• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 98865
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 958 , 13:43:06 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ได้ยินแต่เสียงหริ่งเรไรกรีดเสียงร้องตามภาษาของมัน มองดูสมพันธ์ก็เห็นนอนหลับตาขดตัวอยู่ภายในเต้นท์ จะหลับหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ผมกับคำหล้านิ่งกันไปสักครู่ ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมา ร่างของเราทั้งสองเบียดกันอยู่ในความมืด
คำหล้าไม่แสดงอาการหวาดกลัว หรือตกใจแต่อย่างใดเมื่ออยู่ใกล้กับผม ผมก็ไม่แสดงอาการลวนลามเธอ เราเห็นอกเห็นใจกันเมื่อยามมีทุกข์ ตอนหนึ่งผมบอกเธอว่า “พ่อเคยเล่าให้ฟังตอนแม่ตายใหม่ ๆ ว่า พ่อตรอมใจเกือบเป็นบ้าแต่ก็ทนทรมานอยู่เพื่อลูก ลูกที่เกิดมาเป็นกำพร้าแม่ พ่อเจ็บปวดทรมานมากคราวใดที่คิดถึงแม่ แต่พ่อก็ยังมีลูกที่จะให้ดูแลต่อไป สิ่งที่ทิ่มแทงจิตใจพ่อในอดีตก็หายไป พ่อเฝ้าเลี้ยงพี่มา ยามใดที่คิดถึงแม่ พ่อก็จะดูลูกคือพี่นี่แหละได้เป็นตัวแทน”
“ชีวิตของพี่ก็ไม่แตกต่างไปจากฉัน” เธอว่า “แม่ฉันตายตั้งแต่ฉันยังเล็ก ๆ พ่ออุตส่าห์เลี้ยงมาและให้การศึกษาเพียงเล็กน้อย ฉันต้องออกจากโรงเรียนด้วยความขมขื่นเมื่อพ่อป่วย ทั้ง ๆ ที่อยากจะเรียนถึงชั้นสูง ๆ เหมือนเพื่อนเขก็ไม่มีโอกาส”
“เรามีสองคนพ่อลูกเท่านั้น เมื่อพ่อป่วยก็มีคนแนะนำว่าโรคนี้ถ้าได้ไปพักฟื้นอยู่ในป่าก็จะหาย พ่อจึงขายบ้านและที่ดินเดินทางโดยรถไฟ พอลงที่สถานีก็หาซื้อวัวซื้อเกวียนเดินทางเข้าป่าทันที หวังว่าชีวิตจะดีขึ้น แต่ก็เหมือนพ่อมาหาที่ตาย”
“เราจะต้องต่อสู้และอดทนกับชีวิต ปลุกความเข้มแข็งเข้าไว้” ผมบอกคำหล้าและปลอบใจตัวเอง
“สักวันหนึ่งโชคจะต้องเข้าข้างเรา ขอให้ทำความดีเข้าไว้ พ่อเคยสอนพี่ว่า ความดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ พ่อประพฤติตนเป็นคนดีเสมอมา และสั่งสอนพี่ผู้เป็นลูกให้เจริญรอยตาม พ่อว่าการช่วยเหลือผู้อื่นที่เขามีความทุกข์นั่นคือการสร้างบุญสร้างกุศล”
“พ่อของพี่เป็นคนดีมาก” เธอกล่าวเสียงเรียบ ๆ “ท่านสอนลูกให้เป็นคนดีอย่างท่าน ในชีวิตนี้ฉันจะมีโอกาสได้ไปกราบเท้าท่านไหมหนอ”
ตาของเราประสานกัน เหมือนบอกความรู้สึกภายใน “นอนเสียเถอะคำหล้าดึกมากแล้ว พรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางแต่เช้า” ผมบอก
หล่อนหันกลับเข้านอนในเกวียน ผมโยนฟืนเข้ากองไฟก้มลงเป่าให้ไฟลุกขึ้น แล้วก็ล้มตัวลงนอนข้างกองไฟ ที่ปูด้วยใบไม้และกิ่งไม้สด
รุ่งขึ้นของวันใหม่เราออกเดินทางแต่เช้า สายหน่อยจะได้พักหยุดให้วัวกินหญ้า เกวียนบุกป่าไปตามเส้นทางของพวกขนไม้เถื่อน ล้อเกวียนบดลึกลงไปในโคลน ฝนที่ตกเมื่อตอนกลางคืนทำให้ดินอ่อนตัว
คำหล้าขับเกวียนไปเรื่อย ๆ เธอชำนาญมาก สามารถบังคับวัวไม่ให้ออกนอกเส้นทาง ผมกับสมพันธ์เดินตามหลังเกวียน ถ้าจะนั่งรวมกันไปในเกวียนก็คงได้ แต่สมพันธ์กลัวจะติดโรคจากคนตายในเกวียนจึงไม่ยอมขึ้นนั่ง ผมจะปล่อยให้เพื่อนเดินคนเดียวก็สงสาร จะกลายเป็นว่าผมห่วงผู้หญิงมากกว่าเพื่อน
ขณะกำลังเดินจิตใจผมก็ยังพะวงว่าจะมีใครตามมาพบเรา คิดอีกทีหมู่สายไม่น่าจะตามเราถูก แต่เขาเป็นตำรวจเก่า เคยบุกป่าฝ่าดงตามจับผู้ร้ายมามาก ทำไมเขาจะตามเราไม่ถูกและสืบรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน คิดแล้วก็มีแต่ความหดหู่ อยากจะหนีไปให้ไกลแสนไกลก็ยังห่วงหญิงสาว กลัวเธอจะตกเป็นเหยื่อโลกีย์ของมนุษย์ใจทราม ผมต้องดูแลให้เธอได้รับความปลอดภัย
ไม่มีอะไรจะดีกว่ามองหาไร่สักแห่งที่มีคนอยู่พอจะฝากฝังคำหล้าไว้ แล้วจึงจะรีบรุดไปทางตะวันตก ที่นั่งคงจะสะดวกและปลอดภัยกว่านี้
เสียงเกวียนดังออดแอด ๆ มุ่งไปตามเส้นทางเก่า ๆ ทางเกวียนขนไม้เถื่อนยังปรากฏให้เห็น แดดยามสายได้เผาความชื้นจากหยาดน้ำค้างบนใบไม้ให้ระเหย เดินทางตอนเช้า ๆ ก็ทำให้เหงื่อออกได้เหมือนกัน
สมพันธ์ยิ่งแย่ ตาแดงกล่ำ ไม่ยอมให้ผมถูกตัว ผมรู้ว่าเพื่อนเป็นไข้ตาแดงอารมณ์หงุดหงิด ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือปล่อยสมพันธ์อยู่ตามลำพัง อย่าได้รบกวนเขา
พอตะวันสายหน่อยเราก็หยุดพักหุงข้าวเช้ากิน ปล่อยวัวให้เล็มหญ้า สมพันธ์ย่ำแย่มากเหงื่อโชกไปทั้งตัว ขณะนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ห่างเกวียนออกมา ตาคอยมองเส้นทางที่ผ่านมา ผมอ่านใจเขาไม่ออกว่าเขากำลังคิดถึงเรื่องอะไร เขากินอาหารได้น้อยมาก
“สามารถ สงสัยกันจะเป็นโรคปอด” สมพันธ์บอกผม
“รู้ได้อย่างไร?” ผมถามขึ้น “กว่าจะเป็นโรคนี้ต้องใช้เวลานาน เพื่อนเพียงแต่เป็นหวัดเพราะถูกฝนเท่านั้น”
สมพันธ์มีสีหน้าดีขึ้นแต่ยังมีแววกังวล
“แน่ใจหรือว่ากันไมได้เป็นโรคปอด”
“แน่ใจซิ ได้พักผ่อนหน่อยเดียวก็หาย”
“เราหยุดพักกันนานแล้วไปเถอะ” สมพันธ์พูดขึ้น “อาจมีคนโผล่มาเห็นเรา แล้วจะตกเป็นข่าว”
“เดี๋ยวให้วัวกินหญ้าพอมีแรงก่อนซิ” ผมบอก “เพื่อนควรกินอาหารให้มากกว่านี้”
สมพันธ์โบกมือปฏิเสธ รู้สึกหวาดกลัวเรื่องโรคขึ้นมาอีก บอกผมว่า
“สามารถ กันไทม่หายครั้งนี้โรคปอดแน่ ๆ กันติดเชื้อมาจากพ่อของผู้หญิง”
ผมไม่อยากจะโต้เถียงกับสมพันธ์ อยากให้เรื่องยุติเสียทีจึงลุกออกมา ผมไม่อยากรีบร้อนออกเดินทางแม้จะเป็นความต้องการของสมพันธ์ ผมสงสารวัวลากเกวียน มันไม่มีเวลาได้หยุดพัก คิดแล้วก็น่าสงสารจะกลายเป็นทรมานสัตว์เกินไป
สัตว์มันก็มีความรู้สึกเหมือนคน มีเหนื่อยมีหิวเพียงแต่มันพูดไม่ได้เท่านั้น ใจหนึ่งผมก็อยากไปเสียให้ไกลแสนไกล อดีตของตำรวจมือปราบฟังแล้วขนหัวลุก เขาฆ่าคนมานับไม่ถ้วน เขาตามล่าทรชนเหมือนหมาดมกลิ่น เขาไม่เคยไว้ชีวิตใคร คิดแล้วผมก็ตัวเย็นวาบ รีบบอกให้คำหล้าไปจูงวัวมาเทียมเกวียน แล้วพากันออกเดินทาง
ดวงตะวันบ่ายคล้อยเรก็พบทางแยก เส้นหนึ่งตรงไปตามดวงอาทิตย์ มุ่งไปทางตะวันตก อีกเส้นหนึ่งแยกไปทางซ้ายมือ พอให้รู้ว่าเป็นทางส่วนตัว ผมหันไปมองสมพันธ์ที่เดินอยู่ข้างหลัง แล้วบอกคำคำหล้าที่กำลังขับเกวียนอยู่ให้ดึงวัวพาเกวียนแยกไปตามทางสายนั้น
สมพันธ์เดินตามหลังเกวียนไปติด ๆ คอตกไม่พูดไม่จา “ขึ้นเกวียนดีไหม?” ผมถาม สมพันธ์ก็ได้แต่สั่นหัว ผมเดินดักหน้าเกวียน ยกมือขึ้นให้หยุด แล้วบอกคำหล้าว่า
“ทางนี้เป็นทางแยก คงพาเราไปสู่ไร่แห่งใดแห่งหนึ่ง ดูทางแล้วคงจะเป็นไร่เล็ก ๆ ขอให้มีคนอยู่ก็แล้วกัน พี่จะฝากเธอไว้ที่นั่น”
ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว ไม่อาจบอกได้ว่าเธอดีใจหรือเสียใจ ความลึกลับบอกผมว่า เธอไม่ได้ดีใจเลย
“ไร่ยังอยู่ไกลไหมพี่?” เธอถาม
“ไม่รู้ซิพี่ก็ไม่เคยมา” ผมบอก
คำหล้าเหลือบมองดูสมพันธ์ บอกผมว่า
“พี่คนนี้ป่วยให้ขึ้นมานอนบนเกวียนดีกว่า”
ผมบอกให้สมพันธ์ขึ้นเกวียน คราวนี้เขาไม่โต้แย้ง คงจะเหนื่อยเต็มที อาการไข้รุมเร้าเขา
ผมสอดไม้ค้ำเกวียนเข้าในที่ของมันแล้วปลดวัวออก พยุงสมพันธ์ขึ้นนอนบนเกวียน สมพันธ์ต้องการความช่วยเหลือจากผม เพราะไม่มีแรงพอจะปีนป่ายขึ้นเกวียนด้วยตนเอง
“ทนเอาหน่อยนะ” ผมบอก “เมื่อถึงบ้านคนแล้วจะได้พักผ่อน”
สมพันธ์ขบกรามแน่น พิษไข้คงจะรุมเล่นงานเขา พวกเราเดินทางต่อไปอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง ขึ้นเนินอีกหลายลูก สงสารวัวเหลือเกิน อยากจะหยุดพักให้วัวกินหญ้าก็ไม่มีที่ไหนเหมาะ ประจวบกับผมอยากพาสมพันธ์ไปให้ถึงบ้านคนเร็ว ๆ
ผมนั่งอยู่บนเกวียนคอยดูอาการของสมพันธ์ ขณะนี้ตัวร้อนจัด ผมไม่มียาอะไรจะให้เขากิน คำหล้าขับเกวียนไปเรื่อย ๆ พื้นที่บนเกวียนก็แคบ เมื่อสมพันธ์นอนเหยียดยาวอยู่บนเกวียน ผมก็นั่งเบียดกับคำหล้าบนชานเกวียนตอนที่นั่งของคนขับ กลิ่นกายของเนื้อสาวกระทบกับผิวเนื้อ ผมมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น อยากจะรวบเธอไว้ในวงแขนแล้วจูบให้เต็มอิ่ม แต่ผมยังไม่กล้า มันมีปัญหาให้ผมต้องขบคิดหลายอย่าง ไม่ช้าความรู้สึกเช่นนั้นก็หายไป
เกวียนพาเรามาถึงประตูไร่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นไม้ปกคลุมกระท่อมหลังนั้น มองดูแล้วก็เงียบเหงาจนคิดว่าจะเป็นกระท่อมร้าง เพราะมองไม่เห็นใคร พอดีเหลือบไปเห็นม้าผูกอยู่ในคอกสองตัว จึงคิดว่าต้องมีคนอยู่แน่ ๆ
ผมลงจากเกวียนเดินเข้าไปสำรวจดู ก็พบชายคนหนึ่งนอนเล่นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นเสี้ยวป่า ที่เป็นซุ้มใบหนาข้างกระท่อม ผมคิดในใจว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาพักผ่อนของชาวไร่ชาวนา เกษตรกรที่ดีควรจะออกไปทำงานกลางแจ้ง ขุดดินฟันหญ้า พ่อเคยสอนผมอย่างนี้ แต่ชายผู้นี้ทำไมนอนกลางวัน ดูสถานที่แล้วผมก็เชื่อว่าชายผู้นี้เป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว ไม่ได้ทำงานกลางแจ้งเหมือนชาวไร่ทั่วไป เขาอยู่ตัวคนเดียว
พอผมเดินเข้าไปชายคนนั้นก็ลุกขึ้นนั่ง เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ ผมจึงรู้ว่าชายคนนั้นมีอายุอยู่ในราวสี่สิบกว่าปี เป็นคนเจ้าเนื้อผมเริ่มหงอกประปราย ไม่ได้โกนหนวดเคราปล่อยไว้ให้ยาวอย่างนั้น
ดูเสื้อผ้าก็คงจะไม่ได้ซักมาหลายวันแล้ว เขาไม่ได้มีทีท่าว่าดีใจที่มีคนมาเยี่ยม
 “หลงทางกันมาหรือจังได๋” คำถามขึ้นเป็นภาษาท้องถิ่นคำแรก ตาเหลือบมองดูเกวียนที่มีหญิงสาวเป็นคนขับ พลางลุกขึ้นยืนอย่างเกียจคร้าน
 ผมจับตามองดูเขาอย่างใกล้ชิด แล้วถามว่า
 “มีน้ำกินบ่ครับ”
 ชายคนนั้นชี้ให้ผมดูบนกระท่อม แสดงว่าให้ผมขึ้นไปกินเองน้ำอยู่ในโอ่งดินใบเล็ก เขาไม่ยอมไปตักมาให้ผมดื่ม ผมจึงพูดว่า
 “เราหาบ้านคุณอยู่นานเพิ่งมาพบที่นี่ ผู้หญิงต้องการความช่วยเหลือ เพื่อกลับเข้าไปในเมือง”
 ชายคนนั้นมองดูผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะตอบว่า
 “ดูท่าทางก็เป็นคนแข็งแรง ทำไมไม่พาผู้หญิงไปส่ง” พูดจบเขาก็เดินออกมาจากซุ้มไม้ แล้วแหงนหน้าดูดวงตะวันก่อนที่จะมองมาทางหญิงสาว
 “นานแล้วที่ไม่มีผู้หญิงแวะมา ถ้ารู้อย่างนี้จะโกนหนวดเคราไว้คอย”
 เขาหันไปทางสมพันธ์ซึ่งกำลังนอนป่วยอยู่ในเกวียนแล้วถามว่า “โดนเขาเหยียบมาใช่ไหม? เกิดอะไรขึ้น”
 เขาป่วย เปียกฝนแล้วก็เป็นหวัด” ผมบอก “ให้พวกเราขอพักที่นี่สักคืนได้ไหม?” ผมขอร้องเขา
 ชายคนนั้นขมวดคิ้วท่าทางไมเป็นมิตรเลย
 “คนป่ายต้องรักษา ที่นี่ไม่มีหมอ” เขาบอก
 “บ่ต้องเฮ็ดหยังดอก เฮาสิดูแลกันเอง” ผมว่า
 “ที่พักก็แคบ ๆ บ่เห็นหรือ สิอยู่กันได้จังได๋ ให้เขานอนเทิงแคร่ ใต้ต้นไม้ได้บ่”
 ผมชักโมโหที่เห็นชายคนนั้นตั้งท่ารังเกียจ ในถิ่นชนบททั่วไปผู้คนส่วนมากจะมีใจเผื่อแผ่ พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ผมเคยไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ไม่เคยพบคนใจแคบแบบนี้ จึงพูดอย่างมะนาวไม่มีน้ำว่า
 “ขอบพระคุณมาก ขอบพระคุณอย่างสูงครับ”
 ชายคนนั้นมองไปที่หญิงสาวอีก แล้วพูดว่า
 “ตอนนั้นได้ยินว่าผู้หญิงต้องการความช่วยเหลือแม่นบ่” “แม่น” ผมบอก “ถ้ามีใครไปใครมาพอไว้วางใจได้ก็ฝากเธอไปในเมืองให้ด้วย”
 “ที่นี่บ่มีไผนอกจากเฮาคนเดียว”
 “เพื่อนบ้านบ่มีหรือ?” ผมถาม
 “มีก็อยู่ไกล ๆ เฮาบ่ชอบยุ่งกับคนอื่น เดี๋ยวมันมาขอยืมนั่นยืมนี่ ถ้าบ่ให้ก็ว่าเฮาบ่ดี เดี๋ยวคนก็มาขอให้ช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ เฮารำคาญเลยบ่คบไผ”
 พูดจบก็หันไปดูหญิงสาวอีก แล้วหันมาดูผมอย่างแคลงใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า  
“เป็นหยังสูบ่พานางนั้นไปส่งในเมืองเอง”
เมื่อผมไม่ตอบเขาก็คงคิดว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้น
“พวกสูกำลังหนีเขามาแม่นบ่ แม่นแท้ ๆ” ชายคนนั้นยืนยัน ผมกลืนน้ำลายลงคอพลางคิด
“หนีเสื้อมาปะจรเข้เข้าแล้ว” ผมมองหาปืนไปรอบ ๆ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน แล้วก็ไม่เห็นปืนสักกระบอก ชายคนนั้นมองดูสมพันธ์อีกแล้วบอกว่า
“เขาบ่ได้เป็นหวัดอย่างเดียว แต่บาดเจ็บแน่นอน”
ผมอดรนทนไม่ได้จึงบอกเขาด้วยน้ำเสียงเครียด
“เขาบ่ได้บาดเจ็บ เขาเป็นหวัดอย่างเดียว”
“พวกสูไปปล้นไผมา” ชายคนนั้นยัดเยียดความเป็นโจรให้ “เราบ่ได้ปล้นใครอย่าเข้าใจผิด” ผมบอก
“ถ้าอย่างนั้นพวกสูต้องฆ่าคนตายแม่นบ่”
ใบหน้าของผมร้อนผ่าว ไม่ตอบแต่หญิงสาวพูดแทน
“พวกพี่สองคนบ่ได้ฆ่าไผดอก เป็นแต่อยู่ในเหตุการณ์แล้วกลัวความผิด”
“ไม่ต้องพูดหรอกคำหล้า” ผมหันไปดุหล่อน ชายคนนั้นมองดูคำหล้าแล้วถามขึ้น
“นางเข้ามาร่วมกับเขาได้จังได๋ ท่าทางก็เรียบร้อย ไม่น่าจะพลัดหลงเข้ามาอยู่กับผู้ชาย”
“ผมจะเล่าความจริงให้ฟัง” ผมบอกชายคนนั้น
“เราพบเธอระหว่างทาง พ่อเธอป่วยและตาย เราช่วยกันฝังศพพ่อเธอ ทีนี้เราก็ทิ้งเธอไปไม่ได้ จึงอยากจะหาใครสักคนพาเธอกลับเข้าไปในเมือง”
ชายคนนั้นมองหน้าพวกเราทีละคน แล้วหยุดนิ่งที่หญิงสาวคล้ายจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะตอบว่า
“เฮาบ่อยากพัวพันกับกฏหมาย จึงรับพวกสูไว้บ่ได้ พวกสูกินน้ำกินท่าแล้วรีบไปเสียจากที่นี่ สำหรับผู้หญิงถ้านางสิอยู่ก่อนเฮาก็บ่ว่า เฮาสิดูแลจนได้ไปส่งในเมือง” ผมชี้มือไปที่สมพันธ์ บอกว่า
“เพื่อนผมกำลังป่วย ให้เขาะพักอยู่ที่นี่สักคืนได้บ่”
“บ่ได้ดอก ถ้ามีตำรวจมาพวกสูสิตายเฮาก็สิแย่”
ผมจ้องหน้าชายคนนั้นด้วยความโกรธ แต่เขาไม่สนใจ กลับหันไปพูดกับหญิงสาวว่า
“อีนาง ถ้าอยากพักอยู่ที่นี่ก็ลงจากเกวียนมาซะ”
ว่าแล้วเขาก็เดินจากไป ผมมองดูคำหล้าเธอก็มองตอบ “พี่จะทิ้งฉันไว้ที่นี่จริง ๆ หรือ?”
“ถึงว่า พี่ไม่ค่อยชอบที่นี่เลย” ผมบอกหล่อน
“แต่พี่ก็เสียเวลากับฉันมามาก ฉันยอมตาย แม้จะเกิดอะไรขึ้นก็สุดแท้แต่เวรกรรม”
“สมพันธ์ก็กำลังเป็นไข้อยู่จะไปกันยังไง” ผมรำพึงกับตัวเอง คำหล้าก็บอกว่า
“แต่พี่ก็มีฉันเป็นภาระ เอาฉันไปด้วยพี่ก็ไม่สะดวก ไปเถอะพี่ ไม่ตายเราคงได้พบกันอีก”
“พี่ไม่ชอบผู้ชายคนนี้เลย” ผมบอก “เมื่อไหร่พี่ไปแล้ว กลัวมันจะเอาน้องเป็นเมีย”
“ฉันจะหาทางเอาตัวรอดจนได้ ฉันจะหลอกให้เขาพาไปส่งในเมืองเสียก่อน พี่อย่าห่วงเลย”
“พี่ไม่มีทางเลือกเลยหรือ?” ผมถามหล่อนบ้าง ก็ได้รับคำตอบว่า
“ถ้าเขามีปืนพี่จะเสียทีเขา”
ผมเห็นพร้องกับคำหล้า มองดูหน้าเธอแล้วผมไม่อยากจากไปเลย ผมดึงมือของเธอมากุมไว้ พูด ๆ พอได้ยินเพียงเราสองคน
“คำหล้าพี่รักเธอ เราน่าจะพบกันเมื่อตอนที่วิถีชีวิตไม่เป็นอย่างนี้”
“ฉันขอบคุณพี่” เธอกล่าวเสียงตะกุกตะกัก
“อาจจะมีสักวันหนึ่งที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน”
“อย่าพูดอย่างนั้น” ผมว่า “อาจจะไม่มีวันนั้นก็ได้ สมพันธ์กับพี่คงไม่มีโอกาสได้หวนกลับมา”
หล่อนกอดคอผมไว้แน่น แล้วจูบที่แก้มจนผมตกตลึง รู้สึกอบอุ่นที่ใบหน้า
“ฉันลาก่อนนะพี่ ฉันจะไม่ลืมพี่เลย”
สายตาของเรามองกันอย่างละห้อย ไม่รู้เวรกรรมอะไรจึงทำให้เราตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ เป็นการจำใจจากอย่างอาลัยอาวรณ์
การที่ผมทิ้งหญิงสาวไว้กับชายแปลกหน้านั้น ผมทำผิดหรือถูกก็ยากที่จะคิด เห็นชายคนนั้นมองดูหญิงสาวด้วยสายตาโลมเลีย ผมยิ่งไม่สบายใจ




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]