• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 99341
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 6072 , 01:35:40 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน





ข่าวเรื่องเสือกินคนแพร่สะพัดมาถึงผมู่บ้านของเรา ทำให้ผมไม่สบายใจ นานมาแล้วที่หมู่บ้านของเราอยู่กันด้วยความสงบสุข ไม่มีเสือมารบกวน
    มีคนเล่ากันว่า เสือตัวนี้มาจากเทือกเขาทางเขตแดนอำเภอวิเชียรบุรี กินคนเรื่อยมา คนในหมู่บ้านของเราได้รับเคราะห์จากเสือตัวนี้ถึงสามคน
    รายแรกหญิงแม่ลูกอ่อน พาลูกออกไปทำไร่ในป่า ผูกอู่ให้ลูกนอนใต้ ถุนกระท่อม ตัวเองกับสามีออกไปทำงานกลางไร่ เสือย่องมาคาบลูกไปกินเมื่อ ไหร่ก็ไม่รู้
    รายที่สอง ชายสองคนพากันไปตัดไม้ไผ่มาทำฟากปูกระท่อม คนหนึ่ง ตัดไม้ไผ่อยู่บนกอไผ่ อีกคนคอยลิดกิ่งอยู่ข้างล่าง กำลังทำงานเพลิน เสือย่อง มาตะปบเอาคนข้างล่าง
    สุดปัญญาที่คนอยู่บนกองไผ่จะช่วยเพื่อนได้ ไม่กล้าลงจากกอไผ่เดิน กลับบ้าน ต้องรออยู่อีกคืนหนึ่งจนแน่ใจว่าเสือไปไกลแล้วจึงปีนกอไผ่ลงมา กลับไปบอกเพื่อนบ้าน
    รายสุดท้ายคือทิดอึ่ง ไปเอาผึ้งในโพรงไม้แล้วหายไป ฝ่ายมียก็ร้อนใจ จึงเที่ยวบอกเพื่อนบ้านให้ช่วยออกตามหา
    เพราะเหตุที่ทิดอึ่งเป็นคนที่ชาวบ้านรักไคร่ชอบมาก จึงเต็มอกเต็มใจ ออกติดตาม พบร่องรอยทิดอึ่งไปรมรังผึ้งเพื่อเอาน้ำหวานที่โคนต้นไม้ใหญ่ รัง ผึ้งยังอยู่ในโพรง พบขวานคู่มือยังคาต้นไม้อยู่ ปืนแก๊ปพิงอยู่กับต้นไม้แต่ตัว ทิดอึ่งหายไป
    และที่รอบ ๆ โคนต้นไม้พบรอยเสือและหยดเลือดเป็นทาง ก็แน่ใจว่า ทิดอึ่งต้องถูกเสือคาบเอาไป
    คนกลุ่มนั้นติดตามรอยเลือดไป ผ่านดงไม้เข้าไปในป่าและพบเศษ เสื้อผ้าของทิดอึ่งที่ถูกกิ่งไม้เกี่ยวขากจากตัวติดอยู่
    พวกเขาตามรอยเลือดไปสักพักหนึ่งแล้วก็เลิกติดตามเพราะจวน จะมืดค่ำ และพากันคิดว่าป่านนี้ทิดอึ่งคงตายแล้ว ตามไปก็คงช่วยเหลืออะไร ไม่ทัน จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะติดตามไปอีก

รุ่งเช้าวันต่อมา หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันแล้ว ผมกับตาสุ่ยทำความ สะอาดปืนอยู่บนกระท่อม ครูธีระแต่งตัวไปสอนนักเรียน
    ผู้ใหญ่พวงกับชาวบ้านหลายคน พากันแบกปืนเอาข่าวร้ายมาเล่ารายละเอียดให้ผมกับตาสุ่ยฟัง
    ผู้ใหญ่พวงบอกผมว่า
    “เราออกล่าเถอะนาย ทิ้งไว้อย่างนี้เป็นอันตราย”
    “ว่าไงตาสุ่ย”ผมแกล้งหันไปถามลองเชิง
    “เรื่องอย่างนี้ปฏิเสธได้หรือ”
    ผมจึงพูดว่า
    “ฉันกับตาสุ่ยได้ข่าวเสืออาละวาดก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราจับสุนัขหลง ทางได้ตัวหนึ่งเอาไปเป็นเหยื่อล่อเสือ มันเคยเข้ามาเหมือนกัน แต่ที่มันไม่ฆ่าไม่ กินเหยื่อของเราเพราะมันได้คนมากินอิ่มแล้ว”
    ทุกคนกระตือรือร้นอยากออกตามโดยให้ผมเป็นผู้นำ จุดมุ่งหมายก็ ไม่หวังช่วยชีวิตทิดอึ่งหรอกเพราะไหน ๆ ทิดอึ่งก็ตายไปแล้ว แต่อยากจะแก้ แค้นให้ทิดอึ่ง และเพื่อสวัดิภาพของตัวเอง อยากสังหารไอ้วายร้ายเสียเร็วๆ
    ผมกับตาสุ่ยและพวกชาวบ้านที่มีปืนครบมือรวมทั้งผู้ใหญ่พวง รวมกันแล้วได้สิบเอ็ดคน พากันไปยังที่สุดท้ายที่พวกเขาตามรอยเลือดไป เมื่อวานนี้
    เราแกะรอยนั้นต่อไปสักประเดี๋ยวหนึ่งก็ได้พบว่ามันหักทางพุ่งเข้า ป่าทึบ พวกเราตามรอยไปอย่างระมัดระวัง ผมสั่งไม่ให้คุยกัน ทุกคนต้อง เตรียมพร้อมตลอดเวลา การล่าเสือไม่ใช่ของประมาทหรือทำกันเล่น ๆ มัน อาจย่องเข้ามาตะครุบเราเวลาไหนก็ได้ มันเป็นสัตว์ที่ชอบย่องเบาและเงียบที่ สุดเมื่อมันจะสังหารเหยื่อ การเดินแต่ละก้าวต้องหูไวตาไว
    บุกป่าฝ่าพงหนามกันไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ได้กลิ่นเหม็นเน่า และสักครู่ ก็ได้ยินเสียงหึ่งของฝูงแมลงวัน เราค้นหาศพทิดอึ่งไม่ยากเลย
    เราพากันเข้าไปยืนดูใกล้ ๆ ซากศพทิดอึ่งพรานมือดี ที่เหลือเป็นหลัก ฐานของความพลาดพลั้ง
    สภาพของศพน่าสังเวซ เพียงส่วนหัวและตีนกับมือเท่านั้นที่ยังดีอยู่ เพราะเป็นอวัยวะที่เสือมักไม่แตะต้อง ส่วนกระดูกคางนั้นถูกกัดแทะจนขา กรรไกรหลุดจากกัน น่าสลดใจมาก
    เนื้อซี่โครงก็ถูกกัดกิน ตลอดจนส่วนหน้าท้อง ส่วนเนื้ออื่น ๆ ไม่ต้อง พูดถึง การกินอย่างตระกรามแสดงว่ามันหิวจัด คงอดอยากมาหลายวัน
    และอันนี้เองทำให้ผมมั่นใจว่ามันจะต้องย้อนกลับมากินต่อ ผมได้ ออกความเห็นให้ทุกคนฟังซึ่งต่างก็ลงความเห็นว่าอาจจะจริงอย่างที่ผมคาด การณ์
    จึงตกลงกันขัดห้าง ให้ผมกับตาสุ่ยอยู่ด้วยกันบนต้นไม้ไม่ไกลจาก ศพทิดอื่งมากนัก
    ผู้ใหญ่พวงกับชาวบ้านช่วยกันยกเอากระดูกตะโพกและต้นขาของ ทิดอึ่งมารวมกันไว้ให้เห็นได้ง่าย และอยู่ในทางปืนของผมกับตาสุ่ยบนห้าง
    ทำห้างเสร็จทุกอย่างเรียบร้อย ผมสั่งให้ทุกคนกลับได้ ผมกับตาสุ่ย สองคนจะนั่งคอยจัดการกับไอ้วายร้ายเอง
    เรากินอาหารเย็นกันจากที่เหลือเมื่อตอนกลางวัน แล้วก็ปีนขึ้นไปนั่ง อยู่บนห้างก่อนตะวันจะตกดิน
    ปืนตาสุ่ยเป็นปืนคาบศิลา ที่ผมซื้อให้เมื่อตอนที่แกได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านใหม่ ๆ ปืนกระบอกนี้แกรักมันมาก ทะนุถนอมอย่างดี เคยล้มสัตว์มาก็หลายครั้ง
    ส่วนของผมก็ลูกซองห้านัดกระบอกเดิม เราทั้งสองตรวจดูปืนของ ตัวเอง เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีก็วางไว้ข้างตัว คุยกันเบา ๆ
    ความมืดค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาทุกขณะ ในป่าเปลี่ยวเช่นนี้ช่างวัง เวงเหลือเกิน เสียงหมาจิ้งจอกหอนประสานเสียงกันได้ยินมาแต่ไกล
    พอมืดสนิทก็มีเสียงจิ้งหรีดป่าที่ชุกชุม มันส่งเสียงร้องระงมไปหมด และเมื่อพวกมันระดมร้องพร้อม ๆ กันเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ตัว มันก็ต้องดัง หนวกหูมากจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นเลย
    ผมเริ่มได้ยินเสียงร้องระงมของจิ้งหรีดหรือจักจั่นป่าตั้งแต่ตอนหัว  ค่ำ รู้สึกรำคาญใจ แต่แล้วพอดึกหน่อยเสียงแซ่ดหูรำคาญใจก็พลันหยุดหาย ไปเฉย ๆ พร้อมกันเหมือนกับมันนัดกันไว้
    ในการที่อยู่ ๆ เจ้าเสียงหนวกหูพวกนี้ได้หยุดลงทันทีทันใด ก็ทำให้ ผมหายรำคาญ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผมประหลาดใจ และพรั่นใจขึ้น อย่างประหลาด
    มันมีอะไรหรือ? ที่ทำให้บรรดาเจ้าจิ้งหรีดหรือจักจั่นป่าพวกนี้หยุดร้อง ไปทันทีทันใด
    หากอยู่คนเดียวผมคงใจไม่ดี แต่มีตาสุ่ยอยู่เป็นเพื่อนผมค่อยอุ่นใจ ขึ้น
    เสียงนกกลางคืนร้องมาแต่ไกล ผมกระซิบถามตาสุ่ยว่า
    “ได้ยินเสียงอะไรไหม?”
    “ได้ยินครับ คงจะมีอะไรเกิดขึ้น” ตาสุ่ยตอบเบาเช่นกัน
    ตอนที่ผมได้ยินเสียงจิ้งหรีดหรือจักจั่นป่าหยุดร้อง ผมได้ยินเสียงร้อง ของเสือโคร่ง มันร้องคำรามในหลืบเขา ครั้งที่หนึ่ง - ครั้งที่สองและครั้งที่สาม
    ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า สาเหตุอะไรที่ทำให้จิ้งหรีดหรือจักจั่นป่าหยุดร้อง ทันที เพราะมันได้ยินเสียงร้องของเสือครั้งก่อน แต่ผมไม่ได้ยินเพราะเสียงร้อง ของเจ้าพวกจิ้งหรีดกลบหมด
    จนกระทั่งพวกจิ้งหรีดและจักจั่นหยุดร้อง ผมจึงได้ยินเสียงเสือ ต้องเป็นไอ้ตัวร้ายแน่ๆ
    มันร้องคำรามอยู่เรื่อย ๆ ขณะนี้มันเข้ามาใกล้ซากศพของทิดอึ่งที่มันกินเหลือไว้ ผมสะกิดตาสุ่ยให้ระวัง
    แต่เพราะอะไรมันจึงต้องคำรามตลอดเวลา ในขณะที่มันเดินเข้ามา?
    เพราะตามปกติของเสือทั่ว ๆ ไป ขณะที่มันจะย้อนกลับมากินซากที่เหลือไว้ มันจะต้องย่องเข้ามาอย่างเงียบกริบเสมอ เพราะมันจะซ่อนความเคลื่อนไหวเป็นความลับอย่างยิ่งยวดของมัน
    ผมเกิดความสนเทห์ในการกระทำที่ผิดปกติของเสือนั้น จึงเพ่งมองฝ่าความมืดคอยดูว่ามันจะทะอย่างไรต่อไปอีก
    คืนนั้นแสงจันทร์พอรุบหรู่ จะมืดก็ไม่มืด จะสว่างก็ไม่สว่าง แต่บริเวณที่เรานั่งห้างเป็นป่ารก มีต้นไม้ใหญ่ ๆ ปกคลุมจึงค่อนข้างจะมืดดูอึมครึม
    ในที่สุดมันก็เข้าใกล้ห้างที่เราทั้งสองซุ่มอยู่ห่างกันประมาณสิบหลาแต่แล้วมันก็เข้าไปหมอบซุ่มอยู่ในพุ่มไม้หนาที่รกทึบ ส่งเสียงร้องคำรามอยู่เป็นระยะ ๆ ไม่ยอมเข้าใกล้เหยื่อนั้น
    ผมกับตาสุ่ยกระชับปืนในมือแน่นเตรียมรับเหตุการณ์
    สักครู่ผมก็นึกออก มันต้องรู้ว่ามีคนซ่อนตัวอยู่ในห้างใกล้ ๆ เหยื่อของมันที่มันกินเหลือไว้แน่ ๆ แต่มันสามารถรู้ได้อย่างไร?
    มีวิธีเดียวที่มันจะรู้ได้ก็คือ ไอ้เสือตัวนั้นมันได้หลบซ่อนตัวอยู่ในดงไม้ใกล้ ๆ เมื่อตอนกลางวัน ขณะพวกเราได้ติดตามรอยมาจนพบศพทิดอึ่งที่มันคาบมากิน มันแอบดูอยู่ตลอดเวลาที่เราขึ้นไปนั่งอยู่บนห้าง
    มันรู้ว่ามีมนุษย์ที่เกลียดมันลอบซุ่มตัวอยู่ใกล้ ๆ เหยื่อของมัน ฉะนั้นการกลับมากินต่อย่อมมีอันตราย
    และก็ดุจเดียวกับเสือกินคนทั้งหลาย มันยังมีความกลัวคนอยู่ตามสัญชาตญาน แต่แล้วเจ้าความหิวความอร่อยอยากกินอาหารที่ค้างอยู่มีอำนาจมากกว่าความกลัว
    ฉะนั้นจึงทำให้มันพยามยามย้อนกลับมากินต่อ เมื่อความอยากมีมากและความกลัวก็มี มันจึงชดเชยด้วยการส่งเสียงข่มขู่ขับไล่ศัตรูของมันให้เปิดหนีไปเสียก่อน
    เวลาล่วงไปอีกครึ่งชั่วโมงมันยังร้องคำรามอยู่ที่เก่า แทนที่มันจะออกมากินเหยื่อหรือออกมาเดินวนเวียนพอให้เราได้ยิน
    มันคงหมอบหรือยืนย่งโย่อยู่แห่งใดแห่งหนึ่งในดงไม้หนาใกล้ ๆ นั้นเอง และยังส่งเสียงคำรามหึ่ม ๆ ไม่ขาดระยะ
    ตาสุ่ยบ่นพอได้ยินว่า
    “แย่จริง มันไม่ยอมออกมาเลย ผมลงไปยิงนะ”
    “อย่าเลย มันเสี่ยงเกิน” ผมรีบห้าม
    เราทั้งสองกระวนกระวายใจ การที่มันหมอบซุ่มร้องกวนประสาทโดยไม่ยอมโผล่หัวออกมา
    “จะทำอย่างไรดีหนอ? เพื่อล่อให้มันโผล่หัวออกมา” ผมคิดในใจ
    ตาสุ่ยก็คงจะคิดเช่นเดียวกับผม
    แต่แล้วก่อนที่ผมจะห้ามทัน ตาสุ่ยก็ตัดสินใจลุกขึ้นยงโย่ยงหยก หยิบปืนสะพายบ่าไต่ต้นไม้ลงไป
    ผมตกใจรีบถามแกว่า
    “นั่นตาสุ่ยจะลงไปทำไม?”
    “ช่างผมเถอะ นายคอยยิงคุ้มกันให้ผมก็แล้วกัน”
    ตาสุ่ยไต่ต้นไม้ลงไปช้า ๆ และเบาที่สุด ผมใจเต้นระทึกในความบ้าบิ่นของตาสุ่ย กลัวว่าไอ้ลายพาดกลอนจะพรวดออกมาคาบตาสุ่ยในขณะไต่ลงมาครึ่งทาง
    ผมกระชับปืนเตรียมคุ้มกันตาสุ่ยเต็มที่ เพราะตาสุ่ยไม่มีทางต่อสู้หรือป้องกันตัว เนื่องจากกำลังเกาะต้นไม้อยู่ใช่ปืนคู่มือไม่ได้
    ผมตกใจ กลัวเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น เกหงื่อซึมเต็มหน้า และหัวใจเต้นจนซี่โครงบาน
    พอตาสุ่ยลงมาได้ครึ่งต้นไม้ เสียงคำรามของเสือก็หยุดเงียบ มันคงกำลังได้ยินเสียงและกำลังคิดว่าศัตรูของมันกำลังเปลี่ยนวิธีการใหม่
    มันคงจะย่องจากที่ซ่อนตัวใกล้เข้ามาอีก เพื่อสำรวจความจริงและอาจจะเข้ามาใกล้ ๆ เพียงไม่กี่ฟุตก็ได้!
    ความคิดของผมดังนี้ ทำให้มือตีนของผมสั่น กลัวตาสุ่ยจะเป็นอันตราย พอตาสุ่ยหย่อนเท้าถึงพื้นดินตรงโคนต้นไม้ใต้ห้าง ผมค่อยโล่งใจขึ้นทำให้เลือดวิ่งซ่าร้อนไปทั้งตัว
    ตาสุ่ยประทับปืนคาบศิลาคู่มือในท่าเตรียมยิง หลังเบียดติดกับต้นไม้ มองไปทางเสือคำรามที่เราได้ยินตั้งแต่แรกซึ่งบัดนี้เงียบหายไป
    ผมเพ่งสายตากวาดมองไปรอบ ๆ ปืนประทับไหล่เพื่อคุ้มกันตาสุ่ยเตรียมพร้อมสำหรับปะทะการจู่โจมของไอ้ลาย ไม่ว่ามันจะเผ่นเข้ามาทางไหน
    ความเงียบในขณะนั้น มันเงียบยิ่งกว่าตอนดึก ๆ ในป่าช้า แม้แต่ใบไม้ก็ไม่กระดิก เจ้าพวกจิ้งหรีดป่าก็พากันหดหัวลงรูไปหมด
    แต่ไอ้ลายมันคงกำลังย่องเข้ามาหาตาสุ่ย และมันคงย่างสามขุมเข้ามาอย่างเบาและเงียบที่สุด
    แต่แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้น! เจ้าความกดดันแห่งประสาทของไอ้ลายคงจะมีเท่า ๆ กับผมและตาสุ่ย มันจึงทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้
    มันแผดเสียงคำรามก้องอย่างโกรธแค้นดังขึ้นในความเงียบ แล้วมันก็กระโจนจากที่ซ่อนตัว แต่มันไม่ได้เข้ามาในทิศทางที่ผมคาดคะเน คือเข้าทาง
ด้านหน้าหรือขวา-ซ้าย หากมันเข้าทางด้านหลังที่ตาสุ่ยยืนพิงต้นไม้อยู่ และไม่ได้มาจากดงไม้ที่มันหมอบส่งเสียงคำรามอยู่แต่ทีแรก
    ผมเองอยู่บนห้างก็หันหลังพิงต้นไม้เช่นเดียวกับตาสุ่ย เมื่อหันหลังกลับตอนได้ยินเสียงเสือกระโจน ต้นไม้ใหญ่ข้างหลังเราจึงบังอยู่ระหว่างเรากับเสือ ผมจึงมองไม่เห็นมัน แม้ผมจะเอาไฟฉายส่องสัตว์ส่องไป แสงไฟฉายที่พุ่งออกไปก็กระทบต้นไม้พุ่งเข้าตาผมเสียอีก ทำให้เกิดเงามืดขึ้นหลังต้นไม้
    แม้ว่าจะมีแสงไฟฉายสว่างจ้าไอ้ลายก็ไม่ตกใจ มันกระโจนออกมาส่งเสียงคำรามแยกเขี้ยวอย่างโกรธแค้น
    ผมตะโกนบอกตาสุ่ย
    “ตาสุ่ยระวังตัว”
    เสียงร้องของผมทำให้เสือตัวนั้นหยุดชะงัก มันโผล่หัวออกมาทางซ้ายมือของเรา ตาสุ่ยหลบไปทางขวาแต่พยายามเอาต้นไม้เป็นโล่บังไว้
    ผมอยู่บนห้างจะยิงก็ยิงไม่ถนัดเพราะห้างก็แคบ ๆ จะเอี้ยวตัวออกไปยิงก็กลัวตกห้าง ได้แต่ยกปืนขึ้นเล็งหมายตรงหัวใหญ่ของมันที่โผล่ออกมาพอเหลื่อมกับต้นไม้เพียงเล็กน้อย ส่วนลำตัวของมันบังเงาต้นไม้อยู่
    ในที่สุดผมตัดสินใจกระดิกไก เสียงปืนระเบิดดังก้องทำให้มันตกใจรีบกระโจนหันกลับเผ่นสวบ ๆ ฝ่าความมืดเข้าหาแนวไม้ห่างออกไปเล็กน้อยผมยิงไล่หลังไปอีกสองนัด ขณะมันกำลังจะหายเข้าไปในความมืดของดงไม้
    ทุกอย่างกลับเงียบกริบเหมือนเดิม ผมพยายมตะแคงหูฟังอย่างจริงจังเพื่อจับเสียงแว่วของการดิ้นตะเกียกตะกายของเสือที่กำลังจะตาย หรือเสียงครางลึก ๆ ของเสือเจ็บหนัก กระสุนนัดแรกของผมคงถูกที่สำคัญจนทำให้มันเผ่นไปตายในดงไม้ใกล้ ๆ กระมัง? ผมคิดในใจ
    แต่สักครู่ผมก็ได้ยินเสียงใหม่ คือเสียงจิ้งหรีดหรือจักจั่นป่าร้องขึ้นประสานเสียงกันเซ็งแซ่ ทำให้ผมเข้าใจว่าเสือตัวนั้นไม่ได้ถูกกระสุนปืนของผมเลยแม้แต่น้อย บัดนี้มันคงเข้าป่าลึกไปไกลแล้ว
    แต่เพื่อความแน่ใจผมไต่ลงจากห้างมาสมทบกับตาสุ่ย เปิดสวิทช์ไฟฉายสำหรับส่องสัตว์ไว้พากันเดินเข้าไปในดงไม้ทึบที่เสือตัวนั้นวิ่งหายไป ลดไฟฉายต่ำลง
    ตรวจตามพื้นดินตามกิ่งไม้ใบไม ้แม้กระทั่งใบหญ้าในบริเวณนั้น ก็ไม่ปรากฏรอยเลือดให้เห็นสักหยด
    แม้กระทั่งรอยดิ้นวัดโน่นวัดนี่เพราะความเจ็บปวดก็ไม่พบ
    แสดงว่ากระสุนปืนทั้งสามนัดของผมไม่ถูกเสือแม้แต่นัดเดียว
    “แย่จริง ตาสุ่ย แค่นี้ก็ยิงไม่ถูก” ผมพูดขึ้น
    “ผมว่าจะยิงเหมือนกัน แต่หาจังหวะไม่เหมาะ ปืนผมยิงได้นัดเดียวถ้ายิงก็กะว่าจะไม่ให้พลาด” ตาสุ่ยตอบ
    “เราจะทำยังไงกันล่ะ” ผมถาม
    “ก็เอากะมันต่อไปไม่วันนี้ก็วันหน้า”
    เราไม่อยากเดินทางกลางคืน กว่าจะถึงหมู่บ้านของเราก็ไกล มันไม่ปลอดภัย
    ผมกับตาสุ่ยจึงพากันปีนกลับขึ้นไปบนห้างผลัดกันนอนเอาแรง ต้องนอนขดตัวบนห้างแคบ ๆ แต่เพราะความง่วงจึงหลับ
    ผมม่อยหลับไปนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ มารู้สึกตัวก็เมื่อฟ้าสางขณะตาสุ่ยเขย่าตัวปลุก
    “ตื่นเถอะนาย สว่างแล้ว”
    ผมงัวเงียลุกขึ้นรู้สึกปวดหลังเพราะนอนตะแคงขดตัว ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเป็นเวลาตีห้ากว่า ๆ รีบพากันไต่ลงมาจากห้าง เทน้ำในกระติกล้างหน้าแล้วก็พากันเดินกลับมายังหมู่บ้านของเรา
    แสงเงินแสงทองกำลังจับขอบฟ้า แล้วน้ำค้างที่ตกตอนดึกก็จะระเหยไปกับแสงอาทิตย์ เป็นการเริ่มต้นของวันใหม่
    ระหว่างเดินมาตามทางผมถามตาสุ่ยว่า
    “ระหว่างฉันนอนหลับ มันเข้ามาอีกไหม”
    “เงียบตามเคย มันคงไม่กล้ากลับมาอีก”
    “ตาสุ่ยคิดอย่างไรจึงกล้าลงไปจากห้างเมื่อคืนนี้ ฉันใจไม่ดีเลย”
    “นายไม่ต้องห่วง ผมเอาตัวรอดได้ ถ้าสติเรายังดีมันไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาหรอก เสือมันก็กลัวคนเหมือนกัน”
    “ฉันเองอยู่บนห้างไม่รับรองว่าจะช่วยตาสุ่ยได้”
    “เรื่องนั้นผมรู้ อีกอย่างหนึ่งก่อนที่เสือมันจะกระโจนตะปบหรือตะครุบเหยื่อ มันต้องหยุดย่อตัวเสียก่อน ไม่ใช่วิ่งเข้ามาชนเลย หากเรามีสติดีไม่เสียขวัญก็พยายามหาทางหลบและช่วยตัวเอง”
    ผมสงสัยจึงถามว่า
    “ปืนตาสุ่ยมีนัดเดียว หากยิงพลาดมันไม่ยอมหนีตาสุ่ยจะเอาอะไรไปสู้กับมัน จะบรรจุกระสุนใหม่คงไม่ทัน”
    ตาสุ่ยตบลงที่เอวก่อนบอกผมว่า
    “มีดซุยผมก็ยังมี อาจารย์ลงอาคมให้เสียด้วย ผมจึงไม่วิตก อีกอย่างต้นไม้ก็ใหญ่พอมีทางหลบ”
    นับว่าผมโชคด ีที่มีตาสุ่ยเป็นเพื่อนตาย สมัยแรกที่ผมเข้ามาล่าเสือตามคำขอร้องของผู้ใหญ่พวงเมื่อสองปีก่อนโน้น ผู้ใหญ่พวงยังไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะหมู่บ้านของเรายังเป็นป่าแท้ ๆ ผมเองก็ยังไม่ได้เป็นชาวไร่
    ตอนนั้นตาสุ่ยยังไม่มีปืน ไปล่าเสือกับพวกเราก็มีมีดโต้เล่มเดียว ตื่นเสือพากันวิ่งขึ้นกอไผ่กับไอ้ช่วย ตอนหลังผมเข้าไปทำไร่ในป่าแล้วชวนตาสุ่ยมาอยู่ด้วย
    จนกระทั่งหมู่บ้านของเราได้ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ และมีผู้ใหญ่พวงเป็นผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่พวงให้ผมเลือกผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านให้ ผมจึงเลือกเอาตาสุ่ยกับไอ้ช่วยคนของผม เพราะสองคนนี้เป็นคนซื่อไว้ใจได้ และมีไร่ติดกันซึ่ง
ผมเคยเล่าไว้ในเรื่อง ‘กำเนิดหมู่บ้าน’
    เมื่อแกได้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็อยากได้ปืนประจำตัว ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปกครองระดับหมู่บ้าน ขอให้ผมซื้อปืนให้สักกระบอก ผมจึงสอบถามประวัติการใช้ปืนของตาสุ่ย จึงรู้ว่าแกเป็นพรานเก่าที่มีประสบการณ์มามากและเคยมีปืนมาแล้ว แต่แกป่วยจึงขายปืนเอาเงินรักษาตัว
    เมื่อผมกับตาสุ่ยเดินมาได้ครึ่งทาง ก็พบกับชาวบ้านชุดเดิมเมื่อวานนี้พวกเขากระหายต้องการทราบผลของเสียงปืนที่ผมยิงไปสามนัดเมื่อคืนนี้
    ตาสุ่ยกับผมผลัดกันเล่าเหตุการณ์ให้ทุกคนฟังตามที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่พูดอะไรเลยเพียงแต่มองผมกับตาสุ่ยด้วยความอัศจรรย์และผิดหวัง
    เราทั้งหมดพากันเดินกลับมายังหมู่บ้าน และคิดหาช่องทางที่จะพิชิตเสือตัวนั้นด้วยวิธีไหนดี
    ต่อไปนี้ไอ้ลายคงจะเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น
    ผมคิดในใจ มันคงไม่กล้ากลับมายังซากที่มันกินค้างไว้อีกต่อไป และผลของการนี้คงทำให้มันหิวยิ่งขึ้น และออกล่าหาคนกินบ่อยขึ้นกว่าเดิมแน่
    ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นในระหว่างอีกสองวันต่อมาทุกอย่างคงเงียบ ไม่มีใครได้ข่าวของไอ้ลาย
    พอถึงวันที่สาม ผู้ใหญ่พวงแวะมาบอกผมว่า
    “ผมจะเข้าอำเภอวันนี้ ไปหาซื้ออุปกรณ์มาตำดินปืนและตะกั่วทำลูกปืนเพิ่มเติม งานนี้เป็นงานใหญ่เราคงได้ล่ามันหลายวัน พวกนั้นก็ฝากผมซื้อหลายคน”
    ปืนผู้ใหญ่พวงเป็นปืนลูกซองเดี่ยว แต่แกไม่ค่อยใช้ลูกจริงบอกว่ามันแพง ส่วนมากก็อัดเอาจากปลอกกระสุนที่ยิงแล้ว
    การอัดก็ไม่มีอะไรมากนัก ผมเป็นแกอัดบ่อย ๆ เพียงแต่เอาตาปูทอยเบ้าแก๊ปที่ก้นปลอกกระสุนออก อัดแก๊ปเข้าไปใหม่ แล้วเอาดินปืนที่ตำแล้วกรอกลงไปในปลอกกระสุนเอาไม้กระทุ้งเบา ๆ พอให้ดินปืนแน่นแล้วก็นับลูก
ปืนใส่ลงไปจะเอาลูกเก้าลูกหกหรือลูกหว่านก็สุดแท้แต่จะทำ ลูกโตหน่อยก็น้อยลูก ลูกเล็ก ๆ ก็หลายลูก แล้วตัดกระดาษแข็งเป็นวงกลมให้พอดีกับปลอกกระสุนปิดไว้กันลูกปืนร่วง
    ผมเคยขอลูกอัดผู้ใหญ่พวงมาทดลองยิงดูก็ได้ผลพอสมควร แต่ผมไม่กล้าใช้กับสัตว์ใหญ่ ๆ อย่างเสือเป็นต้น กลัวเกิดการผิดพลาด
    ผู้ใหญ่พวงกับลูกบ้านคนหนึ่งออกเดินทางไปในเมืองตั้งแต่เช้าราวหกนาฬิกาของวันนั้น
    ผมกับตาสุ่ยก็ออกเดินทางพร้อมกับผู้ใหญ่พวง แต่เราไปคนละทางเราสองคนหมายถึงผมกับตาสุ่ยออกเสาะหาข่าวของเสือตัวนั้น
    ตาสุ่ยเตรียมอาหารไปกินทั้งตอนเช้าและตอนกลางวัน แกเอาไอ้เขียวสุนัขเลี้ยงของเราไปด้วย มันเป็นหมาไทยแท้ ลูกของอีแต้มกับไอ้มอม ลูกหมาของผู้ใหญ่พวง ตาสุ่ยฝึกมันให้เป็นหมาล่าเนื้อเช่นเดียวกับพ่อแม่ของมัน
    ลักษณะของไอ้เขียวเป็นนักสู้ทุกกระเบียดนิ้ว ร่างกายแข็งแรงปราดเปรียว
    เราได้ออกไปเมียง ๆ มอง ๆ แถวหนองน้ำกลางป่า หารอยเสือลงไปกินน้ำเป็นแห่งแรก
    จากหนองน้ำเราบ่ายหน้าเข้าป่าไปเรื่อย ๆ ถึงเวลาก็หยุดพักกินอาหารทั้งคนทั้งหมา อิ่มแล้วก็เดินต่อไปอีก คอยสังเกตร่องรอยตามทางเดินของสัตว์ก็ไม่พบวี่แววอะไร
    ดวงตะวันสูงขึ้นแดดจัดประมาณเที่ยงวัน เราก็อยู่ห่างจากหนองน้ำที่จากมาประมาณสองร้อยเส้น
    เราไม่ปรารถนาไปไกลจากแหล่งที่เสืออาละวาดมากนัก หลังจากหยุดกินอาหารกลางวันที่ลำห้วยเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เราปรึกษากันสักครู่ก็พากันออกเดิน
    ผมกับตาสุ่ยเปลี่ยนทางเดินใหม่ คือเป็นเส้นทางที่จะพาเราไปยังจุดต่าง ๆ ที่เสือเคยคาบคนไปกิน
    ประมาณบ่ายสองโมง ดวงอาทิตย์แผดกล้า ทำให้พวกเราพากันเหงื่อแตกโซมกาย น้ำในกระติกก็หมด ไอ้เขียวหมาพรานของเรา วิ่งลิ้นห้อยน้ำลายไหลยืดมาตลอดทาง เราพบสัตว์เล็กสัตว์น้อยระหว่างทางผ่าน เช่นอีเห็น ตะกวด นิ่ม ก็ไม่สนใจที่จะล่า มุ่งเดินรุดหน้าไปอย่างเดียว
    เพราะจุดประสงค์ของเราคือการออกหาข่าวของเสือตัวนั้น กลัวจะเสียเวลาเดินทาง พร้อมกับกระหายน้ำอย่างแรงเลยไม่มีกะจิตกะใจสนใจอะไรอีก
    ในที่สุดเราสมาชีวิต ทั้งคนและหมาก็พากันมาพบธารน้ำโดยบังเอิญเป็นธารน้ำพุเล็ก ๆ ตกลงในแอ่งหินข้างล่างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชะโงกหินยื่นออกมาส่วนชะโงกหินข้างล่างเป็นซอกแตก และมีน้ำซึมใสสะอาดไหลรินออกมา แต่
เพราะว่ามันค่อย ๆ ซึมออกมาทีละน้อยนั้นเองพื้นดินที่น้ำหยดลงไป จึงเพียงเป็นแอ่งย่อม ๆ ไม่ถึงกับกลายเป็นลำธารขึ้นมา
    แต่ปรากฏว่าน้ำในแอ่งหินเล็ก ๆ นี้ใสสะอาดและจืดสนิท มันจึงกลายเป็นน้ำดื่มแก้กระหายอย่างดี สำหรับเราทั้งผู้ร้อนและผู้เหนื่อย และกระหายน้ำอย่างวิเศษที่สุด
    มันมีอะไรที่ทำให้เราต้องชะงักเมื่อพากันเข้าไปในแอ่งน้ำใต้ชะโงกหินนี้ เพราะบนดินอ่อน ๆ ของแอ่งน้ำบางตอนมีรอยตีนเสือ ที่เรากำลังตระเวนหาตัวมันอยู่ ปรากฏว่ามีทั้งรอยเก่าและรอยใหม่
    จึงกลายเป็นว่าเราได้มาพบแหล่งที่เสือนั้นหลบมากินน้ำโดยบังเอิญ
    เพราะความดีใจที่ได้มาพบแหล่งน้ำจืด ในขณะกำลังหิวกระหายอย่างที่สุด ไอ้เขียวรี่เข้าใส่ก่อน กินเอา ๆ
    ตาสุ่ยรีบคว้าคอมันลากกลับมา กลัวมันจะกินน้ำมากเกินไป ในขณะกำลังหิว กลัวมันจะไม่สบาย อยากให้มันพักสักครู่จึงกินน้ำต่อ
    ส่วนผมวางปืนลูกซองห้านัดคู่มือลงบนพื้นหินปลดเอากระติกน้ำของทหารที่ผูกติดเอวออกมาตักน้ำเพื่อยกขึ้นดื่ม
    ความคิดอย่างเดียวคือดื่มให้หายอยาก ไม่ได้เหลียวไปดูตาสุ่ยกับไอ้เขียวหรือพะวงว่าทั้งสองกำลังทำอะไรกันอยู่
    นึกตามประสาความเคยชินว่า ตาสุ่ยต้องระวังภัยให้ผม เมื่อผมเสร็จธุระแล้วจึงจะกินน้ำทีหลัง
    จากผลที่เกิดตามมา ปรากฏว่าการที่ตาสุ่ยทำเช่นนั้น เป็นเคราะห์ดีของเราอย่างที่สุด เนื่องความกระหายมุ่งแต่จะกินน้ำให้สมอยาก ทำให้ผมประมาทขาดความระมัดระวัง
    ตอนนี้เองไอ้ลายพาดกลอนที่เราตามล่า มันแสนฉลาด ได้หมอบซุ่มตัวอยู่ในดงทึบที่เราผ่านมา มันคงจะย่องตามเรามาตลอดเวลา
    เสียงไอ้เขียวเห่า พอดีกับจังหวะที่เสือนั้นกำลังเตรียมจะเล่นงานเรา
    “โฮก” มีเสียงคำรามดังขึ้นทางขวามือของเรา แล้วก็โฮก ๆ ๆ ตามติดซ้อน ๆ กันขึ้น
    ครั้นแล้วเราเห็นตัวไอ้ลาย กำลังเผ่นจากดงไม้ตรงเข้ามาหาเรา ถ้าเป็นคนอื่นคงจะวิ่งหนีสุดชีวิต แล้วโดนเสือไล่ตะครุบคาบเอาไปกินแน่ ๆ
    ผมได้สติรีบคว้าปืนคู่มือจากพื้นหินขึ้นมาถือ นั่งคุกเข่าขวาชันเข่าซ้ายรีบประทับปืนหันหน้าไปทางที่เสือตัวนั้น กำลังกระโจนออกมาอย่างเร็ว
    พลันก็แลเห็นภาพที่ชวนสยองใจที่สุด เจ้าเสือใหญ่แสยะปากแยกเขี้ยวคำรามวิ่งกระโดดตรงมายังแอ่งน้ำใต้ชะโงกหินที่เราหยุดดื่ม มันอยู่ห่างพวกเราเพียงห้าสิบฟุตเท่านั้น
    ถัดผมไปเล็กน้อยตาสุ่ยกับไอ้เขียวหมาพรานเผชิญหน้ากับเสืออยู่ตาสุ่ยประทับปืนในท่าเตรียมยิง
    ส่วนไอ้เขียวหมาพรานของเรา หาได้ตกใจกลัวเสือวิ่งหางจุกตูดทิ้งเจ้าของไปเหมือนหมาทั่วไปไม่ มันกลับยืนหยัดข้างนายของมัน ขนพองหูตั้งชันและแสยะปากเห่าศัตรูเป็นการใหญ่ อย่างไม่เกรงกลัวเจ้าป่าที่อยู่เบื้องหน้าท่าทางสู้ตายเหมือนกัน
    เสือเองก็คงนึกอย่างผม คือคนกับหมาคู่นี้ ช่างมีความกล้าหาญมหัศจรรย์เหลือเกิน คนที่มันเคยตะครุบเอาไปกินเคยแต่กลัวมันจนขวัญฝ่อและร้องเสียงหลงเมื่อมันคำรามก็วิ่งหนีจนได้ตะครุบเอาไปเป็นเหยื่อ
    แต่คราวนี้สิ คนกับหมาคู่นี้กล้ายืนประจัญหน้ากับมันอย่างไม่สะทกสะท้าน ซ้ำไอ้หมาตัวกระจ้อยร่อย ก็ยังยืนแยกเขี้ยวเห่าเตรียมสู้ เพื่อช่วยนายของมัน เป็นความแกล้วกล้าที่น่าอัศจรรย์จริง ๆ
    เหตุนี้เองที่ทำให้เสือตัวร้ายต้องหยุดชะงัก ในการกระโจนเข้ามาหาพวกเรากึกหนึ่ง เป็นการหยุดชะงักที่จัดว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของมันในชีวิต
    ชีวิตมันถึงคาด ก็เพราะการหยุดชะงักเพียงกึกเดียวนี้เอง เพราะมันทำให้ผมกับตาสุ่ยที่กำลังประทับปืนกระดิกไกขึ้นำพร้อม ๆ กัน ราวกับนัดกันไว้
    ถูกเป้าอย่างจัง ลูกปืนสองนัดจากปืนสองกระบอก มันโผขึ้นตามแรงประทับของลูกปืน แล้วก็ล้มลงดิ้นตะเกียกตะกาย ไอ้เขียววิ่งเข้าไปเห่าวิ่งวนรอบ ๆ
    การตรวจศพของไอ้ลายพาดกลอนต่อมา ก็พบว่ามันเป็นเสืออายุมากเล็บมู่ทู่ไม่แหลมคมจะจับสัตว์ป่าด้วยกันเป็นอาหารก็ตะครุบไม่ค่อยอยู่เพราะเล็บสั้นกุด เมื่อเกิดการต่อสู้ก็เสียเปรียบ
    ความหิวโหยจึงทำให้มันหมดความเกรงกลัวคน และลอบเข้ามาตะครุบคนกินเมื่อมีโอกาส
    เสือตัวนั้นใหญ่ทีเดียว วัดจากปลายหัวสุดหางได้หกศอกพอดี เรายิงมันได้เมื่อบ่ายสามโมง
    ข่าวผมกับตาสุ่ยพิชิตเสือกินคนลงได้ ชาวบ้านทุกคนยินดีกันทั่วหน้าต่างทยอยกันมาถามข่าวคราว ผมให้พวกชาวบ้านไปช่วยกันหามเสือมายังกระท่อมของเรา
    ระหว่างทางพวกนั้นพากันเล่นพิเรน มองเห็นตาปานเดินมาแต่ไกลจำเป็นจะต้องผ่านทางสายนั้น พวกหามเสืออยากลองดีกับตาปาน เพราะเห็นแกคุยดีนัก เวลาเมาเหล้าชอบคุยอวดใครต่อใครว่าตัวเองไม่กลัวเสือ จึงอยากทดลองดู
    พากันเอาเสือที่ตายแล้วตัวนั้นพิงไว้กับต้นไม้ใกล้ ๆ ทางที่ตาปานจะ
เดินผ่าน หากิ่งไม้สด ๆ มาคลุมไว้แล้วคอยแอบดู
    สักครู่ตาปานก็เดินมา มีผ้าขาวม้ากันแดดโดยไม่สนใจอะไร ทางเดินป่าเป็นทางแคบ ๆ จำเป็นที่จะต้องเดินข้ามลำห้วยเล็ก ๆ ที่มีสะพานไม้ไผ่ทอดอยู่ พอผ่านมาก็พบเสือโผล่หน้ากะทันหัน แกร้องเสียงหลงวิ่งหนีปีนขึ้นต้นไม้
พวกที่แอบดูพากันหัวเราะชอบใจ แต่นั้นมาแกเลยไม่กล้าคุยอีก
    บริเวณหน้ากระท่อมของผมเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกคนอยากดูเสือมากกว่าอยากได้ส่วนแบ่ง บางคนหิ้วเหล้ามาแบ่งกันกินคุยกันไปพลาง ๆ ผู้ใหญ่พวงกลับจากในเมืองดีใจมาก
    คนอีกห้า-หกคนช่วยกันชำแหละเสือตัวนั้น มีผู้ใหญ่พวงคอยยืนคุมอยู่ใกล้ ๆ เนื่องจากชาวบ้านเห็นใจผมกับตาสุ่ยที่ติดตามล่าเสือด้วยความเหนื่อยยากแต่เพีงลำพังสองคน ทุกคนจึงพากันปฏิเสธส่วนแบ่ง อย่างมากก็เอาเนื้อเสือเครื่องในเสือทำอาหารสู่กันกินอยู่ที่นั้น ไม่มีใครยอมถือติดมือไปกินที่บ้าน
    ตาสุ่ยตอบคำถามที่ชาวบ้านรุมกันซักตอนยิงเสือตาย แกคุยให้พวกนั้นฟังอย่างภาคภูมิใจ
    เรื่องที่คุยกันสนุกสนานก็เรื่องตาปานตื่นเสือคุยไปหัวเราะไป ตาปานได้ยินก็ปิดปากเงียบ
    เมื่อลอกหนังเสือออกจากตัวของมันแล้ว ก็คลี่หนังออกปูกับพื้นดินแหวะท้องควักตับไตไส้พุงออก แยกไว้เป็นส่วน ๆ ลุงพวงบอกว่า
    “น้ำมันเสือมีประโยชน์มาก จะต้องเก็บไว้ให้ดีมันเป็นของหายาก”
    น้ำมันเสืออยู่ตรงช่องท้อง เหมือนอย่างน้ำมันหมูอย่างที่เราเรียกกันว่า ‘น้ำมันในท้อง’ ถ้าเป็นเสือตัวเมียน้ำมันจะมากกว่าตัวผู้มีสีเหลืองอ่อน ๆตรงนี้แหละเราเอาเคี่ยวในกระทะ เอาน้ำมันใส่ขวดเก็บไว้
    ผมเห็นแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ขึ้นชื่อว่าน้ำมันแล้วมดชอบขึ้นอย่างเช่นน้ำมันหมู แต่น้ำมันเสือมดไม่ขึ้นเลย เก็บไว้ได้ตลอดปีตลอดชาติอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น
    ที่ได้ผลชะงัดจริง ๆ ของน้ำมันเสือก็คือใส่แผลที่หมากัด ใครถูกหมากัดมาขอน้ำมันเสือไปใส่ ไม่กี่วันก็หาย
    จากนั้นก็มีคนมาขอเรื่อย ๆ ผมถามทุกคนที่มาขอว่าเอาไปทำอะไรก็ได้รับคำตอบต่าง ๆ กัน บางคนก็บอกว่าเอาไปใส่แผลเน่าเปื่อยบ้าง เอาไปทาแก้เคล็ดขัดยอกบ้าง เอาไปผสมหมึกสักบ้าง ใครมาขอผมก็ให้เขาไป
    เคยมีคนเล่ากันว่า หมาทุกตัวถ้าได้กลิ่นน้ำมันเสือจะวิ่งหนีหางจุกตูดแต่ไอ้เขียวหมาพรานของเรา ผมไม่เห็นมันตื่นเต้นอะไร อาจจะเป็นบางตัวกระมัง
    กระโหลกหัวเสือนั้น พวกชำแหละถลกหนังออกหมดจึงตัดส่วนคอผมไม่มีความรู้เรื่องการรักษาหัวเสือให้อยู่ในสภาพเดิมไม่เน่าเปื่อย ถ้าทำได้คงจะดีไม่น้อย นำไปขายคงได้ราคาแพง แต่ผมไม่มีความรู้เลยให้เขาถลกหนังออก
    เมื่อเหลือแต่หัวกระโหลก จึงควักมันสมองและลูกตาออก ตากแดดให้แห้งเก็บไว้ในกระท่อมจนหลายปีต่อมา เมื่อผมกลับออกมาจากป่า จึงเอาไปฝากเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง
    สาเหตุก็ คือยายหนูลูกสาวคนโตของผมไปเรียนหนังสือที่ตัวจังหวัดพักอยู่กับท่านผู้ท่าน ทั้งกินอยู่หลับนอนไม่ได้เสียเงิน ผมจะเอากินให้ท่าน ท่านก็บอกว่า
    “เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานก็ต้องเอาเงินด้วยหรือ?”
    ผมซึ้งในน้ำใจของท่านจึงหาของแปลก ๆ ไปฝาก ท่านดีใจมากนำไป
วางโชว์ในห้องรับแขก
    เนื้อเสือที่ชำแหละออกจากกระดูก พวกชาวบ้านที่มาถามข่าวช่วยกันผัดเผ็ดใบกะเพรา เอาพริกสด ๆ ใส่กินแกล้มเหล้า ใครอยากทำกินตามสบายผมไม่ห้ามหวง
    ส่วนที่เหลือตาสุ่ยกับครูธีระช่วยกันใส่เกลือตากแห้งเก็บไว้ อีกส่วนหนึ่งก็ตัดเป็นก้อน ๆ ขนาดไข่เป็ดเหลาไม้ไผ่เล็กกว่าแท่งดินสอดำเล็กน้อยเสียบก้อนเนื้อเป็นแถว ๆ ย่างไฟ
    กระดูกเสือเมื่อเล็มเอาเนื้อและไขมันออกหมดแล้วก็ตากแดดให้แห้ง มีคนมาขอไปทำยาเรื่อย ๆ ผมรู้ว่าถ้านำไปขายก็จะได้เงินไม่น้อย ทางร้านรับซื้อของป่าก็สั่งให้ผมเอาไปขายถ้าหากมี แต่คิดไปคิดมาเห็นว่ามีประโยชน์ต่อชาวบ้านก็เลยเก็บไว้แบ่งปันกันไป
    ตาสุ่ยหาซื้อเหล้าป่ามาดองกระดูกเสือไว้ในขวดโหลบอกว่าเป็นยาแก้เมื่อยบำรุงกำลังดีนัก
    แกเอากระดูกเสือมาย่างไฟจนกรอบ แล้วทุบให้แตกไม่ถึงกับละเอียดห่อด้วยผ้าขาวที่สะอาด แช่ไว้กับเหล้าในขวดโหลรินกินก่อนอาหารเช้าเย็น
    ผมมารู้ประโยชน์ของเสือเมื่อมันตายแล้ว ก็เมื่อหมออ้น หมอแผนโบราณประจำหมู่บ้านของเรามาเยี่ยมผมที่กระท่อม แกเล่าให้ผมฟังว่า
    “เขี้ยวเสือรสเย็น ฝนกินกับน้ำแก้ไข้พิษไข้กาฬ กระดูกเสือรสเบื่อมันแก้พยาธิมะเร็ง บำรุงกำลัง หนังเสือรสเมาเบื่อ เผาไฟผสมยาแก้หืด เล็บเสือรสเบื่อเย็น เผาไฟผสมยาแก้ไข้เช่นยามหานิลแท่งทอง”
    ผมตัดหนังหน้าผากเสือเก็บไว้ ผู้รู้บอกว่าเอาไว้ลงอักขระ เป็นเครื่องลางของขลังดีนัก ส่วนหนังเสือทั้งผืน ผมนำไปขายพร้อมของป่าได้ราคาพอสมควร หางของมันและส่วนอื่น ๆ เมื่อหมออ้นขอไว้ทำยาผมก็ให้แกไป ทั้งเล็บเสือ เขี้ยวเสือ น้ำมันเสือ
    อยู่มาวันหนึ่ง ลุงจันทร์ชายแก่อายุเจ็ดสิบปีคนรู้จักัน มาขอน้ำมันเสือ บอกว่าจะเอาไปผสมหมึกสักให้ลูกศิษย์ ผมถามแกว่า
    “สักทำไมลุงจันทร์ สักให้เป็นอะไร?” แกยิ้มก่อนตอบผมว่า
    “นายนี่ช่างไม่รู้อะไร การสักของผมต้องมีประโยชน์ ไม่ได้สักเล่น ๆอย่างคนอื่นเขาทำกัน”
    “ไม่รู้ล่ะ ฉันเห็นบางคนสักจนตัวลายน่าเกลียดจะตาย อย่างไอ้สำลูกศิษย์ตาสุ่ย ไปรักสาวคนไหนเขาก็รังเกียจรอยสักของมันจนหาเมียไม่ได้จนบัดนี้”
    “นั่นเป็นเรื่องจริงผมไม่เถียง แต่ไอ้สำมันให้เขาสักเล่น ๆ ด้วยความคะนองไม่ได้หวังผลอะไร แต่การสักของผมไม่อยากให้มีรอยดำบนผิวหนังก็ทำได้ สักน้ำมันอย่างเดียวไม่ต้องผสมหมึกลงไป ก็จะไม่ปรากฏร่องรอยให้เห็น”
    ผมไม่มีความรู้เรื่องการสักเลย จึงถามแกว่า
    “ลุงจันทร์คงจะมีวิธีแตกต่างจากคนอื่น ลองเล่าให้ฉันฟังซิ บางทีฉันจะให้ลุงจันทร์สักให้บ้าง ถ้ามันมีประโยชน์จริง ๆ เอาชนิดที่ไม่เป็นรอยดำให้เห็น”
    “ยินดีครับ” แกตอบ แล้วลุงจันทร์ก็เล่าให้ผมฟังว่า
    “การสักของผมต้องมีพิธีรีตอง ทุกคนที่จะให้ผมสักจะต้องรักษาสัจจะตามที่ผมสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่อย่างนั้นการสักลงอาคมก็เสื่อมหมด
    “การสักของผมไม่ใช่สักเพื่อความโก้เก๋คึกคะนอง แต่สักเพื่ออยู่ยงคงกระพัน ป้องกันศาสตราอาวุธ และเขี้ยวอสรพิษ คนที่ผมสักให้จะต้องเป็นคนดีมีศีลธรรม ถ้าสักให้คนไม่ดีก็จะเอาความอยู่งยงคงกระพัน ยิงไม่ออกฟัน
ไม่เข้าไปใช้ประโยชน์ที่เป็นภัยต่อสังคม ผมจึงเลือกนักเลือกหนาคนที่มาให้ผมสัก ไม่ใช่ใครมาขอให้สักก็สักให้สุ่มสี่สุ่มห้า”
    “ต้องเสียเงินค่าสักแพงไหม?” ครูธีระถามขึ้น
    “ไม่แพงเลย มีค่ายกครูทำบายศรีเจ็ดชั้น หัวหมูต้มหนึ่งหัว ผ้าขาวหกศอกกับเงินอีกหกตำลึง”
    มีคาถาเสกด้วยไหม?” ตาสุ่ยถามขึ้น
    “มีซีเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง”
    ลุงจันทร์ตอบแล้วเล่าต่อไปว่า
    “พอแต่งบายศรีเจ็ดชั้นซ้ายขวาและของที่กล่าวมาแล้วกับเงินหกตำลึงก็ยี่สิบบาทเรียบร้อย นี่เป็นค่ายกครู
    “ก่อนลงมือสักก็ตั้งนะโมสามจบ แล้วว่าคาถาเสกน้ำมันเสือผสมหมึกสักกับเหล็กแหลมว่า ‘รอมะอุพันดะ พันธะ โอโมพุทธายะ’ พร้อมกับว่าคาถาพระเจ้าห้าองค์ แล้วก็ลงมือสักถ้าสักรูปยันต์ก็ว่า ‘ยันตัง สันตัง’ ตอนขอดหัวยันต์ก็ว่า ‘วิตังคะลัง’ ถ้าสักลงอักขระต้องว่า ‘มะอุอะนะมะพะทะ นะกุโลโหตุ’ ถึงตอนสักอุณาโลมคือเลขเก้า ก็ว่า ‘อุณาโลมา ปะชายะเต อุชะเรชะลาโลมัง’
    “เวลาลงเหล็กสักทุกครั้ง ถ้าถึงตัวยันต์ ตัวอักขระ หรืออุณาโลม ก็ว่าคาถากำกับแต่ละอย่างสลับกันไป ตั้งสมาธิให้ดีจนกว่าจะสักเสร็จ
    “แล้วทำไมจึงใช้น้ำมันเสือ” ตาสุ่ยไม่วายสงสัย
    “น้ำมันเสือมันทำให้กล้าหาญอย่างเสือ เป็นที่เกรงกลัวของคนและสัตว์ทั่วไป ทำให้มีอำนาจ”
    ผมจึงพูดขึ้นว่า
    “อย่างนี้นี่เองจึงใช้น้ำมันเสือผสมหมึกสัก” ผมพูดไปแล้วก็ถามต่อว่า
    “สักแต่น้ำมันเสืออย่างเดียว ไม่ผสมหมึกให้เห็นรูปรอยยันต์ รูปอักขระจะศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า?”
    “ได้ผลเช่นเดียวกันครับ เพราะน้ำมันที่เสกกับคาถาที่กำกับ ก็จะฝังลงในเนื้อเช่นเดียวกัน”
    “สักแล้วต้องรักษาสัจจะอะไรบ้าง” ผมถามขึ้น
    “หนึ่งห้ามไม่ให้กินฟัก ไม่ว่าต้มหรือแกงห้ามกินเด็ดขาด สองห้ามลอดเครือกล้วยที่กำลังออกปลี และเข้าใกล้ สามห้ามกินมะเฟือง ลอดใต้ต้นของมันก็ไม่ได้ ถ้ารักษาสามสิ่งนี้ไม่ได้ ยันต์อักขระที่ลงไปหรือคาถาที่ลงไว้ก็มีอันต้องเสื่อมไป อีกอย่างห้ามด่าพ่อแม่ผู้อื่น โกรธขนาดไหนก็ต้องอดกลั้น”
    “ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น” ครูธีระถามขึ้น
    “ครูบาอาจารย์ผมเล่าให้ฟังว่า มีประวัติมาดังนี้ มีพระธุดงค์องค์หนึ่งท่านเดินธุดงค์อยู่ในป่าเขา เสกใบไม้ต่าง ๆ มากินเป็นอาหารได้ บังเอิญวันหนึ่งท่านเดินธุดงค์ไปริมฝั่งห้วย เมื่ออาบน้ำชำระร่างกายแล้ว ก็เด็ดเอายอดฟักที่ริมฝั่งห้วยมาเสกเป็นอาหาร แต่เสกเท่าไหร่ก็ไม่เป็นอาหาร เพราะมนต์เสื่อม
    “ท่านสงสัยก็เลยเดินตามเถาฟักไป ก็ไปพบต้นฟักเกิดในแอ่งหินซอกแตก มีน้ำไหลออกมาตรงกลาง เป็นรูปโยนีคืออวัยวะเพศของผู้หญิงนั้นเองจึงทำให้มนต์เสื่อม”
    “แล้วมะเฟืองกับปลีกล้วยทำไมจึงห้าม” ตาสุ่ยซักต่อ
    “นั้นรูปร่างของมันก็เหมือนอวัยวะเพศของผู้หญิง คือเป็นกลีบเป็นลอนจึงห้ามข้องแวะ คนที่สักยันต์และอักขระจะต้องถือมั่นในเรื่องผู้หญิง จะจับต้องอวัยวะของลูกและเมียก็ไม่ได้ รวมไปถึงของสัตว์ตัวเมียด้วย”
    เราทั้งสามคน ผมกับตาสุ่ยและครูธีระมองหน้ากันราวกับนัดกันไว้ลุงจันทร์จึงเล่าต่อ
    “นายเคยได้ยินเขาเล่ากันไหม? เรื่องชายนอนเดียว ถ้าชายคนใดเรียนวิชานอนเดียว นั้นแหละวิชาขลังนักไม่ว่าคาถาอาคมใด ๆ”
    “แล้วลุงจันทร์กับลูกศิษย์ก็เลยอดเข้าใกล้ผู้หญิง” ตาสุ่ยพูดยิ้ม ๆ
    “ผมไม่ได้ว่าไม่ให้เข้าใกล้ผู้หญิง เพียงแต่ห้ามเอามือจับต้องของสำคัญผู้หญิงเท่านั้น เสร็จกิจก็รีบปลีกตัวนอนคนเดียว ไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่เข้าใกล้เสียเลยนั่นแหละดี จะทำให้ตัวเองพลั้งเผลอ”
    “ถ้าหาน้ำมันเสือไม่ได้ก็คงไม่ได้สักกันซีนะ” ตาสุ่ยถามขึ้น
    ลุงจันทร์ก็บอกว่า
    “สักได้แต่ต้องมีวิธีการอีกแบบหนึ่ง คือเอาน้ำมันงาสัก แต่จะต้องหาเด็กผู้หญิงพรหมจารี คือเด็กผู้หญิงที่ยังไม่มีประจำเดือนหาให้ได้สักเจ็ดคนเลือกเอาแต่คนที่มีชื่อเป็นมงคลเช่น มั่น คง อยู่ เหนียว ทน คุ้ม ปลอด ถ้า
หาชื่อนี้ไม่ได้ ก็ต้องหาชื่อที่ใกล้เคียงกันเช่น แคล้ว ดี ปก ป้อง อะไรทำนองนี้ เอามาจิกน้ำมันงาให้”
    “วิธีการของลุงจันทร์ไม่ใช่ง่าย ๆ นะ” ผมออกความเห็น
    “ผมยังบอกนายแล้ว ไม่ใช่สักเล่น ๆ สักแล้วต้องได้ประโยชน์แก่ตัวผู้สัก”
    ผมกับตาสุ่ยและครูธีระ ครั้งแรกก็ว่าจะให้ลุงจันทร์สักให้แต่เมื่อฟังข้อห้ามแล้ว ก็กลัวว่าตัวเองจะรักษาไม่ได้จึงไม่คิดจะสัก
    “แล้วเรื่องหน้าผากเสือ ที่เขาว่าลงอักขระกันลูกปืนนั้น ลุงจันทร์มีความรู้หรือเปล่า?” ผมถามขึ้น
    “เคยเรียนมาเหมือนกัน ก็ไม่มีอะไรมากนักเพียงแต่งขันแปดมีกรวยดอกไม้ธูปเทียน แล้วก็เทียนเล่มบาทอีกสองคู่ คาถาก็ตัวเดียวกัน บริกรรมคาถาพระเจ้าห้าองค์ ทำจิตให้สงบ ท่องคาถาให้ได้ร้อยแปดจบยิ่งดี จิตอย่าส่ายไปมา”
    ถ้าอย่างนั้นลุงจันทร์ทำให้หน่อยได้ไหม?” ผมถามขึ้น
    “ได้ครับ เอาไว้วันหลังผมจะแวะมาทำให้”
    เมื่องลุงจันทร์ได้น้ำมันเสือที่ต้องการแล้ว ก็ลาจากไป
    อีกเจ็ดวันต่อมา ผมกับตาสุ่ยพากันไปเยี่ยมที่บ้านของแก ตั้งใจจะไปตามให้แกมาทำพิธีลงอักขระหนังหน้าผากเสือให้
    แต่พอไปถึงก็เห็นแกกำลังทำพิธีสักให้ลูกศิษย์อยู่สามคน พอเห็นผมกับตาสุ่ย ลุงจันทร์ก็ร้องเชิญให้ขึ้นไปบนกระท่อมซึ่งค่อนข้างกว้างขวาง ผมถามหาลูกและเมียของแก ก็ได้รับคำตอบว่าพากันไปทำไร่ พลางก็บอกลูกศิษย์เอาเสื่อมาปู
    “ตามสบายเถอะลุงจันทร์ จะทำอะไรก็ทำไปฉันมาเยี่ยมเฉย ๆ หรอก” ผมร้องบอก ลุงจันทร์ก็บอกว่า
    “ผมกำลังทำพิธีสักให้พวกนี้ นายมาพอดีอยากจะดูพิธีก็เชิญ แต่อย่าเพิ่งซักถามอะไรผม”
    ว่าแล้วลุงจันทร์ก็หันไปทำพิธีต่อ พิธีก็เช่นเดียวกับที่แกเคยเล่าให้ผมกับตาสุ่ยและครูธีระฟัง
    ลูกศิษย์ลุงจันทร์คนแรกถอดเสื้อนอนคว่ำหน้าเอาหมอนหนุนใต้คาง ลุงจันทร์นั่งยอง ๆ ท่องคาถาขมุบขมิบเอาเหล็กแหลมอันเดียวบ้าง สองอันผูกติดกันบ้าง สามอันผูกติดกันบ้าง จุ่มลงในหมึกผสมกับน้ำมันเสือที่เสก
แล้ว ครั้งแรกก็สักเหล็กแหลมอันเดียว ประเดี๋ยวก็มาเอาสองอันผูกติดกันสักไปสักมาก็เปลี่ยนเป็นเหล็กแหลมสามอันผูกติดกัน แต่สักครู่ก็กลับมาใช้อันเดียวอีก ก่อนสักจะต้องจุ่มหมึกผสมน้ำมันเสือเสียก่อนทุกครั้งพอหมึกหมดก็จุ่มใหม่
    ทำสลับกันไปเช่นนี้ ตามรูปของยันต์และอักขระ ลูกศิษย์ที่นอนให้สักบางทีก็ซี๊ดปากด้วยความเจ็บ เมื่อลุงจันทร์จุ่มหมึกสักพุ่งลงที่แผ่นหลังอันเปลือยเปล่าแต่ละครั้ง
    สักกลางหลังแล้วก็เปลี่ยนมาสักที่ต้นแขนตรงหัวไหล่ลามลงมาทั้งสองข้าง แล้วก็เปลี่ยนมาสักที่หน้าอก ลูกศิษย์คนหนึ่งให้สักแต่น้ำมันเสือที่เสกอย่างเดียวโดยไม่ผสมหมึกเรียกว่า สักทั้งสี่ทิศของลำตัว คือหน้าอกหลังและแขนทั้งสองข้าง อีกสองคนให้สักผสมหมึกดำทั้งตัว
    ลุงจันทร์สักเร็วเหลือเกิน ทำคล่องแคล่วและชำนาญ แกไม่พูดไม่จาก้มหน้าบริกรรมคาถาสักเอา ๆ คนแล้วคนเล่า
    เมื่อสักเสร็จพวกลูกศิษย์ทั้งสามคนก็พากันเข้ามานั่งคุกเข่าพนมมือต่อลุงจันทร์ ลุงจันทร์นั่งขัดตะหมาดพนมมือหลับตาบริกรรมคาถา มีมีดดาบเล่มหนึ่งว่างอยู่บนตัก
    สักอึดใจหนึ่งลุงจันทร์ก็ลืมตาขึ้นบอกให้พวกลูกศิษย์ก้มหัวหมอบลงแกก็เป่าพรวดลงบนกระหม่อม พร้อมกับบริกรรมคาถา เมื่อเป่าจนครบทุกคนแล้ว ก็สั่งให้อยู่นิ่ง ๆ
    ผมกับตาสุ่ยนั่งดูพิธีอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้ซักถามอะไร
    ฉับพลันนั้นเอง อย่างไม่คาดคิดมาก่อน มันรวดเร็วเหลือเกินจนดูไม่ทัน ลุงจันทร์ผลุดลุกขึ้นเงื้อดาบขึ้นฟันกระหน่ำลงบนหลังลูกศิษย์ทั้งสามคนสุดแรง โดยพวกนั้นยังไม่ทันได้ระวังตัว ต่างพากันสะดุ้ง ผมเองก็ตกใจ!
    เมื่อได้สติและเหตุการณ์ผ่านไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอยมีดดาบที่กระหน่ำลงบนหลังลูกศิษย์แต่ละคน เป็นเพียงรอยผื่นแดง ๆ เท่านั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก
    ลุงจันทร์ได้อบรมพวกลูกศิษย์ เตือนสติให้รักษาสัจจะนำไปปฏิบัติอันไหนไม่ควรกิน อันไหนควรละเว้น ถ้าประพฤติปฏิบัติได้ก็จะเป็นผลดีแก่ตัวเอง แต่ถ้าประพฤติไม่ได้ก็จะเป็นภัยแก่ตัวเองเช่นกัน
    แล้วก็ให้ศีลให้พรพวกลูกศิษย์ ทุกคนพากันก้มลงกราบลุงจันทร์ พิธีก็สิ้นสุดลง
    ผมกับตาสุ่ยเห็นเหตุการณ์โดยตลอดก็เกิดความเลื่อมใส แต่มาคิด  ๆ ดูข้อห้ามและกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ก็รู้สึกหนัก
ใจกลัวจะปฏิบัติไม่ได้เช่นห้ามกินฟัก ปลีกล้วย มะเฟือง สามอย่างนี้นอกจากห้ามกินแล้ว ยังห้ามเข้าใกล้ต้นของมันอีก เรื่องห้ามเอามือจับต้องของดีในตัวผู้หญิง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่รวมไปถึงสัตว์ตัวเมียนั้นตาสุ่ยคงไม่มีปัญหา เพราะแกไม่มีลูกมีเมีย แต่ถ้าเป็นอวัยวะเพศของสัตว์ตัวเมีย ก็ไม่แน่ อาจมีการพลั้งเผลอเมื่อตอนชำแหละ จะรักษาง่ายอย่างเดียวคือห้ามด่าแม่ผู้อื่น
    ส่วนผมเป็นหมอ บางคราวก็มีความจำเป็นต้องตรวจภายในของสตรีถ้าจะรักษาสัจจะกันจริง ๆ ก็ต้องอยู่อย่างสันโดษ อีกอย่างหนึ่งถ้าใครรู้ว่าเรามีของดีในตัว จะไปไหนก็ต้องระวังตัวแจ เพราะมีคนอยกทดลองของดีอยู่เรื่อย ๆ ถ้าพลาดก็ตาย คิดได้อย่างนั้นเลยไม่สัก.


ภาพประกอบโดย : สุภี ปสุตนาวิน






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 01.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon

มาเป็นชุดเลย
พักสายตาก่อนเด้อ
จะกลับมาอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]