• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 99007
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 12338 , 23:59:23 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภาพประกอบโดย : สุภี ปสุตนาวิน


เมื่อผมกับตาสุ่ยและไอ้เขียวหมาพรานพากันเดินเข้าไปยังมู่บ้านแห่งนั้น หมาไทยห้าหกตัววิ่งมาเห่าล้อมหน้าล้อมหลัง ไอ้เขียวของเราเตรียมจะเข้าต่อสู้แต่ตาสุ่ยปรามมันไว้ จึงเพียงแต่แยกเขี้ยวคำรามอยู่ใกล้เจ้าของ
     หญิงวัยกลางคนวิ่งลงจากเรือนมาไล่หมา ตาสุ่ยถามหนทางไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน หยฺงคนนั้นก็ชี้ทางให้ เรามองไปสักครู่ก็มองเห็นกลุ่มคนนั่งบ้างยืนบ้างอยู่เต็มลานบ้าน
     พอพวกเขาเห็นผมกับตาสุ่ยแบกปืนเดินเข้าไป คนพวกนั้นก็หยุดพูด พากันหันมามองเราทั้งสอง ผมเห็นร่างเปื้อนเลือกของชายคนหนึ่งนอนตายอยู่กลางลานบ้าน ผมเคยเห็นความตายของคนที่ถูกเสือกัดมามาก แต่ครั้งนี้ยอมรับว่าสภาพศพของเขาสยดสยองยิ่งนัก
     ผมถามหาคนที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ก็มีชายคนหนึ่งอายุราวสี่สิบห้าปีพูดขึ้นว่า
     “ผมเองครับ มีธุระอะไร?”
     เมื่อรู้ว่าผมกับตาสุ่ยหลงทางมา ผมกับตาสุ่ยมีปืนคนละกระบอกเขาคงคิดว่าเราเป็นพราน เขาจึงชวนเราขึ้นไปคุยกันบนเรือน หาน้ำมาให้ดื่ม ปล่อยให้พวกข้างล่างวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเสือตัวร้ายกันต่อไป
 บ้านนี้กว้างขวางแต่ยังเข้าไม่เรียบร้อย พื้นและฝาทำไว้ชั่วคราว เพียงแต่เอากระดานฝามาแนบ ๆ กันไว้ แล้วใช้ตอกไม้ไผ่มัด
     คุยกันไปคุยกันมาจึงรู้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ คนเพิ่งอพยพกันเข้ามาได้เพียงสามปีเท่านั้น จะขอตั้งเป็นหมู่บ้านจากทางราชการ เมื่อมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านในคราวต่อไป ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านคนนี้แหละจะเป็นตัวเก็งผู้ใหญ่บ้าน โดยไม่มีคู่แข่ง เพราะทุกวันนี้เขาก็ทำหน้าที่หัวหน้าหมู่บ้านอยู่แล้ว
     เขาพูดจาดี มีลักษณะสมเป็นผู้นำ ตาสุ่ยได้เล่ารายละเอียดในการตระเวนไพรของเรา จนกระทั่งหลงป่าเข้ามาถึงที่นี่ และขอร้องให้เขาจัดคนนำทางให้เรา เรายินดีเสียเงินค่าจ้างให้
     เขายิ้มให้ด้วยไมตรี บอกกับเราว่า
     “เรื่องเงินค่าจ้างนำทางอย่าเพิ่งคิด ขอให้พักผ่อนให้สบาย ที่นี่ยินดีต้อนรับ”
     ตาสุ่ยมองไปยังลานบ้าน แล้วถามถึงเรื่องเสือกัดคนเคราะห์คนนั้น หัวหน้าหมู่บ้านมีสีหน้สลด ชวนตาสุ่ยว่า
     “มีปืนดี ๆ อย่างนี้ อยู่ช่วยล่าเสือก่อนเป็นไรครับ พักอยู่บ้านผมก่อน พอเสร็จเรื่องเสือแล้วผมจะจัดคนไปส่ง”
     เรื่องอย่างนี้ มีประจำ ผมไม่แปลกใจเลยที่มีคนขอร้อง ก็เจ้าลูกซองห้านัดของผมนี่แหละ ที่ใครต่อใครยกย่องว่าเป็นปืนชั้นดี พวกบ้านป่าอย่างมากก็มีปืนแก๊ป ปืนคาบศิลา ยิงได้ครั้งละนัดต้องเสียเวลาบรรจุใหม่ ส่วนของผมเป็นปืนอัตโนมัติยิงคราวละห้านัด
     ตัวผมบ่ายเบี่ยงพอเป็นพิธี อยากให้ตาสุ่ยมีความสำคัญขึ้น ผมพูดกับหัวหน้าหมู่บ้านว่า
     “ถามผู้ช่วยฉันดูก่อน เขาจะเอาอย่างไร เราเอาก็ห่วงไร่ บอกทางโน้นว่าจะมาสักสามคืน นี้ก็ปาเข้าไปตั้งอาทิตย์กว่าแล้ว”
     “กรุณาสักครั้งเถอะครับ” เขาอ้อนวอนตาสุ่ย
     “มันยากนาครับ” ตาสุ่ยออกตัว “กระสุนดินปืนเราก็มีจำกัด”
     “เรื่องนั้นไม่ต้องวิตก ผมจะหาให้ ใครมีก็รวม ๆ กันมา”
     “แล้วของนายผมล่ะ?” ตาสุ่ยถามต่อ
     “ของนาย ถ้ากระสุนหมด ก็เอาปลอกกระสุนเก่าอัดเอาแก๊ปอัดดินปืน เราพอมี” แสดงว่าเขามีความรู้เรื่องปืนพอสมควร
     ผมได้ถามความเป็นมาของหมู่บ้านแห่งนี้ ก็ได้ทราบว่าพากันอพยพเข้ามาทีเดียวพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน เรียกว่าย้ายหมู่บ้านกันเลย
     สาเหตุก็คืออยู่บ้านเก่ามันแห้งแล้ง พากันเข้ามาหาที่ทำกินใหม่ มีคนเข้ามาสำรวจดูก่อน เมื่อเห็นที่เหมาะก็ชักชวนกันมา ก็เท่านั้น ที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน
     ตาสุ่ยคุยโอ่ถึงนายของแก คือผม ว่าเป็นหมอมาก่อน มีบ้านอยู่ในเมืองแต่ชอบผจญภัย ถือสันโดษจึงมาทำไร่และล่าสัตว์ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านและพวกที่นั่งฟังอยู่ด้วยพากันเลื่อมใสในตัวผมมากขึ้น
     เมื่อตกลงว่าจะอยู่ช่วยพวกนั้นล่าเสือ คุยกันสักครู่ผมก็เดินลงมายังลานบ้าน ทุกคนก็ลุกตาม
 ศพที่ถูกเสือกัดนำมาวางบนเสื่อเก่า ๆ ทอด้วยต้นกก ทางอีสานเรียกว่า ‘ต้นผือ’ ผือชนิดนี้ชอบเกิดในบึง เป็นชายอายุในราวสามสิบกว่าปีเห็นจะได้และเป็นหลานชายหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเอง
     ใบหน้าเละไปหมด หนังหัวตั้งแต่ท้ายทอยถูกกรงเล็บของไอ้ลายกระชากขาดเว่ออกมาเป็นแผ่น เห็นกระโหลกศรีษะขาวโพลน แผ่นหนังบางส่วนที่ฉีกกระรุ่งกระริ่งพลิกมาปิดใบหน้าเกือบมิด ดวงตาข้างขวาที่เห็นลอดออกมาจากแผ่นหนังหัวด้านท้ายทอยถลกมาปิด เหลือกค้าง แสดงว่าก่อนตายเขาได้รับความทรมานและความกลัวสุดขีด ตั้งแต่หน้าอกลงไปจนถึงช่วงท้องที่เป็นกล้ามเนื้อถูกฉีกขาดยับเยิน ตับไตไส้พุงถูกกระชากออกมา ขาดกะรุ่งกะริ่งจนดูไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
     มีแต่เนื้อตะโพกก้อนเดียว ที่เสือกัดไปกิน นอกจากนั้น บาดแผลส่วนอื่น ทำคล้ายกับว่ามันทำเล่นอย่างคึกคะนอง หรือไม่ก็ลงเขี้ยวเล็บด้วยความบ้าคลั่ง คิดแล้วก็น่าแปลก ผมไม่เคยเห็นสัตว์ตัวใดทำเช่นนี้กับเหยื่อของมัน
     หัวหน้าหมู่บ้านชื่อ ‘ทองใบ’ สั่งให้พวกชาวบ้านนำศพไปฝัง ซึ่งพวกนั้นก็รวบชายเสื่อกกคนละข้างมาห่ออย่างง่าย ๆ แล้วเพื่อนสนิทของผู้ตายสี่คนก็ช่วยกันหิ้วศพไปยังท้ายไร่ไกลออกไปจากตัวเรือน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยภาษพื้นเมืองค่อย ๆ ห่างพวกเราออกไปทุกที
     ทองใบทรุดตัวลงนั่งบนครกกระเดื่องอย่างอ่อนแรง เขาสูญเสียหลานชายสุดที่รักไปอีกคน ต่อหน้าชาวบ้านเขาต้องทำใจให้เข้มแข็ง แต่พอลับตาคนเขาก็อดหวั่นไหวไม่ได้
     ผมรู้ดีว่าทองใบเจ็บปวดเพียงไร ในฐานะที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เขาต้องรับผิดชอบในความปลอดภัยของลูกบ้าน เพราะต่อไปเขาก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่บ้าน โดยไม่มีคู่แข่ง ผมเห็นใจเขา
     ผมเข้าใจความรู้สึกของเขาตอนนั้นได้ดี สิ่งที่เขาจะทำให้ชาวบ้านอุ่นใจก็คือ บอกกับทุกคนว่าจะตามฆ่าเสือตัวนั้นให้ได้ ผมสนับสนุนคำพูดของเขาอีกแรงหนึ่ง บอกกับทุกคนในที่นั้นว่า
     “ถ้าหากฆ่าเสือตัวนั้นไม่ได้ ผมจะยังไม่กลับไปจากหมู่บ้านนี้ ขอให้ทุกคนอุ่นใจ”
     ชาวบ้านทุกคนต่างชื่นชมยินดี
     คืนนั้นกว่าผมจะหลับลงได้ เวลาก็ผ่านไปค่อนคืน ผมยังไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับเสือตัวนั้นเลย แต่ก็ดันไปรับปากไว้กับพวกชาวบ้าน เท่าที่ทองใบเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ก็รู้เพียงแต่ว่า มันเป็นเสือขนาดใหญ่ เป็นเพชฆาตที่ร้ายกาจฉลาดเฉลียว ผิดวิสัยสัตว์ป่าธรรมดา

เช้าวันนั้น ผมและทุกคนพร้อมที่จะออกตามล่า ผมให้ทองใบคัดเลือกคนที่มีฝีมือและใจถึงสักเจ็ดแปดคน ออกติดตามไปกับพวกเร
     เมื่อเราออกเดินทางจากหมู่บ้าน พวกที่ไม่ได้ไปด้วยทั้งผู้หญิงและเด็ก ต่างพากันมายืนส่ง อวยชัยให้พรพวกเรา ขอให้พวกเราฆ่าเสือตัวนั้นให้ได้
     เมื่อพ้นเขตหมู่บ้าน คณะของเราก็เข้าสู่ป่าโปร่ง อันเงียบสงัด ผมสั่งให้ทองใบนำไปยังจุดที่หลานชายโดนเสือกัดตายเป็นแห่งแรก เขาพาเดินลัดเลาะไปยังป่าโปร่งด้านทิศเหนือ มุ่งไปยังชายน้ำซึ่งผู้เคราะห์ร้ายลงไปตักน้ำมาหุงข้าวกินกลางวัน ขณะทำไร่อยู่กลางป่า แต่แทนที่จะได้น้ำมาหุงข้าวกิน เขาต้องเอาชีวิตมาสังเวยเขี้ยวเล็บของเสือร้าย
     ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทองใบก็พาพวกเรามาถึงชายน้ำซึ่งเป็นดินทรายอ่อนนุ่ม เราเห็นร่องรอยของเสือเหยียบย่ำอยู่ทั่วไป พบจุดจบของคนเคราะห์ร้ายตอนที่เสือกระโจนเข้าขย้ำ ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
     ผมเข้าไปพิจารณาดูใกล้ ๆ โดยมีตาสุ่ยตามหลังมาติด ๆ
     มีรอยเท้าเสือขนาดใหญ่กดประทับลงบนพื้นทราย ให้เห็นอย่างชัดเจน
     ผมประมาณคร่าว ๆ ด้วยสายตา เชื่อว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของรอยเท้าเสือคงไม่ต่ำกว่าเจ็ดถึงแปดนิ้วฟุตเป็นแน่ เมื่อเปรียบเทียบรอยเท้ากับลำตัวของมันแล้ว ก็เชื่อว่ามันเป็นเสือขนาดใหญ่น่าพรั่นพรึงทีเดียว
     คนเคราะห์ร้ายถูกจู่โจมอย่างไม่ทันรู้ตัวแน่นอน มันลากเหยื่อขึ้นไปกินเหนือชายฝั่งประมาณห้าเมตร เพราะเมื่อเราสังเกตตามรอยครูดไป ก็เห็นกองเลือดใหญ่แห้งกรังติดกับใบไม้ใบหญ้า เป็นวงกว้างตรงพื้นมีแมลงวันเป็นกลุ่ม ๆ ตอมเศษเนื้อ ซึ่งฉีกขาดตกหล่นอยู่
     ในขณะที่กำลังตรวจดูร่องรอยอยู่นั้น ลมได้พัดหวนตลบกลับ ผมได้กลิ่นสาบสางอ่อน ๆ ลอยมา จึงถามทุกคนว่า
     “นี่พวกเราได้กลิ่นอะไรไหม?”
     เมื่อทุกคนตั้งใจสูดกลิ่น ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
     “เป็นกลิ่นสาบเสือแน่ ๆ”
     ทุกคนเตรียมพร้อม ปืนในมือทุกกระบอกอยู่ในท่าเตรียมยิง กระจายกันออกเป็นวงกว้าง ตามองไปทางที่มาของกลิ่น
     เสือกินคนหรือเสือผีสิงตามที่ทองใบบอกผม แอบเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้กระมัง? ผมพยายามจับทิศทางของกลิ่นสาบเสือชัด ๆ
     ผมปลดลูกซองห้านัดมาถือในท่าเตรียมยิง ตาสุ่ยก็พร้อมที่จะตวัดปืนขึ้นยิงได้ทุกเวลา ผมมั่นใจว่าถึงจะอยู่ในภูมิประเทศโล่งแจ้งเช่นนี้ แต่
ถ้าเสือกินคนจู่โจมออกมาก็พอยิงมันได้ทันก่อนที่มันจะเผ่นถึงตัวเรา
     ผมสังเกตไปตามป่าทึบที่เป็นพืดแผ่ไปตามลำห้วย ตลอดชายตลิ่งขึ้นไป พวกเหล่านั้นก็ซ่อนตัวซุ่มอยู่ที่ใครที่มัน เราซุ่มคอยอยู่นานก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ เลย นอกจากความเงียบ
     ไอ้วายร้ายตัวนั้นอาจกำลังแอบซุ่ม หลังจากติดตามเรามาหรือไม่นั้นยากที่จะเดา และหากมันติดตามเรามาจริง ๆ เห็นจะเป็นเรื่องน่าคิด เพราะนั่นเป็นการกระทำที่ชาญฉลาดมาก
     เราไม่ได้เอาไอ้เขียวหมาพรานของเรามาด้วย สงสารมันที่ต้องมาเดินระหกระเหินเสียหลายวัน มันคงจะเหน็ดเหนื่อยเต็มที ไม่จำเป็นเราไม่อยากเอามันไปเสี่ยง หมาดี ๆ อย่างไอ้เขียวของเราหายาก ตาสุ่ยฝากมันไว้ในที่ปลอดภัย ห่างจากสุนัขเจ้าถิ่นที่คอยรบกวน
     เกือบครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างน่ากลุ้ม ทุกสิ่งทุกอย่างสงบเงียบผมจึงสั่งให้ทุกคนมารวมกันวางแผน 
     เราย้อนกลับไปตามทางเดิม แต่คราวนี้ผมสั่งให้ทุกคนระวังตัวสั่งเดินแถวหน้ากระดาน และให้ทุกคนตั้งใจ อย่าคุยกัน
     ไม่ปรากฏร่องรอยเสือตัวไหนให้เห็นแม้แต่น้อย
     ผมกับพรรคพวกใช้เวลาถึงห้าชั่วโมงเต็ม สำรวจพื้นที่อันเป็นอาณาเขตรอบ ๆ ชายป่า ซึ่งห่างจากจุดที่เสือตะปบคนไปกินไม่มากนัก
     มีหนองน้ำเล็ก ๆ ไม่ห่างจากทางเดินของพวกบ้านป่า เส้นทางสายนี้ใช้เดินไประหว่างไร่กับหมู่บ้าน ผมเห็นว่าเป็นทำเลเหมาะที่จะใช้เป็นจุดสังหาร เมื่อพาพรรคพวกแวะเข้าไปดู ก็พบรอยเสือใหญ่ตัวเดิมตรงชายหนอง
     มันลงไปกินน้ำแล้วทิ้งร่องรอยไว้ เห็นเป็นรอยใหม่ ๆ ห่างออกไปจากชายหนองประมาณสิบเมตร มีต้นมะค่าใหญ่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าละเมาะ เถาวัลย์เลื้อยพันรกทึบห้อยตามลำต้นระโยงระยาง ทิ้งชายลงมาเหมือนฉากกำบัง ผมกะว่าจะให้ทองใบไปขัดห้างขึ้นบนคบไม้ของต้นมะค่าใหญ่ต้นนั้น
     และจะใช้ลูกวัวเล็ก ๆ ผูกล่อเอาไว้ตรงชายหนอง เสียงร้องของลูกวัวน่าจะล่อไอ้ลายพาดกลอนน้ำลายหก ความอยากกินลูกวัวคงจะออกมาให้เรายิงก็ได้
     เมื่อบอกให้ทองใบรู้ถึงแผนการเขาก็เห็นด้วย
     “ตกลงครับ ผมจะทำตามที่นายต้องการ”
     ทองใบกับพวกที่ไปด้วยกันช่วยกันขัดห้าง ผมกับตาสุ่ยพากันเดินไปรอบ ๆ หนองอีกครั้ง เพื่อที่จะหาจุดที่จะผูกลูกวัวล่อเสือ ไม่ช้าห้างก็เสร็จยังแต่จะหาลูกวัวมาล่อเสือเท่านั้น เราบ่ายหน้ากลับหมู่บ้านเพื่อจัดหาลูกวัวมาเป็นเหยื่อล่อเสือชายชราคนนั้นอายุในราวเจ็ดสิบห้าปี ร่างกายซูบผอมเหี่ยวแห้ง เหมือนกับมีเพียงหนังหุ้มกระดูก แต่เดินได้ท่าทางแข็งแรง เส้นผมที่ขมวดไว้บนหัวกับหนวดเคราที่ยาวเฟื้อย ก็หงอกขาวโพลนเช่นเดียวกัน คงไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้แน่ สำเนียงพูดของแกก็แปร่ง เหมือนเขมรพูดไทยทางจังหวัดสุรินทร์แกมาทำไมที่นี่ มาเพื่อจุดประสงค์อะไร
     ชายชราคนนั้นยืนขวางทางเราอยู่ เมื่อพวกเราเดินเข้าไปใกล้ ทองใบจึงถามแกว่า
     “ไปไหนมาผู้เฒ่า”
     “มาดักพบพวกสู มีเรื่องจะคุยด้วย” แกบอกทองใบทักทายกับผู้เฒ่าหลายคำ แสดงว่าคุ้นเคยกับชายชรา ผมกับตาสุ่ยเห็นว่าธุระไม่ใช่ ก็เลยปลีกตัวเดินห่างออกมา พวกที่เดินมาด้วยกัน บางคนก็เดินตามผมและตาสุ่ยมาก่อน บางคนก็หยุดคุยกับชายชรา ผมไม่รู้ว่าเขาคุยกันเรื่องอะไร
     แต่พอทองใบกลับมาถึงบ้าน ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดจนเห็นได้ชัด เหมือนได้รับข่าวร้ายกระทันหัน
     “ทองใบเป็นอะไรไป?” ผมถาม
     ทองใบอึกอัก ก่อนจะตอบผมว่า
     “พ่อเฒ่าสน คนที่ไปดักรอพบพวกเรา บอกผมว่า นายกับผมจะต้องตาย ถ้ายังไม่เลิกตามล่าเสือตัวนั้น”
     พอได้สติผมก็หัวเราะออกมาเบา ๆ พ่อเฒ่ามีดีอะไรถึงได้ทายเหตุการณ์ได้ล่วงหน้า หรือรู้อะไรถูกต้อง สามารถข่มขวัญทองใบจนหน้าซีดเผือด
     แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมหัวเราะต่อไปไม่ได้ ประสบการณ์ในป่าดงพงพีเป็นสิ่งที่เราประมาทหรือท้าทายไม่ได้ อันนี้ผมรู้ แต่จะให้ผมเลิกล้มล่าเสือตัวนั้น เป็นไปได้ยาก ทุกคนฝากความหวังไว้กับผม
     ผมยังเชื่อมั่นในคุณงามความดีที่ผมกระทำลงไป การที่ผมล่าเสือตัวนี้ ก็เพราะมันทำความเดือดร้อนให้คนทั่วไป ทุกคนต่างเสียขวัญไม่เป็นอันทำมาหากิน
     ทองใบเล่าให้ผมฟังต่อไปว่า
     “พ่อเฒ่าสนพูดแล้วพูดอีก ให้พวกเราเลิกล้มการติดตามล่าเสียแล้วทุกอย่างจะปกติ เพราะเสือตัวนี้ได้ชีวิตคนไปสิบศพ เพียงพอกับความต้องการของวิญญานร้ายในตัวของมัน ถ้าหากดึงดันจะเอาชีวิตไอ้เสือตัวนั้น ความพินาศจะเกิดขึ้นกับตัวผมและนาย อย่างไม่มีทางหลีกพ้น”
     “พ่อเฒ่าสนเป็นใคร มาจากไหน? แกมีดีอะไร จึงกลัวคำพูดของแกนัก” ผมถามทองใบก็เล่าให้ผมฟังดังนี้

     “ไม่มีใครในหมู่บ้านสักคนรู้ว่า พ่อเฒ่าสนเป็นใครมาจากไหน จู่ ๆ แกก็เดินทางออกจากป่าทึบเข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้ เพียงคนเดียว และอยู่ของแกคนเดียวได้ตลอดมา ไม่ข้องแวะกับใคร แกยึดเอากระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านเป็นที่อาศัย เจ้าของเดิมทิ้งมันไว้หลายปีแล้ว เขาย้ายไปทำไร่อยู่แห่งใหม่
     “ส่วนอาหารการกินก็แล้วแต่ใครจะหยิบยื่นให้ พอได้ประทังชีวิตถ้าไม่มีใครให้ แกก็ไม่เคยเอ่ยปากขอใคร ราวกับว่าอาหารไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับแกเลยแม้แต่น้อย”
     “แกเคยพูดอะไร ทำอะไรให้เป็นที่เชื่อถือมากนักหรือ?” ผมถามขึ้น ทองใบบอกว่า
     “อันนี้ไม่มีใครรู้ลึกซึ้ง แต่แกยังไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใครด้วย บางครั้งก็จะหายเข้าป่าไปครั้งละหลาย ๆ วัน จึงจะกลับออกมาใหม่”
     “ไม่มีใครรู้ว่าพ่อเฒ่าไปไหนเลยบ้างหรือ?” ผมถาม
     “ไม่หรอกครับ” ทองใบบอก “แต่ที่แน่ ๆ ก็คือทุกคนรู้ว่าพ่อเฒ่าคนนี้ ไม่เคยกลัวสัตว์ร้ายในพงไพรใด ๆ ทั้งสิ้น บางคนเคยเห็นแกจับงูใหญ่ขนาดท่อนแขนเอามาเล่นด้วย”
     “แล้วตาเฒ่าคนนี้เกี่ยวข้องอะไร กับเสือกินคนตั้งสิบคนด้วยล่ะ?”ผมถาม
     “ก่อนเสือกินคนจะอาละวาด พ่อเฒ่าเคยเตือนผมและคนในหมู่บ้านว่า ความตายจะมาเยือนพวกเรา ให้พวกเราทำพิธีบวงสรวงเจ้าแม่กาลีเสีย แต่ไม่มีใครเชื่อ”
     ทองใบเล่าให้ผมฟังอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ลองฟังเขาเล่าต่อซิ
     เขาเล่าให้ผมฟังดังนี้
     “ผมนำเรื่องนี้ไปบอกพวกชาวบ้าน แต่ทุกคนกลับหัวเราะว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ที่จะให้ผู้หญิงผู้ชายแก้ผ้ารำถวายเจ้าแม่พร้อม ๆ กัน ทุกคนบอกว่ามันบัดสีบัดเถลิง ทำไม่ได้ ต่อจากนั้นไม่ถึงสิบวัน เสือใหญ่ก็ออกจากป่ามาฆ่าคนของเรา คนที่จะถูกเสือกัดตายก็ถูกผู้เฒ่าเตือนให้ระวังตัวเสมอ แต่ทุกคนก็ตายจนได้” 
     “ตอนนี้พ่อเฒ่าเตือนทองใบกับฉันเข้าให้แล้ว เราจะทำอย่างไร?” ผมลองถามทองใบ
     “ผมเชื่อพ่อเฒ่า แต่นายไม่เชื่อผมก็จนใจ” เขาพูดเสียงแหบพร่าดวงตาดำขลับมองประสานกันกับผม มีแววหวาดหวั่นระคนอ้อนวอน “ผมอยากขอร้องให้นายไปเสีย เราต้องเชื่อพ่อเฒ่า แต่นายไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดนายต้องตามยิงเสือตัวนี้ให้ได้ แต่มันจะไม่ฆ่าใครอีก นอกจากผมกับนายผมเป็นคนขอร้องให้นายช่วยล่าเสือ เมื่อนายออกล่าผมก็ต้องไปกับนาย แม้จะกลัวเสือกลัวความตาย”
     “ด้วยน้ำเสียงวิงวอน ขอร้อง ทำให้ผมเกิดความลังเล ผมยอมรับว่าในส่วนลึกของหัวใจ อยากจะเลิกรา
     แต่ผมจะต้องฆ่ามันให้ได้ ก่อนที่จะจากหมู่บ้านนี้ไป เพราะมันเป็นการกระทำความดีอย่างหนึ่ง เพื่อเซ่นวิญญานของผู้ตายทุกคน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าบางทีฝ่ายที่จบชีวิต อาจจะเป็นตัวผมเองผมบอกรายละเอียดถึงแผนการนั่งห้าง เพื่อดักยิงเสือตัวนั้นให้ทองใบฟังอย่างละเอียด และขอให้เขาหาลูกวัวที่ยังไม่หย่านมสักตัวหนึ่งเตรียมไว้ในตอนค่ำ ผมกับตาสุ่ยจะออกไปนั่งห้างเพียงลำพังสองคน
     เมื่อทองใบรับปากว่าจะเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย ผมกับตาสุ่ยก็ขอตัวนอนเอาแรง มารู้สึกตัวตื่นขึ้นเวลาห้าโมงเย็น จึงลุกมาเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับนั่งห้างในตอนกลางคืน
     เมื่อกินข้าวเย็นกันแล้ว ตรวจดูอุปกรณ์ไม่มีอะไรบกพร่อง ทองใบเข้ามาบอกว่า
     “ลูกวัวและคนงานที่จะให้ช่วยเหลือคอยอยู่แล้ว และพร้อมที่จะออกเดินทาง ไปกันเดี๋ยวนี้ไหมครับ?”
     “ตกลงไปเดี๋ยวนี้กันเลย” ผมบอก
     ผม ตาสุ่ย ทองใบ และชาวบ้านสี่ห้าคนออกจากหมู่บ้าน พวกเขาชวนกันหามลูกวัวออกไปอย่างเร่งรีบ เมื่อถึงหนองน้ำที่หมาย พวกคนงานก็ช่วยกันตรวจตราผูกห้างเพิ่มเติมเพื่อความแข็งแรงพอจะนั่งได้สองคนไม่เบียดกันเกินไป ประมาณสามสิบนาทีทุกสิ่งทุกอย่างก็เรียบร้อย
     ทองใบปักหลักลงตรงที่ผมชี้ให้ แล้วล่ามเชือกลูกวัวเข้ากับหลักโดยใช้เชือกช่วงสั้น ๆ ระหว่างคอวัวกับหลักเพียงศอกเดียว ต่อจากนั้นผมกับตาสุ่ยก็ปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนห้าง แล้วโบกมือให้พวกนั้นพากันกลับไป
     เมื่อทุกคนลับสายตาไป ก็เป็นเวลาจวนจะสิบเก้านาฬิกาเข้าไปแล้ว ป่าทั้งป่ามืดลงอย่างรวดเร็ว
     เจ้าลูกวัวตัวน้อยที่ล่ามผูกติดกับหลัก เริ่มส่งเสียงร้องลั่นป่าด้วยความหิวนมแม่ผสมกับความหวาดกลัว หรือว่ามันได้สัมผัสกับกลิ่นที่โชยมา
     ผมพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด จนพอสังเกตเห็นทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างได้อย่างชัดเจนพอสมควร
     เจ้าลูกวัวตัวน้อยพยายามดิ้นรนส่งเสียงลั่นป่า “แบ ๆ ๆ ๆ”
     เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า จนกระทั่งล่วงเลยเป็นชั่วโมง สรรพสิ่งรอบด้านก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เสียงกบเขียดในหนองก็ยังส่งเสียงร้องตามภาษามัน
     เข็มนาฬิกาพรายน้ำที่ข้อมือเลื่อนไปเรื่อย ๆ เพิ่มความทุกข์ทรมานของเราทั้งสอง พวกยุงป่าก็ช่างตอมได้ตอมดี จะตบมันบ้างก็กลัวเกิดเสียงดังจึงเพียงแต่ลูบ ๆ
     ดึกหน่อยดวงจันทร์ก็ลอยขึ้นเหนือยอดไม้ แสงสว่างขาวโพลน มองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบกายได้ชัดเจน
     เนื่องจากห้างทำไว้แคบ ๆ เฉพาะให้นั่งยอง ๆ ได้เท่านั้น ผมรู้สึกเมื่อยขบเต็มที มันเป็นคืนที่เคร่งเครียดที่สุด ทั้งที่ยังไม่มีสัตว์ร้ายตัวไหนเฉียดกรายเข้ามาหาเรา แปลกจริง ๆ
     เสียงหริ่งเรไรร่ำร้องระงมอยู่ไม่ขาดตอน ราวกับว่าป่าทั้งป่ามีเจ้าแมลงตัวเล็ก ๆ เท่านั้นครอบครองอยู่
     เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจึงพูดกับตาสุ่ยว่า
     “เงียบจังตาสุ่ย ตาสุ่ยเฝ้าคนเดียวนะฉันจะหลับตา ถ้ามีอะไรค่อยปลุก”
     “ครับ ผมนั่งยามเอง”
    

     ผมหาที่วางปืนให้เหมาะ กะว่าทำอย่างไรก็ไม่หล่นลงไปจากห้าง แล้วนั่งชันเข่าหลับตาเอาผ้าขาวม้าคลุมหัวคลุมตีนกันยุงกัด สักครู่ก็เคลิ้มหลับไป
     ผมจะหลับไปนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ เพราะตอนที่ผมเริ่มหลับนั้นพ้นหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เมื่อตาสุ่ยปลุกให้ตื่นก็เป็นเวลาสว่างแล้ว ป่าทั้งป่าสว่างไสวขับไล่ความมืดหนีไป
     ลูกซองห้านัดคู่ชีพยังอยู่ที่เก่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มองไปทางลูกวัวที่ผูกอยู่ริมหนองน้ำ ก็ยังอยู่อย่างเก่า แต่ที่ผิดปกติก็คือมันนอนหมอบฟุบติดกับหลัก คงจะร้องจนหมดแรงเหนื่อยหมอบไปเอง
     ที่ผิดปกติก็คือ ร่างอันผ่ายผอมเหี่ยวย่นของพ่อเฒ่าสน กำลังยืนอยู่ไกลจากลูกวัวนัก และกำลังบ่นอะไรพึมพำอย่างเกี้ยวกราด
     พ่อเฒ่าลึกลับคนนี้ แกไม่ใช่คนเสียสติสัมปชัญญะอย่างที่ใครต่อใครเข้าใจ ดูกิริยาท่าทางตลอดจนสายตาที่มองมายังผมกับตาสุ่ย แสดงว่าแกมีความโกรธแค้นมาก
     ผมถามตาสุ่ยว่า “ตาเฒ่ามาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
     “ไม่รู้แกมาถึงที่นี่ตั้งแต่ตอนไหน จู่ ๆ ก็โผล่พรวดออกมา”
     กำลังจะร้องถามแกออกไป ก็ได้ยินเสียงตะโกนกู่ร้องเรียกมาแต่ไกล
     เสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เสียงทองใบหัวหน้าหมู่บ้านนั่นเอง สิ้นเสียงสักครู่ทองใบกับพรรคพวกของเขาก็เดินโผล่หน้าออกมาจากแนวไม้
     พอมาถึง พ่อเฒ่าสนก็ชี้หน้าด่ากราด
     “กูบอกมึงแล้วไม่ให้ตามล่าเสือ มึงก็ไม่ฟัง อยากพากันตายอีกหรือ?”
     ทองใบหน้าเสีย เขาตกตะลึง ยืนนิ่ง ผมกับตาสุ่ยพากันไต่ลงมาจากห้าง เดินมาสมทบ

     พ่อเฒ่สน พอเห็นเราก็พูดขึ้นว่า
     “สองคนนี่ก็เหมือนกันขอให้รีบเดินทางออกจากหมู่บ้านนี้เร็วๆ ”พูดจบแกก็เสมองไปทางอื่น
     “มีเรื่องอะไรพ่อเฒ่า” ผมถาม “เสือมันอาละวาดเอาคนไปกินทั้งหมู่บ้าน เขาขอร้องให้ฉันช่วยยิงเสือ เรื่องอะไรพ่อเฒ่าจึงขัดขวาง”
     แกมองผมด้วยความโกรธ พูดขึ้นว่า
     “ก็บอกแล้ว ต่อไปเสือจะไม่กินคนอีก เพราะมันได้วิญญานของคนตายเข้าสิงร่างจนครบสิบคนแล้ว แต่ถ้ายังบอกไม่ฟัง อาจจะมีศพที่สิบเอ็ดสิบสองก็ได้
     “พูดยังกับว่าพ่อเฒ่าเป็นเสือเสียเอง” ผมพูด
      แกสะดุ้งเล็กน้อย ผมจึงพูดต่อ
     “พ่อเฒ่ารู้อะไรทุกอย่าง เสือมันมาบอกพ่อเฒ่าหรือ ว่าต่อไปมันจะไม่กินคนอีก”
     “ข้ารู้ก็แล้วกัน ไม่เชื่อก็คอยดู”
     พูดจบตาเฒ่าก็เดินหนีไป
     เมื่อพ่อเฒ่าลับตาไปแล้ว ทองใบก็พูดขึ้นว่า 
     “นายไม่น่าจะพูดเช่นนั้นกับพ่อเฒ่าเลย ผมใจไม่ดี กลัวนายจะได้รับอันตราย”
     “ช่างมันเถอะทองใบ” ผมพูดปลอบใจตนเอง “คนเราถึงคราวตายอยู่ไหน ๆ ก็ต้องตาย ไม่ตายวันนี้ก็ตายวันหน้า”
     พอผมพูดจบ พวกที่มากับทองใบก็ตรงเข้าแก้ลูกวัวตัวน้อย ช่วยกันหามมันกลับไปยังหมู่บ้าน
 อาหารเช้าผ่านไปด้วยความเงียบเหงา ต่างคนต่างก็คิดอะไรอยู่ในใจ
     ในที่สุดทองใบก็ถามผมว่า
     “นายคิดจะทำอย่างไรต่อไปอีก”
     “ยังคิดไม่ออก” ผมตอบ
 “ผมใจไม่ดีเลย เมื่อนึกถึงคำพูดของพ่อเฒ่าสนที่ว่า ถ้าหากขืนตามล่าเสือตัวนั้นอีก นายกับผมจะต้องตาย”
     “ฉันว่าจะลองดูอีกสักครั้ง หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นฉันก็จะจากไป ฉันเองก็จากบ้านมาหลายวัน เป็นห่วงทางไร่เหมือนกัน ทองใบหาคนนำทางให้ฉันด้วยนะ”
     “ยินดีครับ จะส่งนายกับตาสุ่ยจนถึงที่ที่นายจำหนทางได้ทีเดียว”
     ผมคิดเรื่องนี้ตลอดเวลา บางครั้งก็อยากจะจากหมู่บ้านแห่งนี้ไปเสียเร็ว ๆ ทิ้งเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้เบื้องหลัง แต่เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างคอยเหนี่ยวรั้งผมไว้ ผมเองก็บอกไม่ถูกว่า ทำไมผมต้องอยู่พิสูจน์อีกสักครั้ง คงจะเป็นเพราะสงสัยในคำพูดของพ่อเฒ่าสนนั่นเอง
     ตาสุ่ยไม่ปริปากพูดสักคำ เมื่อแกนิ่งเงียบก็แสดงว่าให้ผมตัดสินใจเอาเอง ระหว่างนี้ข่าวเรื่องเสือร้ายจับคนไปกินก็เงียบ แต่ผมว่ามันซุ่มรอโอกาสตะครุบเหยื่อ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
     ทุกคนในหมู่บ้านไม่มีใครประมาท ต่างระวังตัวแจ จะไปไหนก็ไปเป็นหมู่คณะ
 แล้วคืนวันหนึ่ง ตอนดึกผมก็ได้ยินเสียงเสือร้องทางหนองน้ำที่เราเคยไปนั่งห้าง ผมปลุกตาสุ่ยและทองใบให้ลุกขึ้นมาฟังเช้าวันรุ่งขึ้น เราคอยฟังข่าวเสือนั้นว่าใครหรือสัตว์ตัวใดจะเป็นเหยื่อของมันปรากฏว่าเหตุการณ์ในหมู่บ้านยังปกติ
     นับว่าแปลกมากทีเดียว ‘หรือมันจะตะครุบสัตว์ป่าด้วยกันเป็นอาหารสำรอง’ ผมคิดคนเดียว
     ผมให้คำแนะนำกับทองใบหัวหน้าหมู่บ้านว่า “งานล่าเสือเป็นงานใหญ่ แม้ว่าจะล่าเสือได้หรือไม่ได้ก็ตาม ฉันกับตาสุ่ยจะต้องจากไปไม่ช้าก็เร็ว พวกอยู่ทางนี้ก็ต้องรับหน้าที่ต่อไป แต่ควรจะมีกระสุนดินปืนพร้อมไว้เพื่อความไม่ประมาท”
     “ได้ครับ” ทองใบบอก “เดี๋ยววันนี้ผมจะระดมคนมาช่วยตำดินปืนและทำลูกกระสุน”
     ผมมีปลอกกระสุนปืนที่ยิงแล้วอยู่หกนัด จึงจัดการอัดเสียใหม่ให้ครบยี่สิบห้านัดตามจำนวนช่องเข็มขัดกระสุน
     ปืนทุกชนิด ถ้าขาดลูกกระสุนและดินปืน ก็ไม่แตกต่างอะไรกับท่อนไม้ธรรมดา เราจึงเตรียมพร้อมเสมอ
     ผมอยู่ที่นั่นอีกหนึ่งวันกับหนึ่งคืนข่าวเสือตัวนั้นก็หายเงียบ ไม่ปรากฏว่าคนในหมู่บ้านได้รับอันตรายหรือว่าพบเห็นเสือตัวนั้นอีกเลย
     แต่ผมคิดว่าเสือตัวนั้นยังคงอยู่ ไม่ได้หลบหนีไปไหน มันคงจะรู้ว่าเราออกตามล่าจึงกบดานเงียบ และเมื่อมันหิวจัดก็จะออกล่าเหยื่อต่อไป
     เช้าวันนั้นหลังจากกินอาหารเสร็จ เราก็พากันไปเมียง ๆ มอง ๆตรงหนองน้ำเก่า ผมบอกทองใบและผู้ติดตามให้ทำห้างให้ใหม่ ทำให้แข็งแรงกว่าเก่าและให้กว้างกว่าเก่าพอนั่งเหยียดขาได้ พวกนั้นก็จัดการให้ตามความประสงค์ แล้วจึงพากันกลับมาพักผ่อนยังหมู่บ้าน
     เรานั่งคุยกันอยู่บนระเบียงบ้าน ผมบอกทุกคนว่า
     “คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะล่าเสือ ถ้าไม่มีอะไร ฉันกับตาสุ่ยก็จะจากไป แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเราทั้งสอง ก็ให้พากันเดินทางไปบ้านวังแหว่ เอาข่าวของเราไปบอกกับผู้ใหญ่พวง”
     พวกนั้นพากันเงียบกริบ พวกเขาจะคิดอย่างไรผมก็ไม่ทราบ
     บ่ายสี่โมง ทุกสิ่งทุกอย่างเตรียมไว้พร้อม ลูกวัวน้อยตัวเดิมถูกนำมาเตรียมไว้ ก่อนออกเดินทางทองใบบอกว่า
     “คืนนี้ผมขอนั่งห้างเป็นเพื่อนนายกับตาสุ่ย”
     “จะเอาอย่างนั้นก็เอา” ผมตอบตกลง
     เราพากันไปถึงหนองน้ำ ลูกวัวตัวน้อยที่ยังไม่หย่านมผูกไว้กับหลักเดิม พอจัดการอะไร ๆ เสร็จก็เป็นเวลาห้าโมงเย็น
     ตาสุ่ยพาผมกับทองใบนั่งคุกเข่าจุดธูปหนึ่งดอก ขอสมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทาง ตาสุ่ยว่านำผมกับทองใบว่าตามดังนี้
     “เจ้าป่าเจ้าเขาพระภูมิเจ้าที่ เทวาอารักษ์ทั้งหลาย หากข้าพเจ้าได้ทำสิ่งใดล่วงเกินลงไป ก็อย่าได้ถือสาในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เสือตัวนี้มันก่อกรรมทำเข็ญคนมามาก ขอให้เจ้าที่เจ้าทางคิดดู มันสมควรจะตายหรือจะอยู่ต่อไป พวกข้าพเจ้ามานี้ ก็ไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นแต่อย่างใด ขอให้แม่ธรณีคุ้มครองแก่พวกข้าพเจ้าด้วย”
     เสร็จแล้วก็หยิบดินขึ้นแปะศีรษะ ต่อไปจึงบริกรรมคาถาก่อนขึ้นห้างคือ ‘คาถาเคารพปีศาจ’ ใช้ได้ก่อนขึ้นห้างและเดินป่าจนกระทั่งพักแรมในป่า เป็นคาถาที่พวกพรานใช้กันทั่วไป เวลาอยู่ในป่าปลอดภัยทั้งปวง
     ตาสุ่ยยืนขาเดียว เอาตีนขวาทับตีนซ้าย ตามองตรงพนมมือ ให้ผมและทองใบทำตาม แล้วก็กล่าวนำเป็นคาถา “อิยังฮือ อะคะตัง อะโลกัง เจ้าอยู่หรือเจ้ายัง อะคะตัง อะโลกัง” เอาตีนกระทืบดินสามครั้ง ก็เป็นอันเสร็จพิธี คาถานี้ผมเคยเล่าไว้ในเรื่องเครื่องมือพราน
     ผมกับตาสุ่ยและทองใบพากันปีนขึ้นไปนั่งบนห้าง เมื่อเรียบร้อยแล้วก็โบกมือให้พวกที่มาส่งพากันกลับ สักครู่พวกนั้นก็ลับตัวไป
     เมื่อขึ้นไปอยู่รวมกันทั้งสามคน ห้างก็ดูคับแคบลงไปอีก เพราะไม่ได้ทำเผื่อไว้
     ตาสุ่ยบอกว่า
     “หากมีอะไรเกิดขึ้นทุกคนอย่าตกใจ และอย่าลงจากห้างเป็นอันขาด แม้จะมีเสียงคนมาเรียก จะเป็นเสียงลูกเมียหรือคนรู้จักกันก็ตาม ลงไปไม่ได้เด็ดขาด จะลงไปได้ก็ต่อเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเสียก่อน เราไม่แน่ใจว่าเป็นผีป่าหรือพยัคฆ์ร้ายจะแปลงกายมาหลอกให้เราลงไปหา กฏของพรานป่ามีอยู่ว่า ต้องมีใจหนักแน่นมั่นคง ถึงคราวเสี่ยงก็ต้องเสี่ยง ไม่ถึงคราวเสี่ยงก็พยายามหลีกเลี่ยง หากมีอะไรเกิดขึ้นให้รอฟังคำสั่งจากตาสุ่ยคนเดียว”
     พวกเรารับคำ ความมืดคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง ลูกวัวตัวน้อยยังร้องหิวนม ตอนหัวค่ำเป็นคืนเดือนมืด จั๊กจั่นเรไรยังร้องกันเซ็งแซ่ แต่พอดึกหน่อยดวงจันทร์เริ่มลอยเหนือยอดไม้ มองเห็นแสงสว่างไปทั่วหนองน้ำ ลูกวัวน้อยยังร้องแข่งกับเสียงจั๊กจั่นและกบเขียดในหนอง
     ผมไม่รู้สึกง่วงเลย คล้ายกับมีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เกิดจริง ๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมพบกับเหตุการณ์เช่นนี้เสือใหญ่ตัวหนึ่งเดินออกมาจากชายป่าตรงมายังหนองน้ำ มันมองมาทางที่เรานั่งห้าง พวกเราทั้งสามคนขยับตัวเตรียมพร้อม
     มันมองลูกวัวที่ผูกกับหลักอย่างไม่สนใจ ครั้นแล้วก็เดินมานั่งเฝ้าเฉยอยู่ สงสารลูกวัวตัวน้อย มันดิ้นรนและร้องด้วยความหวาดกลัว
     ผมประทับปืนกับไหล่ พอตาสุ่ยพยักหน้าก็เหนี่ยวไก...
     ปืนผมไม่ลั่นเลย
     ลองกระชากลูกเลื่อนยิงใหม่อีกนัดก็ไม่ระเบิดอีก...
     “พอแล้ว พอ ๆ “ตาสุ่ยรีบห้ามก่อนที่ผมจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง ทองใบปากคอสั่น รีบพนมมือเรียกหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตาสุ่ยผู้เจนจบในทางป่ากระซิบบอกพวกเราว่า “ไม่ใช่เสือธรรมดาเสียแล้ว มันเป็นเสืออาคม”
     ตาสุ่ยเริ่มบริกรรม เป่าลงที่ปืนของแก หยิบเอาดินปืนในเขนงมาเสก แล้ววางลงในรังเพลิง ง้างนกเหนี่ยวไก
     เสียงปืนดังก้อง ลูกปืนเฉียดไปทางด้านขวาของมันมันคำรามโฮกไปทางเสียงลูกปืน ตาสุ่ยรีบบรรจุกระสุนใหม่ คราวนี้เปลี่ยนเป็นกระสุนอาคมที่ได้มาจากอาจารย์ของแกเมื่อคราวยิงหมูเขี้ยวตัน ทองใบนั้นตกใจจนสั่นไปทั้งตัว
     เสือร้ายตัวนั้นย่างสามขุมเข้ามายังห้างของเรา  ห่างจากห้างประมาณสามวามันก็หยุด ยืนแยกเขี้ยวขู่คำรามอยู่ฮึม ๆ
     เราสามคนต่างรู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย
     เราคอยดูว่าเสือตัวนี้จะทำอะไรของมันต่อไป คนกับเสือเผชิญหน้ากันอยู่ ต่างฝ่ายต่างก็ทำอะไรกันไม่ได้
     หากเสือตัวนี้มันจะหนีเข้าป่า มันก็มีทางหนีได้สบาย แต่ถ้ามันคิดจะทำร้ายเรา ผมก็มั่นใจว่าห้างของเราสูงพอสมควร มันคงทำอะไรเราไม่ได้ง่าย ๆ บางทีอาจได้นั่งเฝ้ากันอยู่จนสว่าง จนกว่ามันจะหนีไปเอง
     ผมคิดว่าหากทำอะไรมันไม่ได้จริง ๆ พรุ่งนี้เช้าผมกับตาสุ่ยก็จะอำลาไปจากหมู่บ้านแห่งนี้
     มันไม่ยอมหนี นั่งเฝ้าคำรามอยู่เช่นนั้นตลอดเวลา ทำให้ผมแปลกใจมาก มันไม่กลัวคน ผมจึงบอกตาสุ่ยว่า
     “ลองบริกรรมคาถาเป่าลงที่ฉันดูซิ จะลองยิงดูอีก”
     ตาสุ่ยทำตามที่ผมบอก พร้อมกับบอกคาถาให้ผมว่าตามดังนี้ ‘อุอะมะ’ เป่าลงที่ปืน แล้วก็ให้ผมว่า ‘อุอะมะอะ’ ขณะเหนี่ยวไก
     ผมประทับปืนเหนี่ยวไก...
     คราวนี้ลูกซองห้านัดของผมคำรามก้อง แต่ไม่ระคายผิวหนังเสือตัวนั้นเลย ระยะห่างกันแค่นี้ไม่น่าจะพลาดไปได้ ตาสุ่ยจึงพูดขึ้นว่า
     “เราอย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย จะไปไหนก็จงไปเสีย พรุ่งนี้เราก็จะจากไปแล้ว”
     แต่แทนที่เสือตัวนั้นจะเข้าใจ มันกลับเดินตรงเข้ามายังห้างของเราอีก แหงนหน้าแยกเขี้ยวคำรามด้วยความโกรธ
     ตาสุ่ยบริกรรมคาถาตลอดเวลาเมื่อเสือตัวนั้นทำท่าจะปีนห้าง แกบรรจุกระสุนลงอาคมเตรียมไว้ พอเท้าหน้าทั้งสองของมันเกาะต้นไม้ใต้ห้าง แกก็สอดปืนลงไปเตรียมพร้อม พอมันอ้าปากคำรามตาสุ่ยก็ กระดิกไก เป้าหมายตรงปากของมัน
     เสียงปืนระเบิดก้อง พร้อมกับเสือตัวนั้นกระโจนเข้าป่าหายไป เราทั้งสามต่างโล่งอก ตื่นเต้นจนหายง่วง นั่งรอเวลาให้สว่างเสียก่อน จึงจะพากันลงจากห้างอรุณรุ่งของวันใหม่ย่างกรายเข้ามา ขับไล่ความมืดออกไปทีละน้อย ๆ จนสว่างมองเห็นดวงตะวันจวนจะขึ้น พวกชาวบ้านคณะที่เคยออกตามล่าเสือมาด้วยกัน ได้ยินเสียงปืนเมื่อตอนกลางคืน พอสว่างก็ชวนกันออกมาหาพวกเรา พวกเขาอยากทราบผลการยิงของเรา จากเสียงปืนเมื่อคืนนี้
     เราพากันปีนลงจากห้าง สมทบกับคนพวกนั้น แล้วช่วยกันสำรวจหาร่องรอยของเสือตัวร้าย ในทิศทางที่เราเห็นมันกระโจนเข้าไป ไม่นานนักเราก็พบสิ่งไม่คาดฝัน
     ทุกคนตกใจไปตาม ๆ กัน เมื่อเห็นร่างพ่อเฒ่าสนนอนตายอยู่ในป่าห่างจากที่เรานั่งห้างเพียงเล็กน้อย ถูกปืนยิงกรอกปากหัวกระจาย...

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ชะเอง วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 01.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chawala
chawala

ดีแล้วครับ รู้สึกอย่างไรเราก็แสดงออกอย่างนั้น ใครจะโกรธได้ลงคอ ขอบคุณนะครับ น้อมรับคำวิจารณ์ ด้วยใจอันแสนปลื้ม.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
โคมทอง วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 00.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ji2551

1 คาแรกเตอร์พระเอกของเรื่องดูจะโอ้อวดเกินงามไปนิดหนึ่งค่ะ...ทำให้ตาสุ่ยดูดีกว่าพระเอกเสียอีก...

2 คาแรกเตอร์ พระเอกดูจะขัดๆ คือไม่ชัดเจน...(นอกขี้อวด) เหมือนดูดี ก็ไม่ใช่ เช่น พระเอกดันขอนอนก่อนตาสุ่ย ดูออกจะเป็นการเห็นแกตัวไปนิด...น่าจะเป็นตาสุ่ยอนุญาตให้พระเอกนอนมากกว่า...เพราะยามไม่ปกติน่าจะอยู่เป็นเพื่อนกัน พระเอกน่าจะอดทนมากกว่า..ตาสุ่ยเลยเด่น..

3เสือสมิง ตายง่ายไป...

เนื้อเรื่องของตอนนี้ โดยรวม อ่านสนุกดีค่ะ น่าติดตาม แต่พอดี เนื้องเรื่องตอนที่แล้ว เด่นกว่า ทำให้เรื่องนี้อ่อนลง...



อย่าได้เคืองโกรธเลยหาก หนูจะวิจาร์ณตามที่หนูคิด อ่ะค่ะ

จะติดตามอ่านค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]