที่ผมซ่อนตัวอยู่ เสียงลม หายใจของมันสูดกลิ่นดังฟืดฟาด มือของมันควานหาไปตามที่ต่าง ๆ ต่ำจาก ที่ผมซ่อนตัวอยู่ราวหนึ่งเมตร คิดว่าตัวเองไม่รอดแล้วคราวนี้ ผมตั้งจิตอธิษ- ฐานว่า ถ้ารอดตายคราวนี้จะหยุดฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงช่วยด้วยเถิด -
    “ช้างป่าเมื่อเอางวงควานหาตัวผมไม่พบ มันก็ดันต้นลานพลางเขย่า ผมตกใจขาดสติร้องให้คนช่วยจนเสียงหลง แต่ก็ไม่รู้ว่าให้ใครช่วยในป่าเช่น นั้น”
    “พอต้นลานโยกเพราะแรงดันเขย่าของช้างป่า ต้นลานโอนเอนไปมา ก็พอดีมีชะมดตัวหนึ่งไม่รู้มันซ่อนตัวอยู่แต่เมื่อไหร่ กระโดดลงมาจากคั่นลาน ที่ผมซ่อนตัวอยู่ ช้างป่าเห็นดังนั้นมันก็ตกใจ พอได้สติก็ออกวิ่งไล่ตามชะมด ตัวนั้นไป สักครู่ผมก็มองลงไปเห็นพระธุดงค์ยืนอยู่ไม่ห่างจากต้นลานนัก”
    “ลงมาได้แล้ว” เสียงพระธุดงค์กล่าวขึ้นเรียบ ๆ
    “ผมไต่ลงมาแล้วตรงเข้าไปกราบท่าน ท่านบอกผมว่า ท่านมาปักกลดอยู่ชายป่าด้านโน้น กำลังเข้าสมาธิก็มองเห็นผมร้องขอความช่วยเหลือ ท่าน จึงรีบมาท่านขอร้องผมว่าให้ปลดเปลื้องบาปกรรมที่ทำให้ชีวิตเศร้าหมองเสีย เพราะทำมามากแล้ว ท่านบอกว่า”
    “สัตว์มันก็รักชีวิตเหมือนคน เราเบียดเบียนสัตว์ เราก็ต้องชดใช้หนี้กรรมีที่เราก่อทั้งชาตินี้ชาติหน้า”
    “ท่านให้ผมหันหน้าเข้าวัดหาการบุญการกุศล สุดท้ายท่านก็ขอบิณฑบาตการฆ่าสัตว์ของผม อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเลย”
    “ตอนนั้นผมคิดว่า ผมคือพรานปั่นคนที่ตายไปแล้วท่านมาให้ชีวิตผมใหม ่ดังนั้นชีวิตข้างหน้าผมควรเป็นของท่าน ผมจึงกราบเท้าท่าน และสาบานว่าจะไม่จับปืนเข้าป่าล่าสัตว์อีกตั้งแต่นั้นมา”
    “หมดสนุกกันเลย แล้วทีนี้ฉันจะไปกับใคร?” ผมร้องขึ้นด้วยความผิด หวัง
    “ผมจะให้สีนวลพานายไปครับ”
    “ว่าไงนะ?”
    “ผมจะให้สีนวลไปกับนาย สีนวลเคยเข้าป่ากับผมหลายสิบครั้ง ยิง ปืนก็เก่งป่าแถบเขาคอก สีนวลรู้จักดี ตั้งแต่ผมหยุดล่าสัตว์มานี้ สีนวลเข้าป่า เก่งมาก เขากวางกับเขาเก้งที่ติดไว้ที่เสานั้น ก็เป็นฝีมือของสีนวลเขาทั้งนั้นพวกลูกน้องของผมฝีมือไม่เท่าสีนวลสักคน”
    ผมมองเมียสาวของพรานปั่นด้วยความสงสัย พรานปั่นอาจจะคุยเรื่องเมียเกินไปก็ได้ แต่อีกใจหนึ่งผมก็คิดว่าอาจเป็นไปได้ เพราะผู้หญิงบ้าน ป่าจำนวนมากมีความแข็งแกร่งอดทนไม่แพ้ผู้ชายเรา แต่ถึงแม้จะเก่งสักเพียง ใดก็ตาม ผมคิดว่าไม่ควรจะไปด้วยกันเสียเลยจะดีกว่า มันไม่เหมาะที่ผู้หญิง กับผู้ชายที่ไม่ใช่สามีภรรยากันจะต้องเดินทางเข้าป่าด้วยกัน ผมจึงตัดบทว่า
    “อย่าให้ลำบากสีนวลเลย พรานปั่นหาลูกหาบให้ฉันสักสองคนก็พอจะไม่ไปหรือไหน ๆ ก็ตั้งใจมาแล้ว เข้าป่าสักวันหรือสองวัน พอหายอยากก็จะกลับ จะหากล้วยไม้ป่าไปฝากลูกสาวไว้เลี้ยงสักรังสองรัง”
    “สีนวลไม่ลำบากหรอกนาย สีนวลเคยเข้าป่าบ่อย ๆ ยิ่งป่ากล้วยไม้ แล้วสีนวลเคยไปเห็นและรู้จักดีที่สุด มีอยู่แถวห้วยบงและเขาคอก มีอยู่ เป็นดงทีเดียวนายไปกับลูกหาบไม่ได้ความหรอกค่ะ เพราะพวกนี้เคยไปไม่ ถึง เดี๋ยวก็พานายไปหลงป่าเท่านั้นป่าตอนในสีนวลเคยไปกับพี่ปั่น ไปนั่งห้าง ไปช่วยทำเนื้อก็หลายครั้ง ถึงจะมีห้วยหนองคลองบึง ป่ากี่ป่า เขากี่ลูก สีนวล หลับตาเดินก็ไม่หลงค่ะ”
    “ให้สีนวลไปเถาะครับนาย” พรานปั่น... เมีย
    “เวลาได้เนื้อได้ถึกจะได้ช่วยกันทำ ผมจะจ้างลูกหาบให้ เชื่อผมเถอะ”
    ผมอยากจะขัดพรานปั่นเหลือเกิน มันน่าเกลียดที่เราไม่ใช่ผัวเมียกัน แต่ต้องไปนอนค้างอ้างแรมอยู่ในป่าด้วยกัน ผมวิตกยังไงบอกไม่ถูก
    แต่เมื่อผมกับพรานปั่นมองตาสบตากันแล้ว ผมก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ในสายตาของเราทั้งสองบอกถึงความรู้สึกภายในได้ดีกว่าสิ่งอื่นใด ทั้งหมด
    ในที่สุดพรานปั่นคงจะเดาใจผมออก เขาพูดขึ้นว่า
    “นายไม่ต้องวิตกหรอก ผมรักนาย แล้วเชื่อในน้ำใจที่นายมีต่อผม”
    ผมฟังดูแล้วก็รักในน้ำใจของพรานปั่น และคิดว่าถึงแม้จะมีอะไรเกิด ขึ้นก็ตาม จะไม่มีสิ่งใดมาแบ่งแยมิตรภาพและความรักของเราออกจากกัน ได้เลย
    พรานปั่นมองดูหน้าผมด้วยแววตาของทาสที่ภัคดีต่อนาย ผมก็เลย ตัดสินใจตกลงในตอนนั้นเอง

ออกป่าคราวนี้ผมใช้ปืนลูกซองห้านัดเป็นอาวุธคู่มือ เราออกเดินทางกันแต่เช้ามืด หยุดกินเช้ากันระหว่างทาง บ่ายก็ขึ้นถึงหลังเขา ผ่านดงยางและป่าไม้ เต็งรังซึ่งขึ้นอยู่กันอย่างหนาแน่น ต้นยางบางต้นก็สูงเสียดฟ้า แหงนมองยอด ยางจนคอตั้งบ่า ต้นเต็งรังก็มีเปลือกหุ้มเป็นตะปุ่มตะป่ำ ไม้บางชนิดก็มีเปลือก เป็นเกล็ด ๆ คล้ายเกล็ดปลา
    เราเดินขึ้น ๆ ลง ๆ ระหว่างเขาลูกแล้วลูกเล่า สีนวลนุ่งกางเกงยีน ขายาวเก่า ๆ รัดรูปเดินนำหน้า สะพายปืนลูกซองเดี่ยวของพรานปั่น ร่างอวบ ใหญ่ตึงเปรี๊ยะไปทุกส่วน เดินคล่องแคล่ว ว่องไวปราดเปรียว สมแล้วที่หล่อนมีกำลังร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เพราะหล่อนอายุอ่อนกว่าพรานปั่นรอบครึ่ง อ่อนกว่าผมห้าปี และยังไม่มีลูก แม้จะแต่งงานอยู่กินกับพรานปั่นมาหลายปี ก็ยังสาวเปล่งปลั่งอยู่ทั้งตัว
    สีนวลพาพวกเราผ่านป่าโปร่ง แล้วข้ามลำห้วยที่เป็นลานหินมีน้ำไหล รินค่อย ๆ อยู่ตลอดเวลา ตัดเข้าป่าไม้รวกขึ้นลาดขึ้นเนินไปจนกระทั่งถึงจอมเขาผ่านดงไม้นานาพันธุ์ แล้วก็ตัดดิ่งลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง ผมและสีนวลใส่ เสื้อยืดแขนยาวจึงพ้นจากรอยหนามเกี่ยว ส่วนพวกลูกหาบสองคนโดนหนาม เกี่ยวทั้งแขนขาเลือดออกซิบ ๆ ไป
    ป่าที่เราผ่านไปนั้น ประเดี๋ยวก็เห็นแสงแดดประเดี๋ยวก็มืดคลึ้ม ต้นไม้บางต้นก็สูงค้ำฟ้า บางต้นก็เป็นพุ่มเตี้ย ๆ ติดดิน บางครั้งเราก็เดินงุ่มง่ามต่อไป ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าและมีแสงสลัว ๆ บางครั้งผมก็ไม่รู้เลยว่าเรา กำลังเดินอยู่ที่ไหนจุดไหนของป่า เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมาย นอกจาก บางครั้งผมก็หยิบขวานเล่มเล็ก ๆ ที่ติดตัวไปบากเครื่องหมายกับต้นไม้ที่เรา เดินผ่าน ผมเองก็ไม่มีเข็มทิศ ต้องเดินตามสีนวลไปเรื่อย ๆ
    ออกป่าหลายครั้งทำให้ผมมีประสบการณ์ ไม่รู้ว่าภัยอันตรายจะเกิดกับเราเวลาใด ทุกย่างก้าวที่ผ่านไปต้องระมัดระวังปืนที่แบกอยู่บนบ่า และบางคราวก็ถือไว้ในมือ ต้องเตรียมพร้อมเสมอที่จะยิงออกไปรอบทิศทางได้ทุก เวลาเมื่อมีภัยมาถึงเรา
    การเดินป่านั้น สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือเสือ กลัวมากกว่าสัตว์อื่น ๆ เพราะเสือว่องไวมาก และชอบแอบซุ่มเวลามันออกหาอาหารกิน พอได้จังหวะมันก็ กระโจนตะปบเหยื่อที่เป็นอาหารของมัน มันชอบอาศัยอยู่ในบริเวณที่รกที่สุดของดง เวลาเดินฝีเท้าของมันเงียบกริบและเบามากด้วย เข้าตะปบเหยื่อได้โดยที่เหยื่อไม่ทันรู้ตัวหูไวตาไว เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ตลอดเวลา เพราะเราไม่แน่ใจว่าเสือมันจะหมอบซ่อนตัวคอยเล่นงานเราอยู่แห่งใด
    “เหนื่อยมากไหมนาย?” สีนวลหันมาถาม
    “พักสักครู่ก็ได้” ...ตอบแล้วก็ปลดเป้หลังออกวางไว้ลบนก้อนหิน ปลดกระติกน้ำออกมาดื่มแล้วส่งให้สีนวล หล่อนรับไปดื่มแล้วก็ส่งคืนให้ผม พวกลูกหาบพากันเอายาหม่องออกมาทาตามรอยหนามเกี่ยว
    “นายทนเดินไปอีกหน่อย เดี๋ยวก็ถึงที่เราจะพัก”
    “สีนวลท่าทางไม่เหนื่อยเลย” ผมกล่าวชม หล่อนหัวเราะบอกว่า
    “สีนวลเคยมาบ่อย ๆ จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอะไร นายนาน ๆ ได้เดินป่าก็เหนื่อยเป็นธรรมดา”
    “หล่อนพูดแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปยืนอยู่บนก้อนหิน ห่างจากที่ผมนั่งไปเพียงเล็กน้อย แหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากล่าวขึ้นลอย ๆ
    “วันนี้ไม่มีแดดเลย น่ากลัวฝนจะตกตอนกลางคืน”
    ผมไม่ได้ตอบหล่อนแต่อย่างใด ได้แต่นั่งเหยียดขาพิงก้อนหินอย่างสบาย
    สักครู่หล่อนก็ชวนให้ทุกคนออกเดินทาง พวกลูกหาบสองคนก็ดูท่าทางไม่เหน็ดเหนื่อย เดินทางช่วงนี้ไม่ค่อยได้ปีนเขาเหมือนช่วงแรก แต่ก็ต้องบุก ป่าฝ่าดงเช่นเคย บางแห่งต้องใช้มีดลิดหนามออกเพื่อเป็นทางผ่านไปก็มี
    เราเดินทางผ่านทางกันดารมาจนกระทั่งดวงตะวันบ่ายคล้อย สีนวลก็กำหนดให้คณะของเราหยุดลงใกล้ลำห้วยแห่งหนึ่ง เราช่วยกันกางเต็นท์ผ้าใบเป็นเพิงที่พัก ขนเสบียงสัมภาระเข้าเก็บไว้ในนั้น
    แล้วสีนวลก็บอกให้พวกลูกหาบทั้งสองคนออกไปหาต้นไม้ที่มี สัตว์เข้ากิน แล้วเตรียมขัดห้างไว้ ส่วนสีนวลเองก็ก่อไปหุงข้าวเตรียมทำ อาหาร
    ผมนอนเล่นอยู่ในเพิงผ้าใบ รู้สึกปวดขาจึงควักเอายาหม่องออกมาทาและถูนวด เพื่อให้บรรเทาความปวด
    สีนวลมองดูแล้วก็หัวเราะ ดูท่าทางหล่อนไม่เหน็ดเหนื่อยอะไรเลย หล่อนถามผมว่า
    “นายปวดขาหรือ นาน ๆ ได้เดินป่าปีนเขาเขาก็เป็นอย่างนี้แหละ นวดยาประเดี๋ยวก็หาย เอ้อนาย สีนวลวานนายช่วยดูหม้อข้าวหน่อยนะ สีนวลจะไปหาเก็บผัก”
    “ ... ” ผมบอก “เอาปืนไปด้วยนะ ในป่าอย่างนี้ระวัง...  อย่าไว้ใจเกินไป”
    “ค่ะนาย” สีนวลรับคำแล้วก็สะพายถุงย่ามแบกปืนเดินเลาะลำห้วย ขึ้นไปทางเหนือน้ำ
    ผมหุงข้าวด้วยหม้อข้าวทหารสองหม้อจนสุกดี ค้น... ปลา... ในชะลอมออกมาปิ้ง พร้อมแจ่วบองที่ตำมาจากบ้าน จากนั้นก็ไม่มีอะไรจะทำจึง ต้มน้ำคอยสีนวล
    น้ำเดือดอยู่ตั้งนานแสนนาน สีนวลก็ยังไม่มา ผมก็ห่วง กลัว จะได้รับอันตราย จึงหยิบปืนออกติดตาม
    ลำห้วยที่ผมเดินเลาะตามสีนวลไปนั้น มีน้ำใสไหล ผมเดินไปพักหนึ่ง สายตาก็เหลือบไป ผมตกใจหยุดชะงัก รีบหลบเข้าบังโคนต้นไม้
    ตรงหน้าผมไกลออกไปสักเล็กน้อย สายน้ำได้ไหลลงไปในแอ่งลึกตรงโขดหิน เป็นน้ำตกน้อย ๆ ไหลตกลงในแอ่งนั้น สีนวลกำลังเปลือยกาย เล่นน้ำอย่างสำราญใจ หล่อนจะลืมหรือแกล้งลืมก็ไม่แน่ว่า บริเวณที่หล่อน เปลือยกายเล่นน้ำอยู่นั้น ไม่ไกลจากเพิงพักของเราเท่าไหร่นัก อาจมีคนมาพบ หล่อนเข้าก็ได้
    ผมมองภาพเย้ยฟ้าท้าดินของสีนวลอย่างลืมตัว และรู้สึกปั่นป่วนในหัวใจ ท่ามกลางป่าดงพงไพร ร่างนั้นสล้างขาวโพลนไปด้วยสัดส่วนอันเต่งตึง
    หล่อนว่ายน้ำโผไปโผมา แม้เงาน้ำจะปิดบาง ๆ แต่ก็ใสแจ๋วมองเห็นความอวบอั๋นของเนื้อนวลใย เมื่อหล่อนยันกายขึ้นนั่งยังก้อนหิน ก้อนเนื้อตรงหน้าอกถึงพุ่งแหลมชันไม่น้อยหน้าสาว ๆ ยิ่งมองผมก็ยิ่งระทึกใจ มันเร่ง เร้าความรู้สึกของผมจนบรรยายไม่ถูก ต่ำลงไปช่วงขาเล่าก็อวบเต่งตึงไปหมดทุกส่วน ผมหักใจหันหลัง
ย่องกลับเพิงพักอย่างเงียบ ๆ
    ภาพของสีนวลติดตามหลอกหลอนผมอยู่ตลอดเวลา
    สีนวลกลับมาพร้อมด้วยยอดผักหวาน และผักกูดยูงเต็มหอบแขน เมื่อเห็นผมนั่งซึมอยู่หน้าเพิงพักก็ถามว่า
    “นายต้มน้ำเดือดนานแล้วหรือ สีนวลไปนานหน่อยนายคงคอยนานแต่ไม่เป็นไร ยังไม่ค่ำหรอก ต้มผักเดี๋ยวก็เสร็จ อีกนานกว่าพวกขัดห้างจะมา นายไปอาบน้ำเสียเถอะค่ะ เดี๋ยวจะได้กินข้าวกัน
    ผมรีบลุกไปเพราะไม่อยากอยู่ใกล้ ๆ กับหล่อนสองต่อสอง ตามลำพังมากนัก ผมรู้ หล่อนเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์แรง นัยน์ตาของหล่อนเจ้าชู้เหลือเกิน
    ลูกหาบสองคนที่ไปหาต้นไม้ขัดห้างกลับมา บอกสีนวลก่อนหน้าที่ผม จะกลับจากอาบน้ำเล็กน้อยว่า ไปพบต้นไม้มีลูกสุกสองต้น มีรอยเก้งเข้ากิน เกลื่อนไปหมด จึงได้ขัดห้างไว้สามหลัง สำหรับผมและสีนวลคนละห้าง ส่วน เขาสองคนจะไปอยู่ด้วยกันที่ใกล้หนองน้ำไกลออกไปอีก
    เราทั้งหมดรีบเร่งกินอาหาร และแยกย้ายกันไปคนละห้างก่อนตะวัน จะลับทิวไม้ ห้างของสีนวลกับของผมอยู่ห่างกันก็ประมาณ ๑๐ วา อยู่คนละ มุมของต้นมะขามป้อมที่ลูกกำลังสุกลูกหล่นเกลื่อนโคนต้น
    ผมดูทิศทางลมสังเกตบริเวณที่สัตว์จะเข้ามากินลูกไม้ เมื่อพอใจแล้ว ก็ปีนขึ้นห้างจัดแจงทำช่องที่จะสอดปากกระบอกปืนออกไปเพื่อจะยิง เมื่อเรียบ ร้อยดีแล้วก็หยิบลูกอมฮอลล์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แกะกระดาษห่อออกแล้ว อมฆ่าเวลาอยู่เงียบ ๆ
    คืนนั้นเดือนมืดเหลือเกิน เหมาะสำหรับนั่งห้างยิงสัตว์มาก ตกค่ำ อากาศเริ่มปรวนแปร มีสายลมอ่อน ๆ พัดมาและทวีความรุนแรงขึ้น กระแสลมพุ่งมาปะทะยอดเขาแล้วม้วนตัวลงสู่เบื้องล่าง เสียงไม้ไล่สะบัดกิ่งก้าน บิดตามสายลมเกิดเสียงดังกึกก้อง แล้วฝนก็ปรอยเม็ดลงมาเหมือนจงใจ จะแกล้งเรา ผมบ่นอยู่ในใจรีบแก้เสื้อกันฝนที่คาดมากับเอวขึ้นมาสวมใส่ เอาถุงพลาสติกสวมปืนกันเปียก
    ฝนเดือนห้าก็เป็นอย่างนี้เอง บทจะตกลงมาก็ตกอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย วันนั้นตกหนักเสียด้วย เสียงฟ้าคำรามร้อง ฟ้าแลบแปลบปลาบอย่างน่ากลัว ผมตะโกนถามสีนวลเมียพรานปั่น
    “สีนวล - สีนวล เอาผ้าพลาสติกมาหรือเปล่า?”
    “เปล่านาย ไม่เป็นไรหรอก ทนเอาประเดี๋ยวฝนก็หาย”
    หล่อนร้องตอบมา แต่ฝนเจ้ากรรมก็ไม่หายสักที กลับตกหนักยิ่งขึ้น มันตกเหมือนฟ้ารั่ว เสียงฟ้าคำรามอยู่เป็นระยะ ๆ
    ผมเป็นห่วงสีนวล หล่อนนั่งกรำฝนมานานแล้ว ดีไม่ดีจะเป็นตะคริวไป อย่างผมเป็นผู้ชายแท้ ๆ มีเสื้อกันฝนคลุมอยู่ ไอของฝนยังเย็นเยือกเข้า จับขั้วหัวใจ
    ความที่เป็นห่วงสีนวลทำให้ผมทนอยู่บนห้างต่อไปไม่ได้ ผมส่องไฟฉายกราดไปรอบ ๆ ห้าง เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วก็ลงจากห้างไปหาสีนวลถึง ใต้ห้างของหล่อนแล้วผมก็ถอดเสื้อกันฝนออก ฉายไฟเอาปลายปืนส่งเสื้อขึ้นไปให้
    “นี่เสื้อ ใส่เสียสีนวล ประเดี๋ยวจะเป็นตะคริวไป”
    “โธ่นาย นายเอาไว้ใส่เถอะ สีนวลทนได้ไม่ต้องห่วงหรอก”
    “ไม่ห่วงได้ไง เดี๋ยวเจ็บไข้ลงไปจะลำบากกันใหญ่ สีนวลเอาใส่เถอะ ตากฝนมานานแล้ว ไม่ต้องเกรงใจฉัน”
    ว่าแล้วผมก็ใช้ปลายกระบอกปืนกระทุ้งเสื้อกันฝนตัวนั้นขึ้นไปตก อยู่ตรงหน้าของหล่อน แล้วรีบเดินกลับมายังห้างของผม
    พอผมเดินมาถึงใต้ห้างกำลังเตรียมจะปีนขึ้นไป สีนวลก็ฉายไฟ สะพายปืนหอบเสื้อกันฝนตามมา
    “นาย” หล่อนเรียกเสียงสั่น ๆ
    “นายเอาเสื้อกันฝนคืนไปเถอะ สีนวลทนเห็นนายเปียกฝนแทน สีนวลไม่ได้” หล่อนพูดเสียงปร่า ๆ
    ผมหยุดชะงัก สีนวลเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ เสื้อชั้นนอกของหล่อน โพกอยู่บนหัว หนาวสั่นไปทั้งร่าง ถึงกระนั้นหล่อนก็ยังยัดเยียดเสื้อกันฝนคืนให้ผม เสื้อยกทรงสีขาวตัวบางของหล่อนยามเปียกน้ำรัดรูปเหลือเกิน ภาพ ขาวโพลนของหล่อนเมื่อตอนอาบน้ำในลำห้วยผุดวาบเข้ามาในความรู้สึกของ ผมอีก
    “เอ๊ะ สีนวลนี่ดื้อจริง” ผมว่าแต่เสียงของผมก็แตกพล่า ลำคอแห้งผาก
    “กลับห้างเสียเถอะสีนวล เอาเสื้อตัวนี้ใส่เข้าไปจะได้ไม่หนาว ไปซีอย่าช้ายืนอยู่บนพื้นดินอย่างนี้เราไม่ปลอดภัย”
    สีนวลอึกอัก ผมคลี่เสื้อกันฝนคลุมให้หล่อน เพื่อตัดปัญหา หล่อนเบี่ยงตัวหลบ ช่างบังเอิญแท้ ๆ ในความมืดอันชุลมุนท่ามกลางสายฝนเช่นนั้น มือของผมก็กระทบเข้ากับอกอันตึงเต่งของหล่อนอย่างจัง
    ผมใจหาย ตะลึงงัน กำลังจะขอโทษหล่อน สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมา ใกล้ ๆ ที่เราทั้งสองยืนอยู่ สีนวลหวีดร้องด้วยความตกใจ โผเข้ากอดผมไว้แน่นทรวงอกทั้งสองของหล่อนบดอยู่กับอกของผม ร่างอวบท้วมที่มีผ้าแนบ เนื้อสั่นระริก
    ใจของผมหวั่นไหว ความนึกคิดและศีลธรรมต่าง ๆ ของผมดับวูบลงผมลืมมนุษยธรรมไปชั่วขณะ เมื่อได้สัมผัสกับสิ่งที่โหมตัณหาอย่างรุนแรง แขนของสีนวลโอบรอบคอผมไว้
    ใจผมสั่นระรัวซาบซ่าน ฝนที่ตกอยู่แล้วกลับตกหนักยิ่งขึ้น ผมและ สีนวลผวาแล้วผวาเล่า เราทั้งสองลืมทุกสิ่งทุกอย่างรุ่งเช้าฝนหยุดตก เราทั้งสองกลับมายังที่เพิงพักด้วยความอิดโรยเพราะอดนอน
    พอมาถึงผมก็เลยลงไปล้างหน้าที่ริมห้วย แต่แล้วที่ริมห้วยนั้นเองผม ได้พบกับสิ่งหนึ่งเข้า สิ่งนั้นคือรอยเท้าคนข้ามห้วยไปใหม่ ๆ น้ำยังขุ่นอยู่ ผม พิจารณาดูด้วยความสงสัย
    แต่แล้วก็ตกใจเมื่อรู้ว่ารอยเท้าใหญ่ หัวแม่เท้าบิดออกข้างไม่ตรงเหมือนของคนทั่วไป จะเป็นรอยเท้าของใครไปไม่ได้ นอกจากรอยเท้าของพรานปั่น
    “พรานปั่น” ผัวของสีนวลซึ่งห่มเสื้อกันฝนตัวเดียว พรานปั่นมาทำไมที่นี่” ผมคิด และรู้เรื่องเมื่อคืนนี้หรือเปล่าหนอ
    ใจผมเต้นด้วยความทุรนทุราย ตัดสินใจแกะรอยตามไป ภาวนาไปตลอดทาง ขออย่าให้เป็นรอยเท้าของพรานปั่นเลย ขอให้เป็นรอยเท้าของคนอื่นเถิด ขณะนั้นผมยอมรับว่าผมกลัว
    ผมตามรอยเท้าไกลจากเพิงพักออกไปทุกที มีต้นไม้ใหญ่ ๆ ปกคลุมอยู่ทั่วไปทุกแห่งที่ผมผ่านไปผมทำเครื่องหมายเอาไว้ป้องกันการหลงป่า ถ้า หลงป่าเรามีกฎอยู่ว่าให้ยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด เพื่อสะดวกและบอกทิศทางผู้ที่ค้นหา แต่ผมก็อยากแสดงความสามารถการเดินป่าด้วยตัวเองขาไปและขากลับ
    จนกระทั่งสาย ตะวันขึ้นเหนือยอดไม้ แสงแดดสาดไปทั่วไพร ผมเริ่มหิวจึงตามรอยตรงไปยังแอ่งน้ำ
    ตั้งใจจะดื่มแก้กระหาย แต่แล้วสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นเงาของใครคนหนึ่งหลบแว่บไปทางโคนต้นไม้ใหญ่ข้างหน้า
    “พรานปั่น พรานปั่นใช่ไหม?” ผมร้องออกไปแต่ทว่าเสียงของผมแหบแห้งเต็มที
    เงียบ ไม่มีเสียงตอบ ป่าทั้งป่าเงียบสงัดและวังเวง
    “พรานปั่น” ผมเรียกอีก เงียบ ไม่มีเสียงตอบเช่นเคย ผมก้าวเข้าไปเรียกซ้ำอีกหลายครั้ง
    “พรานปั่นออกมาเถอะ ฉันมีอะไรจะพูดด้วย ออกมาซี ไปหลบอยู่ ทำไม?”
    ร่างนั้นเคลื่อนไหวเล็กน้อย เหมือนจะตัดสินใจและก้าวออกมาจาก โคนต้นไม้
    ไม่ใช่พรานปั่น แต่กลายเป็นเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ และฉับพลันพอประจัญหน้ากัน ผมตกใจแทบสิ้นสติ มองดูเห็นเป็นพรานปั่นแท้ ๆ ทำไมกลับกลายเป็นเสือไปได้
    สัญชาตญาณผมตวัดปืนขึ้นประทับบ่า นิ้วกระดิกไกปืน ลูกซองห้านัดของผมคำรามก้อง
    พร้อม ๆ กับเสือกระโดดเข้าป่า เสียงร้องโฮก ๆ หายไป
    จะเป็นเพราะความรีบร้อนหรือตกใจเกินไปก็ไม่ทราบ ทำให้ผมยิงเสือพลาดไป
    ผมรู้สึกเหนื่อยอ่อน ทั้งเหนื่อยกายเหนื่อยใจ จึงทรุดตัวลงนั่งวักน้ำ ในแอ่งขึ้นมาลูบหน้า ถึงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าออกมาเช็ด สลัดหัวสอง - สามครั้งให้หายมึนงง
    แล้วทบทวนความจำ เป็นเพราะความระแวงหวาดกลัวของผมเองที่เห็นรอยเสือเป็นรอยพรานปั่น
    ความผิดเมื่อคืนระหว่างผมกับสีนวล ทำให้ผมระแวงไปว่าพรานปั่น ตามมาแอบดู จึงเห็นรอยเสือเป็นรอยพรานปั่น
    เสียงปืนคงจะได้ยินไปถึงเพิงพัก สีนวลและลูกหาบออกติดตาม
    สักครู่ใหญ่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ผมยิงตอบขึ้นฟ้า แล้วเราก็พบกัน สีนวลถามผมว่า
    “นายออกมายิงอะไร?”
    ผมบอกเพียงสั้น ๆ ว่า
    “ตอนลงมาล้างหน้าที่ริมห้วย เห็นอากาศตอนเช้าก็เลยลุยน้ำข้ามฝั่ง มาตั้งใจว่าจะหายิงไก่ป่าเพื่อเป็นอาหารเช้า แต่พบรอยเสือเลยตามมันไป ตั้งใจ ว่าจะกลับไปบอกพวกเราก็กลัวไม่ทัน”
    “แล้วนายพบเสือหรือเปล่า?”
    “เห็นอย่างจวนตัว เลยยิงไม่ถูก”
    “ทีหลังนายอย่าออกมาคนเดียว ถ้าสีนวลรู้ไม่ยอมให้นายออกมาคน  เดียวหรอก”
    ผมรู้สึกมีความกดดันอะไรบางอย่าง หรือจะเป็นเพราะผมผิดศีลธรรม เมื่อคืนนี้ จึงทำให็เข้าป่าเจ้าเขามาตักเตือน
    เมื่อคิดได้เช่นนั้นผมจึงบอกทุกคนว่า
    “ฉันใจไม่ดีเลย เรากลับกันเถอะ อยู่ไปก็ไม่สนุก”
    “กลับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อะไรติดมือไปเลยหรือนาย”
    ผมพยักหน้า รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจในเหตุการณ์ที่ผ่านมา จึงพยักหน้า แทนคำตอบ
    “ไหนนายว่าจะหากล้วยไม้ป่าไปฝากลูกสาว”
    “ช่างเถอะสีนวล ไว้คราวหน้าดีกว่า”
    เราเดินกลับถึงเพิงพัก สีนวลยกอาหารมาวาง ความหิวเมื่อก่อนนี้ หายไป กลายเป็นกลืนข้าวไม่ลง
    “นายคงจะตกใจมากตอนพบเสือ หน้ายังซีดอยู่เลย”
    “ฉันตกใจมากจริง ๆ”
    สีนวลหัวเราะดูหล่อนไม่ตื่นเต้นอะไรเลย”
    ลูกหาบสองคนช่วยกันเก็บเต๊นท์และสัมภาระเตรียมเคลื่อนย้าย เมื่อ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเราก็ออกเดิน
    ผมเดินทางกลับด้วยความเหงาหงอย สีนวลก็ชวนคุย
    “นายยังไม่หายตกใจหรือ?”
    “ยังหรอกสีนวล มันกะทันหันเกินไปจนฉันตั้งตัวไม่ทัน คิดว่าตายแน่ ตายไปแล้ว...”
    “เป็นความผิดของสีนวลเองที่ไม่รีบตามนายไป”
    “ถึงตามไปฉันก็ว่าไม่น่าเสี่ยงอยู่นั่นเอง”
    “ตัวมันใหญ่น่ากลัวมากหรือนาย?”
    “ใหญ่และน่ากลัวมากจนฉันเสียขวัญอยู่จนบัดนี้”
    “นายหายตกใจได้แล้ว อยู่กับสีนวล สีนวลจะคุ้มครองนายเอง” หล่อนปลอบและให้กำลังใจแก่ผม
    เราเดินบุกป่าฝ่าดงขึ้นเขาลงห้วย ระหว่างเดินทางสีนวลก็ชวนคุย เรื่องนั้นเรื่องนี้เพื่อให้ผมร่าเริง

เราพากันเดินเข้าบ้าน พรานปั่นร้องทักมาจากบนกระท่อม
    “มาถึงกันแล้วหรือ” สีหน้าร่าเริง ไม่มีวี่แววว่าระแวงสงสัยอะไรเลย แต่ผมก็ละอายใจตัวเอง เมื่อเห็นแววตาซื่อ ๆ ไม่เปลี่ยนแปลงของมิตรแท้ อย่างพรานปั่น
    ขึ้นไปนั่งบนกระท่อมแล้ว พรานปั่นถามผมว่า
    “ทำไมกลับเร็วนักล่ะนาย ได้อะไรมาบ้าง?
    สีนวลพูดขึ้นว่า
    “อย่าเพิ่งถามอะไรเลย นายยังไม่หายตกใจ”
    “ตกใจทำไม เรื่องอะไรต้องตกใจ?
    พรานปั่นพูดอย่างหน้าตาเฉย ส่วนผมในใจเร่าร้อนกระวนกระวายจน สีนวลพูดว่า
    “เดี๋ยวหายเหนื่อยแล้ว จะเล่าให้ฟังเอง อย่าเพิ่งรบกวนนาย”
    “พรานปั่นจึงเงียบ และเดินเลี่ยงไปทางอื่น
    ผมรู้สึกเหงาใจจึงนั่งเฉย ๆ ใช้ความคิด ไม่อยากพูดอยากจาอะไรเลย ได้แต่นั่งใจลอย จนได้ยินเสียงสีนวลพูดว่า
    “นายไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวสีนวลจะหาข้าวให้กิน”
    ตอนนี้พรานปั่นเลิกสนใจผมแล้ว ไม่รบกวนซักถามอะไร
    เราร่วมวงกินอาหารกัน ผมนั่งกินเงียบ ๆ สีนวลเล่าให้พรานปั่นฟัง เป็นฉากๆตั้งแต่ตอนผมพบรอยเสือแล้วคามไปจนกระทั่งพบเสืออย่างกระชั้นชิด หล่อนเล่าตามที่ผมเล่าให้หล่อนฟัง
    แต่ความสัมพันธ์ของผมกับสีนวล ก็ยังเป็นความลับที่ดำมืด ไม่มีใครล่วงรู้นอกจากผมกับสีนวล
    ผมออกป่าเที่ยวนี้ไม่ได้อะไรเลย นอกจากความเสียใจเจ็บช้ำ ผิดศีลธรรมและทรยศต่อมิตรผู้อารีย์ เพราะกามตัณหา
    ผมเองก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีการศึกษาดี มีศีลธรรม มีเกียรติยศรู้จักผิดชอบชั่วดี สามารถอบรมสั่งสอนผู้อื่นให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ดี แต่ตัวผมเองกลับเลว - เลว - เลว
    ผมสูญสิ้นไปทุกอย่างแม้กระทั่งความเชื่อมั่นในตนเอง เพราะกามราคะ
    แต่พรานปั่นผู้มีการศึกษาน้อยกว่าผม แต่กลับมีศีล มีสัตย์ มีสัจจะ ไม่ยอมออกล่าสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีก เมื่อได้ให้สัญญาไว้กับพระธุดงค์
    พรานปั่นเห็นแก่เพื่อน ยอมให้เมียเป็นผู้นำทางเข้าป่าล่าสัตว์ เพื่อความสุขของเพื่อน
    ส่วนตัวผมเล่า มีอะไรเป็นสัจจะที่จะกู้เกียรติยศของลูกผู้ชายสมกับที่เพื่อนไว้วางใจ ยอมให้เมียเข้าป่าด้วย
    ผมเจ็บปวดยิ่งกว่าสัตว์ถูกยิง มันทรมานใจผมอยู่ตลอดเวลา
    อยากจะสารภาพความจริงทั้งหมดให้พรานปั่นฟัง แล้วคอยฟังคำพิพากษาจากพรานปั่น
    พรานปั่นจะลงโทษฆ่าฟันอย่างไรผมก็ยอมทั้งนั้น คงจะสบายใจ สิ้นสุดกันเสียที
    แต่ถ้าผมทำอย่างนั้น เกียรติยศหญิงของสีนวลก็จะป่นปี้ไป
    ยิ่งคิดก็ยิ่งวุ่นวายใจ
    ผมได้แต่นอนนิ่งตาลอยเหมือนคนเสียสติ พรานปั่นและสีนวลก็เป็นห่วงคอยดูแลถามไถ่คลอดเวลา
    บางครั้งก็ละเมอออกมา โดยไม่ได้ตั้งใจ
    “เสือ - พรานปั่น - พรานปั่น - เสือ - ฉันเห็นรอย ฉันตามรอย”
    พรานปั่นเข้ามาดึงมือผมไปกุมไว้ ถามว่า
    “นายยังไม่หายกลัวหรือครับ?”
    ผมนอนน้ำตาไหล ไม่ตอบคำถามใด ๆ จนสีนวลพูดขึ้นว่า
    “นายตกใจมากจนเสียขวัญ”
    พรานปั่นบีบมือผมแรง ๆ พูดว่า
    “ผมลืมบอกนายไปว่า เมื่อถึงที่พักแล้วให้บอกกล่าวขอขมาเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขาเสียก่อน ผมงดเข้าป่ามานาน เลยลืมไป ไม่ได้บอกนาย”
    ผมรู้สึกโกรธตัวเอง ไม่รู้ว่าผีห่าตนใดมาทำให้ผมขาดความยับยั้งชั่งใจ ผมขอสาบานไว้ว่า จะไม่ยอมผิดศีลธรรมเช่นนี้อีก
    เหตุการณ์ต่าง ๆ เมื่อครั้งกระนั้น ยังติดตาเตือนใจผมอยู่ตลอดเวลา แม้เหตุการณ์จะอยู่ในป่าไม่มีคนเห็น แต่ตัวเราเองก็เห็น และรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิดจึงถูกฟ้าดินลงโทษแทบเอาชีวิตไม่รอด
    ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ยังตามมาหลอกหลอนผมอยู่จนกระทั่งทุก วันนี้.






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
tutu วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 05.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...

ว้าว

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
อณูทิพย์ธารทอง วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 03.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Anutip

แหม..ยังอยากเห็นฉากรักกลางสายฝนอีก..กำลังมันก็สว่างก่อนเสียแล้ว...โห..ฝีมือเรื่องสั้นท่านชะ ไม่เบาทีเดียวนะครับ...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สิงหา_สัตยนนท์ วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 00.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinitsatayanon
จุ๊ๆ ข้าพเจ้ากำลังร่ายบทกวี

คอมเม้นบ่อยๆ
ตัวเลขจะลัน
วิ่งปรู้ด.............ฮาๆคุณภาพของงานตามกระดิกนิ้ว (คริก)
ราตรีสวัสดิ์ครับ
ต่อเช้ามีแสงจันทร์ดึงนี้เมฆบัง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สิงหา_สัตยนนท์ วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 00.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinitsatayanon
จุ๊ๆ ข้าพเจ้ากำลังร่ายบทกวี

หรอยจังหู้แล้วโว้ย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สิงหา_สัตยนนท์ วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 00.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinitsatayanon
จุ๊ๆ ข้าพเจ้ากำลังร่ายบทกวี

งานสะสมชิ้นงาม
และพิ้นทีต้องจริตมักเหมาะมั่นจิตวิญาณครับ
ในบล็อก(เฉพาะ)
ผมเขียงนนมา ๑๐๐๐ กว่าสำนวน
พอมาพานพบสำนวนเดียวของท่านชะเอมรู้สึกมากกว่าผมในสำนวนปัจจุบัน
ดีใจครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]