• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 98999
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 10473 , 18:45:17 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

  

                         ภาพประกอบโดย : สุภี ปสุตนาวิน




อยู่บ้านป่าเป็นพรานแทบทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่จะเป็นพรานรุ่นไหนระดับไหนนั้น ค่อยพูดกันอีกทีหนึ่ง
    ความจำเป็นบังคับให้พวกเขาต้องล่าสัตว์เป็นอาหาร ตั้งแต่สัตว์เล็ก ๆ กบ เขียด อึ่งอ่าง แย้ บึ้ง นก อีเห็น กระต่าย ไล่ไปตามลำดับขึ้นไปจนถึงเก้ง กวาง หมูป่า วัวกระทิง และเสือโคร่ง
    ใครยิงสัตว์ใหญ่ได้ มีผลงานมากก็เลื่อนอันดับขึ้นไป ได้รับความยกย่องว่าเป็นพรานใหญ่
    ส่วนพวกล่าอีเห็นยิงกระต่าย กระรอก กระแต แย้ บึ้ง พวกนี้ไม่เรียกว่าเป็นพราน เพราะทำได้แทบทุกคน ในจำนวนพรานด้วยกัน ตาสุ่ยคนหนึ่งละที่ได้ขึ้นชื่อว่าพรานผู้ยิ่งใหญ่ ความสำเร็จของผมทุกครั้งก็มีตาสุ่ยอยู่เบื้องหลัง ผมจึงไม่ค่อยภาคภูมิใจ เมื่อทุกคนยกย่องว่าผมเป็นพราน
    ป่านเป็นพืชชนิดหนึ่ง ลำต้นขนาดแท่งดินสอดำ สูงประมาณหกสิบเซ็นต์ ใบเป็นขนค่อนข้างมน ไม่ยาวรีเหมือนใบต้นปอ คุณสมบัติของป่านก็คือความเหนียวของเส้นใย เหนียวกว่าปอแก้วและปออื่น ๆ
    ไม่รู้ตาสุ่ยไปได้พันธุ์มาจากไหน เขาเอามาปลูกไว้ริมฝั่งห้วยในไร่่ของเรา ขุดดินเป็นบริเวณกว้างแล้วทุบดินเกลี่ยให้เสมอกัน
    เอาเมล็ดหว่านไว้ในหน้าฝน ต้นป่านขึ้นงอกงามดีมาก เมื่อโตเต็มที่ตาสุ่ยก็ตัดเอามาลอกแกนข้างในออก ขูดผิวข้างนอกออกให้หมด ก็จะเหลือแต่เส้นใยแท้ ๆ สีขาว
    ตากแดดไว้สามวันสามคืน เรียว่า ‘สามหมอกสามแดด’
    ตาสุ่ยบอกผมว่า
    “ทำเช่นนี้เพื่อให้เส้นป่านอ่อนนุ่ม เพราะเส้นป่านจะปรับตัวของมันเอง เวลาถูกแดดพอแห้งแล้วก็แข็ง แต่พอถูกน้ำค้างหรือน้ำหมอกตอนกลางคืนก็จะกลับตัวอ่อนนุ่ม แต่พอตอนกลางวันถูกแดดอีกครั้ง ความแข็งก็ลดลง พอถูกน้ำค้างอีกรอบสองกลับอ่อนหนุ่มไปกว่าเก่า กลับไปกลับมาเช่นนี้พอครบสามวันสามคืนใยป่านก็อ่อนนุ่ม”
    จริงอย่างตาสุ่ยว่า ผมลองเอามือสัมผัสดูอ่อนนุ่มจริง ๆ ผิดกับวันแรกที่ตากแดดเฉย ๆ ครั้งเดียว
    สมัยนั้นด้ายไนล่อนไม่มีใครรู้จักยังไม่มีการผลิตออกจำหน่าย จะมีก็เพียงเส้นด้าย ความเหนียวและทนทานสู้ป่านไม่ได้
    ตาสุ่ยเอาป่านที่เตรียมไว้มาฉีกเป็นเส้นเล็ก ๆ ใช้หวีสางเพื่อให้ละเอียด จากนั้นก็ลงมือปั่นเป็นเส้นเกลียวเรียกว่า ‘เล็นป่าน’
    การเล็นป่านของตาสุ่ยก็คือ เอาเส้นป่านที่สางแล้วมาฟั่นกับหน้าแข้ง จะเอาเส้นโตขนาดไหนก็สุดแท้แต่ประโยชน์ที่จะใช้
    พอฟั่นได้ประมาณหนึ่งวา ก็เอาปลายข้างที่ฟั่นแล้วไปผูกโยงไว้กับขื่อของกระท่อม ใช้นิ้วชี้กับหัวแม่มือทั้งสองข้างปั่นเส้นป่านทั้งสองให้บิดกันเป็นเกลียว
    พอรู้สึกว่าเกลียวจะฝืด ก็เอาป่านทั้งสองข้างรวมกันบิดตามเกลียว เส้นป่านก็จะพันกันแน่นขึ้น เสร็จแล้วก็แยกป่านทั้งสองข้างออกจากกันใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างฟั่นต่อไป เมื่อเห็นว่าเส้นป่านแต่ละข้างเรียวเล็กไม่เสมอกัน ก็เอาเส้นป่านที่สางไว้แซมเข้าไปเรื่อย ๆ เส้นป่านที่ถูกปั่นให้เป็นเส้นเกลียวก็จะยาวไม่มีสิ้นสุด
    ที่ผมพูดเรื่องการเล็นป่านเสียยืดยาว ก็เพราะว่าเส้นป่านมีบทบาทมากกับชีวิตพรานป่า พวกเขาใช้งานมันสารพัดเกี่ยวกับการล่าสัตว์ เพราะป่านมีความเหนียวคงทน และทุกคนก็ปลูกเองไม่ต้องซื้อหา
    การนั่งเล็นป่านก็คือการนั่งหย่อนขา งอข้อศอกทั้งสองข้างเส้นป่านที่เล็นแล้วถูกเกาะไว้กับหัวตะปู เมื่อเล็นหรือฟั่งลงมาต่ำกว่าระดับข้อศอกก็จะดึงปลายที่เล็นแล้วให้รูดลงมาม้วนไว้ ที่ยังไม่ได้เล็นก็อยู่ระดับศอกพอดีทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
    ถ้านิ้วมือลื่น ก็จะใช้ชันตำเป็นผงให้ละเอียดหยิบบี้กับนิ้วมือให้สากตาสุ่ยทำเช่นนี้วันแล้ววันเล่า ยามใดที่ว่างจากงานในไร่หรือไม่ได้ออกไปไหนตาสุ่ยจะนั่งเล็นป่านทั้งวัน
    แกไม่เคยอยู่นิ่ง รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เช่น ก่อนนอนก็เล็นป่าน สานแหอะไรของแกไปตามเรื่อง
    นานวันเข้าเส้นป่านขนาดต่าง ๆ ก็ถูกตาสุ่ยเล็นม้วนเอาไว้เป็นก้อนกลม ๆ หลายขนาดทั้งเล็กและใหญ่
    ตาสุ่ยเลือกเอาเส้นขนาดก้านไม้ขีดไฟ ถักเป็นตาข่ายดักกระต่ายจะดักไก่ป่าหรืออีเห็นก็ได้
    ส่วนส้นเล็กลงไปก็ถักเป็นตาข่ายดักนกกระทาป่า ดักนกคุ่ม ตัวมันเล็กเท่ากำปั้นชอบหากินตามป่าแฝก และพุ่มไม้ใบบังที่รกทึบ
    ส่วนเส้นที่เล็กจริง ๆ ก็ใช้สนแห สานข่ายดักปลา สานสวิงจับปลา ตาสุ่ยขยันจริง ๆ ผมดูแกทำงานแล้วสบายใจ
    เครื่องมือเหล่านี้ พวกบ้านป่าที่เขาไม่มีใช้พากันหยิบยืม แต่พอได้สัตว์ก็แบ่งมาให้พวกเราด้วย จึงไม่ค่อยอดอาหารป่า
    การทำข่ายดักกระต่าย และนกกระทา ทำเหมือนกันเพียงแต่ว่าใหญ่หรือเล็กกว่ากันเท่านั้น ข่ายดักกระต่ายใหญ่กว่าข่ายนักนกกระทา วิธีทำก็คือ
    เอาหวายเส้นเล็ก ๆ มาถักสานเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดนิ้วครึ่ง ปลายสุดของตาข่ายทั้งสองข้างรวมยึดไว้กับห่วงวงแหวนสองอันนี้
    ตรงกลางของตาข่ายแต่ละตากว้างพอไม่ให้หลวมตัวกระต่าย ความกว้างเมื่อคลี่ออกประมาณหนึ่งเมตร
    คันตาข่ายเอาไม้ไผ่มาตัดเป็นรูปครึ่งวงกลมโตขนาดหัวแม่ตีน ปลายทั้งสองข้างทำไว้แหลม ๆ สำหรับปักดิน
    มีเชือกเส้นหนึ่ง ปลายข้างหนึ่งผูกกับหูตาข่ายที่เป็นหวายวงแหวนปลายอีกข้างหนึ่งร้อยไปตามริมตาข่ายไปจนสุด จึงร้อยวงแหวนอีกข้างเลยไปผูกติดกับโคนตาข่าย
    อีกข้างก็ทำเช่นเดียวกัน คือสลับกันปลายเชือกผูกหูข้างหนึ่ง ร้อยตามริมตาข่ายร้อยวงแหวนไปผูกโคนตาข่ายอีกข้างหนึ่ง เวลาไม่ใช้ก็เอาโคนคันตาข่ายเสียบเข้าในรูวงแหวน
    เวลาใช้งานก็ปลดหูวงแหวนออกจากโคนคันตาข่าย ปักคันตาข่ายไว้ คลี่ตาข่ายออก ด้านหนึ่งพาดไว้หลังคันตาข่าย อีกด้านหนึ่งหย่อนลงไว้เรี่ย ๆ พื้นดิน
    พอกระต่ายหรือไก่ป่าก็ตามวิ่งมาชนตาข่ายอย่างแรงตาข่ายก็จะลู่ไปตามแรงปะทะ เชือกสองข้างที่ร้อยไว้ริมตาข่ายกับหูวงแหวนก็จะรูดเข้ารัดตัวกระต่ายหรือไก่ป่าไว้
    การดักกระต่ายแต่ละครั้ง ก็ไม่ใช่จะไปเที่ยวดักสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าขืนทำอย่างนั้นก็คว้าน้ำเหลวเสียเวลาเปล่า
    ต้องไปสังเกตตามป่าละเมาะที่มีลานหญ้าอยู่ใกล้ ๆ สังเกตตามลานหญ้า กระต่ายชอบลงกินหญ้าตอนกลางคืนมันต้องทิ้งขี้เป็นร่องรอยไว้ให้เราเห็น หากเป็นขี้ใหม่ ๆ ก็หมายความว่า กระต่ายลงกินหญ้าเมื่อไม่นานมานี้ มันต้องหลบอยู่ในป่าแถวใกล้ ๆ นี้เอง
    หรือไม่ก็เมื่อตอนฝนตก กระต่ายมุ่งหน้าไปทางไหน มันจะเหยียบพื้นดินเป็นรอยไว้ให้เราเห็นเราก็แกะรอยตามไป เมื่อถึงป่าละเมาะข้างหน้าก็ลองอ้อมไปดูฟากป่าข้างโน้น ถ้าไม่เห็นรอยกระต่ายผ่านไปก็หมายความว่ามันต้องอยู่ในนั้น
    ขั้นต่อไปก็ตัดไม้มาทำเป็นรั้วเตี้ย ๆ ขนาดเพียงหัวเข่า เว้นช่องว่างเอาไว้ห่างกันประมาณสองถึงสามวา ต้องทำรั้วให้เหมือนธรรมชาติจริง ๆจากนั้นก็เอาตาข่ายไปปักไว้ตามช่อง ตาข่ายชุดหนึ่งมีประมาณยี่สิบถึงสามสิบอัน
    พอปักตาข่ายเสร็จก็อ้อมไปอีกทางหนึ่ง ไล่กระต่ายให้วิ่งมาชนตาข่าย เคาะไม้บ้าง ตีป่า ส่งเสียงดังพอให้กระต่ายตื่น กระต่ายก็จะวิ่งมาทางตาข่าย ตัวไหนโชคร้ายก็วิ่งเข้าชนตาข่ายถูกคนจับมาทำอาหาร
    ผมเคยไปกับพรรคพวกสองสามครั้งก็สนุกดี ตอนหลังปล่อยให้ตาสุ่ยกับครูธีระไปตามลำพัง
    ส่วนการดักนกกระทาและนกคุ่มนั้น สัตว์พวกนี้ชอบหากินปลวกหรือแมลงตามพุ่มไม้ใบบังที่รกทึบ มีใบไม้หล่นเต็ม เราก็เกลี่ยใบไม้ออก ทำเป็นทางเดินเล็ก ๆ ยาวคดเคี้ยวไปตามสุมทุมพุ่มไม้
    เอาตาข่ายเล็ก ๆ นี้แหละปักเอาไว้ตามเส้นทางเป็นระยะ ๆ ไม่ต้องไปไล่หรือโห่เหมือนกระต่าย ปักทิ้งเอาไว้ถึงเวลาก็ไปตรวจดู อาจได้นกติดตาข่ายให้เราจับมาเป็นอาหารไม่มากก็น้อย
    พวกเด็ก ๆ เคยทำแร้วดักไว้ตามทางเดินที่ว่า ก็ปรากฏว่าได้นกมาเป็นอาหารเหมือนกัน
    เครื่องมือจับสัตว์อีกชนิดหนึ่งคือลูกดอก พวกบ้านป่าเรียกว่า ‘พุ’เครื่องมือชนิดนี้ใช้กันแพร่หลาย สำหรับยิงสัตว์เล็ก ๆ มีใช้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ใช้ง่ายต้นทุนถูกใคร ๆ ก็มีไว้ประจำบ้าน
    วันหนึ่ง ครูธีระบอกผมกับตาสุ่ยว่า
    “ผมจะทำพุไว้ใช้สักสองอัน ไปดูเขาทำมาแล้วไม่ยากเลย ตาสุ่ยช่วยผมด้วยนะ”
    “ทำไปเถอะครู” ตาสุ่ยบอก “ของกล้วย ๆ อย่างนี้เด็กมันก็ทำได้”
    ครูธีระไปหาตัดไม้รวกลำงาม ๆ มาได้สองลำเลือกเอาลำที่ตรงที่สุด ลำหนึ่งยาวประมาณสี่เมตร อีกลำยาวประมาณสามเมตร
    “เอาถึงสองอันเชียวหรือครู?” ตาสุ่ยถามขึ้น
    “ทำเผื่อไว้ หากไม่ได้อันหนึ่งก็ยังเหลืออีกอันหนึ่ง” ตาสุ่ยหัวเราะบอกว่า “มันจะยากอะไร ทำไว้สองอันก็ดี เลือกใช้อันไหนก็ได้”
    ครูธีระก่อไปขึ้นเอาไม้รวกสองลำลนไฟพอให้ร้อนไม้รวกจะได้อ่อนตัว ตาสุ่ยช่วยดัดให้ตรงใช้สายตาเล็งแล เมื่อเห็นว่าไม่ตรงไหนไม่พอดีก็ใช้ผ้าขาวม้ารองที่หัวเข่า สองมือโน้มเข้ามาจนแน่ใจว่าไม้รวกทั้งสองลำนั้นตรงแน่วดี
    จึงเอาปลายไม้รวกทั้งสองลำผูกติดกับเชือกแขวนไว้กับกิ่งไม้สูง ๆ ส่วนหางโคนไม้รวกก็ใช้เชือกผูกเช่นกัน เอาก้อนหินใหญ่ ๆ หนักขนาดยี่สิบกิโลกรัมผูกถ่วงไว้ ความมุ่งหมายก็เพื่อให้ไม้รวกทั้งสองลำนั้นอยู่ตรงแน่วไม่คดงอ
ทิ้งไว้อย่างนั้นประมาณสองอาทิตย์จึงแก้ลงมา จากนั้นก็ทำการเจาะรู
    การเจาะรูให้ไม้รวกให้ลำกล้องทะลุถึงกันนั้น ทำได้ไม่ยาก บังเอิญไอ้ช่วยมีเหล็กเจาะของมันอยู่ชุดหนึ่ง ครูธีระจึงขอยืมมาและไอ้ช่วยก็มาช่วยทำจนเสร็จ
    มีเหล็กหนึ่ง เหล็กสอง และเหล็กสาม ใหญ่เล็กแตกต่างกัน เหล็กหนึ่งโตขนาดแท่งดินสอดำ ยาวหนึ่งฟุตเสียบปลายแหลม นำมาผูกกับเหล็กแยง เป็นเหล็กเส้นขนาดสองหุนยาวก็ขนาดลำกล้องพุ
    เอาเหล็กหนึ่งเผาไฟจนแดง แยงเข้าไปผ่านข้อปล้องไม้รวก เมื่อเหล็กเย็นดันไม่เข้าก็ชักออกมาเผาไฟใหม่ ดันเข้าไปจนทะลุ
    ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นเหล็กสอง โตขึ้นมาอีกหน่อย ทำเช่นเดียวกับเหล็กหนึ่งจนทะลุลำกล้อง จึงเปลี่ยนมาใช้เหล็กสามคือโตได้มาตรฐาน ตรงปลายเหล็กแหลมโตขนาดห้าหุน แต่ทางหางเรียวเล็กลงมาขนาดสองหุน พอดีกับเหล็กแยง มีหยักไว้สำหรับใช้ลวดเส้นเล็ก ๆ ผูกติดกัน
    เผาไฟจนแดงแล้วจึงเอาแยงเข้าไปในลำกล้อง ใช้มือดันเข้าไป พอเหล็กเย็นดันอีกก็ไม่เข้า จึงชักออกมาเผาไฟให้เหล็กร้อนใหม่แล้วนำเข้าไปดันต่อ เหล็กที่กำลังร้อนจะไหม้ผนังลำกล้องให้เหล็กผ่านไปเรื่อย ๆ จนทะลุลำกล้อง
    ในที่สุดไม้รวกสองลำก็จะถูกเจาะให้แต่ละปล้องทะลุถึงกัน ทำอย่างนี้พวกบ้านป่าเรียกว่า ‘ล่องพุ’
    ตาสุ่ยเอามีดเหลาโคนลำกล้องทั้งสองอันให้มน ๆ พอดีกับริมฝีปากที่อมเวลาเป่า
    ไอ้ช่วยตัดไม้รวกมาผ่า เหลาให้เป็นลูกดอก พูดขึ้นว่า “วันนี้หนึ่งขวดนะครู ค่าบริการ”
    “เออทำไปเถอะ ทำเร็ว ๆ เข้า แกจะได้เอามันไปหากับแกล้ม” ครูธีระบอก ไอ้ช่วยยิ้มชอบใจ
    ลูกดอกที่ไอ้ช่วยทำก็คือ ตัดไม้รวกยาวห้าสิบเซ็นต์ผ่าแล้วเหลาทางหางให้เรียวลงไปขนาดกลมโตขนาดหนึ่งหุน
    ตรงปลายลูกดอกเหลาแบน ๆ กว้างขนาดสองหุนยาวขึ้นมานิ้วสองหุน ทำเงี่ยงเอาไว้ทั้งสองข้าง คือยิงถูกแล้วลูกดอกไม่หลุด เงี่ยงของลูกดอกจะฝังติดอยู่ในเนื้อ
    เมื่อเหลาเสร็จก็ลนไฟเพื่อให้แกร่ง ปลายแหลมตรงมีเงี่ยงลนไฟนิด ๆ เพื่อไม่ให้ปลายลูกดอกฉีก
    ตรงหางลูกดอกที่ไม่มีเงี่ยงเอานุ่นที่ตีจนเป็นปุยมาห่อไว้ โตพอ ๆกับลำกล้อง เอาด้ายเส้นเล็ก ๆ พันกลับไปกลับมาให้เรียวลงไปทางปลายเงี่ยงกันนุ่นหลุด
    ส่วนทางหางลูกดอกโตขนาดพอดีกับรูลำกล้องพุ ต้องให้พอดีจริง ๆ คือไม่คับเกินและไม่หลวมเกินไปถ้าคับหรือแน่นเกินไป ลมปากที่เป่าจะไม่สามารถดันลูกดอกออกจากลำกล้องได้เพราะความฝืด
    หากหลวมเกินไป ลมเป่าก็จะรั่วไม่มีแรงขับดันลูกดอก เมื่อเห็นว่าคับไปก็เอานุ่นออก หากเห็นว่าหลวมไปก็เพิ่มนุ่นเข้า ทดลองดูจนพอดีจึงเก็บไว้ในกระบอกไม้ไผ่ กะว่าให้ลูกดอกทางที่มีนุ่นโผล่ขึ้นมาพอหยิบได้สะดวก ทำสายสำหรับสะพายไว้ข้างหลัง ตาสุ่ยช่วยทำอีกคนไม่ช้าก็ได้ลูกดอกหนึ่งกำมือ
    ไอ้ช่วยทดลองยิงดูทุกดอก ยัดลูกเข้าทางโคนลำกล้องผลักเข้าไปให้เสมอโคน แล้วยกขึ้นพาดกับกิ่งไม้ใช้ลมปากเป่าอย่างแรง ลูกดอกวิ่งไปยังเป้าหมายพอดี
    จากนั้นตาสุ่ยกับไอ้ช่วย ก็พากันแบกพุคนละอันเดินเข้าป่าหายไปเมื่อคนทั้งสองกลับมาจึงมีนกหลายตัวทำอาหารแกล้มเหล้า
    จากนั้นมา หลังโรงเรียนเลิก ครูธีระจะแบกพุหรือลำกล้องลูกดอกของแกไปเที่ยวด้อม ๆ มอง ๆ ตามป่าไผ่ ในขณะที่ผมกับตาสุ่ยกำลังขลุกอยู่กับงานในไร่ ได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่โชค วันไหนโชคดีก็ได้นกตัวสองตัวพอแก้ขัดไปวัน ๆ
    เครื่องมือของพรานหรือของพวกบ้านป่าอีกอย่างหนึ่ง ก็คือหน้าไม้ประสิทธิภาพการยิงดีกว่าลูกดอกหน่อย แต่ก็ใช้ยาก อันตราย คนใช้จะต้องระมัดระวังเมื่ออยู่ด้วยกันหลายคน อาจลั่นใส่พวกกันเองก็ได้ เพราะหน้าไม้เมื่อโกร่งคันเกาะกับบากแล้วจะติดลูกไว้บนรางตลอดเวลาก็ไม่ได้ เดี๋ยววนไปวนมาก็ลั่นถูกพวกกันเอง เวลาจะยิงจริง ๆ จึงขึ้นสายและน้าวสายเข้ามาบากซึ่งทำไว้เพียงตื้น ๆ หลุดง่ายเหลือเกิน
    ใช้ขี้สูดได้จากแมลงชนิดหนึ่งที่เกิดตามจอมปลวก ก็อย่างที่คนอีสานใช้ติดกับเต้าแคนนั้นแหละครับ ติดไว้กับราวพาให้ลูกหน้าไม้ติดไม่หลุด เวลายิงแหงนหน้าเอียงมาก ๆ
    ลูกของหน้าไม้ทำด้วยไม้ไผ่เหลากลม ๆ เล็กกว่าแท่งดินสอดำตรงหางเอาใบตาลทำเป็นรูปข้าวหลามตัดติดไว้ไม่ให้ลูกหน้าไม้เฉเวลาวิ่งออกจากแล่ง ส่วนปลายนั้นไม่นิยมเสี้ยมให้แหลม เขาว่ามันฉีกได้ง่าย ๆ จึงเพียงแต่ทำให้ปลายสุ่มลงไม่ถึงกับป้าน
    สายหน้าไม้ทำด้วยป่านเหนียว มีบ่วงสองข้างสำหรับเกาะกับคันหน้าไม้ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ป่าอย่างดี ส่วนตัวหน้าไม้ใช้ไม้เนื้อแข็งจะเป็นประดู่หรือชิงชันก็สุดแท้แต่
    สายของหน้าไม้จะขึ้นไว้ตลอดเวลาก็ไม่ได้ เดี๋ยวสายจะยืด ไม่มีแรงผลักดันลูกหน้าไม้ เขาจึงปลดไว้ตลอดเวลา เวลาจะยิงแต่ละครั้งจึงขึ้นสาย โดยใช้เท้ายันคันหน้าไม้ให้โกร่ง แล้วรูดสายขึ้นไปเกาะยังปลายคันซึ่งมีบ่ารับยกหน้าไม้ขึ้นเอาหางมาเท้ากับพุง
    สองมือน้าวหน้าไม้มาเกาะกับบาก ซึ่งมีไกหย่อนลงไปข้างล่าง เอามือขวาจับไว้ใช้หัวแม่มือกดสายหน้าไม้ให้ติดกับบาก
    มือซ้ายเอื้อมไปเอาลูกในกระบอกข้างหลัง หรือไม่ก็จากปากที่คาบไว้แล้ววางลงในรางเลื่อนมือมาประคองหน้าไม้ตรงกึ่งกลาง ส่วนมือขวาก็ประคองคอยน้าวไก คนที่มีความชำนาญก็ทำได้รวดเร็ว
    ส่วนคนที่ไม่ชำนาญก็เก้งก้าง ดีไม่ดีสายหน้าไม้จะลั่นเสียก่อนกระดิกไก
    อุบัติเหตุจากหน้าไม้มีให้เห็นบ่อย ๆ ส่วนมากก็เกิดจากพวกไม่ชำนาญ พวกเด็กหนุ่ม ๆ เอาของพ่อของพี่มาหัดยิง ถ้าเห็นพวกนี้ถือหน้าไม้ผมต้องเลี่ยงหนีไปไกล ๆ กลัวอุบัติเหตุ ดีไม่ดีอาจลั่นใส่โดยไม่ได้ตั้งใจ
    พวกที่ชำนาญในการยิงหน้าไม้ พูดกันว่า
    “ถ้าจะพูดอีกแง่หนึ่ง หน้าไม้มีส่วนดีกว่าปืนอยู่บ้าง คาถาบางอย่างอาจจะกันลูกปืนได้ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีคาถาป้องกันหน้าไม้” เขายังพูดกันอีกว่า
    “ถ้าจะยิงหวังผล เอากระดูกไก่สวมเข้ากับปลายหน้าลูกไม้ เวลายิงคนหรือสัตว์ก็ดี พอยิงเข้าไป ดึงลูกหน้าไม้ออก กระดูกไก่ที่ติดปลายลูกหน้าไม้จะหลุดฝังอยู่ในนั้น คนหรือสัตว์ที่ถูกยิงจะไม่มีทางรอด ยิ่งได้ผสมยาพิษเข้าไปกับกระดูกไก่ เช่น ยางน่อง แผลยิ่งเป็นพิษเร็วขึ้น”
    ผมฟังแล้วก็รู้สึกเสียว มนุษย์เราหาทางออกจนได้เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงกันข้าม
    ปืนนั้นไม่ค่อยมีครบหลังคาเรือน เพราะปืนเป็นของหายากและมีราคาแพง ทุกคนที่อยู่บ้านป่าจึงมีหน้าไม้กันทุกคนเพราะสร้างขึ้นได้เอง พวกเขาพากันทำหน้าไม้ไว้ล่าสัตว์และป้องกันตนเอง
    หน้าไม้เคยสร้างวีรกรรมให้ผมเห็นครั้งหนึ่ง มันดีกว่าปืนหลายกระบอกเมื่อตอนล่ากวางคราวนั้น ดังผมจะเล่าให้ฟัง
    พฤษภาคมเป็นเดือนที่ฤดูใบไม้ผลิ ย่างเข้าเดือนหกฝนตกแต่ต้นปี ป่าทั้งป่าที่ถูกไฟเผาในฤดูแล้งกลับมีชีวิตชีวา
    ต้นไม้ใบหญ้าเมื่อได้รับฝน ก็เริ่มผลิดอกออกช่อ ใบเก่าร่วงหล่นทิ้งไป ใบใหม่เกิดมาแทน
    หญ้าระบัดใหม่กำลังขึ้น น้ำในห้วยหนองกลางป่าที่แห้งขอดจนขุ่นคลั่กในหน้าแล้งกลับมีน้ำขังเป็นแห่ง ๆ พวกสัตว์ป่าระเริงไพร พากันเที่ยวออกหากิน
    ฝนตกใหม่ ๆ เช่นนี้เหมาะสำหรับการแกะรอย พื้นดินอ่อนนุ่ม พวกสัตว์ป่าเที่ยวออกหากินเดินไปทางไหนก็จะประทับรอยให้เราเห็นอย่างชัดเจน
    หน้านี้ทุกคนว่างงานในไร่นา พอฝนเริ่มตกลงมาก็พากันออกตระเวนไพรหายิงสัตว์ ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ หาเก็บผักนางอางหญ้าอะไรไปตามเรื่อง ผักป่ากำลังขึ้นงอกงาม
    ผู้ใหญ่พวงบอกผมว่า “วันนี้ออกเที่ยวป่ากันเถอะครับ ฝนตกใหม่ ๆ เช่นนี้คงแกะรอยไม่ยาก”
    “เอาซี” ผมบอก “ไปทางไหนดี”
    “เราไปเริ่มที่ดงอีจานดีไหม? แถวนั้นสัตว์ชุม”
    “ตกลง”
    มีพวกเพื่อนบ้านขอติดตามไปด้วยหลายคน ผมไม่ชอบเลยการไปหลาย ๆ คน ทำให้สัตว์ตื่นเปล่า ๆ ส่วนมากก็ไปเพื่อความสนุกเท่านั้น บางคนไม่รู้กฏของป่า ทำให้ผมไม่สบายใจ
    แต่เมื่อทุกคนต้องการจะไป ผมก็ไม่รู้จะห้ามเขายังไง ใครอยากไปก็ไป นึกว่าไปเที่ยวพักผ่อน กินข้าวกลางวันกลางป่าก็แล้วกัน
    ทุกคนห่อข้าวไปกินกลางวัน ใครมีปืนก็เอาไปด้วย ส่วนพวกที่ไม่มีปืนมีหน้าไม้หรือลูกดอกก็เอาไปกัน บางคนมีมีดเพียงเล่มเดียวเราออกเดินทางพร้อมกับหมา 4-5 ตัว เมื่อถึงจุดกำหนดก็พบรอยกวางเข้าพอดี พากันเดินตามรอยไปเรื่อย ๆ คนเป็นฝูง ๆ อย่างนี้ จะทำให้สัตว์ตื่นมากกว่า เพราะพวกนั้นคุยกันเสียงดัง ผมจึงแยกตัวออกมากับตาสุ่ย
    ผมบอกผู้ใหญ่พวงกับไอ้ช่วยให้พาพวกนั้น แกะรอยตามไปเรื่อย ๆ ส่วนผมกับตาสุ่ยและไอ้เขียวหมาคู่ใจลัดเลาะเข้าป่าไผ่ทะลุออกดงลานไม่ช้าเราก็มานั่งพักเหนื่อยอยู่บนก้อนหินริมฝั่งห้วยแห่งหนึ่ง
    ไอ้เขียวหูชันตาจ้อง ตาสุ่ยตบคอมันเบา ๆ บอกไม่ให้มันเห่า ไม่ช้าเราก็มองเห็นกวางตัวหนึ่งกำลังยืนกินใบไม้อยู่ห่างจากพวกเราราวหนึ่งเส้น
    ตาสุ่ยกระชับปืนในมือย่องเข้าไป ส่วนผมคุมไอ้เขียวไว้กลัวมันจะวิ่งเข้าไปเห่าทำให้กวางตื่น
    เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ผมกับไอ้เขียวพากันวิ่งไปหาตาสุ่ยก็พบแต่ความว่างเปล่า กวางกระโจนเข้าป่าหายไป ตาสุ่ยกำลังยืนบรรจุกระสุนปืนอยู่
    เสียงปืนทำให้พวกที่แกะรอยไปอีกทางหนึ่ง วิ่งมาหาผมกับตาสุ่ยพวกเขาคงคิดว่าเรายิงอะไรได้บ้าง เมื่อไม่พบอะไร จึงพากันแกะรอยตามไปอีก ทิ้งรอยทางโน้นไว้เพราะตามไปตั้งนานก็ไม่เห็นตัว
    จนกระทั่งดวงตะวันตรงหัวก็ยังตามกวางตัวนั้นไม่ทัน เราหยุดพักกินอาหารกลางวันที่ริมห้วยแห่งหนึ่ง คิดว่าวันนี้คงไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ
    กินข้าวแล้วผมก็ล้มตัวลงนอนด้วยความเกียจคร้าน คนอื่น ๆ ก็ทำตามบ้าง แต่ก็มีหลายคนแยกไปอีกต่างหาก พวกเขาไปเที่ยวหายิงสัตว์เล็ก ๆ พอได้ทำอาหารเย็น บางคนก็หาเก็บผักป่าอะไรไปตามเรื่องดีกว่าเสียเที่ยว
    พอบ่าย ๆ เราก็ลุกขึ้นเดินต่อ ขณะนี้เหลือคนอยู่เพียง 7-8 คนนอกนั้นไม่รู้พวกเขาพากันหายไปไหน
    เราเริ่มเดินตามรอยกวางตัวนั้นต่อ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความหวัง แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านั้น คิดว่าพอค่ำ ๆ หมดเวลาก็จะพากันกลับ
    ดวงตะวันคล้อยต่ำลงไปทุกที ไอ้เขียวกับหมาอีกสองตัววิ่งนำหน้าไปเรื่อย ๆ เดินไปจนเหนื่อยเราก็ได้ยินเสียงหมาเห่า
    ผมบอกให้ทุกคนระวังตัว อย่าได้ยิงสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวลูกปืนจะถูกหมาและพวกกันเอง เราออกวิ่ง พอไปถึงก็เห็นหมาทั้ง 3 ตัวเห่าล้อมกวางไว้ กวางพยายามสู้เต็มที่แต่หมาก็ล้อมหน้าล้อมหลัง พอเห็นพวกเรากวางก็วิ่งหนี หมาไล่พวกเราก็วิ่งตาม ใครวิ่งเร็วก็แซงขึ้นหน้า
    พอยิงเสร็จหยุดบรรจุกระสุน พวกหลังแซงขึ้นไปอีก พอทันก็ยิงออกไป ผลัดกันยิงคนแล้วคนเล่าก็ไม่เห็นใครหยุดกวางไว้ได้ มีทิดตุ่นวิ่งเร็วกว่าเพื่อน
    ทิดตุ่นวิ่งอ้อมไปดักหน้า ยิงหน้าไม้ไปปักเข้าที่สวาบตรงสีข้างกวางลูกหน้าไม้ยังปักโด่อยู่ เสียงปืนก็ดังไม่ขาดระยะ ผลสุดท้ายกวางตัวนั้นก็กระโดดลงไปในหนองน้ำกลางป่า หมดแรงนอนลง ใครคนหนึ่งถือไม้วิ่งลงไปตีซ้ำ แล้วช่วยกันลากขึ้นมา
    จากเสียงปืนที่ดังขึ้นหลายนัด เรียกให้พวกที่แยกจากเราไปกลับมารวมกันอีกครั้ง
    เมื่อเอาศพกวางขึ้นมาพิสูจน์ เพื่อชำแหละใคร ๆ ก็ว่ากวางตายเพราะโดนปืนของตัวเอง เพื่อต้องการหัวกับเขาสำหรับคนยิง
    แต่เมื่อพิจารณากันถี่ถ้วน ไม่มีรอยกระสุนเลย มันตายเพราะหน้าไม้แท้ ๆ หน้าไม้ยิงเข้าสวาบตรงพุงทำให้เลือดตกในอ่อนกำลังลง
    คนได้หัวกวางไปจึงเป็นทิดตุ่นเจ้าของหน้าไม้ เมื่อชำแหละกวางต่อไปก็พบลูกตะกั่วกระสุนปืนขนาดเม็ดข้าวโพด 3 ลูกโดยไม่มีบาดแผลภายนอกเลย เสียงตาสุ่ยพูดขึ้นว่า
    “เพราะไอ้นี้เองพวกเราจึงยิงมันไม่ถูก”
    “อะไรกันตาสุ่ย” ผมถามพร้อมกับชะโงกหน้าเข้าไปดูกับผู้ใหญ่พวง
    ตาสุ่ยก็บอกว่า
    “ลูกปืนครับนาย ไอ้นี้แหละเป็นภูมิคุ้มกันกระสุนของเรา มีคนยิงมันครั้งแรกไม่ตาย กระสุนฝังในแผลหายดีหุ้ม จึงกลายเป็นของขลัง”
    ทิดตุ่นเจ้าของหน้าไม้ยึดมันไว้เป็นของส่วนตัว โดยไม่มีใครคัดค้าน ตอนหลังเขาแบ่งให้ผมกับผู้ใหญ่พวงคนละลูก ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นของขลังถึงกับกันลูกปืนได้อย่างตาสุ่ยว่า เพราะขณะยิงปืนนั้น ทุกคนยิงไล่หลังกวางตัวนั้นไม่ใช่เป้านิ่ง มีเจ้าของหน้าไม้คือทิดตุ่นคนเดียวโชคดีกว่าเพื่อน ยิงมันถูก
    ในยามปกติ หน้าไม้ถ้าไม่ใช้ยิงสัตว์เขาก็ใช้ยิงชัน ชันเกิดตามต้นเต็งรัง ไหลย้อยออกมาจากต้นจนแห้งแข็งเป็นแท่งหย่อนลงมาโตขนาดแขนเด็กก็มี
    พวกเก็บชันใช้ไม้ส้าวยาว ๆ กระทุ้งให้ร่วงลงมา แต่ถ้าสูงเกินไปไม้ส้าวแหย่ไม่ถึง ผมก็เห็นเขาเอาหน้าไม้นี้แหละยิง ให้ชันร่วงลงมาแล้วเก็บไปขายพวกพรานรุ่นเยาว์หรือพรานสมัครเล่น เขามีเครื่องดักสัตว์จับสัตว์หลายอย่างเช่นหน่วงดักแย้ มีไว้ประจำทุกบ้านไม่ต่ำกว่าสิบอัน
    วิธีทำก็คือ หาไม้ไผ่เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 2 นิ้วครึ่ง ตรงปากกระบอกหน่วงให้มีความยาว 3 นิ้ว ถึง 3 นิ้วครึ่ง เหลือเป็นเดือยไว้ข้างล่างกว้างหนึ่งนิ้วยาว 3 นิ้ว เสี้ยมปลายให้แหลมสำหรับปักดิน ส่วนข้างบนเลยขึ้นไปตรงกับเดือยล่างยาวประมาณหนึ่งเมตรกว่า ๆ โคนโตขนาดหนึ่งนิ้วแบน ๆ ปลายแหลมให้เรียวขึ้นไปเป็นคันแร้ว
    เจาะรูเล็ก ๆ พอเชือกป่านหลวมรูดไปมาได้ เชือกป่านเล็ก ๆ ปลายข้างหนึ่งผูกติดกับปลายคันหน่วง ส่วนปลายข้างหนึ่งสอดเข้าในรูเล็ก ๆ ข้างกระบอกหน่วง แล้วทำบ่วงรูดไว้ พอโน้มเชือกลงมาคันหน่วงก็จะโก่งรั้งเชือกเอาไว้ผูกสลักเหนือบ่วงรูดขึ้นมา แล้วเอาขัดกับลิ่มไว้ตรงปากกระบอกหน่วง
    เวลาจะใช้งานก็เอาเครื่องมือชนิดนี้ที่เรียกว่าหน่วง ไปปักตามรูแย้โน้มเชือกลงมาเอาสลักกับลิ่มขัดกันไว้ตรงปากกระบอก พอแย้ออกจากรูหากินก็จะลอดบ่วงขึ้นมาหัวของแย้มาดันสลักและลิ่มให้หลุด คันหน่วงที่ถูกรั้งเอาไว้ก็คืนตัวกระตุกอย่างแรง รัดตัวแย้ติดกับหน่วงดิ้นกระแด่ว ๆ
    คนดักแย้ก็ไปเที่ยวดักตามรูแย้เหมือนคนวางเบ็ด ถึงเวลาก็ไปเที่ยวกู้เอา แต่การดักแย้วิธีนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกตัวเสมอไป ถ้าไปดักแย้ตอนออกหากิน ยังไม่ลงรูก็จะไม่ได้แย้เหมือนกัน
    จึงมีบางคนเอาหมาไปไล่ ให้แย้ลงรูเสียก่อนจึงปักหน่วง ถ้าต้องการความรวดเร็ว เมื่อเห็นแย้วิ่งลงรูแล้วนั่งเหยียบปากรูไว้ เอาเสียมเซาะพื้นดินบริเวณรอบ ๆ รู ห่างจากรูแย้ประมาณ 5 ถึง 60 เซ็นต์ จะพบรูอีกรูหนึ่งที่แย้ทำไว้เวลาหลบภัย เมื่อภัยมาถึงตัวแย้จะวิ่งขึ้นดันออกจากทางรูนี้ ซึ่งทำปากรูไว้ใต้พื้นดินเพียงเล็กน้อย ใช้หัวดันเพียงเบา ๆ ก็ทะลุ
ออกมา นับว่าเป็นความฉลาดของแย้อีกแบบหนึ่ง
    แต่ก็ไม่พ้นปัญญาคนตามล่า รูอันนี้พวกชาวบ้านเรียกว่า ‘แปว’ คงจะมาจากคำว่า ‘ปล่อง’ นั้นเอง
    เมื่อใช้เสียมเซาะดินพบ ‘แปว’ แล้ว ก็เอาหน่วงดักไว้ตรงปล่องนี้ลงมือขุดจากรูธรรมดาไม่ช้าแย้จะวิ่งขึ้นไปติดหน่วง ถ้าไปสองคนก็ไม่จำเป็นต้องใช้หน่วงดัก เพียงแต่เอาฝ่ามือครอบปล่องหรือแปวไว้เท่านั้น พอแย้วิ่งขึ้นมาชนฝ่ามือก็ขยุ้มเอาเป็นเสร็จ ถ้าจะให้เด็ก ๆ ช่วยจับ การใช้ผ้าขาวม้าปูรองอีกชั้นตรงปากปล่อง เด็กหลายคนที่ไม่มีประสบการณ์ ตกใจร้องลั่นป่าเมื่อแย้วิ่งมาชนที่มือนึกว่าเป็นงู แต่ถ้าเด็กโตหน่อยที่มีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่ยาก
    เชือกป่านที่ตาสุ่ยเล็นไว้ จึงมีประโยชน์หลายอย่าง เครื่องมือจับสัตว์ของเรามีแทบทุกชนิด ตาสุ่ยเป็นคนสร้างมันขึ้นมา สัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างแย้ ผมไม่จำเป็นต้องออกล่า ครูธีระกับตาสุ่ยออกล่ามาให้กินเอง
    ได้มาแล้วก็โยนเข้ากองไฟลอกหนังมันออกคลุกเกลือปิ้งไฟ กินกับข้าวร้อน ๆ อร่อยมาก หรือจะลาบกินกับผักป่าก็ไม่เลว แต่ส่วนมากย่างไฟแกล้มเหล้าหมาพรานก็เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือพราน หลายคนเลี้ยงหมาไว้ล่าเนื้อ
นับจากไล่แย้ลงรูไปจนถึงตระเวนไพร นำทางไล่อีเห็นหรือตะกวดขึ้นต้นไม้เพื่อให้เจ้าของยิง ตลอดจนแกะรอยดมกลิ่นเหล่านี้ หมาพรานย่อมมีความจำเป็นทั้งนั้น
    แต่หมาทุกตัวจะเป็นหมาพรานเหมือนกันหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้มันต้องมีเถือกเถาเหล่ากอของมันโดยเฉพาะอย่างสายเลือดไม่ดีฝึกยังไงก็ไม่เป็นหมาพราน
    แต่ถ้าสายเลือดดีแล้วฝึกง่ายฉลาดและขยัน ก็หมาไทยเรานี้แหละครับ ถูกตัวดี ๆ อย่างไอ้เขียวของเรา เอาหมาฝรั่งมาแลกผมก็ไม่เอา
    ไอ้เขียวเป็นลูกหมาของผู้ใหญ่พวงลูกไอ้มอมกับอีแต้ม ที่ผมเล่าไว้ในเรื่องกำเนิดหมู่บ้าน ไอ้เขียวเคยแสดงวีรกรรมเมื่อตอนล่าเสือ ที่ผมเล่าไว้ในเรื่องน้ำมันเสือ ทั้งพ่อแม่ลูกเป็นตระกูลหมาพราน
    เมื่อได้มันมาใหม่ ๆ ยังเป็นลูกหมาตัวเล็ก ๆ ตาสุ่ยประคบประหงมมันอย่างดี ให้ข้าวให้น้ำ อาบน้ำฟอกสบู่แปรงขนหาหมัดหาเล็นให้
    ตาสุ่ยเลี้ยงมันราวกับว่ามันเป็นลูกคนหนึ่งของแก ไอ้เขียวเป็นหมาที่ฉลาด มันเรียนรู้ภาษามนุษย์เพียงแต่พูดไม่ได้เท่านั้น ตาสุ่ยจะออกคำสั่งหรือเรียกให้มันมาหามันจะทำตามและตอบสนองทันที
    เมื่อตอนเล็ก ๆ ตาสุ่ยเคยเอามันนั่งบนตัก ป้อนข้าวจนครูธีระค่อนแคะว่า “ไอ้เขียวน่าจะเป็นคนนะ จะได้เรียกตาสุ่ยว่าพ่อ”
    “เป็นหมานั่นแหละดี” ตาสุ่ยว่า “หมาบางตัวยังดีกว่าคนบางคนเสียอีก”
     “คงไม่หมายถึงผมนะ” ครูธีระพูดยิ้ม ๆ เลยถูกตาสุ่ยค้อนเอา
    เนื่องจากตาสุ่ยไม่เคยมีลูก แกพูดกับไอ้เขียวว่าลูกทุกคำ จึงทำให้ครูธีระอดกระเซ้าแกไม่ได้
    “เขียวเอ๊ยมาลูกมา มานี่ มาหาพ่อ” ไอ้เขียวจะวิ่งมาเลียแข้งเลียขากระดิกหาง ตาสุ่ยก็จะถามต่อว่า “หิวข้าวหรือยังลูก” ผมฟังแล้วก็น่าเอ็นดู
    ไอ้เขียวโตวันโตคืน ตาสุ่ยเริ่มฝึกให้มันเป็นหมาล่าเนื้อ ครั้งแรกก็ฝึกให้มันเล่นกับตะกวดที่ตาสุ่ยจับมา ล่าม
ตะกวดไว้ใต้ถุนกระท่อม ไอ้เขียวทั้งเห่าทั้งตะครุบเล่นด้วยกันตลอดวันไม่มีเบื่อ
    ต่อไปก็เอาเชือกผูกเอวตะกวดยาว ๆ ปล่อยให้วิ่ง สั่งให้ไอ้เขียววิ่งตาม บอกให้มันกัดมันตะครุบ ตะกวดหันมาสู้ตาสุ่ยร้องเตือน “เอาเลยลูกพ่อสู้มัน” ไอ้เขียวทั้งสู้ทั้งวิ่งหลบ ทั้งเห่า เป็นที่สนุกสนาน
    ตาสุ่ยฝึกไอ้เขียวอยู่เช่นนี้หลายวัน เปลี่ยนเป็นอีเห็นบ้าง, นิ่มบ้าง,พังพอนบ้าง สุดแท้แต่ว่าจะจับสัตว์ชนิดไหนได้ ตาสุ่ยต้องเอามาฝึกไอ้เขียวก่อน ไม่ช้ามันก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
    พอมันโตขึ้นหน่อย ไปไหนแกเอามันไปด้วย เรียกว่าฝึกภาคสนามนับตั้งแต่ไล่แย้ลงรู มันจะเอาตีนหน้าตะกุยปากรูพร้อมกับเห่าเสียงขรม จนกระทั่งตะครุบกระรอกกระแตได้ก็คาบมาให้ตาสุ่ย ตาสุ่ยตบหัวมันเบา ๆ แล้วย่างหัวกระแตให้กินเป็นรางวัล จนมันโตเป็นหนุ่ม ช่วยแกะรอยหมูป่าดมกลิ่นเสือ จนกระทั่งสั่งไม่ให้มันเห่าในบางครั้งก็ได้
    ในยามปกติไอ้เขียวจะเป็นยามอย่างดี หากมีคนแปลกหน้าหรือหมาชาวบ้านบุกรุกเข้าไปในไร่ ไอ้เขียวจะป้องกันและขับไล่อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ถ้าเป็นคนเคยไปมาหาสู่กันมันก็มองดูเฉย นับว่าเป็นหมาที่ฉลาดมาก
    บางคืนเดือนหงายตาสุ่ยบอกมันว่า
    “เขียวเอ๊ย พรุ่งนี้ไม่มีกับข้าวเลยลูก ออกไปหาบ้างนะ”
    ตอนดึกจะได้ยินเสียงเห่าของไอ้เขียว ครูธีระกับตาสุ่ยจะรีบคว้าปืนกับไฟฉายตรงไปทางเสียงหมาเห่า เมื่อกลับมา ไม่ใช่ตะกวดก็นิ่ม หรืออีเห็นที่ไอ้เขียวไล่ขึ้นต้นไม้ แล้วเห่ารอให้ตาสุ่ยไปจับเอาวันหนึ่งครูธีระถามตาสุ่ยว่า    
    “ป่านที่เล็นไว้มีเยอะแยะ ตาสุ่ยไม่ลองทำตังบานไว้ดักนกบ้างหรือ?”
    “ขี้เกียจปีนต้นไม้” ตาสุ่ยบอก “ถ้าครูขยันก็ไปยืมผู้ใหญ่พวงหรือของไอ้ช่วยก็ได้ เห็นเขามีคนละอันสองอัน”
    วันอาทิตย์ต่อมา ครูธีระก็ไปยืมตังบานของผู้ใหญ่พวงมาอันหนึ่ง ถ้าใครไม่เคยเห็นตังบานดักนกมีรูปร่างอย่างไรก็ขอให้นึกถึงเพนียดดักนกเขา หลักการเหมือนกันไม่มีผิด เป็นแต่ว่าตังบานทำใหญ่กว่าเพนียดดักนกเขา
    กรอบตาข่ายตังบาน เล็กกว่ากระด้งเล็กน้อย ทำด้วยเหล็กขนาดสองหุน ขดเป็นรูปตัวยู ตรงปลายเหล็กทั้งสองข้าง มีหลักและคานทำเป็นรูปตัวแอล วางไว้ตรงกลาง ไม้สองตัวนี้ก็ไม่เกินนิ้วคูณนิ้ว
    ตัวตั้งสำหรับเป็นหลักยึดขอบตาข่ายเวลาน้าวขึ้นไปเกาะ โดยมีสปริงคู่ทั้งสองข้างยึดอยู่กับไม้ขากรอบตาข่ายตัวล่าง ส่วนคานตัวล่างมีสองตัว
    ตัวหนึ่งให้ยึดสปริงคู่วางขวางกับคาน ตัวยื่นออกมาใต้คอน อีกตัวหนึ่งที่ทอดยาวออกมาข้างหน้า ใช้ไม้ไผ่สานเหมือนกระด้ง ทำให้พอดีกับกรอบตาข่าย ยึดแผ่นไม้ไผ่สานไว้กับตัวนี้
    มีไม้คอนอันหนึ่งกลม ๆขนาดหัวแม่ตีน ยื่นออกมาข้างหน้าสำหรับให้นกจับ ต้นไม้ต้นไหนที่นกเคยเข้าก็เอาตังบานขึ้นไปดัก เอากิ่งไม้สดพรางตาไว้ให้เหมือนธรรมชาติ
    น้าวกรอบตาข่ายตังบานขึ้นไปเกาะกับหลัก มีไกปลดกรอบตาข่ายติดอยู่กับปลายคอนข้างหนึ่ง เมื่อนกเคราะห์ร้ายตัวไหนบินมาจับคอนที่ดักไว้ คอนที่นกจับจะกดลงตามแรงนก ทำให้ปลายข้างหนึ่งกระดกขึ้นไปปลดสลักที่ขัดกรอบตาข่ายไว้ กรอบตาข่ายที่ยันไว้ด้วยสปริงคู่ล่างก็จะตีกลับครอบนกเคราะห์ร้ายเอาไว้อยู่บ้านป่าหากินกับป่า สิ่งแวดล้อมทำให้ทุกคนช่วยตัวเอง ไม่มีตลาดซื้อกับข้าว ไม่มีเงินหมุนเวียนพอจะซื้อหาจับจ่ายได้ทุกวัน อาหารการกินจึงฝากไว้กับป่า ต้องขยันออกหาจึงจะมีกับข้าวดี ๆ กิน
    มีหลายครั้งต้องกินข้าวกับน้ำพริกผักป่า สาเหตุก็คือไม่มีเวลาหากับข้าว ทุกคนมุ่งและจะทำงานในไร่นาให้เสร็จไปวัน ๆ แต่ถ้ามีเวลาว่างไม่อดแน่ ในน้ำยังมีปลา ในป่ายังมีนก แต่ถ้าจะมัวหากินอย่างเดียว งานที่เป็นอาชีพประจำวันก็จะไม่รุดหน้า กินข้าวกับน้ำพริกหลายวันไม่อร่อยก็จำเป็นต้องปลีกเวลาไปหากับข้าวบ้าง
    ในลำห้วยกลางป่า บางแห่งก็เป็นแอ่งน้ำลึกมีน้ำขังตลอดปี พวกปลาต่าง ๆ และตะพาบน้ำ ยังพอมีให้ล่า บางคนก็มีแห มี ‘มอง’ มองก็คือตาข่ายดักปลานั่นเอง แต่ทางอีสานเรียกว่า ‘มอง’ มองทำด้วยเส้นป่านเล็ก ๆ ที่เล็นแล้วถี่บ้างห่างบ้างแล้วแต่ความต้องการ    
    ถักเป็นตาข่ายคล้ายแห แต่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างในราวเมตรครึ่ง แต่ยาวไม่มีกำหนด อาจจะสิบวายี่สิบวาแล้วแต่จะกำหนด
    ไม่รู้ตาสุ่ยไปได้กาบก้านตาลมาจากไหน แกเอาค้อนทุบให้ละเอียดกาบก้านตาลตรงที่ติดกับลำต้น เมื่อทุบจนละเอียดแล้วจะมีเส้นแข็ง ๆ สีดำเรียงกันอยู่ เอาเส้นแข็ง ๆ สีดำนี้แหละมาถักเป็นวงแหวนกว้างขนาดหนึ่งนิ้ว
    “ผมจะทำหูมอง” ตาสุ่ยบอก ผมกับครูธีระช่วยกันถักตามตัวอย่างไม่ช้าวงแหวนเหล่านี้ก็ได้มากตามความต้องการ มองหรือตาข่ายก็สานคล้ายสานแห แต่ริมข้างหนึ่งผูกไว้กับวงแหวน เอาเชือกป่านขนาดก้านไม้ขีดไฟร้อยไว้ วันแล้ววันเล่าที่ตาสุ่ยนั่งสาน ในที่สุดก็ได้ตาข่ายดักปลาผืนใหญ่ ทางตีนถ่วงไว้ด้วยตะกั่วเป็นแท่ง ๆ
    ตาสุ่ยบอกว่า “ที่ทำตะกั่วถ่วงไว้ก็เพื่อไม่ให้ตีนมองปลิวไปกับสายน้ำ”
    เวลากาลก็เอาไม้ขนาดด้ามพัด ปักเป็นหลักห่างกันสี่เมตรเป็นแถว ๆ เอาเชือกที่ร้อยตาข่ายไว้ขึงไปตามหลักแล้วก็คลี่หูตาข่ายไปตามเชือก ป่านที่ใช้สานตาข่ายเลือกเอาเส้นที่เล็กที่สุด เพื่อให้ปลาประมาทหลงบุกเข้าไปแล้วปลาก็จะติดตามตาข่าย ถึงเวลาก็ไปจับเอา
    การไปวางตาข่ายดักปลา ถ้าต้องการความรวดเร็วปักหลักขวางกับลำห้วย เอาตาข่ายขึงจากฝั่งทางนี้ไปยังฝั่งข้างโน้น พอกางเสร็จก็ไปกระทุ่มน้ำจากที่ไกล ๆ เพื่อให้ปลาตื่นวิ่งมาติดตาข่ายคอยให้เราไปจับ
    แต่ถ้าไม่รีบร้อนจะกางทิ้งไว้หลาย ๆ แห่งตลอดวันตลอดคืนก็ได้ ถึงเวลาค่อยไปกู้เอา
    นอกจากเครื่องมือล่าสัตว์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีพวกแหลนหลาวหอก ดาบ ฉมวก มีดเดินป่า และเบ็ดดวงโต ๆ เราก็อาศัยช่างเหล็ก บังเอิญมีช่างเหล็กเข้าไปในหมู่บ้าน
    ผมเห็นเขาชุบเหล็กด้วยวิธีง่าย ๆ ก็อยากเล่าสู่ฟัง เขาชุบเหล็กธรรมดาให้เป็นเหล็กกล้าเหล็กเหนียวได้ตามต้องการ จะเอาแข็งมากแข็งน้อย อยู่ที่ความชำนาญจากการคาดคะเน
    อุปกรณ์ก็มีไม่กี่ชิ้น แต่เขาสร้างผลงานน่าทึ่งไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือล่าสัตว์ หรือเครื่องมือเกี่ยวกับการทำไร่ทำนาเขาสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น เขาทำไม่ได้อย่างเดียวคือเหล็ก แต่เอาเหล็กมาแปรสภาพได้สารพัด
    นับว่าอยู่บ้านป่า ก็แก้ปัญหาแบบบ้านป่าไปได้สวยจริง ๆเขาเป็นชายไทยอายุราวสี่สิบห้าปี อพยพเข้ามาหาที่ทำกินเมื่อเห็นว่าหมู่บ้านป่าไม่มีช่างตีเหล็ก จึงนำความรู้เดิมออกหากิน
    เครื่องมือทุกชนิดเขาสร้างมันขึ้นเอง มีสูบนอนหนึ่งอัน เอาไม้กระดานพื้นมาตีเป็นรูปสี่เหลี่ยม ยาวหนึ่งเมตร ทำบ่าหยักเข้าไปเป็นช่องลม แล้วปิดหัวท้าย
    คันชักเอาเหล็กเส้นขนาดสองหุนครึ่งทำ ลูกสูบทำด้วยแผ่นไม้เอาผ้าหุ้มเผื่อไม่ให้ลมรั่ว เอาแผ่นหนังกับผ้าเย็บติดกัน ปิดตรงหัวท้ายของท่อสูบทั้งสองข้าง เป็นวาล์วปิดเปิด เวลาลมเข้าออกทางช่องลม
    ท่อลมอยู่กลางของตัวสูบตรงบ่า ทั้งชักเข้าและชักออกลมจะพุ่งมาที่เตาแห่งเดียว ซึ่งปั้นด้วยดินเหนียว ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าลิ้นตรงหัวท้ายคอยเปิดปิดตลอดเวลา
    ทั่งตีเหล็กทำด้วยรางรถไฟเก่า ๆ ยาวขนาดสองคืบ ค้อนตีเหล็กใหญ่เล็กอย่างละอัน มีคีมจับเหล็กและตะขอเขี่ยถ่าน กับรางน้ำที่เอาไม้ทั้งต้นมาขุดเหมือนรางหมู วางอยู่ข้างเตา
    เมื่อตีมีดแต่งคมจนได้ที่ วางมีดลงบนเตาเขี่ยถ่านมาปก สูบเป่าจนมีดแดง จึงเอาคีมจับมีดจุ่มลงในน้ำ แล้วยกขึ้นโดยเร็ว
    ใช้ผ้าขี้ริ้วจุ่มน้ำคอยเช็ดคมมีดไปเรื่อย ๆ เขาบอกผมว่า “ทำให้เย็นทีเดียวไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวเหล็กกล้าเกินจะบิ่น” คงจะจริงอย่างที่เขาว่า “กล้านักมักบิ่น”
    การทำให้เหล็กค่อยเย็นลง จะทำให้เหล็กแข็งและเหนียวพอดี ๆหากชุบให้เป็นเหล็กกล้า เช่น หินเหล็กไฟ พอเป่าไฟแดง ๆ จุ่มพรวดลงในน้ำเลย ที่ทำเช่นนี้ช่างบอกผมว่า “เหล็กจะแกร่งและแข็งมากจนเป็นเหล็กกล้า แต่ไม่มีความเหนียว เหล็กเช่นนี้มักเปราะหักง่าย ทำได้แต่หินเหล็กไฟเท่านั้น”
    สรุปแล้ว ความร้อนกับความเย็นยิ่งกระทบกันมากเท่าไหร่ เหล็กยิ่งแข็งขึ้นเท่านั้น เหล็กธรรมดาจึงชุบให้เป็นเหล็กแข็งได้โดยไม่ยากเลย
    พวกบ้านป่าหรือพราน จึงอาศัยช่างเหล็กคนนี้สร้างเครื่องมือให้ไม่ว่าจะเป็นฉมวกแทงปลาหรือแหลมแทงปลาไหล แหลนแทงปลา มีดเดินป่า เบ็ดดวงใหญ่ ๆ แม้กระทั่งแหนบปืนช่างคนนี้ทำได้สารพัด
    การที่สามารถชุบเหล็กธรรมดาให้เป็นเหล็กแข็งกล้าได้ จึงไม่มีปัญหาอะไร
    แหลมแทงปลาไหล ตรงปลายทำเป็นง่ามคล้ายง่ามหนังสติ๊คแต่เล็กกว่าง่ามหนังสติ๊ค ระหว่างง่ามยาวและห่างกันประมาณหนึ่งนิ้ว ปลายแหลมทั้งสองข้าง ตัวเหล็กแหลมโตขนาดก้านไม้ขีดไฟ ทำด้ามไม้ไว้กับปลาย
เหล็ก อีกด้านหนึ่งเป็นรูปตัวทีใช้มือกำพอดี
    ตรามห้วยหนองคลองบึงที่ไม่เป็นพลานหินมีปลาไหล ยิ่งตามนาข้าวที่เป็นแอ่งน้ำขังตลอดปี ปลาไหลชอบอยู่ เวลาแทงก็แทงอย่างเดาสุ่ม ถ้าแทงถูกตัวปลาไหลมันจะดิ้นสู้กับมือคนแทง กดลงไปอีกแหลมก็ไม่ผ่านลงไปก็แสดงว่าแหลมของเราถูกปลาไหลเข้าแล้ว ต่อไปก็ใช้มือกดแหลมไว้ อีกมือหนึ่งก็โกยดินลงไปจับตัวปลาไหล
    มีแอ่งน้ำอยู่แห่งหนึ่งลึกมาก ผมเคยให้ไอ้ช่วยเอาไม้รวกลำยาว ๆ ขนาดสี่วาหยั่งดูตอนที่ลึกที่สุด ไอ้ช่วยหยั่งไม่ถึงพื้นดินแสดงว่าลึกมาก
    มีถ้ำหินลึกเข้าไปในตลิ่งข้างหนึ่ง เขาว่าลึกมาก หน้าฝนปากถ้ำจะถูกน้ำปิดเอาไว้ และน้ำไหลเข้าไปในถ้ำ ส่วนหน้าแล้งน้ำลดมองเห็นปากถ้ำ
    มีคนเคยเห็นจระเข้ออกมานอนปากถ้ำ การไปจับปลา จึงมีทั้งคนกล้าและคนกลัว ต้องคอยระมัดระวังและไปกันหลายคน มีคนเห็นตะพาบน้ำแหวกว่ายไปมา
    พวกบ้านป่าเรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า ‘ปลาฝา’ รูปร่างของมันก็คล้ายกับเต่า ผิดแต่ว่าตัวมันยาวและใหญ่กว่าเต่า ชอบอยู่ในน้ำมากกว่าบนบกไอ้ช่วยชวนตาสุ่ยไปวางเบ็ดปลาฝาหรือตะพาบน้ำ ตาสุ่ยตกลงทันที เพราะเห็นว่าหมู่นี้งานในไร่ก็ไม่เร่งรัด จึงพอมีเวลาปลีกตัวไปหากิน
    เบ็ดตกปลาฝาหรือตะพาบน้ำของตาสุ่ย โตขนาดหลอดยานัตถุ์ เอาหอยโข่งตัวโต ๆ มาทุบควักเอาเนื้อข้างในเป็นเหยื่อล่อ จุดที่วางเบ็ดแต่ละแห่งมีห้าอัน
    เอาลวดขนาดหุนครึ่งมาขดเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางขนาดคืบกว่า ๆ เชือกเบ็ดทำด้วยป่านเหนียว ผูกให้หย่อนลงมาขนาดศอกกว่า ๆ ทั้งสี่ทิศ
    ส่วนเบ็ดอันที่มีเหยื่อล่อเอาไว้ตรงกลาง สูงขึ้นไปเล็กน้อยแล้วโยงสายเบ็ดทั้งสี่ทิศรวมทั้งตัวเหยื่อล่อรวมกันเป็นสายเดียวผูกไว้กับคันเบ็ด ตาสุ่ยบอกผมว่า
    “ที่ต้องทำเบ็ดว่าง ๆ ไว้ทั้งสี่ทิศก็เพื่อให้ช่วยเกาะตัวตะพาบน้ำไว้ เวลาติดเบ็ด ลำพังเบ็ดที่มีเหยื่อล่ออันเดียวเอามันไว้ไม่อยู่
    เวลาตะพาบน้ำฮุบเหยื่อ พอติดเบ็ดก็จะดิ้นใช้ขาหน้าแหวกว่ายตะกุยตะกาย ขาหน้าก็จะไปเกี่ยวเข้ากับเบ็ดที่อยู่รอบ ๆ ช่วยยึดตัวตะพาบน้ำไว้อีกแรงหนึ่ง”
    เป็นความคิดที่ดีมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นต้นคิดการวางเบ็ดตะพาบน้ำวิธีนี้ ลืมถามตาสุ่ยไป
    ผลที่สุดตาสุ่ยกับไอ้ช่วยก็ได้ตะพาบน้ำมาตัวหนึ่งจริง ๆ ตัวมันใหญ่มาก วัดจากหัวถึงหางตามความยาวของ
กระดองได้หกสิบห้าเซ็นต์ วัดความกว้างได้สามสิบห้าเซ็นต์ ตาสุ่ยบอกว่า
    “นี้ไม่ใช่ตัวใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่านี้ยังมี”
    ตะพาบน้ำตัวนั้น ทั้งผัดเผ็ดทั้งต้มยำหม้อใหญ่ เราเชิญพรรคพวกที่สนิทกันมาร่วมดื่มกิน พวกนั้นอดอยากปากแห้งมานาน เพราะมัวแต่บุกงานในไร่นา ไม่มีเวลาออกหา จึงดื่มกินกันเป็นที่สนุกสนาน
    ตอนหนึ่งผู้ใหญ่พวงพูดขึ้นว่า
    “ออกนั่งห้างสักทีดีไหมนาย อดอยากปากแห้งมาหลายวัน เราไปเพียงสองสามคน พวกนี้อย่าไปชวนมันเลยงานมันยังไม่เสร็จ”
    คำว่าพวกนี้ ผู้ใหญ่พวงหมายถึงพวกที่นั่งกินเหล้าอยู่ด้วยกันบนกระท่อม ผมจึงตอบว่า
    “เอาซีผู้ใหญ่ เห็นตรงไหนเหมาะ ๆ สัตว์ลงตรงไหน เข้ากินลูกไม้ตรงไหนก็ให้บอกมา”
    การนั่งห้างแต่ละครั้ง ไม่ใช่ว่าไปนั่งอย่างเดาสุ่มจะต้องไปเที่ยวตระเวนสำรวจดู สังเกตร่องรอยของสัตว์เสียก่อน เมื่อเห็นว่าตรงไหนเหมาะจึงลงมือขัดห้าง
    อีกสามวันต่อมาผู้ใหญ่พวงก็มาบอกว่า
    “ผมไปตระเวนดูมาหลายแห่ง มีพอที่จะนั่งห้างได้สองสามแห่ง สัตว์เข้ากินลูกมะขามป้อม และลูกส้มมอ
    ‘ลูกส้มมอ’ คือสมอป่าที่หมอแผนโบราณใช้ผสมกับยาสมุนไพรที่เรียกว่า ‘สมอไทย’ แต่คนบ้านป่าทางอีสานเรียกส้มมอ ‘หน่วยบักส้มมอ’ลักษณะคล้ายลูกหูกวางแต่เนื้อหนากว่า มีเมล็ดอยู่ข้างใน รสเปรี้ยวหวานนิด ๆ พอ ๆ กับรสมะขามป้อม
    เวลาเดินป่าหิวน้ำ เอามาขบให้แตกอมไว้ในปากเรียกน้ำลายได้ดีมาก หวานชุ่มคอ สัตว์ก็ชอบกิน พวกเก้ง กวาง กระทั่งหมูป่า
    ก่อนไปนั่งห้างต้องเตรียมตัวให้พร้อม กระสุนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสิบนัด ถ้าเป็นปืนแก๊ปปืนคาบศิลาก็ต้องตรวจดูดินปืน ไม่ควรจะน้อยเกินไปลูกตะกั่วมอนแก๊ปต้องมีพร้อม ถ้าเป็นปืนคาบศิลาก็ต้องตรวจดูเพิงปืนกับหินว่าคมและสากหรือเปล่า ไฟฉายหรือไฟส่องสัตว์ถ้ามีก็ควรจะเอาไปด้วยเราอาจได้ใช้ไม่ยามใดก็ยามหนึ่ง
    ตะกรุดหรือพระเครื่องถ้ามีก็ควรนำไปด้วย เพื่อเป็นกำลังใจของเราเอง คนเรานั่งอยู่กลางป่าเปลี่ยวคนเดียวดึก ๆ มันอ้างว้างว้าเหว่จริง ๆ ต้องหาสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อความอุ่นใจ
    ควรจะหาลูกอมแก้ไอไปด้วย จะว่าจำเป็นก็จำเป็น บางทีสัตว์เข้ามาให้เรายิงเกิดไอขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ สัตว์ก็ตื่นวิ่งหนีไป ต้องระวังเรื่องการจามหรือไอ
    ยาแก้ปวดหัวปวดท้อง ควรจะหาพกติดตัวไป เราไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่ออยู่คนเดียวกลางป่า
    น้ำในกระติกอย่าได้กินพร่ำเพรื่อนัก เพื่อหลีกเลี่ยงการปัสสาวะ
บ่อย ๆ ควรมีกระบอกไม้ไผ่ขึ้นไปไว้บนห้างสำหรับถ่ายปัสสาวะ กลิ่นปัสสาวะไม่ใช่ของดีอาจทำให้สัตว์ได้กลิ่น สิ่งเหล่านี้พวกพรานเก่า ๆจะเตือนพรานรุ่นใหม่
    พรานเก่าที่มีประสบการณ์ ย่อมได้เปรียบพรานใหม่ ๆ เพราะเอาความผิดพลาดแต่ละครั้งเป็นครู
    เมื่อไปนั่งห้างในฤดูฝน ควรจะมีผ้าพลาสติกไปด้วย ใช้คลุมปืน
และห่มให้ตัวเอง มันไม่แน่ ตอนหัวค่ำฝนไม่ตก แต่พอดึก ๆ เกิดซัดลงมาห่าใหญ่อย่างนี้ก็มี แต่เมื่อแน่ใจว่าฝนจะตก ก็ไม่มีใครอุตริไปนั่งห้างเราสามคน หมายถึงผมกับตาสุ่ยและผู้ใหญ่พวงพากันไปถึงจุดที่เราจะนั่ง
ห้าง เมื่อสำรวจดูทั้งสามจุดแล้วก็ตกลงกันว่า ใครจะอยู่ห้างไหน ให้ผมเลือกเอาเอง
    ผมเลือกตรงกลางระหว่างผู้ใหญ่พวงกับตาสุ่ย ซึ่งสองคนนั้นจะอยู่ห่างจากห้างของผมไปราวสิบเส้น
    ตาสุ่ยกับผู้ใหญ่พวงตกลงผูกห้างให้ผมก่อน ก่อนผูกห้าง ตาสุ่ยตรวจดูรอยเท้าของสัตว์ว่ามันเดินเข้ามากินลูกไม้หล่นทางทิศไหน มีรอยเท้าเก้งเดินเข้ามาทางทิศตะวันออก
    เมื่อรู้แน่ชัดก็หาทิศทางลม เอาใบไม้แห้งโยนขึ้นไปในอากาศ คอยดูว่าลมจะพัดไปทางไหน เมื่อไม่ได้ผลก็หาหญ้าแห้งมาจุดเป็นคบไฟ แล้วคอยสังเกตปลายควันไฟ
    เมื่อรู้ทิศทางลมแล้ว ห้างต้องอยู่ใต้ลมเสมอเพื่อป้องกันสัตว์ได้กลิ่นเวลาเดินเข้ามา
    เลือกเอาต้นไม้ที่พอเหมาะ คือไม่ใกล้เกินไปและไม่ไกลเกินไป สุดแท้แต่ว่าภูมิประเทศจะเอื้ออำนวย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ไม่ต่ำจนเกินไปอย่างน้อยสูงแปดศอกเป็นเกณฑ์ สูงกว่านี้ก็ไม่มีใครว่า ถ้าไม่ขึ้นลงลำบากและไม่ห่างจากวิถีกระสุนเกินไป
    ผูกห้างแต่ละครั้งอาศัยต้นไม้ใหญ่หรือขนาดย่อมเป็นเกณฑ์ ปักหลักเสาเสริมเข้าสักสองหลักห่างกันหนึ่งเมตร เป็นหลักเสาสามเสา หลักหนึ่งอาศัยต้นไม้เป็นหลักถาวร เหลือง่ามหลักไว้สำหรับพาดคาน
    ตัดไม้ขนาดลำแขนขึ้นไปวางบนง่ามเสาต่อกัน ก็จะเป็นรูปสามเหลี่ยม จากนั้นก็เอาไม้ขนาดลำแขน ยาวพอดีกับรูปสามเหลี่ยมขึ้นไปปูเรียงเป็นพื้นคล้ายลูกระนาด เอาเถาวัลย์มัดไว้เพื่อความแน่นหนา ทำราวกั้นไว้รอบ ๆ ที่นั่งป้อง
กันเผลอเรอตกลงมา เอากิ่งไม้สด ๆ บังไว้ไม่ให้สัตว์มองเห็นตัวพราน พรางตาไว้ทำเหมือนธรรมชาติได้เท่าไหร่ยิ่งดี
    การผูกห้างแบบนี้ ถ้าเราไปเจอต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขาเป็นง่ามเป็นเส้าพอที่จะผูกห้างนั่งได้ ก็อาศัยกิ่งก้านของต้นไม้นั้นทำเลย โดยไม่ต้องปักเสาเสริมอีกสองต้นให้ลำบาก
    บริเวณรอบ ๆ ที่จะขึ้นห้างตรวจให้ดี หากมีหนามไหน่หรือสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคต่อเราก็เก็บออกเสีย
    เมื่อผูกห้างของผมเสร็จแล้ว ดวงตะวันก็บ่าย อีกนานกว่าจะถึงเวลาขึ้นห้าง ผมจึงเดินไปกับตาสุ่ยและผู้ใหญ่พวง
    การผูกห้างทั้งสองแห่งก็ทำเช่นเดียวกับของผม มีต่างกันแต่ของผู้ใหญ่พวงเพราะบังเอิญมีต้นไม้พอที่จะผูกห้างได้โดยไม่ต้องใช้เสาเสริมเข้าไปอีก กิ่งก้านของมันแผ่ออกไปตรงกันข้าม
    จึงเพียงแต่ตัดไม้ขึ้นไปวางเป็นคาน ใช้เถาวัลย์ขันชะเนาะให้แน่นแล้วปูไม้รองนั่งเท่านั้นก็เป็นเสร็จ
    เรากินอาหารที่เตรียมมาจากบ้าน อิ่มแล้วก็แยกย้ายกันไปนั่งห้างของใครของมัน
    ผมมาถึงห้างของตัวเอง ตาสุ่ยเคยบอกผมว่า
    “ก่อนขึ้นห้างให้ขอขมาเจ้าที่เจ้าทางเสียก่อน”
    ผมจึงปักธูปหนึ่งดอก บอกกล่าวขอเข้ามาล่าสัตว์พอเป็นอาหารเสร็จแล้วก็เตรียมตัวบริกรรมคาถาก่อนขึ้นห้าง
    คาถานี้ผมได้มาจากตาสุ่ยให้บริกรรมทุกครั้งก่อนขึ้นห้าง แกบอกผมว่า “เป็นคาถาเคารพปีศาจ” ดังนี้
    ยืนขาเดียวเอาตีนขวาเหยียบตีนซ้าย พนมมือหลับตาทำสมาธิบริกรรมคาถาเบา ๆ พอได้ยิน
    “อิยังฮือ อะคะตังอะโลกัง เจ้าอยู่หรือเจ้ายัง อะคะตังโลกัง” จบแล้วเอาตีนซ้ายกระทืบดินสามครั้ง
    คาถานี้ตาสุ่ยบอกผมว่า
    “ผมเรียนมาจากครูบาของผม แกเป็นพรานเก่าใช้ได้ทั้งป้องกันภูติผีปีศาจ และไข้ป่า” แกยังเล่าต่อไปอีกว่า
    “ครูบาของผมคนนี้ แกไปนอนค้างอ้างแรมที่ไหน คนอื่นเป็นไข้แทบทุกคน มีแกคนเดียวที่ไม่เจ็บป่วย เมื่อสอบถามแกก็ว่า แกใช้คาถาบทนี้ กว่าผมจะได้คาถาบทนี้มา ต้องไปรับใช้แกอยู่หลายวัน”
    อยู่ในป่าเมื่อรู้ว่าสิ่งไหนดี ผมไม่เคยละเว้น ผมคิดว่าเราทำดีก็ได้กับตัวเราเอง
    บริกรรมเสร็จผมก็ปีนขึ้นไปอยู่บนห้าง วางปืนไว้ให้รอบคอบ กะว่าไม่มีทางที่จะตกลงไปข้างล่างได้ อุบัติเหตุเช่นนี้เคยมี ปืนตกลงมาจากห้างระเบิดใส่ตัวเอง
    ฉะนั้นทุกครั้งที่ขึ้นไปอยู่บนห้าง ต้องระวังปืนหล่นลงมาให้ดี ดีไม่ดีปืนของเรานั่นแหละจะฆ่าเราเอง
    เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย ผมก็ควักลูกอมแก้ไอยัดเข้าปากฆ่าเวลาคอยเหตุการณ์ต่อไป
    ความมืดค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาทุกขณะ จักจั่นเรไรส่งเสียงร้องตามภาษาของมัน คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ถ้าพูดตามภาษาพรานก็ต้องว่า เหมาะแก่การนั่งห้าง แต่ผมไม่สบายใจเลย มันเปล่าเปลี่ยวและอ้างว้างยังไงชอบกล
    ขึ้นชื่อว่าเป็นพรานแล้ว ต้องอดทนและใจสู้ ถึงแม้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ต้องสู้ ตาสุ่ยกำชับผมอยู่เสมอ
    “อย่าลงจากห้างในเวลาค่ำคืนเป็นอันขาด อาจได้รับอันตราย มีความจำเป็นอย่างไรก็ต้องรอให้ตะวันขึ้นเสียก่อน”
    อาจมีผีป่าแปลงร่างมาในรูปต่าง ๆ เพื่อหลอกล่อให้เราลงจากห้างเพื่อทำร้ายเรา ผมจำคำตาสุ่ยไว้
    ป่าทั้งป่าเงียบ ไม่มีสัตว์ตัวใดย่างกรายเข้ามาให้ผมยิงเลยสักตัว ทั้ง ๆ ที่รอยเข้ากินลูกไม้หล่นก็เห็นอยู่ใหม่ ๆ เหมือนกับว่ามันมีญานหยั่งรู้ว่า ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับมัน
    ผมเพ่งสายตาฝ่าความมืด คอยเงี่ยหูฟัง ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากนกกลางคืนร้องมาแต่ไกล
    แต่พอดึกหน่อยผมก็ง่วงและหาวนอน หนังตาคอยจะปิดอยู่เรื่อย ๆ ผมจะนอนและหลับไม่ได้เป็นอันขาดท่ามกลางความมืดและป่าเปลี่ยว เพื่อนนั่งห้างก็อยู่ไกลหากเป็นอะไรไปขณะผมหลับ คิดแล้วก็ไม่น่าเสี่ยง
    ผมหาวถี่ ๆ ขึ้น หนังตาทำท่าจะปิดลงให้ได้ ตาสุ่ยเคยบอกผมว่า
“ถ้าเราง่วงนอนมาก ๆ วิธีแก้ไม่ให้ง่วงนอนก็คือ อย่านั่งให้หลังพิงต้นไม้ เพราะมันจะสบายเกินไปอาจเผลอหลับได้
    “ให้เอาน้ำเย็นลูบหน้า เช็ดหน้าให้สดชื่น จากนั้นก็นั่งตัวตรงอย่าให้ใจอยู่ว่าง ๆ พยายามคิดทบทวนความหลังหรือเหตุการณ์ที่ผ่านมา คิดถึงมิตรสหายและญาติพี่น้องบางคน คิดถึงการงานที่เราทำมา คิดถึงเพื่อนฝูงเมื่อคราวได้สนุกสนานกัน เมื่อจิตใจเรามีงานทำ ไม่ว่าง เราก็เพลิดเพลินลืมความง่วง”
    เมื่อความง่วงเข้ามารบกวน ผมนึกถึงคำพูดของตาสุ่ย จึงเทน้ำในกระติกออกมาแต่พอล้างหน้า ผมใช้น้ำเย็นในฝ่ามือลูบไล้ไปตามใบหน้าและลำคอ รู้สึกสดชื่นและตาสว่าง ผมใช้ผ้าขาวม้าเช็ดตามใบหน้า ความง่วงหายไป
    ผมแหงนหน้าเบิ่งท้องฟ้า สูดลมหายใจเข้าออกแรง ๆ สองสามครั้งแล้วนั่งคิดอะไรต่ออะไรด้วยความเพลิดเพลินจนลืมความง่วง เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีสัตว์ตัวไหนเข้ามาให้ผมยิง จึงคิดว่ารอให้สว่างเสียก่อนจึงจะลงจากห้างกลับไปยังกระท่อม
    แต่แล้วก่อนสว่างนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดทางห้างของผู้ใหญ่พวง
    สิ้นเสียงปืนสักครู่ใหญ่ ๆ ความมืดก็ค่อยมลายหายไป กลายเป็นความสว่างกลับเข้ามาแทนที่ พอพระอาทิตย์จวนจะขึ้นผมก็ไต่ลงมาจากห้าง รีบเดินไปทางเสียงปืน อยากรู้ว่าผู้ใหญ่พวงยิงอะไรได้บ้าง
    พอไปถึงก็พบผู้ใหญ่พวงกับตาสุ่ยยืนพิจารณากวางตัวนั้นอยู่ จริงทีเดียวผู้ใหญ่พวงยิงมันได้เมื่อก่อนสว่าง นับว่าพวกเราไปไม่เสียเที่ยวผมเป็นคนแบกและสะพายปืนทั้งสามกระบอก ส่วนตาสุ่ยกับผู้ใหญ่พวงช่วยกันหามกวางตัวนั้นกลับชำแหละที่กระท่อมของผม.


















แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]