• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 99610
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 1472 , 01:58:29 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



                   ภาพประกอบโดย : สุภี ปสุตนาวิน

ตายังเป็นชายแก่รุ่นราวคราวเดียวกับตาสุ่ยท่าทางแข็งแรง เดินกระฉับกระเฉง แกเป็นพวกอพยพเข้าไปอยู่ใหม่ เป็นธรรมดาของพวกนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือจำเป็นจะต้องทำความรู้จักกับผู้ใหญ่บ้านเจ้าของท้องที่เสียก่อน
    เมื่อผู้ใหญ่พวงพาตายังมารู้จักับผมครั้งแรกนั้น คุยกันไปคุยกันมาจึงรู้ว่าพื้นเพเดิมของแกเป็นชาวโคราช แต่ไปได้เมียทางขอนแก่น
    เนื่องจากตายังคนเดียวพูดภาษาท้องถิ่นทางอีสานไม่ได้พวกบ้านป่าจึงพากันเรียกแกว่า‘ไทยยัง’ แกพูดภาษาโคราชของแกตลอดเช่น ทำอะไร แกจะต้องว่า ‘ทำไอ๋’ หรือไปด้วยแกก็ว่า ‘ขอไปดา ขอไปเดิ้ง’
    พวกเด็ก ๆ บ้านป่าชอบพูดล้อเลียนแกแต่แกก็ไม่ถือสา อย่างเช่น พูดว่า ‘ไม่เป็นไร’พวกบ้านป่าทางอีสานพูดว่า ‘บ่เป็นหยัง’ แต่ตายังจะต้องพูดว่า ‘มิเป็นไอ๋’
    ตาสุ่ยเป็นเสียวกับตายัง เป็นเสียวที่ไม่ได้ผูกข้อมือ เมื่อสนิทสนมกันมากเข้า ตายังก็เลยเรียกตาสุ่ยว่า ‘บักเเสี่ยว’เลยเรียกันมึงกูตั้งแต่บัดนั้นมา
    ตาสุ่ยมักจะด่าตายังอย่างหยอกล้อว่า
    “บักห่าเอย สิเป็นลาวก็บ่ใช่ สิเป็นไทยก็บ่เชิง”
    ตายังไม่โกรธ กลับพูดว่า “กูพูดอย่างนี้มันเป็นไอ๋มันหนักกบาลมึงนี” ‘นี’ แปลว่า ‘หรือ’
    ตายังคุ้นเคยกับครอบครัวของเราเป็นอย่างดี แกมีปืนคาบศิลาหนึ่งกระบอกประจำกายและชอบล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย ว่างเมื่อไหร่ออกล่าเมื่อนั้น แกมักจะมาชวนตาสุ่ยไม่เว้นแตละวัน บอกว่าสนุกดี ได้ยืดเส้นยืดสาย
    ล่าได้แล้วก็ดูเหมือนแกไม่สนใจจะนำสัตว์ที่ได้ไปเป็นอาหาร แกเอาบ้างไม่เอาบ้าง
    บางทีไปล่ากระต่ายตอนกลางคืนสองคนกับตาสุ่ย แกก็แวะค้างคืนที่กระท่อม
ของผมนอนกับตาสุ่ยโดยไม่สนใจว่าเมียแกจะบ่นความคุ้นเคยกันมานานจนไว้วางใจกันได้ผมเองก็ไม่รังเกียจตายัง แกก็ไม่เคยเป็นพิษเป็นภัยอะไรกับผม จนวันหนึ่งแกพูดกับผมว่า
    “นายอยากรวยไหม”
    “ตายังถามทำไม” ผมว่า
    “ผมก็ถามไปอย่างนั้น เผื่อนายอยากรวยผมก็อยากรวยบ้าง”
    “พูดเหมือนกับว่า มึงไปพบขุมสมบัติ แล้วจะชวนนายไปขุด” ตาสุ่ยว่า
    “จริงอย่างมึงว่าละไอ้เฒ่า” ตายังตอบ
    “เออ ถ้าจริงกูขอเข้าหุ้นด้วยคน” ตาสุ่ยบอก
    ตายังพูดขึ้นว่า
    “ถ้าผมจะพานายไปค้นหาสมบัติในถ้าแห่งหนึ่ง นายจะไปไหม?”
    “ไป” ผมว่า “ถ้ามีความหวังว่าจะพบสมบัติจริง ๆ ก็อยากไปแต่ถ้าไปอย่างเดาสุ่มก็ป่วยการ”
    “ไม่ป่วยการหรอกครับ” ตายังว่า “ผมได้ทราบเรื่องนี้มานานแล้วแต่ไม่พบคนที่ไว้วางใจจึงไม่พูด ลำพังผมคนเดียวคงไม่มีปัญญาไปค้นหา เมื่อผมมาพบนาย พอจะไว้วางใจเป็นที่พึ่งได้เผื่อพบเข้าจริง ๆ จะได้แบ่งกัน”
    “จริงหรือตายัง!” ผมตื่นเต้น “ลองเล่ารายละเอียดให้ฟังซิ ที่นี่ก็ไม่มีใคร มีเพียงเราสามคน” ผมหมายถึงผมตายังและตาสุ่ย ครูธีระก็ไม่อยู่ไปสอนนักเรียน
    แล้วตายังก็เล่าให้ผมฟังว่า
    “ปีนั้น ผมไปทำไร่อยู่ในป่า ทางอำเภอคอนสารขณะที่นอนเฝ้าไร่อยู่กลางป่าคนเดียวคืนหนึ่งมีคนแปลกหน้าสองคนมาขอข้าวกิน ผมก็หุงข้าวให้กินโดยไม่รังเกียจ กินข้าวอิ่มแล้วเขาก็เล่าให้ผมฟังว่าพวกเขาหนีตำรวจมาขออาศัยหลบซ่อนอยู่สักพักผมก็ไม่ว่าอะไรกลางวันเขาไปซ่อนตัวอยู่ในป่า แต่พอดึกหน่อยก็ออกมากินข้าว ผมเตรียมไว้ให้เขาพร้อม เขาอยู่กับผมราวหนึ่งอาทิตย์ก็จากไป ก่อนไปกำชับผมว่า อย่าบอกให้ใครรู้ ถ้าอยากเป็นมิตรกัน ผมเลยไม่กล้าเล่าใครฟังกลัวเขาจะกลับมาเล่นงานภายหลัง อีกสองเดือต่อมาเขากลับมาอีก แต่คราวนี้กลับมาคนเดียว เพื่อนของเขาถูกตำรวจยิง
ตาย ตัวเขาบาดเจ็บมาก ผมพยาบาลเขาอยู่หลายวัน ให้ข้าวให้น้ำ เนื่องจากแผลถูกยิงสาหัสมาก ในที่สุดเขาก็ตาย เมื่อรู้ว่าจะตายแน่ ก่อนตายเขาก็เล่าให้ผมฟังว่าเมื่อไม่นานมานี้ เขากับพวกพากันไปปล้นร้านทองทางภาคเหนือ ได้เงินได้ทองมามาก จะเก็บไว้กับตัวก็กลัวเป็นจะภัยหลบหนีลำบาก ตำรวจตามล่า เขาไปพบถ้ำแห่งหนึ่ง จึงปรึกษากัน เอาทองซ่อนไว้รวมกับเครื่องนากเงินหลายอย่าง ราคาร่วมแสน แล้วแยกย้ายกันหนีกะว่าพอเหตุการณ์สงบจะพากันกลับไปเอาทอง เพื่อนบางคนก็ถูกตำรวจยิงตายเสียก่อน ส่วนพวกที่หลบหนีไปได้ก็ไม่พบหน้ากันอีกเลยอาจจะถูกตำรวจยิงตายเสียแล้วก็ไม่รู้ เขาอยากจะตอบแทนบุญคุณของผม จึงบอกให้ผมไปเอาทองพร้อมกับมอบแผนที่ให้”
    “แล้วตายังเชื่อเขาหรือ” ผมถาม
    “ผมเชื่อครับ คิดดูแล้วเขาจะโกหกผมเพื่อประโยชน์อะไร”
    “ตายังมีหลักฐานอะไรพอที่จะค้นหาถ้ำแห่งนั้น”
    “พอมีครับ” พูดจบก็งัดเอากระดาษเก่า ๆ แผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลี่ให้ผมดู
    มันเป็นแผนที่คร่าว ๆ เขียนด้วยลายมือขยุกขยิก ผมดูแล้วก็มืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าถ้าแห่งนี้อยู่ตรงจุดไหนของป่า แต่พอจะจับความได้ว่า อยู่ในเขตจังเพชรบูรณ์ เพราะได้อ้างเส้นทางระหว่างพิษณุโลก-หล่มสัก และภูเขาลูกหนึ่งไว้ แต่จะอยู่ตรงจุดไหนนั้นยากที่จะคาดคะเน เพราะคนเขียนแผนที่ก็เขียนไม่ละเอียดบอกเพียงว่าในถ้ำนั้นมีค้างคาวอาศัยอยู่
    “ยากมาก” ผมว่า “อาจจะจริงอย่างโจรคนนั้นบอก แต่การค้นหาถ้ำไม่ใช่ของง่าย ๆ “
    “ลองเสี่ยงดูสักครั้งเป็นไรครับ” ตายังอ้อนวอน “ผมยังมองไม่เห็นใคร ที่จะพาผมไปเอาสมบัติเหล่านี้ ผมไม่ไว้วางใครนอกจากนาย ผมกลัวว่าพอพบทองเข้าจริง ๆ เขาอาจจะฆ่าผมเพื่อเอาทองแต่ผู้เดียว”
    ผมจึงพูดว่า “ถ้าตายังไว้ใจฉันจริง ๆ ก็ควรจะทิ้งแผนที่ไว้ให้ฉันศึกษา และตัดสินใจว่าจะไปดีหรือไม่ไป ฉันเอาเกียรติเป็นประกันรับรองไม่หักหลังตายัง”
    “ยินดีครับ” ตายังว่า “ผมก็มีที่พึ่งเป็นครั้งสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้นก็สุดแท้แต่ดวง”
    เมื่อตายังกลับไปแล้ว ผมก็เอาแผนที่นั้นมาปรึกษากับตาสุ่ย
    ตาสุ่ยออกความเห็นว่า
    “คิด ๆ ดูไอ้ยังก็ไม่น่าจะโกหกเรา ถ้าเป็นจริงอย่างมันว่าเราก็รวย”
    “ตาสุ่ยคิดว่าจะลองเสี่ยงดูไหม”
    “ก็น่าจะเสี่ยงดู” ตาสุ่ยว่า “ขณะนี้เราก็อยู่ว่าง ๆ ลองออกตระเวนไพรดูสักพัก หากไม่พบอะไรก็ถือเสียว่าสำรวจภูมิประเทศ เป็นการพักผ่อนไปในตัว”
    ผมชั่งใจอยู่หลายวัน ในที่สุดความโลภก็เข้าสิงผม จึงเรียกตายังมาคุยครั้งแล้วครั้งเล่า แกก็ยืนยันคำพูดเดิม แกบอกผมว่า
    “การที่ผมเข้ามาอยู่ป่าคราวนี้ เพราะคิดว่าอยู่ใกล้ที่จะไปเอาทอง  และสืบหาคนที่ไว้ใจได้ ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องนี้ให้นายฟัง ผมก็นอนคิดอยู่หลายวัน”
    การไปค้นหาสมบัติคราวนี้ต้องปิดเป็นความลับ ต้องเลือกเอาคนที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันจริง ๆ ร่วมทางไปด้วย หากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป  คนก็จะแห่ตามเราเป็นฝูง
    ผมให้ตาสุ่ยไปตามไอ้ช่วยและผู้ใหญ่พวงมาพบ เราประชุมกันเป็นความลับ แม้แต่ลูกเมียก็เล่าให้ฟังไม่ได้ ทุกคนคาดคั้นเอาความจริงจากตายัง ตายังก็ยืนยันคำพูดเดิมสบถสาบานสารพัด จนพวกเราหายแคลงใจ
    การเดินทางของเราไม่มีอะไรยุ่งยาก ไปกันเงียบ ๆ เหมือนเราไปเที่ยวป่าธรรมดา เพียงแต่บอกครูธีระว่า
    “เที่ยวนี้อาจไปหลายวัน ครูเฝ้ากระท่อมคนเดียวไปก่อนนะ”
    ครูธีระฟังแล้วก็ไม่สงสัยอะไร
    เรามีข้าวสารอาหารแห้งติดตัวไปคนเล็กละน้อย กะว่าจะอยู่อย่างช้าสิบวัน อาหารการกินไม่พอหาเอาข้างหน้า ค่ำไหนนอนนั่น
    เราออกเดินทางตั้งแต่เช้า มีผม ตายังตาสุ่ย ผู้ใหญ่พวงและไอ้ช่วย เราเดินทางตลอดทั้งวันจะพักบ้างก็ชั่วประเดี๋ยว กลัวจะเสียเวลา พบสัตว์ป่าวิ่งผ่านหน้าไปก็สนใจจะล่า อยากให้ถึงจุดหมายปลายทางเร็ว ๆ พอค่ำลงก็หุงหาอาหารกินแล้วก่อไฟนอน
    นอนกลางป่าต้องระวังภัย สมัยนั้นป่ายังรก หนทางที่เราผ่านไปล้วนแต่ป่าช้างดงเสือทั้งนั้น เราทั้งหมดขัดห้างนอนเพื่อความปลอดภัย
    รุ่งเช้าหุงหาอาหารสู่กันกินแล้วก็ออกเดิน นาน ๆ ก็พบหมู่บ้านป่า ห้าหลังบ้างสิบหลังบ้าง กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป บางครั้งเราก็บุกเข้าไปในพงทึบ ทะลุออกทางเดิน
    เราพบสะพานไม้ไผ่ที่พวกบ้านป่าทำข้ามลำห้วย พอข้ามสะพานเดินเลียบตีนเขา ไต่ขึ้นเนินเล็ก ๆ ก็มีดอกไม้ป่าขึ้นเต็มสองข้างทาง มีอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะทานตะวันป่าสีเหลืองบานสะพรั่งเต็มไปทั่วเนินเขาที่ทอดยาวออกไป พื้นที่ที่เป็นบริเวณดอกไม้ป่าก็ลดหลั่นกันไปจนถึงที่ราบฟากโน้น
    เวลาเดินตามทาง ถ้าแหงนหน้ามองก็จะพบดอกไม้ป่าสองข้างทางชูสลอนทั้งซ้ายขวา เหมือนเราเดินอยู่ในซอกเขาแห่งอุทยานดอกไม้ ได้กลิ่นหอมประหลาดล่องลอยมา และมีผีเสื้อบินว่อนไปหมด เป็นภาพที่น่าชื่นชม
    ไอ้ช่วยกับตาสุ่ยเป็นคนหาบสัมภาระ ผู้ใหญ่พวงกับตายังคอยสับเปลี่ยน
    ส่วนผมนั้นพรรคพวกยกให้เป็นพิเศษในฐานะหัวหน้า เราแบ่งหน้าที่กัน คนที่ไม่ได้หาบสัมภาระก็มีหน้าที่ระวังภัย ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา คอยลิดกิ่งหนาม เพื่อให้เป็นช่องทางเดิน คนหาบสัมภาระไม่ต้องพะวงเรื่องอื่น
    เมื่อถึงเวรของใครต้องหาบสัมภาระ ก็จัดให้เดินอยู่กลาง พวกนำทางหรือระวังภัยอยู่หัวท้าย
    “เหนื่อยไหมสุ่ย” เสียงยังร้องถาม “ถ้าเหนื่อยกูเปลี่ยน”
    “เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนกู” ตาสุ่ยร้องตอบ
    ไอ้ช่วยเป็นคนหนุ่ม มันไม่ค่อยเกี่ยงผู้ใหญ่พวง ส่วนมากมันจะหาบเอง
    “จะไปไหนกันโว้ย หยุดก่อน”
    เสียงตำรวจตระเวนชายแดนนั่นเอง
    “หาล่าสัตว์ครับ” ผู้ใหญ่พวงตอบ
    พอผ่านหุบเขาดอกไม้เราก็พบค่ายตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งปลูกเป็นกระท่อมชั่วคราวไม่ค่อยเป็นระเบียบ อยู่บนที่ราบสูง พวกตำรวจหนุ่มๆในชุดสีเขียวพากันดาหน้าเข้ามาหาเรา ในลักษณะเตรียมพร้อม
    ตาสุ่ยทำท่าจะก้าวขาออกเดิน ก็ได้ยินเสียงกระชากลูกเลื่อน พร้อมกับเสียงสำทับ
    “หยุด”
    เราทั้งห้าคนเลยชะงักอยู่กับที่ เราไม่ตกใจเพราะเราไม่ใช่คนร้าย  พวกตำรวจเดินตรงเข้ามาหาเราพร้อมกับบอกว่า “วางอาวุธ”
    พวกเราปฏิบัติตาม ผู้เป็นหัวหน้ายศจ่าเข้ามาสอบถามว่าพวกเราเป็นใคร กำลังจะไปไหน โชคดีที่ผู้ใหญ่พวงกับไอ้ช่วยและตาสุ่ยพกบัตรประจำตัวไปด้วย พวกนั้นรอบคอบจนผมคาดไม่ถึง พอรู้ว่าผู้ใหญ่พวงเป็นผู้ใหญ่บ้าน ไอ้ช่วยกับตาสุ่ยเป็นผู้ช่วย ตำรวจผู้เป็นหัวหน้าก็ขออภัย
    เขาซักถามพวกเราถึงจุดประสงค์การเดินทาง ผู้ใหญ่พวงก็บอกว่าหาล่าสัตว์เป็นการพักผ่อน
    เขาเตือนให้พวกเราระวังภัยจากพวกผู้ก่อการร้าย เมื่อพบเห็นอย่าได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จะไม่ปลอดภัย เขาขอร้องให้เรากลับเราก็รับปากกับพวกเขา
แล้วรีบออกเดินทาง
    ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า บัตรประจำตัวผู้ใหญ่บ้านมันมีทั้งคุณทั้งโทษมันเป็นดาบสองคม พวกตำรวจรับรองว่าพวกเราเป็นคนดี แต่พวกผู้ก่อการร้าย หากเขารู้เข้าก็ต้องเข้าใจว่าเราเป็นปฏิปักษ์ต่อเขา ดีไม่ดีจะถูกยิงทิ้ง
    ด้วยเหตุนี้เอง บัตรประจำตัวทั้งหลายที่เอาอ้างกับตำรวจจึงถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดยากที่จะค้นพบ
    จากค่ายตำรวจตระเวนชายแดน เรามุ่งหน้าเข้าป่าลึก นึกถึงตำรวจตระเวนชายแดนที่ผ่านมา ตำรวจหนุ่ม ๆ จะมีอารมณ์เคร่งเครียด บางคนก็จากลูกจากเมียมานอนกลางดินกินกลางทราย เพื่อคอยปราบปรามผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ
    หลายคนใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราขาดการปรุงแต่งมานานวัน กระท่อมค่ายพักตั้งอยู่ไม่เป็นระเบียบ ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง
    มีโรงเรือนหลังใหญ่มุงสังกะสีเป็นหลักอยู่กลางลาน ที่นั่นคงเป็นที่เก็บอาวุธและเสบียงอาหารใช้ไม้ปีกที่เหลือทิ้งจากพวกเลื่อยไม้เถื่อนมากั้นเป็นฝา ด้านหน้าเปิดโล่งไว้
    มีกระสอบทรายกองอยู่รอบ ๆ มีหลุมบังเกอร์ที่เริ่มตื้นเขิน และมีหญ้าขึ้นรกเพราะการถูกทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ ด้านหน้ามีสนามขรุขระและเสาธงชาติผืนธงสีตกซีด เพราะใช้มานานปี ส่วนเสาธงก็เอนเอียง คงใช้งานมานานเช่นกัน ยามเย็น ๆ คงเงียบเหงา ได้ยินแต่เสียงลมพัด เป็นค่ายที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางป่า การลำเลียงอาหารคงจะขนส่งทางเฮลิคอปเตอร์
    ขณะกำลังคิดถึงค่ายตำรวจตระเวนชายแดนที่ผ่านมาเราก็ต้องตกใจอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ในขณะที่พวกเราพากันเดินบุกป่ากันอย่างเงียบ ๆ
    เมื่อเสียงปืนดังขึ้น เราทุกคนต่างหลบเข้าหาที่กำบัง แต่ไม่ยิงตอบสักครู่ก็ได้ยินเสียงออกคำสั่งว่า
    “ออกมาหาเราเสียดี ๆ ไม่อย่างนั้นจะขว้างด้วยลูกระเบิด” เรารีบลุกขึ้นปรากฏตัว สักครู่ก็มีชายฉกรรจ์สี่ห้าคนถืออาวุธปืนสงครามเดินเข้ามาหาพวกเราด้วยใบหน้าถมึงทึง
    พวกเขาเข้ามาซักถาม พวกเราก็ตอบว่า “ไปล่าสัตว์”
    พวกเขาค้นดูในชะลอมสัมภาระและย่ามช่วยกันค้นในตัวเรา เมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรที่เป็นภัยกับเขา เราก็ถูกปล่อยตัว
    เรามารู้ทีหลังว่าผู้ใหญ่พวง ตาสุ่ยไอ้ช่วยพากันซ่อนบัตรประจำตัวไว้ในขอบเอวกางเกงนับว่าฉลาดมาก
    พวกเราโล่งอกไปตาม ๆ กัน บัดนี้เราทั้งหากลายเป็นนักล่าสมบัติโดยสมบูรณ์แล้ว
    พอถึงวันที่สามเราก็ค้นพบเส้นทาง ระหว่างพิษณุโลก-หล่มสัก เส้นทางระหว่างนี้เต็มไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน เป็นเส้นทางที่เริ่มทำการก่อสร้าง
    ผมเอาแผนที่ที่ตายังได้รับมาจากโจรออกคลี่ดู เหนือสิ่งอื่นใด จะต้องค้นหาจุดตามเส้นทางที่โจรทำเครื่องหมายกากบาทไว้
    เส้นทางกำลังก่อสร้างระเบิดเขาเป็นช่องทาง ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไป ตลอดเส้นทางก็ไม่ใช่ใกล้ ๆ ต้องเดินสำรวจไปตามเส้นทาง คิดแล้วน่าเบื่อ
    ออกจากจุดเริ่มต้น เรามุ่งหน้าไปทางจังหวัดพิษณุโลก เดินไปตามเรื่อย ๆ ตาคอยสอดส่ายว่าตรงไหนที่เราควรแยกออกจากเส้นทาง มันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
    ทุกคนเริ่มท้อถอย ผู้ใหญ่พวงพูดขึ้นว่า
    “ตามที่คาดคะเนตามแผนที่ และคำบอกเล่าของตายัง พวกโจรมาจากภาคเหนือ จะไม่มาตามเส้นทางเด็ดขาด จะต้องบุกป่าฝ่าดงเข้ามา เมื่อซ่อนทองไว้แล้วจึงเดินออกมาพบถนน”
    “นั่นนะซี โจรเดินจะออกมาทางไหน?” ไอ้ช่วยสอดขึ้นเลยถูกผู้ใหญ่พวงดุ “ "ถ้ากูรู้ไม่ต้องพามึงมาเดินตะรอน ๆ อย่างนี้หรอก”
    ทุกคนเหนื่อยอ่อน พูดจาคอยแต่ขัดกัน
    เราแวะหยุดพักริมทาง ดวงตะวันตรงหัวพอดี เหนื่อยก็เหนื่อยร้อนก็ร้อน เลยพากันนอนพักเอาแรง ตายังกับไอ้ช่วยพากันก่อไฟหุงข้าว
    เส้นทางตอนนี้ ก็เหมือนกับที่เราผ่านมาคือเต็มไปด้วยภูเขา บางแห่งต้องตัดภูเขาทั้งลูกเพื่อให้ระดับพื้นถนนพอดีกัน บางแห่งต้องตัดอ้อมภูเขา เลียบไปตามหุบเหวมองดูหน้าเสียวไส้ นาน ๆ จะเห็นรถยนต์วิ่งผ่านมาสักคัน
    เราตกลงจะพักนอนที่นั้น เพื่อพักผ่อนและวางแผนว่าจะเอากันอย่างไรตลอดคืนได้ยินเสียงลมพัดดังอู้ ๆ ไม่ขาดระยะมาทางหุบเขา เสียงครวญครางหวีดหวิวของลม เสียงหมาจิ้งจอกหอนรับกันเป็นทอด ๆ แม้จะอยู่ริมถนนที่กำลังก่อสร้าง ก็เป็นช่วงที่ไม่มีบ้านผู้คน มันเปลี่ยวจริง ๆ
    เช้าวันรุ่งขึ้น เราลุกจากที่นอนอย่างเกียจคร้าน ปรึกษากันจนค่อนคืนก็ยังไม่พบลู่ทาง
    ดวงตะวันเริ่มโผล่ขึ้นเหนือทิวไม้ อีกหน่อยก็จะแผดแสงอันแรงร้อน ไม่เป็นผลดีเลยสำหรับเราผู้เดินทาง
    ตาสุ่ยคิดอย่างไรไม่ทราบ รีบปีนต้นไม้สูงลิบพอขึ้นไปสูงสุดก็มองดูรอบ ๆ
    “เห็นอะไรไหม? ตาสุ่ย” ไอ้ช่วยตะโกนถามขึ้นไป
    “เห็นเยอะแยะทีเดียว อยากดูก็ตามขึ้นมา” ตาสุ่ยตะโกนตอบลงมา
    ตายังไม่รอช้า ถอดกางเกงนุ่งผ้าขาวม้าถกเขมรปีนตามตาสุ่ยขึ้นไป แกคงนึกอะไรได้บางอย่างในคำบอกเล่าของโจร จึงอยากดูร่องรอยลักษณะของภูเขาลูกนั้น ว่าจะมีอยู่แถวนั้น พอให้เป็นที่สังเกตหรือเปล่า
    เมื่อเห็นตายังกระตือรือร้น ผมค่อยเบาใจคิดว่ายังไม่หลอกเราแน่
    ผมแหงนหน้าขึ้นไปดูบนยอดไม้ ก็เห็นตาสุ่ยกับตายังกำลังพูดซุบซิบกัน พลางชี้มือไปข้างหน้า คงมีอะไรสะดุดใจ
    ไม่ช้าคนทั้งสองก็ไต่ลงมา ตายังเอ่ยขึ้นว่า “เราควรจะมุ่งหน้าไปที่ภูเขาลูกนั้น” พูดพร้อมกับชี้มือ “มันมีลักษณะตามที่เขาบอกไว้”
    เราช่วยกันเก็บสัมภาระ อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็ออกเดินทาง ให้ตายังเป็นผู้นำทาง มุ่งตรงไปทางภูเขาที่แกคาดคะเน
    บางแห่งก็เดินตามทางของพวกเดินป่า หลายครั้งก็ตัดออกนอกเส้นทางที่เห็นว่าเป็นทางตรง
    ทุกคนเงียบ คงพากันสงสัยว่า ถ้าพบทองเข้าจริง ๆ แล้ว จะเป็นอย่างไร ต่างใจจดใจจ่อจุดหมายอันเดียวกัน พอสายหน่อยก็พักหุงข้าวเช้ากินแล้วรีบเดินต่อ ภูเขาที่ตายังมองเห็นนั้น มองดูเหมือนใกล้ ๆ แต่เดินตั้งเช้าจนตะวันตรงหัวก็ไม่ถึง
    “เกือบถึงแล้วใช่ไหม? ตายัง” ไอ้ช่วยถาม
    “ยังเลย” ตายังว่า “ทนอีกนิดเถอะช่วย”
    ผมสั่งคณะหยุดพัก เพราะเห็นว่าเดินทางมาไกลแล้ว ไม่ได้พักเลย ไอ้ช่วยนอนแผ่เพราะมันเดินหาบของตลอดเวลา ผู้ใหญ่พวงมองดูแล้วก็สงสารบอกว่า “ต่อไปนี้กูหาบเอง”
    พักกินข้าวกลางวันแล้วก็เดินทางต่อ เริ่มเข้าป่าทึบ บางครั้งก็ปีนเขาลงเขา มีเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ เต็มไปด้วยป่าไม้นานาพันธุ์ เห็นเก้งวิ่งผ่านหน้าเราก็ไม่สนใจจะล่า กลัวจะเสียเวลาเดินทาง

    ในที่สุดเราก็มาพบภูเขาลูกนั้น ในเวลาพลบค่ำอากาศขมุกขมัววังเวงจริง ๆ เราไม่รอช้า กินข้าวเย็นที่เหลือเมื่อตอนกลางวันและรีบขัดห้างนอน
    ตาสุ่ยก่อไฟติดไว้ตลอดคืน ในป่าเปลี่ยวเช่นนี้เราไม่ไว้ใจอะไรทั้งสิ้น
    คิดตามระยะทางจากจุดที่เราเริ่มต้นริมถนนสายพิษณุโลก-หล่มสักมาถึงเขาลูกนี้ เดินทางหนึ่งวันเต็ม ๆ ดูตามแผนที่ก็พอจะเข้าเค้า
    รุ่งเช้า ไอ้ช่วยเป็นคนหุงหาอาหารพวกเราสี่คนออกสำรวจบริเวณรอบ ๆ เผื่อจะพบถ้ำสักแห่ง ดวงตะวันสูงขึ้นท้องเราเริ่มหิว ไม่พบร่องรอยอะไรเลย ตามแผนที่โจรก็เขียนไม่ละเอียดบอกแต่ว่า ‘ในถ้ำมีค้างคาว’ แต่อะไรก็ตามเถิด ขอให้พบถ้ำอย่างเดียวก็พอ พอจะให้พวกเรามีกำลังใจขึ้นบ้าง แต่ก็คว้าน้ำเหลว
    “กลับกันเถอะ” ผมบอกพรรคพวก เราเดินกลับมาทางเก่า ทุกย่างก้าวที่ผ่านไป เราทำเครื่องหมายเอาไว้ โดยถากเปลือกต้นไม้ป้องกันการหลงป่าและไม่ทำให้พวกเราค้นที่เก่า
    ระหว่างกินข้าวเช้า ตาสุ่ยถามตายังว่า
    “มึงแน่ใจหรือไอ้ยัง”
    “ความแน่ใจไม่เคยมี เพราะกูก็ไม่เคยมา” ตายังบอก “กูก็คาดคะเนเท่านั้น แต่คิดว่าคงไม่มาผิดทาง”
    “มึงต้องหาให้พบ” ตาสุ่ยว่า “หาไม่พบกลับไปถึงบ้านกูจะทำโทษมึง” ตาสุ่ยพูดทีเล่นทีจริง
    ผมจึงบอกว่า “อย่ามัวเถียงกันเลย เราทุกคนก็เสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะไม่มีผู้ผิด
    ภูเขาลูกนั้นตามแผนที่บอก บนหลังเขาเป็นโค้ง ๆ หยักกลางเหมือนเลขสาม แต่ก็มีภูเขาลูกอื่น ๆ ติดกันเป็นพืด
    “เป็นอย่างนี้ไหม?” ตอนปีนต้นไม้ดู” ผมถามตาสุ่ย
    “ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ แต่มันก็เป็นได้ทั่วไป”
    ผมจึงบอกทุกคนว่า “ค้นหาบริเวณแถว ๆ นี้แหละ แต่ค้นให้ทั่วขยายรัศมีออกไป พบหรือไม่พบอีกสองวันก็กลับ ไปค้นที่อื่นก็ไม่รู้จะไปเริ่มจุดไหน”
    เมื่อท้องอิ่มเราก็พากันออกเดิน หลังจากเอาเสบียงแขวนไว้ในที่ลับตา เรากะว่าจะกลับมานอนที่เก่า
    เรานำอาหารติดตัวไปพอได้กินกลางวัน ตอนเย็นจึงจะกลับมาหุงกินที่พัก แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กระจายกันออกค้นหาถ้ำ ผมกับตาสุ่ยแยกไปทางหนึ่ง ผู้ใหญ่พวงไอ้ช่วยตายัง แยกไปอีกทางหนึ่ง
    ผมสั่งให้ทุกคนทำเครื่องหมายไว้ตลอดทางที่ผ่าน เผื่อพวกหนึ่งวนมาพบเข้าจะได้รู้ว่าการค้นหาที่นี่ได้ผ่านไปแล้ว ควรแยกไปค้นทางอื่น
    เดินมาได้ครึ่งวัน ผมกับตาสุ่ยไม่พบถ้ำเลยสักแห่ง ป่าตรงไหนทึบเราก็บุกเข้าไปถึง เข้าใจว่าจะมีถ้ำซ่อนอยู่ตามไหล่เขา ก็ไม่พบเลยแม้แต่แห่งเดียว หลังจากบุกป่าซอกซอนจนเหนื่อยอ่อน
    ในที่สุด เราก็มายืนอยู่บนยอดเนินแห่งหนึ่ง มองสิ่งที่อยู่ห่างออกไปทางฟากเขาด้านโน้นไม่ไกลนัก
    มันเป็นหน้าผาหินตอนหนึ่ง มีลักษณะเหมือนปากถ้ำตั้งอยู่ ผมกับตาสุ่ยพากันยืนคิดพิจารณา อยากเข้าไปดูใกล้ ๆ แต่กว่าจะเข้าไปถึงก็ต้องปีนเขาอีกลูก แล้วไต่ลงเบื้องล่างไปอีก กว่าจะไปถึงตรงนั้นคงมืดค่ำพอดี
    เมื่อพบสิ่งที่น่าสนใจอย่างนั้น ผมก็ทำเครื่องหมายเอาไว้ตรงจุดที่ยืน และตลอดทางเดินกลับที่พัก ตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้า จะพาพรรคพวกมาดูพร้อม ๆ กัน
    คณะของผู้ใหญ่พวงมาถึงทีหลังพวกเราเพียงเล็กน้อย ท่าทางอิดโรย
    “พบอะไรบ้างไหม?” ตาสุ่ยถามพวกนั้น
    “พบแต่ป่ากับเขา” ไอ้ช่วยบอกเรื่อย ๆ
    “ไม่พบถ้ำเลยหรือ?” ตาสุ่ยถามซ้ำ
    “พบเหมือนกัน แต่ไม่มีค้างคาว” ไอ้ช่วยตอบ
    “พากันเข้าไปดูหรือเปล่า?” ผมถาม
    ผู้ใหญ่พวงบอกว่า “เข้าไปดูเหมือนกัน เป็นถ้ำใหญ่แต่ไม่มีค้างคาวสักตัว”
    “มันคงอพยพไปอยู่ที่อื่น” ผมว่า “มีร่องรอยอะไรให้เห็นบ้างไหม?”
    “ไม่ได้ดูละเอียด” ผู้ใหญ่พวงบอก “แต่ถ้านายสนใจ พรุ่งนี้เราไปดูด้วยกัน”
    ตาสุ่ยเล่าถึงการค้นหาของฝ่ายเราให้พวกนั้นฟัง ต่างพากันสนใจเมื่อเอาแผนที่ออกมาคลี่เปรียบเทียบดูอีกครั้ง เลยตกลงจะไปสำรวจดูที่ผมกับตาสุ่ยพบ
    รุ่งเช้าไอ้ช่วยรีบติดไฟหุงข้าว เมื่อกินอาหารเสร็จแล้วเราก็เคลื่อนย้ายสัมภาระออกเดินทางต่อ มุ่งไปทางที่ได้ทำเครื่องหมายไว้
    ขึ้นเขาแล้วก็ไต่ลงเขาอย่างทุลักทุเล มีอยู่หลายครั้งที่แต่ละคนก้าวพลาด จะหกล้มหลายครั้ง ต้องใช้มือเหนี่ยวเถาวัลย์และกิ่งไม้พยุงตัว ต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า จึงจะช่วยมิให้ลื่นไถลไปกระทบกับแง่หินอันแหลมคมซึ่งมีระเกะระกะอยู่ทั่วไป บางแห่งก็ชันมากเวลาลงเขา ตาสุ่ยต้องเอาเชือกที่เตรียมมาจากบ้านผูกกับต้นไม้ไว้แล้วให้ทุกคนจับเดินถอยหลังลงไปทีละคนนับว่าตาสุ่ยฉลาดและรอบคอบมาก
    ทำแบบนี้ เราไม่ค่อยพลาด เสบียงของเราก็ผูกเชือกหย่อนลง ให้คนที่ลงไปก่อนคอยรับ
    พอถึงตีนเขา แต่อยู่สูงกว่าพื้นล่างราวสี่เมตร เราทั้งหมดก็เห็นปากถ้ำโผล่ขึ้นข้างหน้า มีป่าไม้ล้อมรอบ
    ตาสุ่ยผูกเชือกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ก็เป็นหน้าผาสูงชัน แกเป็นคนแรกที่โหนเชือกลงไปข้างล่างก่อน ตายังสาวเชือกขึ้นมาผูกสัมภาระหย่อนตามลงไป
    เราโหนเชือกลงไปทีละคน ตายังเป็นคนสุดท้าย หลังจากเอาเชือกคล้องพันต้นไม้ เอาปลายเชือกทั้งสองข้างหย่อนลงไป จึงจับเชือกทั้งสองเส้นโหนตัวลง
    พอทุกคนลงไปหมดตาสุ่ยก็สาวเชือกม้วนเก็บไว้ตามเดิม เราเริ่มเดินทางเข้าสู่ปากถ้ำด้วยหัวใจเต้นแรง
    ทุกคนตื่นเต้น เมื่อเห็นค้างคาวหลงฝูงตัวหนึ่งเกาะอยู่ตรงปากถ้ำเรามาไม่ผิดทางแน่ เมื่อเอาสัมภาระซ่อนไว้ตรงปากถ้ำอย่างมิดชิดแล้ว เราเดินเรียงหนึ่งส่องไฟฉายดูทาง พอพ้นปากถ้ำเข้าไปไม่กี่มากน้อยจมูกของก็ได้กลิ่นเหม็นที่ระเหยมาจากในถ้ำ มันเหม็นอับจริง ๆ เหม็นมากจนต้องเอามือปิดจมูก ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ จะอาเจียนหลายครั้ง “เหม็นขี้ค้างคาว” ตาสุ่ยว่า
    ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะสู้หรือถอย ในถ้ำที่มืดอย่างนี้อาจมีเสือร้ายซ่อนตัวอยู่ก็ได้ คิดแล้วก็น่าหวาดเสียว ความเหม็นจนฉุน ความมืด ความระแวงภัย มีมากกว่าความอยากได้ทอง ความอยากได้มันหายไปหมด มีแต่ความหวาดกลัวเข้ามาแทนที่ แต่ผมก็ยังไม่พูดอะไรให้พรรคพวกเสียขวัญ
    ข้างหน้าคืออุโมงค์มืดตื้อ ที่เราเดินอยู่แสดงว่าเป็นทางเดินตรงไปยังถ้ำชั้นใน ซึ่งมีตัวสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอย่างมาก คือค้างคาวแม้จะเหม็นจนทนไม่ไหว ก็หวังกันว่ามีทองรออยู่ข้างหน้า คิดแล้วก็ขำ ทำราวกับว่าเป็นคนนำทองมาซ่อนไว้เอง และรู้ที่อยู่ของทองแน่นอน
    สำหรับตายังกับไอ้ช่วยดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่าใคร ๆ กลิ่นของทองนั้นหอมแรงกว่ากลิ่นของขี้ค้างคาวมากนัก เราทั้งหมดก้าวต่อไป และต่อไปตามทางที่มืด แสงไฟฉายของเราตัดกับความมืดเป็นวงสว่างนำทางลึกเข้าไป
    ตายังเดินนำหน้า หันมาบอกทุกคนว่า
    “ระวังตัวค่อย ๆ เดิน ขยับตาทีละก้าวมันอาจมีหลุมหรือโพรงอยู่ตอนใดตอนหนึ่ง ก่อนก้าวต้องเหยียบดูพื้นดูว่าแข็งแรงดีจึงก้าว”
    เสียงลมพัดดังอู้ ๆ มาจากทางปากถ้ำ ทำให้ใจไม่ดี ผมอยากจะถอนตัวกลับ ไม่เอามันละเรื่องทองเรื่องหยอง แต่พอจะขยับปากพูดก็กลัวพรรคพวกไม่เห็นดีด้วย จึงนิ่งไว้
    ผมรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล มันคล้ายกับว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นข้างหน้า แล้วก็จริงอย่างที่ผมสังหรณ์ใจ มันเกิดขึ้นจริง ๆ อย่างที่เราคาดไม่ถึงว่าจะรุนแรงเพียงนี้
    คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาคราวใดขนลุกซู่ ผมเกือบพาพรรคพวกเอาชีวิตไปทิ้งในถ้ำ เหมือนศพสองศพที่เราพบ พวกนั้นตายก่อนหน้าที่พวกเราจะไปถึง
    การเดินเข้าถ้ำคราวนั้นคิดแล้วน่าทุเรศ มือซ้ายปิดจมูกป้องกันกลิ่นเหม็น อีกมือหนึ่งกำไฟฉายคนละดวง ส่วนปืนนั้นสะพายไว้ที่ไหล่ ไม่อยู่ในลักษณะเตรียมพร้อม สมมุติว่าเสือหรืองูวิ่งเข้าทำร้ายในระยะกระชั้นชิด จะไม่มีทางต่อสู้ป้องกันได้ทัน
    ส่วนผมซึ่งมีไฟส่องสัตว์เป็นโคมไฟติดไว้บนหน้าผากก็จริง แต่ผมก็ปิดบ้างเปิดบ้างเพื่อถนอมถ่าน มือหนึ่งก็ปิดจมูก อีกมือหนึ่งก็กำสายสะพายปืน
    ทันใดนั้นเอง แสงไฟฉายของเราก็ไปกระทบเข้ากับโครงกระดูกของมนุษย์ร่างหนึ่ง ตายังคงจะตกใจเช่นเดียวกับพวกเรา มันเป็นจังหวะพอดีที่พื้นที่ตรงนั้นเป็นที่ลาดชัน
    ตายังผู้ซึ่งเดินออกหน้าไม่ทันระวังตัว เท้าข้างหนึ่งของแกเหยียบพลาด ทำให้ร่างของแกร่วงลงไปข้างล่าง
    พวกเราทุกคนตกใจ ยืนตัวแข็งอยู่กับที่
    เสียงตายังร้องสบถปนด่าขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่าง พวกเราก็เบาใจ พากันส่องไฟฉายไปยังร่างของตายัง ก็พบแกกำลังลุกขึ้น ผมจึงร้องถามไปว่า
    “เป็นยังไงตายัง?”
    “ผมตกลงมาบนกองขี้ค้างคาว” แกร้องตะโกนขึ้นมาจากเบื้องล่างซึ่งสูงแค่หน้าอก “ลงมาซี ค่อย ๆ ตามลงมา โยนเชือกลงมาก่อน ผูกปลายข้างหนึ่งไว้”
    ตาสุ่ยจัดแจงคลี่ขดเชือกออกทบกัน ปลายเชือกข้างหนึ่งเป็นบ่วงเอาเกาะไว้กับแง่หิน ให้ไอ้ช่วยโหนตัวลงไปหาตายังเป็นคนแรก มันบอกว่ามีแต่ขี้ค้างคาวลื่นไปหมด อีกสักครู่เราก็ค่อยทยอยกันลงอย่างระมัดระวังจนหมดทุกคน
    บัดนี้ เรามายืนรวมกันอยู่ที่บริเวณขี้ค้างคาว มันเป็นถ้ำหินปูนกว้างส่องไฟดูเพดานถ้ำเห็นหินย้อยระเกะระกะไปหมด และที่พื้นถ้ำก็มีหินงอกเหมือนหน่อไม้หิน
    ตาสุ่ยเอามือจับดูอันหนึ่ง มันก็อ่อนยุ่ยเหมือนผงชอล์ค แสดงว่าเป็นหินเกลือเกิดจากขี้ค้างคาว ค้างคาวแต่ละตัวมันจับผนังถ้ำด้านบนอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่งเป็นประจำ ถ่ายขี้หยดลงมานาน ๆ เข้าก็พอกขึ้นจนดูเป็นหน่อเป็นแท่ง
    รอบตัวเราทั้งบนเพดานถ้ำและตามผนังถ้ำ มีค้างคาวเกาะเต็มเป็นพืดแลดูดำไปหมด ผมขนลุกซู่
    คราวนี้เรื่องทองหายไป กลายมาเป็นความสนใจกับพวกค้างคาวมองดูแล้วน่าสะพรึงกลัว
    มันเป็นค้างคาวแม่ไก่ขนาดใหญ่ ขนตามตัวของมันเป็นขนอ่อนนิ่มมันปลาบยามต้องกับแสงไฟฉาย บางตัวมีขนสีน้ำตาล และทุกตัวกำลังนอนหลับนิ่ไม่กระดุกกระดิก เพราะเป็นเวลากลางวัน เวลาพลบค่ำจึงจะออกหากิน
    เมื่อแสงไฟฉายพุ่งไปกระทบมันเข้า มันก็อ้าปากร้องอิ๊ด ๆ ออกมา
    “ไหนล่ะ ทองอยู่ไหน?” ไอ้ช่วยถามขึ้น
    ทุกคนนิ่งเงียบ ใคร ๆ ก็ให้คำตอบไม่ได้ ถ้ำออกกว้างใหญ่ ไม่รู้ว่าโจรมันจะเอาทองซ่อนไว้ตรงไหน ต่อให้เทวดาก็ค้นไม่เจอ
    สักครู่ตายังพูดขึ้นว่า “เราก็ช่วยกันค้นซี เผื่อจะพบ”
    ผมไม่มีกะจิตกะใจเลย แต่เมื่อถลำตัวเข้ามาจนป่านนี้ ทุกคนก็จำใจค้นเดาสุ่มท่ามกลางความเหม็น ไฟฉายทุกดวงกราดไปมา ใช้เท้าถีบคุ้ยไปตามกองขี้ค้างคาว
    คิดแล้วก็ขำ จำนวนทองหยองต่าง ๆ ราคาไม่ต่ำกว่าแสน มันไม่ใช่วัตถุใหญโตอะไร ซ่อนไว้ที่ไหนก็ได้ อาจจะเป็นที่ที่เราผ่านมา หรือตามผนังถ้ำส่วนใดส่วนหนึ่งที่เราไม่รู้ โจรก็ไม่บอกตายังถึงรายละเอียดตรงที่เก็บทองไว้
    วงไปฉายของตาสุ่ยก็ไปกระทบกับสิ่งหนึ่งเข้า แกจึงตรงไปยังสิ่งนั้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกองขี้ค้างคาวที่ใหญ่และสูงกว่าเพื่อน แกเอาตีนถีบโดยแรงทำให้กองขี้ค้างคาวแตกกระจายออก เผยให้เห็นวัตถุสิ่งหนึ่งอยู่ข้างล่าง
    หีบเหล็กใบขนาดย่อม ขึ้นสนิมผุกร่อนไปหมด เมื่อเราช่วยกันดึงฝาเปิดออก ก็พบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในนั้นเลย
    ถึงแม้เจ้าหีบใบนี้จะไม่มีอะไร แต่มันก็ทำให้พวกเรานักล่าสมบัติตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
    เพราะว่าหีบเหล็กใบนี้ ย่อมแสดงว่าเราได้เข้ามาค้นถูกที่แล้ว และสร้อยทองคำกับทองแท่งที่ว่า อาจจะอยู่ไม่ไกลจากตัวเรา
    ขณะนั้น สายตาของเราค่อย ๆ คุ้นกับความมืดและมีลำแสงเล็ก ๆ ส่องลอดเข้ามา มันคงส่องมาจากที่ใดที่หนึ่งจากข้างบน ทำให้เกิดแสงสว่างภายในถ้ำ มองเห็นอะไรได้บ้างแม้ไม่ชัดนัก ก็ยังดีกว่าไม่มีแสงสว่างเอาเสียเลย
    เราพากันปิดไฟฉายเพื่อถนอมถ่านไว้ ใช้เพียงดวงเดียวที่จำเป็น
    มีอุโมงค์ทอดอยู่ข้างหน้า มันทอดไปยังถ้ำที่ใหญ่กว่าถ้ำเก่าอีกถ้ำหนึ่ง เมื่อเข้ามาถึงถ้ำนี้ เราได้ยินเสียงน้ำตกอยู่ต่ำกว่าที่เรายืนอยู่ไม่ไกลนัก
    ถ้ำใหม่ที่เข้ามานี้ ก็มีค้างคาวแม่ไก่ขนาดใหญ่ เกาะเพดานและผนังถ้ำเต็มไปหมดเช่นเดียวกับที่เราผ่านมา แต่กองขี้ของมันที่พื้นมีรอยเหยียบย่ำ และเป็นรอยเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนัก
    ตาสุ่ยกดสวิทช์ไฟฉายส่องไปทั่ว ๆ มุมหนึ่งของผนังถ้ำ มี ร่างคนตาย มีรอยสัตว์แทะกินเหลือแต่กระดูก แม้จะมีขี้ค้างคาวปกคลุมไว้ก็ยังมองดูเห็นว่าเป็นร่างคน
    ทุกคนยืนนิ่ง คงรู้ว่าบัดนี้ภัยกำลังจะเข้ามาถึงตัว แต่ก็ยังอยู่รายละเอียดของศพต่อไป เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงรู้ว่า มีมีปลายแหลมเล่มหนึ่งปักอยู่ระหว่างอกศพ คงจะเป็นพวกโจร อย่างน้อยสองหรือสามคนเป็นพวกที่รอดตายแอบหลบมาเอาทองก่อนเพื่อน ด้วยความโลภในส่วนแบ่งจึงฆ่ากันตาย
    ศพถูกฟันของค้างคาวแทะกิน จนเหลือแต่กระดูก ความร้อนและอากาศเสียทำให้เนื้อบางส่วนที่เหลือจากค้างคาวแทะเหี่ยวย่นจนติดกระดูกในสภาพของผีตายซาก
    ปีดปลายแหลมที่ปักคาศพ ด้ามของมันยังคาโด่ เป็นมีดปลายแหลมที่พวกชาวบ้านทั่วไปชอบพก คือมีฝัก ตัวมีดยาวขนาดหนึ่งฟุต ทั้งฝักทั้งด้ามห่อหุ้มด้วยปลอกอลูมิเนียมสีขาวเป็นปล้อง ๆ เพื่อให้สวยงาม
    ตาสุ่ยเอื้อมมือไปดึงมีดเล่มนั้นออกจากศพ
    “มีดผีตายโหงจะเอาไปทำไม” ผู้ใหญ่พวงร้องทัก
    ตาสุ่ยเลยขว้างทิ้งไปอีกมุมหนึ่ง
    บัดนี้ เราก็มาพบที่ซ่อนสมบัติโจรแล้ว แต่ยังหาทองที่โจรซ่อนไว้ไม่พบ หรือจะมีโจรอีกคนหนึ่งที่ฆ่าเพื่อนทั้งสองของมันและนำทองออกไป
    เรามัวแต่เพลินค้นหาทอง จนลืมเวลาที่ผ่านไป ลืมไปว่าเรายังไม่ได้กินข้าวกลางวันและเมื่อผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูก็ปรากฏว่าจวนจะค่ำมืดแล้ว
    เราพากันเดินย้อนกลับมาทางเก่า ตกลงกันว่าวันนี้เอาแค่นี้ก็พอกลับไปนอนพักเอาแรง พรุ่งนี้เช้า จะเอาอย่างไรค่อยว่ากันใหม่
    ขณะนี้กำลังพากันเดินกลับออกมานั้นเอง อย่างไม่คาดฝัน เจ้าค้างคาวตัวแรก ก็ลงมือโจมตีพวกเราทันที มันเป็นเจ้าตัวใหญ่ที่สุดในหมู่ที่เกาะอยู่ตามผนังถ้ำ มันปล่อยตัวจากที่เกาะดำดิ่งตรงมายังลำไฟฉายของตาสุ่ย
    ครั้งแรกมันบินวนรอบ ๆ ลำไฟฉาย แล้วมันโฉบลงมาเกาะที่มือตาสุ่ย
    “ไอ้ตัวบ้านี่เดี๋ยวกูจับย่างไฟเสียหรอก” ตาสุ่ยบ่นอย่างตกใจ สะบัดมือให้มันหลุด แต่มันเกาะมือตาสุ่ยติดแน่น
    ตาสุ่ยร้องลั่นแกถูกมันกัดด้วยฟันอันแหลมคม เอามืออีกข้างตะครุบตัวมัน จับโยนไปยังผนังถ้ำด้านเหนือ เราไม่อยากฆ่ามันกลัวผิดผีเจ้าที่เจ้าทาง
    ค้างคาวทุกตัวบินลงมาจากที่เกาะบนเพดานและผนังถ้ำ เหมือนฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดออกจากสนามบิน เป็นเวลาที่มันจะออกหากินจึงบินไปมามืดมัวไปหมดทั้งถ้ำ ขณะที่เราใช้ไฟฉายส่องดู
    เสียงร้องจี๊ด ๆ เจี๊ยก ๆ ของมัน เมื่อประดังขึ้นพร้อมกันเป็นร้อย ๆ เสียงก็ดังกลบถ้ำน่ากลัวชวนขนหัวลุกที่สุด พวกเรานักล่าสมบัติพลันรู้ตอนนี้เองว่าภัยกำลังจะเข้าถึงตัว แต่เราก็ทำอะไรมันไม่ได้ ขืนทำสุ่มสี่สุ่มห้าดีไม่ดีเจ้าที่เจ้าทางเอาเราตาประสบการณ์อยู่ป่าทำให้พวกเรารู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร
    พวกค้างคาวเหล่านี้ คงจะมีอะไรเข้าสิงคอยขัดขวางพวกเราไม่ให้เข้าไปค้นหาสมบัติต่อไป
    “พยายามหมอบติดพื้นถ้ำไว้” ผมตะโกนบอก “รีบออกไปให้เร็วที่สุด”
    ทั้ง ๆ ที่คอยหลบหลีกป้องกัน ก็ยังถูกฟันของฝูงค้างคาวเข้าจิกกัดหลายแห่ง
    ไอ้ช่วยตกใจสุดขีด เมื่อค้างคาวตัวหนึ่งกัดลงบนหนังหัว ไอ้ช่วยร้องลั่น ทั้งดึงทั้งสลัดมันก็ไม่ปล่อย
    ตาสุ่ยช่วยตะปบเจ้าค้างคาว กระชากมันออก ไอ้ช่วยเซไปตามแรงดึง เส้นผมและหนังหัวไอ้ช่วยติดไปกับปากค้างคาว ไอ้ช่วยร้องอย่างเจ็บปวด
    เสียงร้องของไอ้ช่วย ดูเหมือนจะช่วยให้ฝูงค้างคาวเกิดความแตกตื่นมากขึ้น มันบินไปมาเร็วขึ้นและส่งเสียงร้องดังขึ้นกว่าตอนแรก
    ตาสุ่ยรีบกดหัวไอ้ช่วยให้ต่ำลงเกือบติดพื้นถ้ำ แล้วก็ดึงแขนลากมันไปปากอุโมงค์
    เมื่อมาถึงถ้ำนอกตรงที่ตายังตกลงไป พวกเราก็พบว่าเจ้าค้างคาวในถ้ำนี้พากันแตกตื่นวุ่นวายตามเพื่อนของมัน เหมือนพวกถ้ำใน
    เราโหนเชือกหนีลนลานขึ้นมา
    ค้างคาวบินขวักไขว่ไปมาเป็นจำนวนพัน ๆ หรือหมื่นทีเดียว นอกจากบินภายในทางเดินของถ้ำแล้ว มันยังบินกลบกลุ้มอยู่ในอุโมงค์ที่ทอดออกไปยังปากถ้ำ
    เจ้าตัวหนึ่งโฉบลงเกาะและกัดคอตายัง อีกตัวหนึ่งเฉี่ยวจิกใบหน้าผู้ใหญ่พวง ตัวหนึ่งเกาะขาของผมและกัด ผมสลัดขาอย่างแรงแต่ไม่หลุดใครก็ไม่รู้รีบดึงให้
    ตอนนี้ตายังถูกฝูงค้างคาวเล่นงานมากกว่าเพื่อน แกลืมตัว ขึ้นนกปืนเตรียมยิงไปยังฝูงค้างคาว ตาสุ่ยร้องห้ามเสียงหลง ตรงเข้ากดปืนไว้
    “มึงอยากตายหรือไอ้ห่า” ตาสุ่ยด่าตายังเพื่อนของแก “เขาห้ามยิงมึงก็รู้”
    เราวิ่งบ่ายหน้าออกปากถ้ำให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้
    ตาสุ่ยนั้น    นอกจากใช้มือข้างหนึ่งต่อสู้กับฝูงค้างคาว ก็ยังใช้มืออีกข้างหนึ่งถือไฟฉายส่อง ในฐานะผู้นำทาง
    เราทั้งหมดกำลังต่อสู้กับฝูงค้างคาวที่ห้อมล้อมเล่นงานเราอย่างหนาแน่น เพราะตอนนี้ ภายในถ้ำที่เรากำลังเดินคับแคบลง เจ้าฝูงค้างคาวข้างในถ้ำต่างก็พากันบินออกปากถ้ำเพื่อหาอาหารพร้อมกัน
    เมื่อมันบินชนตัวเรา มันก็โจมตี เกาะแล้วกัดด้วยความโกรธที่พวกเรามาขวางทางบินของมัน
    เคราะห์ดีที่มันไม่เล่นงานนัยน์ตาพวกเรา ไม่อย่างนั้นก็เหมือนตายทั้งเป็น เนื้อหนังเราเต็มไปด้วยรอยเขี้ยวค้างคาวพรุนไปหมด ไอ้ช่วยอาการหนักกว่าเพื่อน
    เรากัดฟันวิ่งฝ่าฝูงค้างคาว แต่เจ้าฝูงใหม่ที่ดุกว่าก็เข้าโจมตีพวกเราซ้ำซ้อน
    กำลังขาทั้งสองของพวกเราอ่อนล้า แทบจะทรงตัวไม่อยู่ เจ้าค้างคาวฝูงนี้ทำไมมันรุมกัดที่ขานักก็ไม่รู้
    กางเกงขายาวเดินป่าของผมไม่พ้นฟันของมัน ผมปวดระบมไปหมด หรือน้ำลายของมันจะมีพิษ ความเจ็บปวดรวดร้าวทำ ให้ผมอยากระเบิดกระสุนออกไปสักชุด
    ก่อนเข้ามาค้นหาสมบัติในถ้ำ ด้วยความรีบร้อนเกินไปทำให้เราลืมกฏเกณฑ์ของป่าเราลืมจุดธูปขอขมาเจ้าที่เจ้าทาง อย่างที่เคยปฏิบัติมา
    พอนึกได้อย่างนั้นผมก็ตะโกนขึ้นดัง ๆ ว่า
    “ยอมแพ้แล้ว เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาทั้งหลาย ลูกช้างขออภัยด้วยที่ได้ล่วงเกินโดยไม่บอกกล่าวเสียก่อน พรุ่งนี้เช้าก็จะจากไปไม่มารบกวนอีกแล้ว”

    ฝูงค้างคาวจึงบินผ่านหน้าเรา พออ้าปากรับอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดที่ปากถ้ำ เราหันกลับไปพนมมือขึ้นพร้อมกันขอสมาลาโทษเจ้าป่าเจ้าเขา
    เราพากันล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อนหมดกำลัง ความมืดคืบเข้ามาทุกขณะ ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะติดไฟหุงข้าว ต่างพากันนอนบนพื้นหินไม่ไกลจากปากถ้ำ
    ฝูงค้างคาวออกจากปากถ้ำไปหากินตอนกลางคืน เสียงดังหวีดหวิวน่าสะพรึงกลัวเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ตัวไม่ขาดสายเหมือนลำควันสีดำเป็นเกลียวยาวจากถ้ำไปแนวป่า
    มันจะต้องมีมากเป็นจำนวนแสน ๆ ทีเดียว
    แล้วควันสีดำเป็นลำก็กระจายแตกออกเป็นจุดดำเล็ก ๆ เกลื่อนท้องฟ้า ฉวัดเฉวียนแพร่ไปทั่วทุกทิศ
    เมื่อควบคุมสติได้และมีกำลังขึ้น ตาสุ่ยจึงไฟหุงข้าว ค้นตามชะลอมสัมภาระก็ได้อาหารแห้งที่นำมาจากบ้าน พอได้กินเมื่อยามยาก
    รุ่งเช้าเราก็เดินโซซัดโซเซออกมาตามทางสายเก่า หลังจากตกแต่งบาดแผล ผมเอาทิงเจอร์ไอโอดินชุบสำลีใส่ตรงแผลให้ทุกคน มีรอยกะดำกะด่างทั่วหน้ากัน
    เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดจากพวกค้างคาวผี ที่เราสามารถช่วยตัวเองออกมาได้ก็นับว่าบุญทีเดียว มันน่าพรั่นพรึงสยดสยองยากที่เราทั้งหมดจะมีวันลืม.



























            
            






 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
J1214 วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 17.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jittima1214


กำลังทยอยอ่าน..ลูกพี่อย่าเพิ่งทำเรื่องหายเด้อ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
J1214 วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jittima1214


......

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]