• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 99019
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 5820 , 20:26:16 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


        ภาพประกอบโดย : สุภี ปสุตนาวิน



ผมกับตาสุ่ยมาถึงหมู่บ้านซับบอนเมื่อตอนบ่าย หลังจากออกเดินทางกันแต่เช้ามืด
    ภารกิจของเราก็คือติดตามลูกหนี้รายหนึ่ง เขารับรองจะเอาน้ำผึ้งมาให้เราสองปี๊บ ตามราคาที่ตกลงกัน แต่ขอเบิกเงินไปก่อนอ้างว่ามีธุระจำเป็น เมื่อเลยกำหนดนัดหมายยังไม่ได้รับของ ผมจึงชวนตาสุ่ยติดตาม
    หมู่บ้านซับบอนเป็นหมู่บ้านที่เริ่มบุกเบิก ผู้คนเพิ่งอพยพเข้าไปอยู่ไม่นาน เป็นบ้านป่ากลางดงดิบ อยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีประมาณยี่สิบกว่าหลังคาเรือน
    ผมเคยถามตาเชยคนรู้จักกันว่า “พากันอพยพมาจากจังหวัดไหน” ก็ได้รับคำตอบว่า “มาจากบุรีรัมย์ ยกขบวนกันมาแทบจะหมดหมู่บ้าน”
    ทำไมยกขบวนมาพร้อมเพรียงกันดีแท้” ผมสงสัย
    “พวกผมเข้ามาสำรวจดูก่อน บางคนก็ขุดเอาดินห่อผ้าขาวม้า ไปให้คนที่บ้านที่ไม่ได้มาดู ว่าดินขนิดนี้สมควรจะปลูกพืชอะไร พวกที่เห็นดิน แต่ไม่เห็นสภาพป่า ก็พากันเดินทางเข้ามาดูใหม่ เมื่อทุกคนพอใจจึงขายที่ดินทางบ้านเก่า แล้วพากันอพยพเข้ามา”
    ตาเชยชายชรา รุ่นราวคราวเดียวกับตาสุ่ย เป็นหัวหน้าหมู่บ้านด้วย ต้อนรับผมกับตาสุ่ยบนกระท่อมของแก ตาเชยกับผมรู้จักกันดี เคยติดต่อซื้อขายของป่ากันมานาน แกเคยเดินทางมาที่ไร่ของเรา
    เมื่อนั่งพักหายเหนื่อย คุยกันรู้ถึงจุดประสงค์ในการมาของผมกับตาสุ่ยแล้ว ลุงเชยก็พูดขึ้นว่า
    “นายมาก็ดีแล้ว ผมกำลังปรึกษากันว่าจะไปตามนายอยู่ทีเดียว ก็พอดีนายมา”
    “เรื่องอะไร” ผมถาม
    “เสือครับ เสือกำลังอาละวาด”
    “เสือที่ไหน?” ตาสุ่ยถามบ้าง
    “ตัวที่กำลังอาละวาดอยู่นี่แหละ มันกล้าเหลือเกิน ขนาดเดินเข้ามาในหมู่บ้านทีเดียว”
    “ไม่มีคนตามล่ามันบ้างเลยหรือ?” ผมถามขึ้น
    “มีครับ คนในหมู่บ้านของเราก็เป็นพรานหลายคน แต่ก็ล้มมันไม่ได้สักราย เขาว่ามันเป็นเสือผีสิง ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน ตั้งแต่ภูขี้เถ้าวังขอนสัก เขาคอก โป่งเกตุ นายางกัก เขาพังเหย ระหว่างรอยต่ออำเภอบำเหน็จณรงค์จังหวัดชัยภูมิ กับอำเภอชัยบาดาลจังหวัดลพบุรี ดูเหมือนมันตระเวนย่ำไปหมด ฆ่าทั้งคนและสัตว์มามากต่อมาก ยังกินพื้นที่ไปถึงอำเภอวิเชียรบุรีจังหวัดเพชรบูรณ์ พวกคนภูเขาที่คอยเปลือยลงมาตักน้ำที่ลำห้วย ขณะกำลังจะกลับขึ้นบนดอย โดนไอ้ลายพาดกลอนตัวนี้คาบไปกินอย่างเหี้ยมโหด”
    ผมกับตาสุ่ยนั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่รู้จะออกความเห็นอย่างไร
    ตาเชยก็เล่าต่อ
    “มันร้ายจริง ๆ นะครับ มีผัวเมียคู่หนึ่งกับลูกไปนอนทำไร่อยู่กลางป่า มันกระโจนขึ้นบนกระท่อมทีเดียว ทั้งสองตกใจแก้ไขอะไรก็ไม่ทัน มันตรงเข้ากัดผู้หญิงตายคนหนึ่ง แล้วตบผู้ชายที่เข้าไปช่วยเมียเจ็บมาก แล้วมันก็ลากผู้หญิงคนนั้นเข้าป่าไป”
    “ปืนก็มีหลายกระบอกนี่นา ทำไมไม่ช่วยกันล่า” ตาสุ่ยถามขึ้น
    ตาเชยก็บอกว่า
    “ปืนมีแต่ยิงมันไม่ถูก อีกอย่างก็ไม่มีคนใจถึง เสือตัวนี้มันกล้าเหลือเกิน กล้าเผชิญหน้ากับคนอย่างไม่หลีกหลบ เขาว่ามันเป็นเสือผีสิงวิญญานผีตายโหงคุ้มครองตัวมัน”
    ผมยังไม่ปักใจเชื่อเท่าไหร่ ที่ว่ามันเป็นเสือผีสิง เมื่อเสือมันไม่กลัวคน คนเองก็จิตใจหวั่นไหว เมื่อคนเราขาดสติมัวแต่หวาดกลัว การลั่นกระสุนแต่ละครั้งย่อมมีความผิดพลาด เสือตัวนั้นจึงย่ามใจ เที่ยวอาละวาดใครต่อใครโดยไม่เกรงกลัว มันกลายเป็นเสือผีสิงเพราะปากคนนั่นเอง จึงอยู่ลอยนวลเหมือนจะเย้ยพราน และการเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้ก็ช่างประจวบเหมาะดีแท้    
    เรื่องเสือผีสิงนี้ต้องฟังหูไว้หู อาจจะเป็นจริงอย่างคนเขาว่าก็ได้ พรานที่ดีย่อมไม่ประมาท เตรียมพร้อมคอยรับเหตุการณ์ตลอดเวลา ตาเชยยังเล่าพฤติการณ์ของเสือตัวนั้นให้ผมกับตาสุ่ยฟังอีก
    ต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าของตาเชยเด็กหนุ่มคนหนึ่งกับเพื่อนทั้งหญิงและชายพากันออกไปหาเก็บเห็ดป่าที่ออกตามขอนไม้ผุ ๆ เรียกเห็ดกระด้างและเห็ดที่เกิดตามพื้นดินเรียกเห็ดตะใคเห็ดระโบก ออกดอกงอกงามยามเช้าเกลื่อนดง
    เด็กหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่า วันนี้จะเป็นวันสิ้นสุดของชีวิต ขณะที่เพื่อน ๆ คุยกันเฮอาเก็บเห็ดตามขอนไม้และพื้นดินนั่นเอง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...เจ้าเสือร้ายได้แอบย่องเข้ามาอย่างเงียบกริบจนไม่มีใครได้ยินเสียงหรือสัมผัสกับสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นนกระวังไพร ป่าทั้งป่าดูเหมือนจะเงียบไปด้วยเดชอำนาจลึกลับ
    มันคลานอกติดดินเข้ามาแอบหลังโคนต้นยางใหญ่ และหมอบนิ่งอยู่ที่นั่น เด็กหนุ่มคนนั้นไม่รู้เป็นเพราะอะไร จู่ ๆ ก็เดินเที่ยวหาเก็บเห็ดห่างจากพรรคพวกออกมาทุกที
    เจ้าเสือร้ายมองดูเด็กหนุ่มด้วยสายตาคมวาว หางที่ยาวเป็นปล้อง ๆ สีเหลืองสลับดำวาดไปมาเหมือนหางแมวที่หมอบคอยตะครุบนกกระจอกตามพื้นดิน อย่างไรก็อย่างนั้น
    พอได้จังหวะ ลายพาดกลอนก็กระโจนเข้าตะครุบ ส่งเสียงร้องคำรามอย่างดุร้าย ป่าทั้งป่าดูเหมือนจะกระเทือนไปเพราะเสียงร้องของมัน ใบไม้แห้งบนต้นปลิวว่อนลงมาเหมือนโดนลมพัด
    ร่างสีเหลืองลายดำพาดลงมา ตัวยาวกว่าเจ็ดศอกลอยมาบนอากาศ ชั่วพริบตาเดียวมันก็เข้าตะปบถึงร่างเด็กหนุ่มคนนั้น ร่างของเด็กหนุ่มหงายลงกับพื้น ตระกร้าเห็ดตกกระจาย
    ลายพาดกลอนยืนค่อมอยู่บนร่างของเด็กหนุ่ม ปากของมันมีเลือดติดอยู่เพราะมันกัดเข้าตรงที่คอของเด็กหนุ่มเป็นแผลใหญ่ เลือดแดงฉานเต็มปาก
    มันคำรามอีกครั้ง เล็บที่อุ้งตีนหน้าของมัน เจาะลึกลงไปที่สะเอวของเด็กหนุ่ม
    พวกเพื่อน ๆ เห็นเหตุการณ์ ต่างโยนตระกร้ากระบุงที่ใส่เห็ดทิ้งกระจายเกลื่อน วิ่งหนีเอาตัวรอดกลับมายังหมู่บ้าน ตัวใครตัวมัน
    พอข่าวเสือร้ายตะครุบเด็กหนุ่มกระจายออกไป อีกสักครู่ต่อมาที่หมู่บ้านซับบอน พวกผู้ชายรวมกลุ่มกัน มีปืนมีดหอกครบมือ ร่วมรวมคนได้เกือบยี่สิบ พากันตีเกราะเคาะไม้ลั่นป่าเดินไป มีพรานในหมู่บ้านซับบอนมาด้วย พร้อมกับปืนคาบศิลา หมายมั่นจะพิฆาตเจ้าวายร้ายตัวนี้ให้ได้
    พอมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาไม่พบกับซากศพของเด็กหนุ่ม ผู้เคราะห์ร้ายเลย พบแต่กองเลือดเป็นกอง มีแมลงวันตอมกันหึ่ง
    พราคนหนึ่งพูดขึ้นว่า
    “มันลากไปกินที่อื่น แต่คิดว่าคงตามไม่ยาก ลงอย่างนี้มันต้องมีร่องรอยให้เราเห็น เอ้าพวกเราตามมันไป”
    การแกะรอยง่ายมาก นอกจากรอยหญ้าและพุ่มไม้ที่ราบเป็นทางยังมีรอยเลือดติดเปรอะอยู่ตามทางที่มันลากศพผ่านไป
    ความมุ่งหมายของคนพวกนี้ ก็เพื่อติดตามเอาศพของเด็กหนุ่มคนนั้นกลับคืนมา ไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับเสือ แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด
    เพราะฉะนั้นการตีเกราะเคาะไม้และโห่ร้องเอะอะ จึงกระทำกันตลอดเวลาเพื่อเอาเสียงเป็นเพื่อน และขับไล่ให้เสือตัวนั้นทิ้งศพไว้ หนีเข้าป่าไป
    ในที่สุดก็พบซากศพถูกเสือลากมาซ่อนไว้ในพงหนาม ศพนั้นเละไปทั้งตัวเพราะถูกเจ้าวายร้ายกัดกินไปบ้าง ท้องถูกฉีกขาด ลำไส้ถูกดึงออกมานอกร่าง ขาขวาเนื้อบริเวนตะโพกหายไปเป็นก้อนใหญ่ มองเห็นกระดูกสีขาว หนังหัวถูกถลกจนกลับมาปิดใบหน้า
    พรานที่เป็นหัวหน้าบอกกับพรรคพวกที่กำลังมุงดูศพว่า “เสือตัวนี้มันเป็นเสือผีสิงแน่นอน ดูที่มันถลกหนังหัวของศพมาปิดหน้าบังนัยน์ตาเพราะมันกลัวนัยน์ตาของคนตายที่มองเบิ่งค้าง คนโบราณว่า มันกลัวจำหน้าของมันได้ ตามลักษณะของเสือที่มีวิญญานผีตายโหงสิง”
    ใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า
    “เราจะทำอย่างไรต่อไป เอาศพกลับหรือจะฝังไว้ที่นี่”
    พ่อของเด็กหนุ่มพูดด้วยความเสยใจ ที่ต้องสูญเสียบุตรชายอันเป็นสุดที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ
    “กูอยากจะแก้แค้น” เขาพูดด้วยน้ำตา “ทิ้งศพไว้ที่นี่ก่อน กูจะจัดการกับมันเอง มันต้องกลับมากินอีก เสือหิวอย่างนี้ มันต้องห่วงเหยื่อของมัน ที่มันหนีไปก็เพราะเราส่งเสียงเอะอะกันมา มันหนีไปไม่ไกลหรอก คืนนี้กูจะนั่งรอมันเอง”
    “กูด้วยคน” เพื่อนพรานคนหนึ่งขออยู่เป็นเพื่อนล่าไอ้วายร้าย “ขืนปล่อยไว้ไม่ได้แน่ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง มันจะต้องกลับมาเล่นงานคนในหมู่บ้านของเราอีก”
    “คืนนี้กูขอนั่งด้วยคน เราสองคนจะต้องสังหารมันให้ได้” เขาพูดด้วยความั่นใจ
    พรานอีกคนนอกจากพ่อของเด็กหนุ่ม พูดอย่างเด็ดเดี่ยว และตั้งใจจะสังหารเจ้าวายร้ายตัวนี้ให้ได้
    ขบวนชาวบ้านที่ติดตามกันมา พร้อมทั้งพรานสองคนที่จะคอยยิงเสือ พากันส่งเสียงเอะอะเดินกลับไปยังหมู่บ้าน ซึ่งเป็นระยะทางเดินประมาณชั่วโมงกว่า ๆ พากันออกจากดงลึก พรานสองคนก็กลับออกมาด้วย กลับมาเตรียมตัวใหม่ เพื่อจะกลับไปรับมือกับเจ้าเสือผีสิงในเวลากลางคืน
    พรานทั้งสองจะกลับไปยังซากศพ เพื่อซุ่มยิงเสือตอนไหนไม่มีใครทราบ เป็นแต่ว่า
    เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านซับบอนตื่นแต่เช้าออกมารวมกันอีก พวกเป็นห่วงพรานสองคนที่ไปนั่งซุ่มคอยยิงเสือ ดวงตะวันเพิ่งจะโผล่ขึ้นเหนือขุนเขา ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำค้างกลายเป็นไอลอยขึ้นจากแนวป่า มองดูมืดมัวไปหมดเหมือนเป็นฉากม่านกำบัง
    พวกเขาไม่วายที่จะโห่ร้องตีเกราะเคาะไม้ดังลั่นเช่นเคย เพื่อเอาเสียงเป็นเพื่อน และขับไล่เสือให้หลีกทางไป
    ในที่สุดก็พากันมาถึงที่พรานทั้งสองนั่งซุ่ม คอยยิงเสือที่ตรงนั้น
    แต่เมื่อมาถึงทุกคนก็ต้องตกตะลึงในเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ความกลัววิ่งเข้าจับขั้วหัวใจ เมื่อเห็นซุ่มไม้ที่พรานทั้งสองทำเป็นที่กำบัง คอยซุ่มยิงเสืออยู่ห่างจากศพแรกประมาณสิบวา
    ซุ่มอันนั้นกระจัดกระจายราวกับโดนโขลงช้างทั้งโขลง บุกเข้าทำลายมันแหลกลาญไม่มีชิ้นดี
    ไม่เพียงแต่เท่านั้น ร่างของสองพรานเพื่อนกลายเป็นศพอาบเลือดตายสนิท ร่างกายแหลกเหลวด้วยคมเล็บและเขี้ยวของเจ้าลายพาดกลอนแทบไม่มีชิ้นดี และซากศพของเด็กหนุ่มคนนั้นก็ถูกมันแทะกินขาทั้งขาตลอดถึงทรวงอก มองดูแล้วแสนทุเรศและเวทนา
    ชาวบ้านช่วยกันขุดหลุมฝังศพทั้งสามคน ในบริเวณนั้น ครั้งแรกควรจะเป็นศพเดียว แต่กลายมาเป็นสามศพ เพราะฤทธิ์เดชไอ้วายร้ายตัวแสบ
    เมื่อกลบดินฝังเสร็จทั้งสามหลุม ก็พากันรีบกลับมายังหมู่บ้านด้วยความหวาดกลัว ทุกคนพากันกลัวเจ้าลายพาดกลอน ที่คนเขาลือกันว่ามันมีวิญญานผีตายโหงเข้าสิง เพราะฉะนั้น มันจะต้องดุร้ายเป็นธรรมดา
    มันเพิ่มจำนวนคนที่ตายเพราะมันขึ้นมาอีกสามศพ ในเวลาเพียงสองวัน และในจำนวนนั้นเป็นพรานที่มาคอยสังหารมันถึงสองศพ
    เจ้าเสือผีสิงตัวนี้ ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวบ้านซับบอนและหมู่บ้านใกลออกไปที่มีเขตติดต่อกัน แต่ในหมู่บ้านอื่นยังไม่มีข่าวว่าเสือตัวนี้เข้าไปอาละวาดบ่อยนักในช่วงนั้น
    และดูเหมือนมันไม่ได้ท่องเที่ยวไปไหนนาน ในระยะนั้น คงวนเวียนหากินอยู่ใกล้ ๆ หมู่บ้านซับบอนนั้นเอง
    บางคืนจะได้ยินเสียงมันคำรามร้องรอบ ๆ หมู่บ้าน และบางทีตอนเช้าจะพบรอยตีนของมันเหยียบย่ำอยู่บนลานดิน คล้ายกับว่ามันอวดศักดาหรือขู่ไว้ ยิ่งทำให้ชาวบ้านขวัญกระเจิงในพฤติกรรมของมัน ถึงกับจะพากันอพยพไปอยู่ที่อื่นทั้งหมดนี้เป็นคำบอกเล่าของตาเชย เจ้าของกระท่อมที่ผมกับตาสุ่ยไปพักและเหตุการณ์ที่แกเล่านี้ มันเกิดขึ้นก่อนที่ผมกับตาสุ่ยจะเหยียบย่างเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนั้นไม่นานนัก
    และขณะนี้ทุกคนก็กำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว ค่ำลงก็อยู่แต่บนกระท่อมชักบันไดขึ้นข้างบน สัตว์เลี้ยงจำพวกวัวควายก็ต้องทำคอกอย่างแน่นหนา หมาก็เอาขึ้นบนเรือน กลางวันจะไปไหนก็ไปเป็นเพื่อนหลายคน จนไม่เป็นอันทำมาหากิน คิดแล้วก็น่าสงสารในเคราะห์กรรม
    ผมถามหาลูกหนี้คนที่ผมต้องมาตาม ก็ได้รับคำตอบจากตาเชยว่า“มันหายไปจากหมู่บ้านหลายวันแล้ว ลูกเมียมันก็ยังอยู่ที่นี่ ไม่ช้าคงจะกลับมา”
    ผมไม่มีธุระออกไปไหน นั่ง ๆ นอน ๆ ฟังลุงเชยเล่าเรื่องเสือก็เพลินดี เมื่อเล่าจบแกก็บอกว่า
    “นายกับตาสุ่ยมาก็ดีแล้ว ช่วยสงเคราะห์หน่อยเถอะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ส่วนเรื่องคนที่มันเอาเงินนายไป เมื่อมันกลับมาผมจะบังคับให้มันหาน้ำผึ้งไปส่งนาย ตามข้อตกลง นายวางใจได้”
    ผมกับตาสุ่ยกินนอนอยู่ที่กระท่อมของตาเชย คอยฟังข่าวจากเสือตัวนั้นต่อไป พวกเพื่อนบ้านรู้ข่าวว่า เราจะมาช่วยปราบเสือต่างก็พากันมาเยี่ยมเยียนถามไถ่
    ตาเชยแนะนำให้หลายคนรู้จักกับผม และตาสุ่ย พวกเขาชื่นชมในปืนลูกซองห้านัดของผม ต่างรับปากว่ายินดีจะให้ความร่วมมือในการปราบเสือครั้งนี้ตลอดสองวันกับสามคืนที่ผมกับตาสุ่ยรอคอยฟังข่าวจากเสือร้ายว่ามันจะปรากฏตัวขึ้นที่ไหน เราจะได้เริ่มเป็นจุดออกตามล่า แต่ก็ยังไม่มีวี่แววอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างยังคงเงียบ
    หลายคนว่ามันยังไม่หนีไปไหน ยังคงแอบซุ่มคอยดูเหตุการณ์
    หมู่บ้านซับบอนกลายเป็นอาณาจักรแห่งความกลัว ทุกคนไม่เป็นอันกินอันนอน ต้องอยู่ยามตามไฟกันตลอดคืน บางคืนมันจะย่างกรายเข้าในหมู่บ้านเลยทีเดียว เสียงที่มันคำรามร้องขึ้นในยามดึกสงัดปลุกให้ชาวบ้านพากันตื่นตระหนกอกสั่นขวัญแขวน
    หลายคนที่ใจกล้า ก็เพียงแต่แค่แอบมองตามร่องรูฝาเท่านั้นการป้องกันสัตว์เลี้ยงพวกวัวควายก็คือทำคอกให้แน่นหนา หมาที่เลี้ยงไว้ก็ต้องเอาขึ้นมานอนบนกระท่อมกับเจ้าของ
    ท่ามกลางแสงจันทร์ คนที่อยู่ใกล้เหตุการณ์มองเห็นร่างลายพร้อยของลายพาดกลอนตัวนั้น มันนอนหมอบอยู่ตรงลานดิน โดยไม่หวาดกลัวว่าใครจะทำร้าย กวาดหางไปมาไม่เกรงกลัวอะไร เท่านี้ก็ทำให้คนที่เห็นคนหัวลุก
    มันนอนในหมู่บ้านเหมือนนอนในป่า เกือบตั้งชั่วโมงที่มันนอนหมอบนิ่งอยู่อย่างนั้น แล้วจึงลุกขึ้นส่งเสียงคำรามในลำคอก่อนจะเดินออกจากหมู่บ้านหายเข้าป่าไป
    มันทำราวกับว่าจะเย้ยหยันผมกับตาสุ่ย แต่เราทั้งสองอยู่ห่างจากเหตุการณ์ที่ว่านี้มาก เพราะบ้านตาเชยที่เราพักอยู่ห่างเหตุการณ์ออกมาอีกถ้าอยู่ใกล้มองเห็นคงได้ซัดกันบ้างละ มาหมอบให้เห็นตัวอย่างนั้น ใครจะอดยิงได้
    เราสามาคน หมายถึงผม ตาสุ่ย และตาเชย นั่งปรึกษากันถึงแผนการณ์ที่จะล่าเสือตัวนั้น เราจะล่อเสือให้เข้ามาหาทางปืนของเรา โดยเอาเหยื่อล่อ
    ครั้งแรกก็ว่าจะหาลูกวัวสักตัว เอามาผูกล่อเสือใกล้ที่นั่งห้าง และจะไปสำรวจทิศทางที่เสือมันเดินผ่านเข้าออกระหวางหมู่บ้านกับป่า แล้วหาที่เหมาะ ๆ ขัดห้างไว้
    แต่เรายังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย เจ้าลายพาดกลอนผีสิงตัวนั้นเหมือนมันจะหยั่งรู้รีบชิงตัดหน้าก่อกรรมทำเข็ญขึ้นเสียก่อนมันสร้างพฤติกรรมโหดเหี้ยมขึ้นในหมู่บ้านซับบอน โหดเหี้ยมจริง ๆ เหมือนจงใจจะทำลายล้างเพื่อข่มขวัญ
    ดึกสงัดของคืนวันหนึ่ง มันบุกเข้ามาในหมู่บ้านอีก คราวนี้มันมาอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงคำรามข่มขวัญเช่นเคย
    บ้านที่เคราะห์ร้ายโดนเสือเล่นงาน ก็เหมือนกับว่าลายพาดกลอนมันหยั่งรู้ว่าบ้านนี้ไม่มีผู้ชายคอยขัดขวางมัน เหมือนจงใจเลือกเอาบ้านนี้เป็นบ้านของหญิงหม้ายสามีตาย อยู่กับลูกชายหญิงเล็ก ๆ สองคนอายุไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ
    หญิงหม้ายกับลูกกำลังนอนหลับ ไม่มีใครรู้เลยว่าขณะนี้มัจจุราชกำลังเยื้องกายเข้ามาฉุดคร่าเอาชีวิตของสามแม่ลูก
    ไอ้ตัวลายนั้นมันหมอบอยู่หน้ากระท่อม สายตาของมันมองขึ้นไปบนกระท่อม หมาที่หมอบอยู่ตรงระเบียงข้างนอกครางหงุด เยี่ยวราดออกมาเพราะอำนาจเสือ
    ทันใดนั้นเอง เสียงเด็กในบ้านร้องไห้ขึ้นมา เท่านั้นเอง เหมือนจะทำให้ไอ้ลายพาดกลอนเกิดความดุร้ายขึ้นมาทันที มันร้องคำรามขึ้นเสียงดังสนั่นแล้วโจนพรวดขึ้นไปบนกระท่อมหลังนั้น
    ต่อมาทั้งเสียงเด็กร้อง เสียงเสือและเสียงหญิงหม้ายเจ้าของกระท่อมร้องเรียกให้คนช่วยอย่างตกอกตกใจ รวมทั้งเสียงสิงของตกหล่นและแตกหัก ขณะเกิดเสียงร้องไม่ปรากฏว่าใครวิ่งไปช่วย
    คนทั้งหมู่บ้านต่างก็แตกตื่นโกลาหล ร้องเอะอะกันลั่น ต่างก็จุดคบไฟขึ้น แต่ไม่มีใครสักคนที่จะกล้าลงจากกระท่อมมาดู
    เสียงเอะอะเกรียวกราวได้ผล เจ้าเสือร้ายรีบกระโจนลงจากกระท่อมหลังนั้น วิ่งหายเข้าป่าไปในความมืด เป็นคืนที่โศกเศร้าหวาดกลัวกันที่สุด
    แม้เสือร้ายจะกระโจนหนีเข้าป่าไปแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าลงจากกระท่อมมาดูหญิงหม้าย และลูกของนาง ได้แต่จุดตะเกียงไว้และนั่งยามตีเกาะเคาะไม้ตลอดคืน
    จนกระทั่งรุ่งเช้าจึงพากันไปที่กระท่อมนั้น เพื่อดูเหตุการณ์ ผมกับตาสุ่ยและตาเชยพอทราบข่าวก็ไปดูกับเขาด้วย
    ทุกคนได้เห็นสภาพที่ยับเยินของหญิงหม้ายเจ้าของกระท่อม พร้อมกับลูกน้อยทั้งสองของเธอ สามคนสิ้นชีวิตเพราะเจ้าเสือจอมโหดตัวนั้น มองดูห้องหับเต็มไปด้วยสิ่งปรักหักพัง
    ผมกับตาสุ่ยดูเหตุการณืด้วยความสลดใจ การเดินทางมาบ้านซับบอนของเราเที่ยวนี้ ต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน มันเป็นเหตุการณ์ที่น่าสยดสยอง ในใจของผมตอนนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บแค้นแทนชาวบ้านซับบอน และตั้งใจจะฆ่ามันให้ได้
    “ไม่มีใครคิดจะจัดการกับมันเลยหรือ?” ตาสุ่ยถามขึ้น
    “มันเป็นเสือผีสิง” ตาเชยบอก “ไม่มีใครทำอะไรมันได้หรอก พรานหลายคนแล้วที่คิดจะเล่นงานมัน แต่มันกลับเล่นงานพรานเสร็จหมด”
    “แล้วทำไมตาเชยจึงอากให้ฉันกับตาสุ่ยตามล่า” ผมถามขึ้น “ไม่กลัวพวกเราเป็นอันตรายบ้างหรือ?”
    “ผมไว้ใจนายกับตาสุ่ย” ตาเชยให้ลูกยอ “ข่าวที่นายกับตาสุ่ยเคยยิงเสือมามาก ผมคิดว่านายกับตาสุ่ยคงมีดี แต่ถ้านายไม่แน่ใจผมก็ไม่อยากขอร้อง ขอให้นายตัดสินใจเอาเอง”
    เรื่องที่เราได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับเสือตัวนี้ มันไม่ใช่เสือธรรมดาเสียแล้ว อาจจะเป็นเสือผีสิงอย่างเขาว่า ถ้าเช่นนั้นงานนี้ต้องเป็นงานหนัก
    การล่าเสือนั้น ไม่ใช่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเรา เราเคยผจญกับมันมามากต่อมาก แต่ก็อดหวั่นไหวไม่ได้ ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น
    ตาเชยก็พูดขึ้นว่า
    “ถ้าไม่มีใครปราบมันได้ บ้านซับบอนก็ต้องเป็นบ้านร้าง มันถึงคราวที่จะต้องย้ายหนีกันแล้ว”
    “ถ้าอย่างนั้นจะขอลองดูกับมันสักที” ตาสุ่ยพูดขึ้น “มันเก่งก็ให้มันมาเล่นงานเราอีกคน อย่าเพิ่งจัดการกับศพปล่อยไว้สักคืนมันคงต้องกลับมาแน่”
    เมื่อตาสุ่ยพูดอย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นใจ ผมก็เลยตกกระไดพลอยโจน เราพร้อมที่จะเผชิญกับเจ้าวายร้ายตัวนั้น อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
    คืนนั้นเราสองคน ผมกับตาสุ่ยแอบซุ่มอยู่บนกระท่อมใกล้กับกระท่อมของหญิงหม้ายนั้น
    เราพากันขึ้นไปสงบสติอารมณ์อยู่ท่ามกลางความมืด พร้อมกับปืนคู่มือ
    เวลาผ่านไปตั้งแต่หัวค่ำ ดูเหมือนชาวบ้านซับบอนจะไม่มีใครหลับนอนกันเลย ทุกคนรอเวลาที่ไอ้ลายจะเข้ามาจัดการกับเหยื่อของมัน ที่มันฆ่าไว้ แล้วผมกับตาสุ่ยก็จะได้จัดการกับมัน จะสำเร็จหรือไม่ ชาวบ้านเขาก็อยากฟังผล
    ทุกอย่างเต็มไปด้วยความน่ากลัว มันเงียบวังเวงแม้แต่ลมก็ไม่พัดมาแม้แต่น้อย ใบไม้แทบไม่กระดิก เสียงแมลงที่เคยดังแซ่ก็เงียบไปผิดธรรมดา “นี่มันอะไรกัน” ผมรำพึงในใจ แสงจันทร์บนท้องฟ้ายามข้างขึ้นก็ดูจะไม่แจ่มใส มีแสงมืดสลัว
    แม้จะเคยผจญกับเหตุการณ์มามากต่อมาก ผมก็อดใจระทึกไม่ได้ ส่วนตาสุ่ยจะมีความรู้สึกอย่างไรผมก็ไม่ทราบ เราไม่ได้คุยกันกลัวจะเกิดเสียงดัง
    ยุงป่าบินมาตอมและกัด เราก็ไม่ตบกลัวจะเกิดเสียงดัง เพียงแต่ใช้มือลูบไล้เพื่อให้ยุงหนี เมื่อมีตาสุ่ยอยู่ข้าง ๆ ผมค่อยอุ่นใจ ที่ใดมีตาสุ่ยที่นั่นย่อมมีความปลอดภัยสำหรับผม
    เกือบสองยามเข้าไปแล้ว ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มันเป็นเวลาหลายชั่วโมงมาแล้วที่เรารอคอย
    บัดนี้สิ่งที่เรารอคอยมาถึงแล้ว มันปรากฏตัวให้เราเห็นถนัดชัดเจนผมสะกิดตาสุ่ย เราสองคนรู้สึกเกิดความหวาดหวั่น
    การเป็นพรานจะต้องควบคุมสติให้มั่น หากเกิดความหวั่นหวาดย่อมมีความผิดพลาดได้ง่าย เมื่อนึกได้อย่างนั่น ผมพยายามสงบสติ ตาสุ่ยเตือนผมบเา ๆ ว่า “ระวังตัว”
    ผมกระชับปืนในมือแน่น นั่งคุกเข่าในท่าเตรียมยิง ลูกซองห้านัดของผมบรรจุกระสุนเต็มอัตรา ตาสุ่ยก็ทำเช่นเดียวกับผมคือ นั่งคุกเข่าขวาชันเข้าซ้าย ปืนประทับอยู่ที่ไหล่ในท่าเตรียมยิง เสียงตาสุ่ยขึ้นนกปืนดังกริ๊กผมกระชากลูกเลื่อนเบา ๆ ตาจ้องมองไปยังเสือตัวนั้น
    เจ้าเสือลายพาดกลอนเดินกรีดกรายเข้ามาเหมือนจะรู้ว่า มีคนคอยรับมือกับมันอยู่ มันมุ่งมาทางกระท่อมที่ผมกับตาสุ่ยซุ่มรอ
    มันเดินเข้ามาอย่างไม่สะทกสะท้านหรือเกรงกลัวแม้แต่น้อย มันมานั่งชูคออยู่เกือบถึงนอกชานกระท่อม ห่างจากที่เรานั่งอยู่ในกระท่อมแค่สี่-ห้าวา เท่านั้น
    ฝากระท่อมที่เราซ่อนตัวอยู่ก็ไม่แข็งแรง หากเจ้าเสือร้ายมันบุกเข้ามาฝากระท่อมที่ทำไว้ด้วยตับหญ้าแฝกชนิดเดียวกับที่ใช้มุงหลังคาจะไม่สามารถยับยั้งมันได้เลย
    ผมกับตาสุ่ยนั่งคุกเข่ามองดูมันอยู่ทางช่องหน้าต่าง เห็นตัวมันถนัดชัดเจน พื้นกระท่อมก็เตี้ย ๆ สูงจากพื้นดินราวสองเมตร ผมไม่ชอบใจเลย
    ถ้าผูกในป่าจะต้องทำสูงกว่านี้ อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสี่-ห้าเมตร เพื่อความปลอดภัย แต่นี่เราไม่ได้ทำอย่างนั้น นึกไม่ถึงว่าไอ้วายร้ายมันจะรู้ว่าเราซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ มันมองมาทางเราเหมือนมุ่งจะเล่นงาน เหมือนกับเหยื่อรายอื่น ๆ
    เราตัดสินใจจะสู้ สองต่อหนึ่งคงพอไหว ถ้าพลาดได้ก็ลองดู ยังไงก็ต้อวงสู้กัน
    เสือร้ายตัวนั้นลำตัวของมันใหญ่น่าเกรงขาม ท่ามกลางแสงจันทร์เรามองเห็นมันถนัดมาก เป็นเป้ากระสุนของเราอย่างดี ระยะนี้ไม่พลาดแน่ผมจึงกระซิบบอกตาสุ่ยว่า
    “เอาละนะทีนี้ มันนั่งมองมาทางเรา เห็นเป้าถนัดเหลือเกิน”
    “นายเอาก่อน หากนายพลาดผมจะคอยซ้ำ” ตาสุ่ยบอก
    เราทั้งสองค่อย ๆ เคลื่อนไหวเล็กน้อย แล้วสอดลำกล้องปืนออกไปทางช่องหน้าต่าง ผมเล็งหมายหน้าอกของมันเป็นเป้า ระยะนี้ไม่พลาดแน่ เป็นเป้านิ่งเสียด้วย ผมคิดในใจ ค่อย ๆ สอดนิ้วลงในโกร่งไกปืนอย่างใจเย็น มือสั่นเล็กน้อย
    แต่ก่อนที่ผมจะได้กระดิกไกระเบิดกระสุนออกไป เหมือนกับมีภูติผีตายโหงไปบอกมัน เจ้าลายพาดกลอนตัวนั้นผลุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และคำร้องออกมา เหมือนโกรธจัด เสียงของมันดังมาก ดังราวกับจะข่มขวัญและเขย่ากระท่อมในบริเวณใกล้เคียงให้สั่นคลอนไปด้วย
    ในฉับพลันนั้นเอง มันวิ่งเข้ามาหาเรา แล้วกระโจนพรวดขึ้นมาบนนอกชานกระท่อม ที่ผมกับตาสุ่ยซ่อนตัวอยู่ข้างใน ทั้งประตูและฝากระท่อมไม่แข็งแรงเลย เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้
    ผมตัดสินใจอย่างรวดเร็ว พอเท้าของมันแตะพื้นนอกชานขณะกระโจนขึ้นมา นิ้วของผมก็กระดิกไกทันที ลูกซองห้านัดของผมคำรามก้องเสียงดังสนั่นหวั่นไหว “เปรี้ยง” “โฮก”
    “เปรี้ยง” ผมกดตามเข้าไปอีกในระยะติดกัน เจ้าลายพาดกลอนม้วนตัวตกลงไปจากนอกชาน เสียงหล่นลงไปยังพื้นดินดตุ้บ
    ตาสุ่ยถีบประตูถลันออกไปโดยเร็ว พอไปถึงก็ยกปืนขึ้นจ่อยิงใกล้ ๆ เข้าตรงลำคอของมัน
    เสียงร้องและดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ผมกับตาสุ่ยมองดูอยู่บนนอกชาน ขณะนั้นเสือกำลังดิ้นกระเสือกกระสนอยู่บนพื้นดินข้างล่าง
    ตาสุ่ยบรรจุกระสุนใหม่ ยิงซ้ำเข้าไปอีกนัดช่วยให้มันหยุดหายใจเร็วขึ้น พ้นจากการทรมาน มันชักกระตุกสองสามครั้งก็แน่นิ่งไป
    บัดนี้ วิญญานร้ายของมันได้ออกจากร่างไปแล้ว เหลือแต่ซากอันโสมมทิ้งไว้ให้เราเห็น ชีวิตของมันเคยสร้างแต่ความโหดร้าย ทำความเดือดร้อนไว้ให้ชาวบ้านไว้มากมาย จนแทบจะพากันทิ้งหมู่บ้านให้เป็นบ้านร้าง เพราะความโหดร้ายของมัน
    ถ้าผมกับตาสุ่ยฆ่ามันไม่ได้ ก็ไม่ทราบว่าอีกสักกี่ศพจะต้องสังเวยชีวิตแก่เสือร้ายตัวนี้พอเสียงปืนสงบลง กระท่อมทุกหลังต่างจุดตะเกียงและคบเพลิงกันสว่างไสว ตะโกนกู่เรียกหากัน ผมตะโกนบอกทุกคนว่า
    “เสือตายแล้ว ๆ ๆ”
    สิ้นเสียงผมตะโกนบอก แสงคบเพลิงและตะเกียงจากกระท่อมต่าง ๆ ก็มุ่งมายังกระท่อมที่ผมกับตาสุ่ยยืนอยู่
    “ไหนว่ามันยิงไม่ออก มันเป็นเสือผีสิง” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น
    มันตายเพราะกระสุนแก้อาถรรพ์” ตาสุ่ยบอกคนเหล่านั้น ต่างพากันทึ่งในความสำเร็จของเรา
    ทุกคนแย่งกันถามไถ่ถึงนาทีระทึกใจ ตาสุ่ยเป็นคนเล่าให้ฟังตั้งต้นจนจบ พวกเขาซาบซึ้งในบุญคุณ ที่ผมกับตาสุ่ยช่วยขจัดปัดเป่าความเดือดร้อนให้แก่พวกเขา
    คืนนั้น ดูเหมือนจะไม่มีใครได้หลับได้นอนกันเลย ต่างก็ตื่นเต้นกับการฆ่าเสือร้ายได้ นั่งคุยกันเฝ้าศพเสืออยู่จนสว่าง รุ่งเช้าจึงนำศพสามแม่ลูกที่ตกเป็นเหยื่อเสือไปฝัง เราช่วยกันชำแหละเสือตัวนั้น แล้วแจกจ่ายเนื้อเสือให้ครบทุกคน เนื้อของมันเหม็นเขียวมาก ผู้รู้บอกว่า
    “เป็นธรรมดาอยู่เอง เนื้อเสือกินคนจะต้องมีกลิ่นเหม็นเขียว กลิ่นเนื้อของคนจะเข้าแทรกในเนื้อเสือ
    เรื่องนี้จะเท็จจริงอย่างไรผมก็ไม่ทราบ อาจจะจริงอย่างเขาว่าก็ได้
    แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ กระสุนแก้อาถรรพ์ของตาสุ่ย ซึ่งแกจัดการเรื่องนี้ แกเอากระสุนปืนทั้งของผมและของแกไปเช็ดกับผ้าถุงที่เปื้อนระดูประจำเดือนของผู้หญิง แกบอกว่า “แก้อาถรรพ์ได้” แล้วทำเครื่องหมายเอาไว้สำหรับใช้ในยามจำเป็นที่ต้องแก้อาถรรพ์
    ไอ้โฮกตัวแสบก็เลยต้องดับเพราะลูกปืนแก้อาถรรพ์ของเรา แต่จะเป็นเสือผีสิงหรือไม่ก็น่าคิด มันกล้ามากและเหมือนมีญานหยั่งรู้ว่าศัตรูที่คอยทำร้ายอยู่ตรงไหน มันจึงตรงเข้าเล่นงานเราก่อน
    ถ้าเป็นพรานอื่นก็เสร็จมันไปแล้ว
    คนโบราณมักเชื่อกันว่า เสือที่เคยทำร้ายคนถึงตาย วิญญานของคนตายก็จะเข้าสิงในร่างเสือ หลายศพเข้าก็หลายวิญญานคอยปกป้องตัวเสือ และผีตายโหงก็ชวนเพื่อนมาอยู่ด้วย
    ครับ เรื่องนี้ก็ต้องฟังหูไว้หู เรื่องประหลาดเช่นนี้มักจะประสบพบเห็นและเล่าสู่กันฟังเสมอ ถ้าหากคุณผู้อ่านเป็นคนชอบท่องเที่ยวล่องไพรและพบพวกพรานเก่า ๆ ได้สนทนากัน จะต้องได้ฟังเรื่องลี้ลับยากที่จะพิสูจน์ได้อย่างเรื่องนี้อีก.















อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
vickie วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 21.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vickie
       เด็ดดอกไม้  สะเทือนถึงดวงดาว      http://www.oknation.net/blog/vickie1

อ่านเพลินเลยกั๊บ ...

ใช่กั๊บ นอกจากเรื่องลี้ลับที่ได้รับการบอกเล่า
แล้วยังสิ่งลี้ลับที่ป๋มจะว่าไม่เชื่อก็กระไรอยู่ เพราะเจอเข้ากับตัวเอง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]