• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 98902
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 893 , 13:44:49 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


ผมจำเป็นต้องเอาเกวียนไปด้วย เพราะสมพันธ์ยังไม่สร่างจากพิษไข้ ความคิดของผมสับสน ก่อนเกวียนจะออกเดินทางผมหันไปพูดกับชายเจ้าของกระท่อมว่า
“เจ้าชื่อหยัง มาทีหลังจะได้เรียกถูก”
“เฮาชื่อถา สูล่ะชื่อหยัง”
ผมไม่ตอบคำถามแต่บอกเฒ่าถาว่า
“ช่วยดูแลผู้หญิงดี ๆ เด้อ”
แล้วผมกระตุ้นวัวให้ลากเกวียนเดินกลับไปทางเก่า เสียงดุมกับเพลาเกวียนสีกันดังออดแอด ใจผมพะว้าพะวงกลัวว่าหล่อนจะไม่ปลอดภัย กว่าจะถึงทางแยกก็ไกลโข ออกจากไร่เฒ่าถามาประมาณสามสิบนาที ผมสงสารวัวเลยขับเกวียนเข้าแอบข้างทาง แล้วปลดวัวออกปล่อยให้กินหญ้า
สมพันธ์ไอขึ้นสองสามครั้ง อาการไข้ยังไม่สร่าง แต่ผมจะทำอย่างไรดียาก็ไม่มี เมื่อจอดเกวียนหยุดพัก ใจผมยิ่งห่วงหญิงสาวมากขึ้น จึงพูดกับสมพันธ์ที่กำลังเป็นไข้นอนซมอยู่ว่า
“เราไม่ควรทิ้งเธอไว้ที่นั่นนะสมพันธ์” เมื่อสมพันธ์ไม่ตอบผมก็บอกว่า
“เฒ่าถาคนนั้นไว้ใจไม่ได้ ป่านนี้มันไม่เอาเธอเป็นเมียแล้วหรือ?” พูดไปแล้วใจผมก็สั่น
“กันจะไปพาเธอมานะ เพื่อนรอกันอยู่ที่นี่”
ผมล่ามวัวให้กินหญ้าอยู่ในลานแคบ ๆ แห่งหนึ่ง ลากเกวียนมาจอดใต้ร่มไม้ แล้วบอกสมพันธ์ว่า
“อยู่ที่นี่ก่อนนะเพื่อน กันจะกลับมาพร้อมกับคำหล้าให้เร็วที่สุด”
สมพันธ์ไม่โต้แย้ง ผมฉวยได้มีดพกเล่มหนึ่ง เสียบลงที่เอวแล้วก็เดินแกมวิ่ง เพื่อไปให้ถึงที่นั่นโดยเร็ว ประมาณครึ่งชั่วโมงผมก็กลับมาถึงไร่ เห็นเงียบไม่มีคนอยู่ก็เข้าใจว่าสองคนนั้นคงในกระท่อม หรือที่ไหนสักแห่ง สุนัขก็ไม่มีสักตัวจึงไม่มีอะไรขัดขวางการกลับมาของผม
ผมย่องเข้าชิดฝาแอบมองเข้าไปในกระท่อม ได้ยินเสียงเฒ่าถาพูดคนเดียวว่า
“ไม่ต้องกลัวน่า ผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันก็อย่างงี้ทุกราย”
ทั้งสองอยู่ด้วยกันในห้อง เฒ่าถาไม่ได้ยินเสียงผมเลย มันต้อนผู้หญิงเข้ามุมแล้วกางแขนออกทำท่าจะกอด เมื่อเห็นหญิงสาวได้แต่หวาดกลัว ก็เอามือขวามาจับหน้าอกของหล่อน
“ถอยไปให้พ้น อย่าทำฉัน” หล่อนพูดสั่นเครือ ผมกระโดดแผลบเดียวก็ถึงประตู ถีบมันโครมลงมา
“ออกไปให้พ้นบักเฒ่าหัวงู” ผมด่า
หญิงสาวร้องขึ้นด้วยความดีใจ “พี่สามารถ พี่มาทันเวลาพอดี”
ไอ้เฒ่าหัวงูมองผมอย่างงงงวย หญิงสาวถือโอกาสมายืนข้างหลังผม พูดขึ้นว่า
“โอ พี่สามารถ พี่กลับมาจริง ๆ “
ผมไม่ตอบหญิงสาวแต่กำหมัดแน่น ถามว่า
“เฒ่าถา ทำอีหยังผู้หญิง”
“บ่ทันได้เฮ็ดหยัง” เฒ่าถาบอก
“เฒ่าจังไร เสียแรงที่ไว้ใจ” ผมด่าขึ้น
เฒ่าถาเงียบกริบ ผมจึงหันมาหาคำหล้า เธอก็บอกผมว่า
“เขาบอกว่าจะส่งข่าวไปบอกตำรวจให้มาจับพี่ถ้าฉันไม่ยอมเป็นเมียเขา”
“ไอ้เฒ่าทรยศ” ผมด่าอีกครั้ง
“เราไปกันเถอะ อย่ามีเรื่องกับคนแก่เลย” คำหล้าเตือนผม ผมจึงบอกให้เธอไปคอยอยู่ข้างนอก ตั้งใจจะตีปากสั่งสอนคนทรยศสักครั้งก่อนจากไป
“ผมโกรธจนลืมไปว่าเฒ่าถามันมีปืน ปืนกระบอกนั้นพิงแอบอยู่ข้างฝา เมื่อเห็นผมกำหมัดแน่นเฒ่าถาก็หยิบปืนขึ้นมา เมื่อมีปืนอยู่ในมือก็จ้องมาที่ผม
 “เข้าซิถ้ามึงอยากตาย”
 ผมตกใจสุดขีด คิดว่าชีวิตคงไม่รอดแน่คราวนี้ พ่อเคยสอนผมว่า เมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันอย่าได้ตกใจจนเสียสติ ต้องเป็นใจเย็นคิดหาวิธีเอาชนะศัตรูด้วยมือเปล่า ถ้าเรามีสติดีอยู่จะต้องหาทางออกจนได้
 เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงหายใจเข้าปอดแรง ๆ เหมือนไม่ได้หวาดกลัวปากกระบอกปืนที่จ้องมา ปืนแก๊บกระบอกนั้นประทับอยู่ในท่าเตรียมยิง นิ้วสอดเข้าในโกร่งไกปืน ใจผมเต้นแรงรู้สึกกลัว กลัวนิ้วเฒ่าถาจะเผลอกระดิกไก
 ข้างหลังผมคำหล้ายังร้องอย่างตกใจ ลำคอผมแห้งผาก คำหล้าร้องไห้ว่า
 “อย่ายิงพี่เขาเลย ฉันยอมทำตามทุกอย่าง”
 “ได้ยินบ่ อีนางมันยอมเฮาแล้ว ถ้าตกลงก็จะปล่อยไป”
 “ฉันต้องเอาผู้หญิงไปด้วย” ผมว่า
 “คิดอย่างนั้นก็ต้องยิงกัน” เอาไว้บ่ได้ดอก เดี๋ยวสูก็กลับมาฆ่ากู”
 “ผู้หญิงไม่ได้รัก เขาจะอยู่ด้วยนานหรือ สักหน่อยก็จะหนีไปบอกตำรวจมาจับ” ผมบอก
 “เฮาบ่กลัวเรื่องนั้น” เฒ่าถาว่า
 ผมคิดว่าเฒ่าถามันฆ่าผมได้แน่ พลันก็นึกถึงเพื่อนรักที่กำลังนอนป่วยอยู่ จึงบอกว่า
 “เพื่อนฉันซุ่มดูอยู่” ผมโกหก “ถ้าแกยิงฉันเขาคงไม่ปล่อยให้แกมีชีวิตอยู่หรอก” เฒ่าถาชงัก
 “ไอ้คนป่วยนั้นหรือ มันจะทำอีหยังเฮาได้”
 “เขายิงปืนได้แน่” ผมกล่าวอย่างหนักแน่น
 เฒ่าถาเลียริมฝีปากท่าทางลังเล คงลืมคืดถึงเรื่องสมพันธ์ สักครู่ก็ถามว่า
 “มึงว่ามันซุ่มดูอยู่หรือ?”
 “แน่นอน” ผมบอก “ทันทีที่ฉันถูกทำร้ายเขาจะเหนี่ยวไกทันที เรานัดกันไว้แล้ว”
 “ถ้าอย่างนั้นเรียกมันออกมาก่อน จะได้ตกลงกัน” เฒ่าถาว่า “ถ้าเห็นเฮามีปืนคงจะพูดกันง่าย”
 “เอาซี เดี๋ยวจะเรียกเพื่อนออกมา” ผมบอก “แต่ต้องออกไปข้างนอกก่อน เดี๋ยวจะพูดกันไม่รู้เรื่อง”
 ผมเดินลงจากกระท่อม โดยมีเฒ่าถาถือปืนจี้มาติด ๆ คำหล้ายืนอยู่ห่างออกไป ขณะเคลื่อนไหวผมระวังตัวอยู่ทุกฝีก้าว ความคิดร้อยแปดวิ่งขึ้นสู่สมอง ผมปัดความคิดอื่นทิ้งหมด คิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจะเอาตัวรอดได้
เฒ่าถากับผมยืนประจันหน้ากันอยู่ ปืนในมือเฒ่าถายังจ้องผมอยู่ ผมตัดสินใจตะโกนขึ้น พร้อมกับทำท่ามองข้ามไหล่เฒ่าถาไป
“สมพันธ์อย่ายิงคนข้างหลัง”
เสียงตะโกนของผม ทำให้เฒ่าถาหันกลับไปมองข้างหลัง เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมพุ่งหัวเข้าชนปืนในมือเฒ่าถากระเด็นไป การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น
ความกลัวหายไปมีแต่ความโกรธเข้ามาแทนที่ ก่อนที่เฒ่าถาจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ผมก็พุ่งตัวเข้าชกด้วยหมัดอันทรงพลัง ตามปกติคนที่น้ำหนักตัวมากอย่างเฒ่าถาจะคว่ำผมได้ไม่ยาก แต่ผมก็ทำให้ตาเฒ่าต้องประหลาดใจ ความโกรธทำให้ผมบุกตลุยอย่างไม่คิดชีวิต
หมัดแรกผมชกเข้าที่ท้อง เฒ่าถาตัวงอผมชกเข้าที่ใบหน้า ทำให้คู่ต่อสู้เดินสะเปะสะปะ พอรวมสติได้ก็เดินเข้าหาผม แต่พอโดนบุกผมก็สู้อย่างลืมตาย แม้จะถูกชกบ้างก็ไม่รู้สึกเจ็บ
เฒ่าถาสู้อย่างผู้แพ้พยายามจะหนี แต่ไปทางไหนผมก็สกัดไว้และเลือกต่อยเอาตามใจชอบ ในที่สุดก็นั่งลงทรุดเข่า ผมเตะโดยแรงทำให้ล้มลงไปเลือดเปรอะหน้า
สามัญสำนึกของผมค่อย ๆ กลับคืนมา ผมถอยหลังมายืนหอบ เมื่อมองดูมือของตัวเองก็ปรากฏว่าถลอกปอกเปิดจนเลือดไหล ผมหายใจแต่ละครั้งรู้สึกเจ็บปวดในร่างกาย
ผมมองดูไอ้คนทรยศสักครู่ก็เหวี่ยงเท้าเข้าตรงใบหน้าอย่างจัง มันล้มลงนอนหงาย หมดสติไปในบัดนั้น ผมเองก็เหนื่อยพูดปนเสียงหอบว่า
“จำไว้ไอ้เฒ่าหัวงู อย่าเอาปืนจี้ลูกผู้ชายอย่างกู และอย่าข่มเหงรังแกลูกผู้หญิง”
“เอาปืนมานี่” ผมบอกคำหล้า คำหล้าไปหยิบปืนมาให้แล้วบอกผมว่า
“พี่อย่าฆ่าเขาเลย เราไปกันเถอะ”
ผมเองก็ไม่อยากฆ่า พ่อเคยสอนว่าอย่าคนที่ไม่มีทางสู้ มีม้าสองตัวผูกอยู่ในคอกผมยึดมันไว้เป็นกรรมสิทธิ์ ปล่อยไว้ก็จะเป็นเท้าให้เขาขี่ตามล่าผม ผมจึงต้องเอามันไปด้วย ผมกับคำหล้าขี่ม้าคนละตัวออกจากไร่ไป
ไปได้สักครู่ผมก็หันกลับไปมองกระท่อมเฒ่าถา มือกุมปืนแก๊ปที่ยึดมาได้พร้อมอุปกรณ์ ผมไม่แน่ใจ ตาเฒ่าอาจมีปืนอีกกระบอก ผมไม่อยากเป็นเหยื่อเมื่อหันหลังให้ จึงต้องขี่ม้าไปในลักษณะระวังตัว พอพ้นประตูไร่เข้าสู่ป่า เราก็ชักม้ามาตามทางจนถึงเกวียนที่จอดอยู่จึงค่อยโล่งใจ
สมพันธ์ยังนอนอยู่ในเกวียน ผมลงจากหลังม้า ผูกมันไว้กับต้นไม้ แล้วจึงหันไปอุ้มคำหล้าลง เธอไม่ชำนาญการขี่ม้าผมจึงพาเธอค่อยขี่เดินมา จะให้ม้าวิ่งก็กลัวเธอหล่นจากหลังม้า
คำหล้าเป็นคนว่าง่าย ครั้งแรกจะไม่ยอมขี่ม้า แต่เมื่อผมขอร้องก็เลยลองดู บังเอิญเป็นม้าที่เชื่องหน่อยจึงไม่มีปัญหา
ผมหันหน้าเกวียนออกสู่ทาง เอาม้าสองตัวผูกไว้กับท้ายเกวียน เสร็จแล้วก็ไปจูงวัวมาเทียมขึ้นขี่ขับไป คำหล้ายังไม่หายตกใจ หน้าเธอยังซีด ผมกอดเธอไว้ในวงแขน เธอซบหน้าลงกับอกผมร้องไห้สะอึกสะอื้น
ผมลูบศรีษะเธอด้วยความปราณี โอบกอดเธอไว้ร่างของเธอสั่นระริก
“หยุดร้องไห้เสียเถิดคำหล้า” ผมบอก “เรื่องร้าย ๆ ได้ผ่านไปแล้ว”
หล่อนเงยขึ้นแต่ยังกอดผมไว้แน่น เหมือนกลัวใครจะมาพรากผมไป ผมรู้สึกอบอุ่นเลือดหนุ่มในกายฉีดแรง
“พี่สามารถ” เธอเรียกผม แล้วซบหน้าลงกับแผ่นอกผม เหมือนต้องการให้ผมคุ้มครองภัย
“ฉันทำแบบนี้พี่รังเกียจไหม?” เธอถาม
“พี่ไม่เคยมองเธอในแง่ร้าย พี่รู้ว่าเธอมีทุกข์พี่เองก็ห่วงใยจนไม่อาจจะทิ้งเธอไปได้”
น้ำตาอุ่น ๆ ของเธอไหลลงมารดอกผม ผมก็ได้แต่ปลอบใจ “เธอจะต้องเข้มแข็ง เราเลือกที่เกิดไม่ได้ เมื่อโชคชะตาดลบันดาลให้เป็นไปก็ต้องต่อสู้ ต่อสู้จนกว่าแผ่นดินจะกลบหน้า”
“ฉันจะเชื่อพี่ ต่อไปนี้ฉันจะเข้มแข็ง ฉันจะอดทน ใจจริงแล้วฉันอยากอยู่กับพี่ตลอดเวลา แม้จะทุกข์ยากลำบากอย่างไรฉันก็ยอม”
“ไม่ได้หรอกคำหล้า” ผมบอกเธอ “พี่กำลังหลบหนีการตามล่า ไม่อย่างนั้นพี่จะเอาเธอไปด้วย เราต้องหักห้ามใจ พี่เองก็ห่วงเธอจนไม่อยากจะจากไป”
แขนของผมข้างหนึ่งประคองเธอไว้ มืออีกข้างหนึ่งถือเชือกวัวคอยบังคับให้มันเดินไปตามทาง สักครู่เธอก็เงยหน้าขึ้นจากอกผม ผมจ้องหน้าเธอ สายตาเราประสานกัน เธอบอกผมว่า
“ในไม่ช้าเราก็ต้องจากกัน พี่ก็ไปตามทางของพี่ส่วนฉันก็จะได้แต่รอคอย คอยว่าวันหนึ่งพี่จะกลับมาหา พี่อย่าลืมฉันนะ”
ผมพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะบอกเธอว่า
“ทำไมหนอเรื่องของเราจึงเป็นอย่างนี้ ทำไมเราไม่พบกันก่อนที่พี่จะมีเรื่อง น่าจะพบกันตอนที่พี่ไม่ต้องหลบหนีใคร ไม่ต้องหวาดกลัวใคร เราจะได้รักกันมาก ๆ และอยู่ด้วยกันนาน ๆ “
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เธอตอบ “อาจเป็นเพราะว่าโชคของเราไม่ดีกระมัง”
เธอหยุดร้องไห้ยิ้มทั้งน้ำตา ผมส่งผ้าขาวม้าให้เธอเช็ดหน้า เมื่อความโศกบรรเทาลงผมก็ปล่อยให้เธอขับเกวียน ตัวเองหันหน้าเข้าไปดูสมพันธ์ในประทุนเกวียน เห็นนอนหลับตานิ่งอาการไข้ยังไม่สร่าง ผมเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีได้แต่ภาวนา ขอให้พบบ้านผู้ใจบุญสักแห่งพอได้พักพิง ให้สมพันธ์หายป่วยผมก็จะเบาใจ ส่วนคำหล้านั้นหากไม่มีที่จะพอไว้ใจได้ผมก็ต้องนำเธอไปด้วย
ที่ราบแห่งนั้นมีหญ้าขึ้นเขียว มีลำห้วยเล็ก ๆ ขวางทางเกวียน เมื่อขับเกวียนผ่านลำห้วยก็ถึงที่ราบพอดี ผมรับเชือกวัวจากคำหล้าแล้วบังคับให้มันเลี้ยวออกจากทางด้านซ้ายมือ นำเกวียนไปจอดใต้ร่มไม้ ปลดวัวออกปล่อยให้กินหญ้า
ม้าสองตัวที่ผมเอามาจากไร่เฒ่าถาผูกเชือกให้เดินตามหลังเกวียน ก็ปล่อยให้มันกินหญ้าเช่นกัน แต่ล่ามเชือกไว้กลัวมันจะวิ่งกลับไร่ ม่สองตัวนี้จะเป็นพาหนะให้เราหลบหนีได้เร็วขึ้นเมื่อถึงเวลา
คำหล้าก่อไปหุงข้าว ผมถือกระบอกไม้ไผ่ลงไปตักน้ำในห้วย เมื่อกลับมาไฟก็ติดพอดี คำหล้าตั้งหม้อข้าวส่วนผมจะไปขุดบึ้งมาทำกับข้าว บึ้งป่าสีดำชอบชักใยอยู่ในรู รูปร่างของมันเหมือนแมงมุมแต่ตัวใหญ่กว่า
ผมแบกเสียมเดินเข้าไปดูสมพันธ์ซึ่งนอนซมอยู่ในเกวียน อาการไข้หวัดของเพื่อนไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ผมรู้สึกหนักใจมากไม่รู้ว่าจะช่วยเพื่อนได้อย่างไร
ผละออกมาจากเกวียนผมก็เห็นคนขี่ม้ามาตามทาง มองเห็นแต่ไกลใจผมก็หล่นหาย มือที่กำด้ามเสียมเตรียมจะไปขุดบึ้งหล่นลงกับพื้น ผมเข้าใจว่าหมู่สายตามมาทันแล้วกระมัง
เมื่อได้สติเห็นว่าไม่ใช่คนที่ตามล่าผม ผมค่อยอุ่นใจ คนที่นั่งมาบนหลังม้าไม่ใช่คนหนุ่ม เมื่อมีคนมาผมก็เลิกคิดที่จะไปหาขุดบึ้ง ยืนรอรับคนขี่ม้ามา เขาขี่ม้าตรงมาที่เกวียนพอมาถึงก็ลงจากหลังม่มองดูพวกเรา
ชายคนนั้นผมหงอกประปราย อายุเลยห้าสิบท่าทางแข็งแรง ผิวหนังเกรียมกร้านแสดงว่ากรำงานกลางแจ้งตลอดเวลา พอลงจากหลังม้าเขาก็ร้องถามอย่างเป็นมิตร ผิดกับชายคนแรกที่เราเคยพบมา
“ไปยังไงมายังไงหลงทางหรือ?” นี่คือการถามของผู้เฒ่า พลางกวาดสายตามองดูเราทุกคน ผมยังไม่ตอบคำถามปล่อยให้ผู้เฒ่าสำรวจพวกเราเสียก่อน ผมรู้ว่าผู้เฒ่ากำลังคิดอะไร
“เรากำลังตามหาบ้านคน” ผมบอกไปตามตรง
“บ้านพ่ออยู่ทางโน้นเลยหลังเขาไปหน่อย ไปไหม?”
“ไปครับ ผมมีคนป่วย”
ชายคนขี่ม้ามาจูงม้ามาด้วย เมื่อเดินไปดูสมพันธ์ที่นอนอยู่ในเกวียน ก็พูดขึ้นอย่างเป็นห่วง
“โธ่ เป็นไข้ตัวร้อน ไม่น่าพาเขามาบุกป่าฝ่าดง”
“พวกผมไม่ต้องการอย่างนั้น แต่มันจำเป็น” 
“เอาละ ไม่ต้องวิตก พาเขาไปที่ไร่พ่อก็แล้วกัน พ่ออยู่แม่สองคน แม่คงจะดีใจที่มีคนไปแวะเวียน ป่วยหรือไม่ป่วยเราก็ไม่รังเกียจ”
เหมือนฟ้ามาโปรด คำหล้าดีใจมากผมดูสีหน้าเธอก็รู้ ผู้เฒ่าพูดต่อไป
“แม่เป็นคนใจดีเคยช่วยเหลือคนป่วยมามาก เขาเป็นหมอแผนโบราณ คนแถวนี้ก็ได้อาศัยเขา”
คำหล้าดีใจจนออกนอกหน้า ที่รู้ว่าที่นั่นมีผู้หญิงพอที่จะได้พึ่งพิง ชายชาวไร่ผู้ชรามองดูคำหล้าอย่างพินิจพิจารณา ก่อนจะถามว่า
“พ่อว่าพวกลูก ๆ คงมาไกล เพิ่งแต่งงานกันหรือ? แล้วเข้ามาหาจับจองที่ดินทำกินกระมัง”
ผมเห็นคำหล้าหน้าแดงเพราะความอาย ผมจึงบอกว่า
“เรายังไม่ได้แต่งงานกันหรอกครับ ผมกับเพื่อนพบเธอกลางทาง เธอกำลังต้องการที่พึ่ง”
ผู้สูงอายุไม่อาจซ่อนความอยากรู้อยากเห็นไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรซอกแซก คงคิดว่าเอาไว้ถามวันหลังก็ได้ สักครู่ก็ถามขึ้นว่า
“พวกลูกชื่ออีหยัง จะได้เรืยกชื่อถูก”
“ผมชื่อสามารถ เพื่อนที่นอนป่วยอยู่ในเกวียนชื่อสมพันธ์ และผู้หญิงคนนี้ชื่อคำหล้า”
เมื่อผมรายงานตัวจบผู้เฒ่าก็บอกว่า
“พ่อชื่อสังข์ แม่ชื่อสวย จำเอาไว้ เป็นลูกเต้าเหล่าใครนะขอถามหน่อยเถอะบางทีพ่อจะรู้”
“พ่อผมชื่อสมเผ่าครับ” ผมบอก “นามสกุลรบราวี แต่คนทั่วไปเรียกพ่อว่าตาเผ่า”
“พ่อเคยได้ยินชื่อนี้เดี๋ยวนึกดูก่อน” ชายชราทำท่าครุ่นคิดสักครู่ก็บอกผมว่า
“จำได้แล้ว ๆ ไอ้เผ่าเพื่อนรัก แต่ก่อนเคยเลี้ยงวัวอยู่ด้วยกันสมัยเป็นหนุ่ม คงจะยี่สิบห้าหรือสามสิบปีมาแล้วกระมัง ไอ้เผ่า รบราวี ไม่ได้พบมันเสียนาน ไม่นึกว่าจะพบลูกของมัน เห็นหน้าของลูกครั้งแรกก็ดูเหมือนว่าเคยพบหน้าอย่างนี้ที่ไหนมาก่อน”
ผมรู้สึกอบอุ่นที่ได้มาพบเพื่อนเก่าของพ่อ ชายชาวไร่ที่เป็นเพื่อนของพ่อยิ้มด้วยความปราณีพูดอีกครั้ง
“นึกแล้วทีเดียว พ่อเห็นลูกครั้งแรกก็คิดว่าเหมือนใครคนหนึ่งที่เคยรู้จัก แต่ยังนึกไม่ออก”
“ใคร ๆ ก็ว่าผมกับพ่อหน้าตาเหมือนกัน ผิดกันแต่วัยเท่านั้น” ผมบอก
“พ่อของลูกเป็นคนดีมาก เขาชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก เราเป็นเพื่อนกัน แต่พ่อว่า การจับวัวหรือยิงปืนลูกสู้พ่อของลูกไม่ได้แน่”
ผมกำลังอยู่ในความทุกข์ก็อดยิ้มไม่ได้ รู้สึกภูมิใจในตัวพ่อที่มีคนกล่าวถึง หลังจากมีเรื่องกับเฒ่าถาแล้ว มาพบคนที่เคยเป็นเพื่อนพ่อก็ค่อยเบาใจ
“ในสายตาของผมพ่อเป็นคนดีคนเก่งคนหนึ่งที่ผมเคารพบูชา” ผมบอก
“ลูกของเขาก็คงดีเหมือนพ่อ” ชายสูงอายุว่า “ลูกไม้คงไม่หล่นไกลต้น พ่อคิดอย่างนั้น อ้าว กินข้าวกันเสียซิจะได้ไปบ้านพ่อ”
คำหล้าตักข้าวใส่จาน หักกิ่งไม้สด ๆ มาปูกับพื้นดินเป็นที่วางสำรับ อาหารมือนั้นมีต้มดอกกระเจียวที่หาเก็บเอาใกล้ ๆ จิ้มกับน้ำพริกตำใส่ปลาร้า
“กินข้าวด้วยกันเถอะครับ” ผมบอกเพื่อนเก่าของพ่อ แต่ท่านบอกว่ากินมาแล้ว ผมเอาข้าวสุกผสมกับน้ำข้าวที่รินไว้ใส่เกลือนิดหน่อยไปป้อนสมพันธ์ เขายังลุกนั่งกินข้าวไม่ได้ อาการเป็นกับตายเท่ากัน
แต่ยังหรอก พระเจ้ายังไม่ให้สมพันธ์ตาย สมพันธ์เมื่อหายป่วยก็กลายเป็นมือปืน โดยลอบยิงหมู่สายตกจากหลังม้า ถ้าผมไม่เข้าขัดขวางหมู่สายตายแน่





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]