• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 98988
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 3056 , 01:23:38 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                ภาพประกอบโดย : สุภี ปสุตนาวิน

ภูเขาลูกนั้นยืนทะมึนขวางกั้นเป็นทิวยาวเหยียด มองแต่ไกลจะเห็นเป็นสีเทาหม่น ๆ ตัดกับขอบฟ้าไกลลิบ
       จากหมู่บ้านของเราแม้จะมองเห็นเช่นนั้น แต่กว่าจะเดินไปถึงก็ครึ่งค่อนวัน เรียกว่าใกล้ตาแต่ไกลตีน
      เขาลูกนี้มีแต่สิ่งเร้นลับ
      บนเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยแผ่กิ่งก้านปกคลุม บางแห่งมีแอ่งน้ำ ร่องหินแตกธารน้ำเล็ก ๆ ไหลรินออกมาตลอดปี จนตะไคร่น้ำจับเป็นสีเขียว บางแห่งก็เป็นดงไม้รกเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมแสงแดดส่องไม่ถึงเขาลูกนี้เสมือนกำแพงยักษ์กั้นเขตแดนจังหวัดเพชรบูรณ์กับจังหวัดชัยภูมิถ้าขึ้นไปบนสุดหลังเขา มองไปทางทิศตะวันตกจะเห็นกระท่อมชาวป่าทางจังหวัดเพชรบูรณ์กระจัดกระจายอยู่ไกลลิบ
      ผมเคยพาคณะขึ้นไปล่าสัตว์ในฤดูแล้งครั้งหนึ่ง สัตว์ชุมมาก แต่ไม่ใช่จะยิงได้ตามใจชอบ จ้าวที่จ้าวทางที่นั้นเฮี้ยนมาก
      มีหมู่บ้านพวกที่เข้าไปทำไร่ตั้งอยู่ห่างตีนเขาเล็กน้อย ประมาณสิบกว่าหลัง หมู่บ้านของเราที่ว่าอยู่กลางดงกลางป่าแล้ว ก็ยังมีผู้คนบุกรุกเข้าไปอยู่ลึกกว่าพวกเรา ปลูกกระท่อมกลุ่มละสามหลังบ้าง ห้าหลังบ้าง กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไป
      เป็นที่ต่างอพยพเข้าไปใหม่ก็มี เป็นพวกคนในหมู่บ้านของเราก็มาก ขายที่เดิมให้พวกเข้าไปอยู่ทีหลัง แล้วพาครอบครัวเข้าไปหาที่ทำกินใหม่ คนบ้านป่าเหมาะที่จะอยู่ป่า คนพวกนี้ไม่รู้จักคำว่ากลัว นึกจะไปอยู่ที่ไหนก็ไป พอขายที่เก่าได้ก็ไปหาที่ใหม่แทบจะเรียกได้ว่าป่าไหน ๆ ผู้คนก็บุกรุกเข้าไปถึง
      พวกที่บุกรุกเข้าไปฟากเขาด้านทิศตะวันออก คือพวกที่ไปจากจังหวัดชัยภูมิ ส่วนผู้ที่บุกรุกเข้ามาทางทิศตะวันตก คือพวกทางจังหวัดเพชรบูรณ์
      การที่ผู้คนพากันบุกรุกเข้าไปหาที่ทำกิน คนละฟากเขาเช่นนี้ ก็ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องไปมาหาสู่กันเป็นของธรรมดา
      บังเอิญมีช่องเขาขาดอยู่แห่งหนึ่ง เดิมทีก็เป็นทางเดินของสัตว์ป่าที่จะเดินไปมาระหว่างฟากเขา เมื่อผู้คนอพยพเข้าไปจึงใช้เส้นทางสายนี้ไปมาหาสู่กัน
      ตรงปากทางเข้าที่เป็นช่องเขาขาด ทางด้านทิศตะวันออกด้านซ้ายมือเป็นหน้าผาสูงชัน มีต้นตะเคียนใหญ่อยู่หน้าผา ข้างล่างเป็นชะโงกหินยื่นออกมาคล้ายหลังคาคลุม
      มีศาลเล็ก ๆ อยู่ใต้ต้นตะเคียนใหญ่ พวกบ้านป่าเชื่อกันว่าที่นี่เป็นที่อยู่ของเจ้าแม่เทวี ส่วนทางขวามือตรงข้ามกับหน้าผาเป็นธารหินทอดไปตามช่องเขา มีแอ่งน้ำขังอยู่น้ำไหลรินตลอดปี คนที่เดินผ่านไปมาก็เดินเลียบธารหินสายนี้ บริเวณศาลเจ้าแม่ มีลิงฝูงใหญ่อาศัยอยู่ เขาเล่ากันว่าลิงพวกนี้เป็นลิงของเจ้าแม่ ใครขืนเข้าไปทำร้ายมันเข้าต้องมีอันเป็นไปถึงตาย มันไม่ค่อยอยู่ประจำที่ศาลแห่งนั้นนานนัก มักอพยพไปหากินบนหลังเขา แต่มันก็เวียนไปเวียนมาไม่เคยขาด ผู้คนก็ไม่กล้าเข้าไปรบกวน เพราะเกรงใจเจ้าแม่
      ถ้าใครเดินผ่านเส้นทางสายนั้นหรือมีธุระแวะเวียนไป เพื่อพักผ่อนอาบกินน้ำในแอ่งหินก็ดี สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องปฏิบัตก็คือ สักการะเจ้าแม่ของสมาลาโทษหากได้ล่วงเกินสิ่งใดโดยไม่เจตนาอย่างที่เขาพูดกันว่า “ทำดีผีคุ้มครอง”
      ผมไม่รู้ว่าใครเริ่มสักการะเจ้าแม่ ด้วยไม้หยัก ๆ ตรงปลายคู่หนึ่งทำเป็นตัวแทนอวัยวะเพศของผู้ชาย แต่เมื่อผมไปพบก็เห็นท่อนไม้ขนาดนิ้วหรือสองนิ้วยาวหนึ่งศอกวางอยู่เกลื่อนหน้าศาล ทั้งเก่าและใหม่ บางคู่ถูกปลวกแทะกินจนผุกร่อน แสดงว่านับถือและบูชากันมานาน
      พวกเราพากันทำไม้หยัก ๆ คนละคู่ เข้าไปสักการะเจ้าแม่ ผมเองก็ทำกับเขาด้วย เรียกว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เราจะทำอวดดีไม่นับถือย่อมไม่เป็นผลดีแก่ตัวเอง ในป่าดงพงไพรล้วนแต่สิ่งเร้นลับที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ ผมถามตาสุ่ยว่า
      “ทำไมถึงทำไม้อย่างนี้บูชาเจ้าแม่” ตาสุ่ยตอบว่า
      “ก็เจ้าแม่เป็นผู้หญิง บริวารก็ต้องเป็นผู้หญิง ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงแล้วย่อมชอบพรรค์อย่างว่าเหมือนกัน ไม่ว่าคนหรือผี เราทำตัวแทนอวัยวะเพศผู้ชายบูชาสองอัน อันหนึ่งสำหรับเจ้าแม่ ส่วนอีกอันหนึ่งสำหรับบริวาร”
      จะว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระผมก็ไม่อยากว่า มันจะกลายเป็นการดูถูกดูหมิ่นเจ้าป่าเจ้าเขาไป ส่วนใครเป็นริเริ่มบูชาแบบนี้ ถามใครก็ให้คำตอบไม่ได้ บอกแต่ว่า
      “เห็นเขาบูชาแบบนี้ ก็เลยทำตาม”
      เรื่องนี้ผมเป็นคนที่เห็นมากับตา สมัยเมื่อครั้งยังไม่เข้าไปอยู่บ้านป่า คนเราไม่ว่ายุคใดสมัยใด ย่อมถือว่ากามารมณ์เป็นใหญ่ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ผมจึงเห็นผู้ชายไม่เคยมีเมียเวลาตายญาติพี่น้องเอากระดองเต่าใส่ในโลงศฑให้ก่อนนำไปฝังหรือเผา คงจะแทนเครื่องเพศผู้หญิง
      ส่วนผู้หญิงนั้นตั้งแต่เป็นสาวขึ้นไป ตลอดชีวิตไม่เคยผ่านผู้ชายเลย เวลาตายญาติพี่น้องก็เอาต้นบักเยา คือต้นสลอดนั้นเอง ขนาดหัวแม่ตีนยาวหนึ่งคืบมาทำหยัก ๆ คล้ายอวัยวะเพศของผู้ชายใส่ในโลงเช่นกัน
      เมื่อคิดได้อย่างนี้ ผมเลยไม่แปลกใจที่ผู้คนทั้งหลายทำไม้หยัก ๆ บูชาเจ้าแม่วันนั้นพวกเราพักผ่อน อาบน้ำอาบท่ากินอาหารกลางวันกัน มีลิงห้าหกตัวมาเมียง ๆ มอง ๆ คอยรับเศษอาหารจากพวกเรา อาหารที่เหลือของพวกเราก็แบ่งให้ลิง
      ก่อนออกเดินทางพวกเราก็พนมมืออธิษฐาน ขอกระทิงเจ้าแม่สักตัว แล้วจะไม่รบกวนสัตว์อื่น ๆ ขอตัวเดียวเท่านั้นแล้วจะพากันกลับ
      ปรากฏว่าวันนั้น เราได้กระทิงเปลี่ยวตัวหนึ่งจริง ๆ คณะของเราไปด้วยกันเจ็ดคน ก็พอแบ่งปันกันเป็นอาหารได้อย่างสบาย
      ผมไม่เคยกลับไปที่นั่นอีก มีแต่พวกที่เคยไปด้วยกันกลับไปล่าสัตว์อีก มาเล่าให้ผมฟังว่า
      “ไม่เข้าท่าเลยนาย ไปเที่ยวหลัง ๆ กลับมามือเปล่า เห็นตัวอยู่ก็ยิงไม่ถูก คงจะเป็นเพราะเจ้าแม่ไม่อนุญาตให้”
      ผมฟังแล้วก็คล้อยตามไปกับเขา ประสบการณ์อยู่ป่าทำให้ผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ป่าทุกป่าย่อมมีเจ้าปกครอง เราจะไปลบหลู่ดูหมิ่นล่วงเกินไม่ได้เป็นอันขาด สัตว์ตัวใดไม่ถึงฆาต ควรจะตายก็ไม่ตาย แต่ถ้าสัตว์ตัวใดถึงฆาต ไม่น่าจะยิงถูกก็ยิงถูกอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเจ้าป่าเจ้าเขาต้องเป็นใจกับเราด้วย
      ใครทำผิดกฏของป่าย่อมแพ้ภัยตนเอง เคยได้ยินข่าว พวกพลเรือน ทหาร ตำรวจ เอาเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกไปล่าสัตว์ที่กาญจนบุรีไหม? เมื่อหลายปีมาแล้ว ก็ที่ทุ่งใหญ่เซวาโว่ หรืออะไรนั้นแหละ เมื่อสิบปีที่แล้ว
      ขากลับเครื่องบินตกที่นครปฐม พากันตายหลายคนจนเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์
      เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้มาชี้แจงข่าวว่า เฮลิคอปเตอร์ที่ตกคราวนั้นได้นำคณะทหาร ตำรวจ จำนวนหนึ่ง ไปปฏิบัติราชการลับในเขตชายแดนด้านประเทศพม่า
      แต่วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ออกข่าวว่า ในเครื่องบินลำนั้นมีสัตว์บรรทุกมาด้วย ก็แสดงว่าต้องมีการล่าสัตว์ควบคู่ไปด้วยกับการปฏิบัติการลับ
      ที่ผมยกตัวอย่างมาให้เห็นนี้ ก็เพื่อเตือนสติพวกเราอย่าได้ละเมิดกฏของป่า อาจจะมีคนแย้งว่า มันเป็นอุบัติเหตุธรรมดา ไม่เห็นเกี่ยวกับการล่าสัตว์ แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมมีตัวอย่างมากมายให้ท่านวินิจฉัย คอยติดตามผมไปเรื่อย ๆ แล้วท่านจะเห็นเองปีนั้น เมื่อผมเอาของป่าบรรทุกเกวียนเข้าไปขายในเมืองก็ได้พบกับบุคคลกลุ่มหนึ่ง คือพวกหัวหน้าคณะละครลิง เมื่อรู้ว่าผมอยู่ป่าก็แสดงความประสงค์ว่าอยากได้ลิงมาหัดละครเพราะที่มีอยู่แล้วก็เก่าแก่ล้มตายไปทีละตัวสองตัว เขาถามผมว่า
      “พอจะหาลิงให้ได้ไหม?” ผมตอบว่า
      "หานะหาได้ แต่ต้องใช้เวลาหน่อยถ้าผลตอบแทนคุ้มค่าก็จะหาให้”
      พวกเขาต้องการลิงยี่สิบตัว แต่เกินมาบ้างนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร จะแบ่งไปให้เพื่อนอีกคนก็ได้ เมื่อตกลงราคากันเป็นที่เรียบร้อย ผมก็เรียกเงินมัดจำห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เขาตกลงทันที เพราะบ้านช่องของผมพวกนั้นก็รู้จักจึงไม่กลัวการโกง และการค้าลิงคราวนั้น ทำให้ผมเจ็บปวดมิใช่น้อย
      ผมกลับเข้าป่าด้วยหัวใจอันเบิกบาน เงินที่ขายของป่าและค่ามัดจำลิงก็มากพอสมควร จึงจัดแจงซื้อของมาฝากตาสุ่ยกับครูธีระ และเพื่อนฝูงที่ชอบพอเช่น ไอ้ช่วย ผู้ใหญ่พวง หลายอย่างกะว่าจะให้พวกนี้แหละช่วยจับลิง
      ลำพังผมจะมีความรู้อะไรไปจับลิง แต่ก็คิดว่าพวกบ้านป่า คงยินดีจับมาขายให้ผม
 แล้วก็จริงอย่างว่า พอผมประกาศออกไปก็มีคนนำมาขายให้คราวละตัวสองตัว แต่ลิงทั้งยี่สิบตัวนั้นก็ต้องใช้เวลานานหน่อย
      พอได้ลิงมาตาสุ่ยกับครูธีระก็ช่วยกันต่อกรงขังไว้กรงละตัว ไม่ให้ปะปนกัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลิงกัดกัน ให้ข้าวให้น้ำทุกวัน
      วิธีจับลิงของพวกบ้านป่ามีหลายวิธี วิธีที่หนึ่งก็ไปเที่ยวด้อม ๆ มอง ๆ ดูว่าฝูงลิงอยู่ที่ไหน ส่วนมากก็อยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่รกทึบ
      เมื่อพบแล้วก็ทำกระบอกไม้ไผ่ตัดให้เป็นรูทั้งสองข้าง เหลาไม้ไผ่เล็กแหลมถักเป็นงา เหมือนงาไซคือเข้าแล้วออกไม่ด้ ติดงาไว้ตรงปากกระบอกทั้งสองข้าง เอาอาหารที่ลิงชอบ เช่นข้าวโพดต้มใส่ไว้ข้างใน
      พอเดินลอดต้นไม้ที่ลิงอยู่ อย่าได้แหงนหน้าขึ้นไปดู ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น วางกระบอกไม้ไผที่มีงาไว้หลาย ๆ อัน จะใช้มือทำท่าล้วงหรือส่องดูในกระบอกไม้ไผ่ก็ได้ เสร็จแล้วก็ถอยแอบดูอย่าให้ลิงเห็น
      สักครู่พวกลิงก็พากันไต่ลงจากต้นไม้ ยกกระบอกขึ้นส่องดู พอเห็นข้าวโพดต้มอยู่ภายในก็เอามือล้วงเข้าไป พอดึงไม่ออกก็เอามืออีกข้างล้วงเข้าไปในกระบอกอีกข้าง
      ตกลงมือทั้งสองข้างก็เลยติดอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของคนจะไปไล่จับเอา
      แต่วิธีนี้ก็มีส่วนเสียเหมือนกัน คือลิงมักจะเป็นแผล ผมจึงให้หาวิธีอื่น กลัวแผลที่มือลิงจะอักเสบยากแก่การรักษา
      วิธีนี้จะใช้กับลิงฝูงเก่าไม่ได้ พวกมันเรียนรู้ได้เร็วเห็นคนจับเพื่อนของมันไปต่อหน้า มันก็เข็ด ถึงไปทำอีกมันก็ไม่ยอมล้วง ถ้าจะทำก็ต้องหาลิงฝูงใหม่
      วิธีที่สองก็เหมือนวิธีแรก คือไปเที่ยวสังเกตฝูงลิงเสียก่อน ลิงส่วนมากจะอยู่เป็นที่เป็นทาง จะเคลื่อนย้ายไปที่อื่นก็ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเว้นแต่ถูกรบกวนมาก ๆ จึงย้ายถิ่นอยู่
      เมื่อพบลิงแล้วก็ทำเป็นไม่เห็น พวกลิงเองก็จะหมอบตามคบไม้หลบสายตาคน พอเข้าไปใต้ต้นไม้ก็กางแหออก มุดเข้าไปข้างในให้ลิงดู มีพวกแตงโมแตงไทยอะไรก็แล้วแต่ที่พวกลิงชอบกิน เอาไสว้ในร่างแห
      ตัวคนล่าก็มุดเข้ามุดออก จะเหวี่ยงแหให้ลิงดูก็ได้ ขณะที่คนกำลังทำอะไรอยู่เงียบ ๆ นั้นแหละ พวกลิงพากันแอบดู และคอยเอาอย่างแต่มันไม่ฉลาดเท่าคน
      เมื่อคนหนีไปแอบดู พวกลิงก็พากันลงมาจากต้นไม้เห็นคนทำอย่างไรก็เอาอย่างบ้าง เลยพากันติดร่างแหอีนุงตุงนัง คราวนี้ก็เป็นทีของคนจะจับเอาตามสบาย
      แต่ก็ใช้ได้เพียงครั้งเดียว คราวต่อไปลิงมันรู้จะไม่ยอมเข้าใกล้ วิธีสุดท้าย วิธีนี้อาจจะใช้ได้หลายครั้ง แต่ต้องลงทุนสูงหน่อย คือเอาเหล้าสาโทที่มีรสหวานหน่อย ไปวางไว้ต้นไม้ที่ลิงอยู่ มีกระป๋องหรือกระบอกไม่ไผ่วางไว้หลายอัน
      พอไปถึงก็ทำเป็นไม่เห็นลิง แล้วก็วางไหเหล้าลงอาจจะมีสักสองหรือสามคนก็ได้ ผลัดกันกินเหล้าให้ลิงดูแล้วทำเมามายหยอกล้อกันแล้วหลบไป
      ฝ่ายเจ้าลิงแสนรู้ พอรู้ว่าคนหนีไปแล้วแต่ไหเหล้ายังอยู่ จึงพากันลงมา อะไรนะคนกินได้กูก็กินได้ คิดแล้วก็เอากระบอกไม้ไผ่หรือกระป๋องที่วางอยู่ตักเหล้าขึ้นดื่ม บ๊ะ เข้าท่าต้องกินอีก ตัวต่อไปก็เอาอย่างบ้างแทบจะแย่งกันกิน จนเหล้าหมดไห
      คราวนี้ก็เกิดเมามายรวนกัน ถ้ามีไม้ท่อนเล็ก ๆ วางไว้ให้ พวกลิงจะเอาตีกันหัวร้างข้างแตก บางตัวเมาฟุบอยู่กับที่ บางตัวขึ้นต้นไม้ไม่ไหวก็เป็นหน้าที่ของคนตามจับเอาเอง สิ่งที่ต้องระวังคือเขี้ยวของมันอย่าให้มันกัดได้ พอจับได้แล้วต้องยัดใส่กรงทันที
      วันแล้ววันเล่าที่พวกบ้านป่าพากันทยอยเอาลิงมาขายให้ผม ส่วนมากผมจะคัดเอาแต่ลิงรุ่น ๆ อายุมากไปก็ไม่เอาเล็กมากไปก็ไม่เอา ผมสั่งให้ทุกคนคัดเอาแต่ลิงหนุ่ม ๆ สาว ๆ เท่านั้น ก็ได้จนครบจำนวน
      ผมสั่งให้ตาสุ่ยครูธีระดูแลลิงให้ดีอาหารและน้ำอย่าให้ขาด เพราะลิงพวกนี้คือตัวเงินตัวทองของเรา ถ้าส่งลิงให้ลูกค้าไม่ได้ นอกจากจะไม่ได้รับเงินแล้ว ผมยังจะต้องโดนปรับอีกสองเท่าของราคาที่ตกลงกัน
      ผมขอแรงไอ้ช่วยกับผู้ใหญ่พวงช่วย ต่อกรงขึ้นใหม่อีกจนครบจำนวนลิง ผมได้ลิงทั้งหมดรวมยี่สิบห้าตัวเกินที่สั่งเสียอีก แต่ก็ดีเหมือนกันพอจะได้ค่าโสหุ้ยเพิ่มขึ้นอีกบ้าง การเลี้ยงลิงทั้งยี่สิบห้าตัวเป็นภาระให้เรามิใช่น้อย
      ระหว่างที่ผมดูแลเลี้ยงลิงก่อนนำเข้ามาขายในเมืองนั้น ตาสุ่ยกับครูธีระช่วยเหลือผมอย่างดีเยี่ยม ทุกคนเต็มใจทำงาน ไม่ปริปากบ่น
      เมื่อได้ลิงตามที่ต้องการแล้ว ผมก็ประกาศงดซื้อ จากนั้นก็เตรียมตัวว่าจะนำลิงทั้งยี่สิบห้าตัวไปส่งลูกค้าวันไหน แต่แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเช้าวันหนึ่งขณะที่ผมเพิ่งเสร็จากการดูแลตาสุ่ยให้อาหารลิงทั้งยี่สิบห้าตัวก็มีชาวบ้านป่าจากหมู่บ้านตีนเขาสองคน หามลิงตัวหนึ่งเข้ามายังบริเวณหน้ากระท่อม
      พวกเขาเดินทางทั้งคืน เพื่อเอาลิงตัวนี้มาขายให้ ผมมองดูก็รู้ว่าเป็นลิงตัวผู้ขนาดใหญ่สมบูรณ์แข็งแรง เมื่อผมเดินไปดูใกล้ ๆ จึงรู้ว่าสิ่งที่เขาใช้ขังลิงมานั้นคือตะลุ่มขังไก่ใบเล็ก ท่านที่เคยเห็นตะลุ่มใบใหญ่ ตามร้านรับซื้อเป็ดไก่ที่เขาใช้ขังไก่ ก็แบบเดียวกันนั้นแหละ แต่ที่ขังลิงมาขนาดเล็กกว่าตะกร้าใบเขื่อง ๆ นี้กระมัง
      แต่ตะลุ่มใบนี้รู้สึกจะเก่าแก่ และผุพังเห็นรอยเถาวัลย์สดซ่อมแซมรูที่ขาดไว้หลายแห่ง พวกเขาเอาไม้สอดเข้าไปในรูตะลุ่มด้านบนหามมา
      ผมก้มดูแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจ ไม่ใช่ลิงหนุ่มลิงสาวตามที่ผมต้องการ หากเป็นลิงอายุมากและตัวใหญ่มากทีเดียว พวกคณะละครลิงก็ไม่อยากได้เพราะฝึกยากแก่เร็ว มันโตกว่าทุก ๆ ตัวที่ผมครอบครองอยู่
      ทั้ง ๆ ที่ผมมีลิงเกินโควต้าอยู่ถึงห้าตัว ผมก็ไม่สามารถปฏิเสธไม่ซื้อได้ เพราะคนพวกนี้อุตส่าห์เดินทางรอนแรมมาไกลเพื่อนำลิงมาขายให้ผม
      ยิ่งกว่านั้นถ้าผมบอกให้พวกนั้นนำลิงกลับไป ก็เท่ากับผมสั่งประหารชีวิตมัน เพราะมันจะถูกฆ่าเป็นอาหารทันที พวกบ้านป่ากินลิงเป็นอาหารเสมอ ผมเองยังเคยพบ คราวหนึ่งเขามตามผมไปดูคนป่วยที่บ้านยางชุมไกลจากหมู่บ้านไปอีก สภาพก็เป็นบ้านป่าเหมือนพวกเรา
      พวกนั้นต้อนรับผมกับตาสุ่ยด้วยแกงลิง ได้ยินแต่ชื่อผมก็คลื่นไส้การอยู่บ้านป่านั้นเราต้องปรับตัวให้เข้ากับป่า คนบ้านป่าเป็นคนซื่อเขาอยากจะต้อนรับเราให้ดีที่สุดในฐานะที่เราเหนือกว่าเขา แต่เขาก็ว่ามันดีที่สุดแล้วสำหรับอาหารที่นำมาต้อนรับเรา
      ครั้นเราจะไปถูกเหยียดหยามเขา ย่อมไม่เป็นผลดีแก่ตัวเรา มันจะทำให้เรากับเขากลายเป็นคนละชนชั้น เข้ากันยาก มีความรู้สึกอย่างไรก็ต้องนิ่งไว้
      สิ่งที่ดีที่สุดของเขาอาจจะไม่ดีพอสำหรับเรา ผมนั่งร่วมวงเฉย ยังไม่แตะต้องอะไร แต่พอคนตักแกงใส่ถ้วยมีมือลิงออกมากับทัพพีมันช่างเหมือนมือเด็ก ๆ ท้องผมก็ปั่นป่วนรับลุกออกมา พอดีมีไข่ไก่ต้มอยู่สองฟองเลยรอดตัวไป นี่แหละชีวิตของป่า
 พวกล่าสัตว์ด้วยกันเล่าให้ผมฟังว่า เขาทำลิงนั่งหวดอร่อยนัก คือเอาลิงมาถลกหนังออกผ่าท้องควักตับไตไส้พุงออกล้างให้สะอาด ยัดเข้าที่เดิม ทุบหอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ น้ำปลา แทรกเข้าไป แล้วเอาด้ายเย็บปิดตรงที่ผ่าท้องให้ปิดสนิท เอาลิงไปนั่งหวด ใช้ฝาหม้อปิดข้างบนแล้วนำไปนึ่งเหมือนนึ่งข้าวเหนียว
      แถมยังบอกผมอีกว่า ถ้านายอยากจะทำให้กิน ผมกินไม่ลงเพราะรูปร่างหน้าตาของลิงเหมือนคนมาก จึงปฏิเสธเขาไป
      เมื่อรู้ว่าถ้าผมไม่ซื้อ พวกนั้นก็ต้องฆ่าลิงตัวนั้นเป็นอาหาร ผมจึงจ่ายเงินค่าตัวเพื่อไถ่ชีวิตมันไปตามราคาที่เคยซื้อ เมื่อพวกนั้นรับเงินค่าลิงกลับไปแล้ว ผมก็มาสำรวจตรวจดูมันอีกครั้ง มันอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ นอกจากจะได้รับบาดเจ็บตอนถูกล่าจับแล้ว การถูกยัดมาในตะลุ่มแคบ ๆ และถูกหามมาตลอดคืนทำให้หลังของมันถูกับไม้คานหามถลอกหลายแห่ง
      ลิงเป็นสัตว์ขี้โมโห และตอนนี้ผมก็เห็นแยกเขี้ยวขู่ครอก ๆ ผมไม่สบายใจอีกอย่างก็คือ ตะลุ่มที่ขังลิงทำด้วยไม้ไผ่แล้วก็เก่าและผุเสียด้วยไม่มีความแข็งแรงอยู่เลย กรงของเราก็มีจำกัดคือขังกรงละตัวไม่สามารถแยกออกมาได้ จะต่อกรงขึ้นเดี๋ยวนั้นก็ยังไม่มีเวลา
      ดังนั้นจึงเพียงแต่เอาเชือกเส้นเล็ก ๆ มันโยงไปโยงมารอบ ๆ ตะลุ่มให้แข็งแรงกว่าเดิมเท่านั้น หลังจากเอาผลไม้และน้ำให้มันกินแล้ว ผมก็สั่งให้ตาสุ่ยดูแลใกล้ชิดหากเกิดอะไรขึ้นก็ให้บอกผมโดยเร็ววันนั้นผมมีงานเต็มมือเพราะได้กำหนดไว้ว่าอีกสองวันข้างหน้าจะออกเดินทางเอาลิงพวกนี้บรรทุกเกวียนออกจากป่า
      การขนลิงออกจากป่าทั้งยี่สิบห้าตัว เดินทางรอนแรมหนึ่งวันกับหนึ่งคืน ผ่านป่าหนทางที่ทุรกันดาร ลุยห้วยข้ามคลองปีนเขานั้น ไม่ใช่ของง่าย ต้องเตรียมน้ำเตรียมอาหารสำหรับลิง เกวียนบรรทุกอย่างน้อยก็ต้องสามเล่ม
      คิดตามน้ำหนักของลิงแล้ว เกวียนเล่มเดียวก็บรรทุกไหว แต่มันกินเนื้อที่สำหรับกรงลิง ต้องต่อเป็นคอกกั้นขึ้นสูง ๆ เป็นพิเศษ สำหรับเกวียนบรรทุกสองเล่ม แล้วหาอะไรคลุมกันแดดกันฝนป้องกันลิงเจ็บป่วย
      ส่วนอีกเล่มหนึ่งบรรทุกอาหารการกิน สำหรับของลิงของคนตลอดจนที่หลับที่นอนของคนด้วย คิดแล้วก็โกลาหลพอสมควร
      บ่ายสามโมงตาสุ่ยก็ร้องเอะอะขึ้นว่า
      “ลิงใหญ่ออกจากตะลุ่มแล้ว”
      ผมรีบวิ่งไปดูที่ตะลุ่มขังลิง พอไปถึงก็เห็นลิงมุดตัวออกมาจากตะลุ่มยืนจังก้าอยู่ ตัวของมันใหญ่ขนาดเด็กอายุสามขวบ หลังของมันที่ถูกับตะลุ่มมีเลือดแดง ๆ ออกมา มันยืนขุ๋ครอก ๆ แยกเขี้ยวยิงฟันแสดงอาการโกรธ
      พวกเด็กบ้านป่าพากันมาดูลิงฝูงหนึ่ง ทั้งเด็กหญิงเด็กชาย เด็กเล็กเด็กโต บางคนก็อุ้มน้องมาด้วยต่างก็ร้องกรี๊ดกร๊าดด้วยความกลัว มีหลายคนปีนต้นไม้เพื่อหนีลิง เด็กเล็ก ๆ ร้องไห้จ้า
      เราสามคน ผม ครูธีระ ตาสุ่ย ไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับลิงตัวนี้ได้แต่ยืนคุมเชิงเอาไว้ เมื่อลิงกระโดดเข้าใส่ก็พากันหลบ
      เจ้าลิงขี้โมโหยิ่งอาละวาดหนักขึ้น และลิงตัวนี้เองที่เป็นต้นเหตุให้เกิดฆาตกรรมในเวลาต่อมา เพราะมันเป็นลิงของเจ้าแม่กาลีแห่งช่องเขาขาดที่ถูกสองคนนั้นจับตัวมันมาลิงใหญ่ตัวนั้นยืนจังก้าด้วยความโกรธ พวกเด็ก ๆ ที่มาดูลิงพากันกลัว พวกที่ขึ้นต้นไม้ไม่ทันก็แย่งกันขึ้นกระท่อม เด็กเล็ก ๆ ที่มากับพี่ร้องไห้ระงมต่างวิ่งหนีชุลมุน
      ผมนึกขำพวกเด็กที่วิ่งหนีขึ้นต้นไม้ เด็กพวกนี้คงลืมไปว่า ลิงเป็นสัตว์ปีนต้นไม้เก่งกว่าคน
      ผม ตาสุ่ย และครูธีระ ทำอะไรไม่ถูกได้แต่พากันกางมือโอบล้อมเอาไว้ ผลก็คือเจ้าลิงใหญ่ตัวนั้นโกรธมากขึ้น มันอ้าปากร้อง “เจี๊ยก ๆ” วนซ้ายวนขวา อย่างไม่นึกฝัน! มันกำอุจจาระที่ถ่ายออกมาขว้างใส่พวกเราตาสุ่ยด่าลั่น “ไอ้ลิงระยำ”
      ในขณะที่พวกเราพากันหลบก้อนอุจจาระที่มันขว้างใส่ มันก็ถือโอกาสแหวกวงล้อมของพวกเรากระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่หลังกระท่อมอย่างรวดเร็ว
      มันป่ายปีนขึ้นไปสูง ๆ สุดความสามารถที่พวกเราจะติดตามจับมันลงมาได้ ผมจึงบอกตาสุ่ยกับครูธีระว่า
      “ช่างมันเถอะ ขืนช่วยกันจับลิงตัวเดียวก็เสียเวลาเหนื่อยเปล่า อีกอย่างมันเป็นลิงนอกโควต้า ฉันซื้อด้วยความจำใจ”
      เราจึงเลิกสนใจกับลิงตัวนั้น พวกเด็ก ๆ พากันไต่ลงมาจากต้นไม้แหงนหน้าขึ้นดูก็เห็นเจ้าลิงใหญ่นั่งอยู่บนกิ่งไม้สูงลิบจนกระทั่งมืดค่ำ แต่พอรุ่งเช้ามองดูอีกครั้งก็ไม่รู้มันหายไปไหน
      สมัยนั้นการนำลิงออกจากป่า จำนวนมากเช่นนั้น ไม่ค่อยเป็นปัญหานัก ทางการก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรนักหนา ผมจึงส่งลิงทั้งยี่สิบห้าตัวให้ลูกค้าได้ตามความประสงค์
      เมื่อผมกลับเข้าป่าก็ได้ข่าวว่าพวกบ้านตีนเขาสองคนที่หามลิงใหญ่มาขายให้ผมตายเรียบ คนหนึ่งถูกเสือกัดตาย อีกคนถูกลอบยิง ทุกคนลงความเห็นว่า เพราะสองคนนั้น ไปจับเอาลิงเจ้าแม่เทวีแห่งช่องเขาขาดมาขายให้ผม เจ้าแม่โกรธจึงเอาถึงตาย
      บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเหตุบังเอิญ แต่ผมฟังแล้วเสียวเข้าไปถึงสันหลัง ดีแต่ว่าผมไมใช่คนไปจับมาเอง และลิงใหญ่ตัวนั้นก็ได้รอดจากที่คุมขังไปแล้ว อีกอย่างลิงที่ผมนำไปขาย ก็ไม่ใช่ลิงของเจ้าแม่ การจับลิงของเราไม่จำเป็นต้องไปถึงภูเขาลูกนั้น ที่หมู่บ้านของเราไกลออกไปเล็กน้อย ป่ายังรกทึบมีฝูงลิงอาศัยอยู่พอให้เราล่า เมื่อคิดว่าไม่ใช่ลิงของเจ้าแม่ผมค่อยอุ่นใจ
      หนึ่งในสองคนที่หามลิงใหญ่มาขายให้ผม เป็นคนในหมู่บ้านของเรา มันชื่อไอ้จ่าง แต่อพยพเข้าไปอยู่ใกล้ตีนเขา ส่วนพ่อแม่พี่น้องของมันก็ยังอยู่ที่เก่า บ้านเดียวกับพวกเรา ไอ้จ่างถูกเสือกัดตาย ส่วนเพื่อนของมันถูกยิงเพราะแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน
       เมื่อไอ้จ่างมันแต่งงาน มีลูกมีเมียแล้วก็อพยพบุกลึกเข้าไปหาที่ทำกินใหม่ เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้า ทั้ง ๆ ที่ดินพ่อแม่ของมันจับจองไว้ก็มาก ยังรกร้างว่างเปล่าอยู่ แต่เรื่องความโลภของคนไม่มีสิ้นสุด
      ไอ้จ่างกับเพื่อนบ้านหลายครอบครัว พากันขายที่ดินผืนเดิมให้กับพวกที่อพยพเข้าไปอยู่ใหม่ ส่วนตัวเองพาครอบครัวบุกลึกเข้าไปหาจับจองที่ดินผืนใหม่
      แล้วอย่างนี้ป่าที่ไหนจะมีเหลือพอให้เป็นต้นน้ำลำธาร เท่าที่ผมเห็นมาคนหลายคนมีที่ดินกันไม่ใช่น้อย ๆ แต่ไม่พยายามปรับปรุงที่ดินของตนเองให้เกิดประโยชน์ พอทำไร่ปีสองปีดินจืดก็เคลื่อนย้ายไปตัดฟันแห่งใหม่คงปล่อยให้ที่เก่ากลายเป็นไร่เลื่อนลอย รัฐบาลก็เข้าไปควบคุมไม่ถึง
      เขาเล่ากันว่า เมียไอ้จ่างพอผัวของมันถูกเสือกัดตายก็อยู่ไม่ได้วิญญานของไอ้จ่างมาวนเวียนตลอดคืน จึงหอบลูกคืนมาอาศัยอยู่กับปู่ย่าที่บ้านเดิม เมียไอ้จ่างเล่าให้คนฟังว่า
      พอผัวมันตายได้สองวัน กลางคืนหมาที่เลี้ยงไว้ก็เห่าตลอดเวลาคล้ายกับว่ามันเห็นอะไรภายนอกกระท่อมไม่เป็นอันหลับอันนอน ลองไปดูก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ แต่หมาก็เห่าได้เห่าดี
      คืนหนึ่งมันฝันไปว่า ไอ้จ่างมาหา มันร้องไห้รำพันเสียดายชีวิตที่ตายไป ไอ้จ่างยังห่วงลูกห่วงเมีย ไปไหนไม่ได้ ที่มานี้ก็ขออนุญาตเจ้าแม่มามันบอกเมียมันในฝันว่า
      เจ้าแม่โกรธที่มันกับเพื่อนไปจับลิงใหญ่ของเจ้าแม่ไปขาย จนลิงตัวนั้นบาดเจ็บตายไป เจ้าแม่โกรธมากจึงเอชีวิตของมันกับเพื่อนไปเป็นบริวาร
      เมื่อเมียไอ้จ่างหอบลูกมาอาศัยอยู่กับปู่กับย่าแล้ว แต่วิญญานของไอ้จ่างที่ยังห่วงลูกห่วงเมียก็ยังตามมาหาอยู่เสมอ บางคืนเมียไอ้จ่างก็ฝันว่าผัวมันมาขอนอนด้วย
      คืนหนึ่งเป็นคืนเดือนหงาย แสงเดือนกระจ่างฟ้า พอดึกหน่อยก็ได้ยินเสียงหมาเห่าที่หลังกระท่อมเหมือนกับว่ามันเห็นอะไรสักอย่าง เห่าอยู่อย่างนั้นแหละ คนบนกระท่อมมองลงไปก็ไม่เห็นอะไร เดือนก็ออกสว่าง คงคิดว่าหมามันตื่นเงาไม้จากแสงจันทร์ แต่ถึงแม้จะดุจะไล่มันยังไงมันก็ยังเห่าอยู่
      เมียไอ้จ่างจึงพูดขึ้นว่า “หรือจะเป็นพี่จ่างมา”
      เมื่อเมียไอ้จ่างพูดออกไปอย่างนั้น พวกน้องผัวทั้งแม่ย่าพากันอกสั่นขวัญแขวนรีบซุกตัวเข้าไปในผ้าห่ม มีแต่พ่อของไอ้จ่างพูดว่า
      “ถ้าเป็นไอ้จ่างมาก็ดี กูเองก็อยากเห็นมัน”
      ว่าแล้วก็รีบถือมีดเล่มหนึ่งย่องลงไปจากกระท่อม ฝ่ายเมียไอ้จ่างเมื่อเห็นพ่อผัวลงจากกระท่อมไป ก็ไม่นึกกลัว อยากจะเห็นหน้าผัวพูดคุยด้วยเหมือนกัน จึงอุ้มลูกเล็ก ๆ อายุสามขวบตามลงไปด้วย
      ทั้งสองเพ่งสายตาสำรวจดูรอบ ๆ ก็พบแต่ความว่างเปล่า แต่หมาก็ยังไม่ยอมหยุดเห่า สักครู่เด็กน้อยลูกไอ้จ่างก็พูดขึ้นว่า “พ่อ ๆ”
      “พ่อ ๆ ยืนอยู่เฮ็ดหยัง” ทั้งพ่อผัวลูกสะใภ้มองไปทางที่เด็กเรียกก็ไม่เห็นอะไร ผู้เป็นแม่จึงถามว่า
      “พ่ออยู่ไส?” เด็กน้อยก็ชี้มือให้ดูบอกว่า
      “พ่อยืนอยู่ใต้ต้นไม้หันหน้ามาทางเฮานั่นเด้”
      เด็กน้อยมองเห็น แต่ผู้ใหญ่มองไม่เห็น พ่อไอ้จ่างจึงพูดขึ้นว่า
      “จ่างเอย อย่าห่วงอย่าใยอีหยังเลย ลูกเมียมึงพ่อสิเลี้ยงให้ดอกไปเกิดไปขานซะไป๊ลูกไป๊ พ่อสิเฮ็ดบุญให้ดอก” เมียไอ้จ่างก็พูดว่า
      “ไปซะพี่จ่างเอย บ่ต้องมาห่วงฉันดอก ฉันกับลูกสิค่อยอยู่กับพ่อกับแม่ไป บ่ต้องห่วงดอก”
      สิ้นเสียงคนทั้งสองบอก สักครู่หมาก็หยุดเห่า พอดีวันรุ่งขึ้นก็ได้ข่าวว่ามีพระธุดงค์มาปักกลดไม่ไกลจากหมู่บ้าน ครอบครัวของพ่อแม่ไอ้จ่างจึงนำอาหารไปถวายพระธุดงค์ แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ ตั้งแต่นั้นมาวิญญานของไอ้จ่างก็ไม่มารบกวนอีก
      ข่าวเรื่องไอ้จ่างถูกเสือกัดตาย เพราะไปจับลิงเจ้าแม่เทวีที่ช่องเขาขาดมาขาย จนวิญญานของมันมาเยี่ยมพ่อแม่ลูกเมีย ลือกันไปทั้งหมู่บ้าน
      จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง แล้วก็พูดต่อ ๆ กันไป พวกที่พากันจับลิงมาขายให้ผม พากันร้อนตัว กลัวที่ว่าลิงที่จับมาขายให้ผมนั้น จะเป็นลิงของเจ้าแม่หรือเปล่า?
      คิดดูแล้วลิงที่จับมาขาย กับภูเขาที่อยู่ของเจ้าแม่ก็อยู่ไกลกันมากแต่ทุกคนก็ไม่สบายใจ ผมเองก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย แต่สู้นิ่งไว้กลัวคนอื่นเขาจะว่าผมตีตนไปก่อนไข้อยู่มาวันหนึ่ง คณะจับลิงมาขายให้ผมพากันมาหาผมที่กระท่อมรวมทั้งหมดก็ห้าหกคน ตาสุ่ยยกเหล้ามาเลี้ยง หลังจากเหล้าผ่านลำคอคนละกรึบสองกรึบ คนหนึ่งในจำนวนนั้นก็พูดขึ้นว่า
      “นายได้ข่าวเรื่องไอ้จ่างถูกเสือกัดตายไหม?”
      “ได้ยินมาตลอดกระทั่งข่าวไอ้จ่างมาเยี่ยมเมียของมัน” ผมบอกคนพวกนั้น
      “แล้วพวกเราจะทำกันอย่างไร ลิงที่พวกผมจับมาขายให้นายจะเข้าข่ายลิงเจ้าแม่หรือเปล่าก็ไม่รู้” พวกนั้นวิตกกังวล
      “อันนี้ฉันก็ไม่รู้” ผมตอบไปตามตรง
      ตาสุ่ยจึงพูดขึ้นว่า
      “ความจริงลิงตัวนั้นกับพวกที่เราจับก็อยู่กันคนละป่า พวกเราไม่น่าจะเดือดร้อน”
      “ไม่เดือดร้อนได้หรือ? สิ่งที่มองไม่เห็น” พวกนั้นไม่ายกังขา “แล้วจะให้ทำอย่างไร?” ตาสุ่ยถามขึ้น
      “เราควรจะทำอะไรสักอย่าง เพื่อความสบายใจกัน ทิ้งไว้อย่างนี้ทุกคนก็เสียขวัญไม่รู้ภัยจะมาถึงวันไหน”
      “จะทำอย่างไรก็ว่ามา” ตาสุ่ยถามขึ้น
      อีกคนหนึ่งก็ตอบขึ้นว่า
      “เฮาไปซู้แม่เฒ่าปิวเบิ่งเป็นหยัง?” (เราไปหาแม่เฒ่าปิวดูเป็นไร?)คำว่าไปหา ถ้าใช้กับพวกทรงผีทรงหรือหมอลำส่อง พวกบ้านป่าทางอีสานเรียกว่าไปสู่ ไปหาก็คือไปสู่ แต่ออกสำเนียง ‘ไปซู้’ ไปซู้เบิ่งเป็นหยังก็คือไปหาบ้างเป็นไรนั้นเอง อีกคนก็พูดขึ้นว่า
      “พวกผมว่าจะมาปรึกษานายกับตาสุ่ย เราไปหาแม่เฒ่าปิวดังแหมบดูเป็นไร ให้แกเรียกผีของแกมาเข้าทรง แล้วติดต่อกับวิญญานของเจ้าแม่ อยากจะถามเจ้าแม่ว่า ลิงที่พวกเราจับมาขายจะเป็นลิงเจ้าแม่หรือเปล่า? ถ้าเป็นจะได้ขอสมาลาโทษ”
      “จะเอาอย่างนั้นก็เอา” ตาสุ่ยตกลง
 แม่เฒ่าปิวดังแหมบ (จมูกบี้) คงจะแปลกใจไม่น้อยที่เห็นพวกเราหลายคนไปเยี่ยมแกที่กระท่อม แกทักทายด้วยอัธยาศัยอันดี ตาเดนตาบอดข้างเดียว ผัวของแกกุลีกุจอหาเสื่อเก่า ๆ มาปูให้นั่ง
      ผีทรงประจำตัวแม่เฒ่าปิวชื่อ ท้าวเจียงเงิน ผมได้ยินข่าวว่าแกเรียกผีมาเข้าทรง แล้วก็รำรักษาคนป่วยคนแล้วคนเล่า ตายบ้างหายบ้าง ตัวผมเองถึงแม้จะเป็นหมอไม่สนับสนุนการรักษาด้วยวิธีนี้ แต่ผมก็ไม่อยากคัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์ มันเป็นความเชื่อถือของพวกบ้านป่า
      เราจะเปลี่ยนทัศนคติของเขาย่อมเป็นไปได้ยาก ดีไม่ดีจะกลายเป็นว่าเราพูดเพื่อตัวเอง เมื่อผมไม่คัดค้านหรือต่อต้านวิธีรักษาโรคของแม่เฒ่าปิว ผมจึงรอดตัว
      เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องไหว้วานแม่เฒ่าปิว ให้ทำในสิ่งที่ผมทำไม่ได้ ผมจึงไม่ตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด
      เรื่องภูติผีปีศาจนั้นอย่านึกว่าไม่สำคัญ อย่างที่เขาว่า “สิ่งไม่ดีอย่าทำ คนไม่เห็นผีก็เห็น” นั้นแหละ ความเฮี้ยนของเจ้าแม่เทวีแห่งช่องเขาขาดนั้น มีคนเล่าลือสืบต่อกันมา แต่คนเชื่อก็มีคนไม่เชื่อก็มี จึงมีปรากฏการณ์ให้เราได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ
      เขาเล่ากันว่า มีพวกส่วยทางจังหวัดสุรินทร์อพยพเข้าไปทำไร่กันหลายครอบครัว พวกนี้ถือว่าตัวเองมีของดี มีคาถาป้องกันผี จึงไม่กลัวผีพวกเขาเรียนคาถาวิชาปราบผีมาจากอาจารย์ชาวเขมร จึงไม่ค่อยเคารพยำเกรงเจ้าแม่
      อยากทำอะไรก็ทำตามใจชอบ ไม่เคารพกฏเกณฑ์ของป่า จริงอยู่อาจจะมีคนที่พวกภูตผีปีศาจหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่จะมีครบทุกคนนั้นเป็นไปไม่ได้แน่ คนไหนมีวิชาดีก็รอดตัวไป คนไหนปราศจากเครื่องคุ้มครองคนนั้นแหละพลาด
      ยกตัวอย่างเช่นตัวท่านเองมีของดี พวกผีทำอะไรท่านไม่ได้ แต่พ่อแม่พี่น้องลูกเมียของท่านล่ะ ท่านจะไม่สามารถคุ้มครองเขาได้ตลอดเวลา
      เมื่อท่านทำผิดกฏหมายของป่า ผีทำตัวท่านเองไม่ได้ ก็จะทำกับลูกและเมียพ่อแม่ หรือคนในหมู่บ้านของท่าน เรียกว่า มีคนรับเคราะห์แทนเพราะดวงท่านยังแข็ง อีกอย่างเมื่อท่านเจ็บป่วยลงด้วยโรคใดโรคหนึ่ง คาถาวิชาที่ท่านมีก็คุ้มครองท่านไม่ได้ ท่านไม่สามารถลุกขึ้นมาท่องคาถากันผีได้เลย เพราะสุขภาพร่างกายของท่านไม่เอื้ออำนวย มืดหน้าตาลายจำคาถาของตัวเองก็ไม่ได้
      คราวนี้แหละเป็นทีของผีบ้าง ผีจะต้องปฏิบัติการจองเวรท่าน ดังคำพังเพยที่ว่า “ผีซ้ำด้ามพลอย” ก็เหมือนอย่างรั้วบ้านของท่าน มันไม่มั่นคงแข็งแรงพังทลายลง หมู หมา เป็ด ไก่ วัว ควาย ก็ผ่านเข้าไปในบริเวณบ้านได้ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ถ้าหากรั้วบ้านของเราดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง ผีก็เข้าสู่ร่างกายของเราไม่ได้
      ด้วยเหตุนี้เอง พวกเราจึงมีเรื่องของพวกส่วยอยู่บ้านตีนเขามาเล่าสู่กันฟัง เขาเล่ากันว่า
 ส่วยคนหนึ่งเชื่อว่าตัวเองมีของดี เรื่องผีไม่ต้องกลัว เข้าไปยิงเก้งในบริเวณที่อยู่ของเจ้าแม่ ก็ได้เก้งมาสู่กันกินโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น อยู่มาไม่นานส่วยคนนั้นก็ล้มป่วยลงด้วยพิษของไข้มาลาเรีย พูดจาเพ้อคลั่ง ถ้าเป็นพวกเราก็ต้องว่ามาลาเรียขึ้นสมอง
      พวกชาวดงชาวป่า ต้องผจญกรรมกับไข้มาลาเรียอย่างหนัก เพราะยุงป่าร้ายเหลือเกิน ฤดูฝนยุงชุมมาก พวกพรานที่ฉลาดจะไม่ออกล่าสัตว์หรือนั่งห้างยามนี้ พวกยุงตามป่าพากันมากัดตอมเป็นฝูง ๆ คล้ายหมู่แมลงวัน
      ส่วยคนที่ว่านี้ ก่อนตายก็เพ้อคลั่งอาการเหมือนผีเข้าสิง ออกปากว่าเจ้าแม่โกรธที่ไปยิงเก้งของเจ้าแม่ โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าแม่จะเอาให้ตาย คนตายดูถูกเจ้าแม่ไม่เคยเคารพยำเกรง จึงเป็นเรื่องที่อภัยไม่ได้
      ผลสุดท้ายส่วยคนนั้นก็ตายลง ตัวเหลืองซีดเนื่องจากเป็นไข้มาลาเรีย
 ฝ่ายพี่ชายของคนตายรู้สึกอาลัยและรักน้องคนนี้มาก พากันอพยพเข้ามาหาที่ทำกินพร้อมกัน ทั้งสองครอบครัว เขาคิดว่า สาเหตุการตายของน้องชายมาจากผีป่าหรือไข้มาลาเรียกันแน่ ตัวเขาเองก็ไม่เคยกลัวผี มีทั้งพระทั้งตะกรุดทั้งผ้ายันต์ คาถาปราบผีก็มีครบถ้วน
      วันฝังศพน้องชายจึงร้องไห้พิรี้พิไรกินเหล้าเมามาย ตะโกนก้องว่า
      “ไอ้พวกผีป่าทั้งหลาย มึงนึกว่ามึงแน่นักหรือที่เอาชีวิตน้องกูได้ กูไม่เชื่อมึง น้องกูเป็นไข้ตายต่างหาก ถ้ามึงเก่งจริง โกรธใครก็ทำให้ตายได้ มึงแน่จริงลองทำให้กูตายดูซิ กูไม่กลัวมึง พรุ่งนี้กูจะเอาไฟไปเผาศาล คอยดู”
      พวกผู้เฒ่าผู้แก่ที่เห็นเหตุการณ์พากันตกใจ ไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนตายต่อไป รู้สึกสลดใจกับการกระทำของส่วย
      ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ส่วยขี้เมาคนท้าผีเอาไฟจุดศาลเจ้าแม่แล้วก็ยังมีร่างกายแข็งแรง คนในหมู่บ้านก็ยังอยู่กันเป็นปกติสุข จนเกือบจะพากันลืมเรื่องนี้ไป
      แต่แล้วส่วยขี้เมาคนท้าผีก็ตายจนได้ สาเหตุมีอยู่ว่า ปีนั้นฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ห้วยหนองที่พวกบ้านป่าเคยอาบกินก็แห้งขอด จึงพากันเอาเกวียนไปบรรทุกน้ำ จากที่แห่งหนึ่งไกลออกไปจากหมู่บ้าน
      ส่วยขี้เมาคนท้าผี เอาปี๊บเปล่าขึ้นบรรทุกเกวียนเพื่อจะไปขนน้ำขณะขับเกวียนไปก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากพวกยิงกระต่ายป่า ใกล้ ๆที่วัวกับเกวียนกำลังเดินไป
      ฝ่ายวัวได้ยินเสียงวัวก็ตื่น ออกวิ่งห้อเหยียดเจ้าของดึงไว้ก็ไม่อยู่เมื่อวัวออกวิ่งปี๊บเปล่าก็กระทบกันดังเก๊ง ๆ ๆ ตลอดเวลา เท่ากับเป็นเสียกระตุ้นให้วัวตื่น วัวกับเกวียนวิ่งไปโดยเร็ว ออกนอกเส้นทางทำให้ล้อเกวียนข้างหนึ่งปีนขึ้นไปบนตอไม้สูงหนึ่งศอกเป็นเหตุให้เกวียนพลิกคว่ำลง คนขับเกวียนถูกล้อเกวียนทับตายในทันที ใครจะคิดว่าเป็นอุบัติเหตุธรรมดา ไม่ใช่อำนาจของผีป่า ก็สุดแท้แต่ใครจะคิดเอาเอง
      เรื่องนี้เขารู้กันทั้งหมู่บ้าน เพราะคนบ้านเรากับบ้านตีนเขาก็ไปมาหาสู่กันไม่ขาด ทำให้พวกเราหวาดกลัวอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแม่เทวีแห่งช่องเขาขาด จึงพากันมาหาแม่เฒ่าปิว เพื่อติดต่อกับวิญญานของเจ้าแม่ด้วยประการฉะนี้
      พอตาสุ่ยแจ้งความประสงค์ ในการมาของพวกเราให้แม่เฒ่าปิวทราบ แกก็บอกว่า
      “บ่เป็นหยังดอก เดี๋ยวสิติดต่อให้  ต้องแต่งขันห้าบูชาเทวดาซาก่อน”
      ตาสุ่ยสั่งให้ใครคนหนึ่งหาขี้ผึ้งมาปั่นเทียน อีกคนไปหาดอกไม้ป่าอีกคนหาตองกล้วยมาทำกรวย กับเงินค่ายกครูหนึ่งสลึง ไม่ช้าทุกอย่างก็เสร็จลงเรียบร้อย
      แม่เฒ่าปิวนั่งหันหน้าไปทางทิศตัวันออก ยกขันห้าขึ้นจรดเหนือศีรษะแล้ววางลงตรงหน้า กราบลงสามหน แนบหน้าลงติดกับมือที่พนม สักครู่ร่างของแกก็สะดุ้งขึ้นอีก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ถามพวกเราเป็นภาษากลางกระท่อนกระแท่น เนื่องจากร่างทรงเป็นจมูกบี้ ถามว่า
      “พวกสูเชิญกูมาทำไม มีธุระอะไร?”
      ตาสุ่ยถามว่า
      “เจ้าเป็นใครมาจากไหน?”
      “กูนี่แหละเจ้าแม่เทวี อยู่ช่องเขาขาด”
      “อยากทราบว่า ที่ไอ้จ่างมันตายเพราะไปจับลิงของเจ้าแม่ใช่ไหม?” เจ้าแม่ตาขวางด้วยความโกรธบอกว่า 
      “แน่นอน คนไหนมันล่วงเกินกูคนนั้นต้องตายทุกคน”
      “ลิงที่อยู่แถวนี้เป็นลิงของเจ้าแม่หรือเปล่า?”
      “ไม่ใช่ลิงกูหรอก มีเจ้าอีกคนปกครอง แต่ระวังนะอย่าไปทำอะไรหลายตัว”
      “นั่นแหละ ทีหลังอย่าทำอีก ลิงมันก็มีลูกมีเมีย มีพ่อมีแม่เหมือนกัน ถ้าพวกสูถูกจับไปอย่างนั้นจะเป็นอย่างไร?”
      “ลิงที่หลุดออกจากกรงมันไปไหน?” ตาสุ่ยเป็นคนถาม
      “มันกลับไปที่เก่า มันบาดเจ็บ อยู่ได้สองวันก็ตาย”
      “มันเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย”
      “ตัวผู้” แม่เฒ่าปิวตอบชัดเจน ผมไม่ทราบว่าตาสุ่ยถามทำไมว่าลิงตัวผู้หรือตัวเมียมาทราบภายหลังว่า ที่ตาสุ่ยถามอย่างนั้น ก็เพื่อจะลองดูว่าเป็นเจ้าแม่เทวีจริง ๆ หรือแม่เฒ่าปิวแกล้งพูด แต่ก็ปรากฏว่าแม่เฒ่าปิวบอกเพศลิงได้ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นลิง เป็นที่น่าเชื่อมาก
      “อยากจะให้เจ้าแม่บอกกล่าว เจ้าที่เจ้าทางให้ พวกผมผิดไปแล้วขอสมาลาโทษ”
      “เออ กูจะบอกให้ เขากับกูก็เคยไปหากันบ่อย ๆ พวกสูก็จุดธูปจุดเทียนบอกเขาเสีย ทีหลังอย่าทำกันอีก นี้กูเห็นว่าพวกสูเป็นคนดี ไปช่องเขาขาดก็เคารพนบนอบกู ไม่ล่วงเกินกู ขอกระทิงหนึ่งตัวกูก็ให้ แต่ขอบอกไว้ต่อไปถ้าใครล่วงเกินกูอีก กูจะเอาให้ตายทุกคน”
       พวกเราทุกคนต่างยกมือไหว้ และรับรองว่าจะไม่ทำอะไรให้เจ้าแม่ระคายใจ
      “ถ้าสูรับรองได้อย่างนั้นก็ดี กูไปละ”
      ว่าแล้วร่างของแม่เฒ่าปิว ก็สั่นแรงเข้า ๆ จนฟุบหน้าลงกับหมอน เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ถามพวกเราว่า
      “เจ้าแม่ว่าจังได๋” ตาสุ่ยเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเราต่างโล่งอกไปตาม ๆ กัน
      ตั้งแต่วันนั้นมา ผมบอกทุกคนไม่ให้รังแกลิง เห็นลิงเข้ามาขโมยแตงในไร่ ก็อย่าทำร้ายมัน ไล่มันเฉย ๆ
      ภาพที่ผมจับลิงใส่กรงมาขายคราวนั้น ยังติดตาผมอยู่ไม่หาย จริงอยู่ผมไม่ได้ฆ่าลิง ผมเอาลิงมาให้คนอุปการะเลี้ยงดู มีที่อยู่ที่กิน แต่วิสัยธรรมดาไม่ว่าคนหรือสัตว์ ย่อมต้องการอิสระเสรี จะไปไหนมาไหนไม่มีใครบังคับคอยควบคุม ผมทำผิดกฏของป่าด้วย
      การเอาลิงมาขายให้คณะละครลิง ลิงอาจจะได้รับการอยู่ดีกินดีมีที่หลับที่นอน แต่ลิงต้องทำงานแลกเปลี่ยน ต้องหัดกระโดดโลดเต้น ห้อยโหนตีลังกา ถูกล่ามโซ่ ทำไม่ถูกใจก็ถูกเฆี่ยนตีคิดขึ้นมาคราวใดก็รู้สึกเสียว ถ้าลิงใหญ่ตัวนั้นไม่หลุดจากที่คุมขัง ผมนำมันไปขายต่อ ก็ไม่ทราบว่าผมจะมีความผิดด้วยหรือไม่ เจ้าแม่อาจนับผมอีกคนหนึ่งที่จะต้องถูกลงโทษ คิดแล้วก็ใจหาย ตอนนั้นผมมัวแต่คิดเรื่องเงินที่จะได้เลยลืมสัจธรรม ผมรู้สึกโกรธตัวเอง คล้ายกับว่าผมได้ทำบาปอย่างมหันต์กลายเป็นคนค้าทาส ความรู้สึกผิดชอบชั่วดียังตามมาหลอกหลอนผม อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้.


 


 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แฟนต้าน้ำแดง วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 13.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fantajang
เพราะลูกๆ คือ ลมหายใจ

สวัสดีค่ะ...
...
ลูกลิง ที่ถูกจับไป
.. ถึงแม้จะมีอยู่มีกิน ที่สุขสบาย..
.. แต่ความอบอุ่นใจที่ได้อยู่กับครอบครัว และ บ้านตัวเอง..
ย่อมเป็นที่ต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใด ค่ะ
..
สวัสดี ยามบ่ายๆ ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]