• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 99021
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 10028 , 18:58:39 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


                                                                         ภาพประกอบโดย : สุภี ปสุตนาวิน



เย็นวันหนึ่งตาสุ่ยบอกผมว่า
    “นายครับ ผมอยากได้ปืนสักกระบอก”
    “จะเอาไปทำอะไร?”
    ผมถามด้วยความสงสัย เพราะอยู่ด้วยกันมาก็นานแล้ว ตาสุ่ยไม่เคยพูดว่าอยากได้ปืน
    “ผมอยากมีไว้ป้องกันตัว ขณะนี้ผมมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จะต้องมีอาวุธประจำตัวจึงจะเหมาะสมเผื่อมีโจรมาปล้น ผมจะเอาอะไรไปคุ้มครองลูกบ้าน”
    จริงอย่างตาสุ่ยว่า มีตำแหน่งปกครองลูกบ้านย่อมต้องมีเขี้ยวเล็บประจำตัว จึงจะสมกับผู้มีอำนาจ จึงถามตาสุ่ยว่า “ตาสุ่ยอยากได้ปืนอะไร?”
    “ปืนคาบศิลาครับ มีคนเขามาถามขายให้”
    “ราคาเท่าไหร่?”
    “สามร้อยบาทครับ ปืนมีทะเบียน”
    “ตาสุ่ยเคยยิงปืนหรือเปล่า?”
    “เคยครับ เมื่อก่อนนี้ผมก็เคยมีกระบอกหนึ่ง ปืนคาบศิลานี้แหละแต่ผมป่วยก็เลยขายเอาเงินรักษาตัว”
    “งั้นก็ตามใจ วันไหนตกลงซื้อ ก็ให้เขามาเอาเงินที่นี่ จะได้ไปโอนทะเบียนกันที่อำเภอเสียเลย”
    แล้วตาสุ่ยก็ได้เป็นเจ้าของปืนคาบศิลากระบอกนั้น ดูแกรักมันและทนุถนอมมันเหลือเกิน ใช้น้ำมันมะพร้าวขัดถูจนเป็นเงา
    เจ้าของเดิมคุยให้ผมฟังว่า ปืนกระบอกนี้เคยล้มวัวป่ามาแล้วหลายตัว เขาเองก็รักมันไม่อยากขาย แต่มีความจำเป็นต้องการเงินไปซื้อควายไว้ไถนาผมพิจารณาปืนคาบศิลากระบอกนี้รู้สึกทึ่งในความคิดของคนโบราณที่ประ
ดิษฐ์ปืนคาบศิลาขึ้นมาใช้ ชาวบ้านป่าทางภาคอีสาน เขาเรียกปืนชนิดนี้ว่า‘ปืนเพลิง’ ปืนไฟนั่นเอง
    นกปืนก็ง้างขึ้นเหมือนปืนทั่วไป แต่นกปืนและที่มือจับง้างรู้สึกว่าจะใหญ่กว่าปืนทั่วไป ทั้งนี้ก็เพราะว่าปากของนกปืนต้องคาบก้อนศิลาหรือก้อนหินเอาไว้ ใช้ลวดเส้นเล็ก ๆ พันไว้อย่างแน่นหนา เพื่อกัน ‘ก้อนหิน’ หรือศิลาไม่ให้หลุดออกจากนกปืน
    ที่ตรงกันข้ามกับนกปืนมีแผ่นเหล็กกล้าหนาราวสองหุน กว้างหนึ่งนิ้วยาวสองนิ้ว เรียกว่า ‘เพิงปืน’ ตั้งไว้ขนานกัน เวลาง้างนกขึ้นผลักเพิงเข้ามาเล็กน้อย กระดิกไกปืน นกปืนที่คาบศิลาก็จะไปเสียดสีกับแผ่นเหล็กที่เรียกว่าเพิงปืนนี้โดยแรง ทำให้เกิดประกายไฟขึ้นจุดดินชนวนในรังเพลิง
    รังเพลิงอยู่ตรงกลางระหว่างนกปืนกับเพิงปืน เป็นกะทะเหล็กเล็ก ๆ จนาดนิ้วคูณนิ้วยึดติดไว้กับลำกล้องปืน มีรูเล็ก ๆ เท่ารูเข็มทะลุถึงกันกับในลำกล้องปืน
    เมื่อเวลายิงพอง้างนกลั่นไก หินที่นกสับลงที่เพิงเกิดประกายไฟร่วงลงที่กระบะรังเพลิงที่มีดินปืนเป็นเชื้อชนวนอยู่ พอดินลุกไหม้ก็จะเข้าไปในรูเล็ก ๆ จุดดินปืนในลำกล้อง
    เวลาไม่ได้ยิงเทดินปืนลงในกระบะรังเพลิง เอาหมอนเล็ก ๆ ที่ยัดด้วยนุ่นขนาดนิ้วคูณนิ้วพอดีกับรังเพลิง ปิดดินปืนเอาไว้กันดินปืนร่วงกดหมอนไว้ด้วยนกปืนกับเพิงปืน
    ส่วนหมอนปืนปิดดินชนวนนี้ ทำเชือกเส้นเล็ก ๆ ล่ามไว้กันหลุดหาย เวลาเปิดออกยิงแผ่นเหล็กเพิงที่ทำเป็นหูไว้ฝืด ๆ ผลักเข้าผลักออกได้
    แผ่นเหล็กเพิงปืนต้องหมั่นตรวจดู ถ้ารู้สึกว่ามันลื่นก็ใช้หินถูไปมา เพื่อให้สากเวลาเสียดสีกับศิลาหรือหินจะได้เกิดประกายไฟทุกครั้งไม่ผิดพลาด
    หลักการก็คล้าย ๆ กับหินเหล็กไฟที่คนโบราณใช้ต่อยเวลาจุดบุหรี่สูบนั่นแหละครับ
    ปืนคาบศิลานี้ มีข้อเสียอยู่อย่างเดียวคือ เวลายิงตอนฝนตกมักจะได้ผลน้อย เนื่องจากเม็ดฝนที่ตกในกระบะรังเพลิงทำให้ดินชนวนเปียกจุดไม่ติด นอกนั้นหายห่วง
    ผมเคยถามเจ้าของปืนคนเดิมว่า “เคยมีไหมนกสับแล้วปืนไม่ลั่น”เขาตอบว่า “ไม่มีครับ ถ้าดินชนวนไม่เปียกฝน ไม่เคยสับถึงสองครั้ง แต่ต้องคอยดูแลเพิงปืนให้สากและหินต้องคมอยู่เสมอ”ปืนของไอ้ช่วยนั้นดีขึ้นหน่อยคือ ‘ปืนแก๊ป’ ใช้ดินปืนและบรรจุทางปากลำกล้องเช่นเดียวกัน แต่การจุดชนวนของไอ้ช่วยจุดด้วยแก๊ป นกปืนแก๊ปเล็กกว่าปืนคาบศิลา ตรงรูจุดชนวนปืนแก๊ปเป็นรูเล็ก ๆ เท่ารูเข็มเขื่อง ๆ อยู่กลางเดือยยื่นออกมา รูเล็ก ๆ นี้ทะลุถึงในลำกล้อง เดือยที่ยื่นออกมานี้ใช้สำหรับสวมหัวแก๊ปยาวประมาณครึ่งนิ้ว เรียกว่ากะดอลิง
    เอาแผ่นสังกะสีชนิดอ่อน ๆ มาขดเป็นวงกลมเล็ก ๆ คล้ายกระป๋องนมเปิดฝาทำให้พอดีกับกะดอลิง ตัดเอาแก๊ปที่เป็นเม็ด ๆ หนึ่งหรือสองเม็ดยัดลงไป ตรงก้นสังกะสีที่ขดไว้เอาดินปืนยัดเข้าในกะดอลิง สวมแก๊ปคร่อมกะดอลิง เวลาจะยิงก็ง้างนกกระดิกไก นกปืนก็จะลั่นลงมาสับตรงแก๊ปที่ครอบกะดอลิงไว้เกิดเป็นไฟไหม้ดินชนวนต่อเข้าไปถึงดินระเบิดในลำกล้องปืน
    ทั้งปืนแก๊ปและปืนเพลิง (ปืนคาบศิลา) มีแส้หรือเหล็กกระทุ้งปืนสอดไว้เคียงใต้ลำกล้องปืนเหมือนกัน เอาไว้กระทุ้งดินปืนให้แน่นเวลาบรรจุหรือใช้แยงเวลาทำความสะอาดภายใน
    ไอ้ช่วยกับตาสุ่ยมักจะถกเถียงกัน ในเรื่องที่ว่าปืนของใครจะดีกว่ากัน
    ตาสุ่ยเถียงว่า “ปืนคาบศิลาของกูดีกว่า ไม่ต้องเดือดร้อนหาซื้อแก๊ปปืน ศิลาก้อนเดียวยิงได้เป็นปี”
    ฝ่ายไอ้ช่วยก็เถียงว่า “ลองยิงแข่งกันตอนฝนตกเอาไหม?” ทำให้ตาสุ่ยอึ้งไป
    ผมฟังคนทั้งสองถกเถียงกันแล้วพอจะลงความเห็นได้ว่า ในด้านความปลอดภัยสู้ปืนคาบศิลาไม่ได้ เพราะปืนทั้งสองชนิดนี้ไม่มีห้ามไก
    ปืนแก๊ปจะต้องสวมแก๊ปไว้ในกะดอลิงตลอดเวลา ครั้นจะเอาออกไว้ เวลาจะยิงจึงสวมก็ไม่สะดวกและไม่ทันกิน นกปืนกับแก๊ปจึงกดกันไว้เพียงเบา ๆ หากมีอะไรไปกระทบนกปืนเข้า ปืนก็จะลั่นขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้นบ่อย ๆ
    ส่วนปืนคาบศิลานั้น ยากนักที่จะลั่นขึ้นเอง เพราะกรรมวิธีจุดชนวนซับซ้อนกว่าปืนแก๊ปเรื่องนี้มันมีทั้งคุณและโทษพอ ๆ กัน เขาเล่ากันว่า นายเข่งแบกปืนไปเลี้ยงวัวในป่า มีชายแปลกหน้าสองคนมาชวนคุยตีสนิท บอกว่าเพิ่งอพยพเข้ามาหาที่ทำกิน อยากได้ปืนไว้ล่าสัตว์สักกระบอก ถามซื้อปืนของนายเข่ง นายเข่งบอกว่าถ้าได้ราคาก็จะขาย ชายสองคนขอดูปืน นายเข่งพาซื่อส่งปืนให้ชายแปลกหน้าดู ชายแปลกหน้าพอได้รับปืนก็เบนปากกระบอกปืนมาทางนายเข่งถามว่า “จะเอาคืนไหม?” นายเข่งตกใจเลยเสียทั้งวัวทั้งปืน
    คนบ้านป่าจึงบอกกันต่อ ๆ ไปว่า “ถ้ามีคนแปลกหน้าขอดูปืนอย่าให้ดูเป็นอันขาด” ถึงคนรู้จักกันถ้าขอดูปืนก็ให้ถอดแก๊ปออกก่อนเพื่อป้องอุบัติเหตุ
    มีคนเล่ากันว่าปืนล่าสัตว์จะให้ดีต้องสร้างอาถรรพ์ จึงจะยิงสัตว์ไม่
พลาด ถ้าได้สัตว์เรียกว่า ‘หมาน’ ถ้าไม่ได้เรียกว่า ‘บ่หมาน’ จึงมีคนคิดแปลก ๆ ขึ้น คือสร้างอาถรรพ์ขึ้นกับปืนให้ปืนได้กินเลือดอาบเลือด
    คือเอาปืนไปไว้ใต้แคร่กระดานเวลาผู้หญิงอยู่ไฟ เพื่อให้เลือดตกลงไปใส่ปืน เรื่องนี้จะเท็จจริงอย่างไรผมไม่กล้ายืนยัน ผมเองก็ไม่เคยทำ แต่คนเขาทำก็มี
    เมื่อวันกลับจากไปประชุมรับเงินเดือนที่อำเภอ ผู้ใหญ่พวง ตาสุ่ยไอ้ช่วยซื้ออุปกรณ์มาช่วยกันทำดินปืนที่กระท่อมของผม ทำให้ผมมีความรู้เรื่องทำดินและอัดกระสุนลูกซองที่ยิงแล้วจากผู้ใหญ่พวงการทำดินปืนนั้น คนโบราณวางสูตรไว้เพื่อให้จำได้ง่ายดังนี้
    ดินบาท-มาตรเฟื้อง-ถ่านสลึง
    ‘ดิน’ หมายถึงดินประสิว แต่พวกบ้านป่าเรียก ‘ขี้เกลือ’ น้ำหนักหนึ่งบาทเท่ากับสิบห้ากรัม
    ‘มาตร’ นั้น ก็คือกำมะถันเหลือเป็นก้อน ๆ เอามาตำบดให้ละเอียดหนักหนึ่งเฟื้อง
    ส่วนถ่านก็คือถ่านไม้ธรรมดา แต่ต้องเป็นถ่านที่มีน้ำหนักเบา เช่นไม้ข่อย ไม้ต้นพริก เป็นต้น น้ำหนักหนึ่งสลึง
    จะทำมากทำน้อยก็ยึดส่วนผสมนี้เป็นเกณฑ์ อาจจะทำสองสามเท่าก็แล้วแต่
    วิธีทำก็เอาน้ำใส่ลงในกระทะตั้งไฟ พอน้ำเดือดก็เอาดินประสิวที่เตรียมไว้ใส่ลงไป เมื่อดินประสิวละลายในน้ำเดือดแล้ว เอาถ่านที่เตรียมไว้ใส่ลงไป กวนให้เข้ากันจนถ่านแห้ง ต้องระวังไฟอย่าให้แรงเกินไปเดี๋ยวดินประสิวจะไหม้ ดินประสิวที่ละลายแล้วจะจับก้อนถ่านมองดูเป็นสีขาว ๆ เมื่อเห็นว่าแห้งสนิทดีจึงยกกระทะลงจากเตาไฟทิ้งไว้ให้เย็น
    เอา ‘มาตร’ หรือกำมะถันใส่ลงในครก ตำด้วยสากไม้ ผู้ใหญ่พวงบอกว่า “ห้ามใช้สากเหล็กเด็ดขาด” เพราะอาจจะเกิดประกายไฟลุกไหม้ได้
    ผมสงสัยในส่วนผสมของดินปืนบางอย่าง จึงถามผู้ใหญ่พวงว่า
    “ไอ้ที่ว่าดินบาท มาตรเฟื้อง ถ่านสลึง นี้ ถ้าเราไม่มีเครื่องชั่งจะทำได้หรือ?”
    “ไม่ยากครับ” ผู้ใหญ่พวงบอก “เราเอาดินประสิวหนึ่งกระป๋องนมกำมะถันเศษหนึ่งส่วนสี่ของกระป๋องนม ถ่านสักกระป๋องครึ่ง อย่างนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน ส่วนมากเขาก็ทำอย่างนี้แหละครับ มันหาเครื่องชั่งลำบาก” ลุงพวงยังบอกผมอีกว่า การทำดินปืนนี้ จะต้องตำกำมะถันให้ละเอียดที่สุดใช้นิ้วบี้ดูจนแน่ใจว่าละเอียดดีแล้วจึงเอาถ่านและดินประสิวที่คั่วไว้ในกระทะใส่ลงไปในครก ตำผสมกัน ดินปืนจะอัดกันแน่นในครก ต้องใช้ไม้ไผ่แบน ๆ งัดขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อให้ดินละ
เอียดทั่วถึงกัน
    ส่วนมากจะใช้สากกระแทกข้างครก เพื่ออัดให้ดินละเอียดเร็วขึ้นขณะที่ตำ ใช้น้ำแช่เปลือกกระโดนป่าเอามือจุ่มสลัด ๆ ลงไปเรื่อย ๆ ผู้ใหญ่พวงบอกว่า
    “ที่ทำเช่นนี้ เพื่อให้ดินปืนแข็งตัวไม่มีชื้น”
    ไอ้ช่วยกับตาสุ่ยผลัดกันตำ คนหนึ่งเหนื่อยอีกคนก็เข้าไปแทน ผมกับผู้ใหญ่พวงนั่งคุยกันอยู่กระท่อม
    ขณะตำดินปืนเรื่องไฟห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด ใครจะสูบบุหรี่หรือทำอะไรเกี่ยวกับไฟต้องหนีไปไกล ๆ
    ตำจนละเอียดเข้ากันดีแล้ว ตาสุ่ยเอาไปทดลองจุดบนใบไม้แห้งถ้าใบไม้แห้งไม่ติดไฟ ก็แสดงว่าใช้ได้ ถ้าใบไม้แห้งติดไฟเป็นรูจุด ๆ ก็แสดงว่าเราตำกำมะถันไม่ละเอียดพอ ยังเป็นเม็ด ๆ อยู่ จะต้องตำให้ละเอียดต่อไป
    จุดทดลองดูหลายครั้ง จนกระทั่งบนฝ่ามือ เมื่อไม่มีสิ่งตกค้าง คือมือไม่ร้อนนั้นแหละใช้ได้
    จากนั้น ก็งัดเอาดินปืนขึ้นมาจากครก ขณะนี้มันอัดแน่นเป็นรูปก้นครก หากระดาษมารองบนกระด้ง วางก้อนดินปืนลงไป เอามีดตัดเป็นสี่ส่วนวางบนตะแกรงถี่ขนาดมุ้งลวด
    ใช้มีดโต้ฟันดินปืนเบา ๆ ทีละก้อนจนแตกละเอียดผ่านลวดตะแกรงลงไปข้างล่าง ทำเรื่อยไปจนกว่าจะหมดดินปืน ผมนั่งดูไอ้ช่วยกับตาสุ่ยทำงานกันอย่างตั้งใจ
    เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เอาดินปืน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘หมื่อ’ ใส่ลงในเขนงที่ทำด้วยเขาควาย ด้านโคนเขาปิดมิดชิด ด้านปลายเขาทำเป็นฝาปิดเปิด มีเชือกทำเป็นสายยึดไว้สำหรับผูกติดเอว
    มีกระบอกไม้รวกเล็ก ๆ ขนาดกระสุนปืนลูกซอง ล่ามเชือกไว้กับเขนง สำหรับตวงดินปืน
    คนสามคนหมายถึง ผู้ใหญ่พวง ตาสุ่ย ไอ้ช่วย แบ่งดินปืน หรือ‘หมื่อ’ เท่า ๆ กัน
    แต่ของผู้ใหญ่พวงนั้น เป็นปืนลูกซองเดี่ยวเวลาจะใช้ต้องอัดดินปืนลูกปืนเข้าไปในปลอกกระสุนที่ยิงแล้วเสียก่อน จึงจะใช้ได้
    วิธีทำของผู้ใหญ่พวงก็คือ เอาปลอกกระสุนปืนลูกซองที่ยิงแล้วมาทอยเอาปลอกแก๊ปที่ก้นปลอกกระสุนตรงที่เข็มแทงชนวนออก จะมีเบ้าเล็ก ๆ หลุดออกมา
    เอาแก๊ปปืนที่เป็นเม็ด ตัดให้พอดีกับเบ้ายัดลงไปประกอบเข้าที่เดิม ก็เหมือนปลอกแก๊ปสวมกะดอลิงที่ผมเคยเล่าในปืนแก๊ป ผิดกันแต่ว่าแบบนี้ไม่ใช้นกสับเหมือนปืนแก๊ป แต่เป็นนกสับทอยเข็มแทงชนวนอีกทอดหนึ่ง
    เมื่อประกอบแก๊ปปืนเรียบร้อยแล้ว จึงตวงดินปืนเทลงไปเอาไม้รวกเล็ก ๆ ขนาดนิ้วมือตัดให้สั้นสักหนึ่งคืบ ทำปลายให้เสมอกัน กระทุ้งในปลอกกระสุนเบา ๆ พอให้ดินปืนแน่น
    จากนั้นก็เอาลูกตะกั่วเม็ดกลม ๆ ยัดลงไปตามต้องการ ถ้าลูกเล็ก ๆ ก็หลายลูกหน่อย เก้าหรือหกลูก ถ้าใหญ่ขึ้นมาก็สอง-สามลูก ลูกเดียวเรียกว่าลูกโดด
    ตัดกระดาษแข็งให้พอดีกับปลอกกระสุนวงใน ปิดเอาไว้กันลูกปืนร่วง
    เท่านี้ผู้ใหญ่พวงก็มีกระสุนปืนพร้อมที่จะยิงได้ทันที แกทำไว้หลายลูก บอกผมว่า
    “ผมก็ใช้วิธีอัดอย่างนี้แหละครับซื้อใหม่มันแพง นัดหนึ่งก็หลายบาท ยิงสัตว์เล็ก ๆ ไม่คุ้มค่ากระสุน”
    “ถ้าเราไม่คั่วดินประสิวกับถ่านในกระทะเสียก่อน จะได้ไหมลุงพวง” ผมถามเพราะสงสัย
    “ก็ย่อมได้ครับ บางคนเขาก็ตำผสมกันเลย ถ้าแน่ใจว่าถ่านของเราไม่ชื้น แต่บางทีถ่านที่เราเผาเก็บไว้นาน ๆ อาจชื้นได้เหมือนกัน”
    “การเก็บดินปืนไว้ในบ้านก็ต้องเก็บให้มิดชิด พ้นจากมือเด็กและไกลไฟ” ลุงพวงอธิบาย
    เมื่อลุงพวงอัดกระสุนลูกซอง ตาสุ่ยกับไอ้ช่วยก็พากันอัดตามบ้างแต่สองคนนี้อัดคนละอย่างกับลุงพวง
    ครั้งแรกก็เอาไม้รวกมาตัดเป็นท่อน ๆ เป็นกระบอกหยักตรงปากกระบอกไม้รวกสำหรับไว้สวมฝา ผมจะยกตัวอย่างให้ดูง่าย ๆ เหมือนเต้าปูนกินหมากนั่นแหละครับ คือมีตัวมีฝาปิด
    ตาสุ่ยเอาลูกปืนลงไปก่อน ตวงดินปืนเทตามลงไป เอาเปลือกมะพร้าวแห้งฉีกเป็นฝอย ๆ ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เรียกว่า ‘มอน’ ปิดไว้แล้วก็ปิดฝา
    เวลาจะยิงเปิดฝาดึงมอนออก ปากกระบอกบรรจุดินปืนตรงบากให้ฝาปิด ต้องให้พอดีกับปากลำกล้องปืนคือไม่คับเกินไป สวมกระบอกนี้ลงไปกับปากกระบอกปืน
    แล้วเคาะเบา ๆ ทั้งดินปืนและลูกปืนก็จะร่วงลงไปในลำกล้อง เอามอนยัด ใช้เหล็กกระทุ้งให้แน่น ถ้าเป็นปืนแก๊ปก็เปลี่ยนแก๊ปยิงได้ทันที
    ถ้าเป็นปืนคาบศิลา เทดินชนวนในรังเพลิงนิดหน่อยก็ยิงได้เลย การบรรจุไว้เช่นนี้ตาสุ่ยบอกผมว่า
    “เอาไว้ยิงเวลาฉุกละหุก เช่น ในระยะติดพันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาบรรจุแต่ละนัด”
    ผมมองดูแล้วก็คิดว่าเข้าท่าดี ถ้ายามปกติไม่รีบร้อน กรรมวิธีก็เทดินปืนออกจากเขนงลงในกระบอกตวง ใช้เหล็กกระทุ้งให้แน่นสองสามทีจึงเอาลูกปืนกรอกลงไป และยัดมอนตามหลังเสียเวลามาก
    แต่บรรจุไว้ในกระบอกชุดเดียวกันบรรจุได้รวดเร็ว ทั้งตาสุ่ยและไอ้ช่วยทำไว้คนละสิบนัด
    การอัดกระสุนลูกซอง ต่อมาตอนหลัง ๆ ผมก็ให้ลุงพวงอัดให้บ้างก็ใช้ได้ดีพอสมควร
    เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่การตำดินปืน การอัดลูกปืนเริ่มกันตั้งแต่เช้ามาเสร็จเอาตอนบ่าย ๆ
    ตาสุ่ยทดลองปืนคาบศิลาของแกก่อน โดยเอายอดยางข้างกระท่อมเป็นเป้ากระสุน ถัดมาก็ไอ้ช่วยทดลองบ้างสุดท้ายคือผู้ใหญ่พวง ทุกคนพอใจในประสิทธิภาพของดินปืน
    ผมขอแบ่งลูกอัดจากผู้ใหญ่พวงไว้บ้าง เอาไว้ยิงสัตว์เล็ก ๆ ส่วนลูกจริงเก็บเอาไว้ใช้เมื่อจำเป็น หรือยิงสัตว์ใหญ่ ๆ เช่นหมูป่าหรือเสือโคร่ง
    ทุกคนต่างก็มีงานทำของใครของมันไม่ค่อยได้พบหน้ากัน ผมกับตาสุ่ยช่วยกันซ่อมแซมรั้ว เพื่อป้องกันสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงเข้ามากินหรือเหยียบย่ำพืชไร่ของเรา ทำอยู่วันแล้ววันเล่ากว่าจะเสร็จก็หลายวัน ปีนั้น ผมลงข้าวโพดไร่สลับกับต้นละหุ่ง เนื่องจากเป็นดินใหม่ จึงทำให้ข้าว
โพดและต้นละหุ่งของเรางอกงามดี ปีนั้นประจวบกับฝนตกชุกกว่าทุกปี พวกบ้านป่าที่มีไร่นาต่างก็เร่งปักดำไถหว่าน จึงไม่ค่อยมีเวลาพบปะสังสรรค์กัน
    แล้ววันหนึ่งเมียไอ้ช่วยก็วิ่งกระหืดกระหอบ มาบอกผมกับตาสุ่ยซึ่งกำลังทำงานอยู่ว่า
    “พี่ช่วยถูกปืนตัวเองขาหัก ให้นายไปดูหน่อย”
    ผมกับตาสุ่ยรีบผละงานตามเมียไอ้ช่วยไป ไอ้ช่วยนอนร้องครวญครางน่าสมเพชอยู่ใต้ถุนกระท่อม เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่น พอเห็นหน้าผมก็ร้องไห้น้ำตาไหลพราก
    “เป็นยังไงล่ะช่วย” ผมถาม
    “ผมไปนั่งห้างครับนาย สะพายปืนปีนขึ้นไปบนห้างพอถึงห้างนั่งลงเรียบร้อยแล้วก็พิงปืนไว้กับต้นไม้ที่ทำห้าง ผมหิวบุหรี่เลยเหยียดขาออกไปเพื่อจะล้วงเอาห่อยาสูบในกระเป๋ากางเกง ไม่รู้พลาดยังไง ตีนผมไปยันถูกปืนตกลงไปแล้วระเบิดขึ้น ถูกที่ขา ผมอุตส่าห์ปีนลงมาจากห้างคลานมาหยิบเอาปืนผูกติดกับหลัง แล้วก็ค่อย ๆ คลานมาจนถึงบ้าน ปวดเหลือเกินนึกว่าจะตายกลางทาง”
    พูดจบไอ้ช่วยก็ร้องไห้ ผมพิจารณาดูบาดแผลแล้วก็เห็นว่าพอจะรักษาได้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต จึงพูดขึ้นว่า
    “ดีนะ ไม่ถูกที่สำคัญ คงไม่พอเป็นอะไร ทำใจดี ๆ ไว้ ฉันจะรักษาให้เอง”
    พูดจบผมก็บอกให้ตาสุ่ยกลับไปเอากระเป๋ายา ที่กระท่อมของเรา.







แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]