• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 99003
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 1048 , 13:46:34 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ผมก็ให้คำหล้าขับเกวียน ตัวผมเองขี่ม้าตัวที่เอามาด้วยเดินไปข้าง ๆ เกวียน เพื่อนเก่าของพ่อขี่ม้านำหน้า ม้าอีกตัวผูกติดกับเกวียนให้เดินตามหลังไป
คำหล้าขับเกวียนไปตามทาง ผมขี่ม้าเดินคลอไปอย่างคนมีความหวัง ผมแน่ใจว่าเพื่อนเก่าของพ่อคนนี้เป็นคนดีแน่ คงจะดีใจที่พวกเราไปพักอยู่ด้วยจะได้มีความอบอุ่น
สักครู่เพื่อนเก่าของพ่อก็ชักม้ามาเดินเคียงกับผม แล้วบอกว่า
“พ่อมีที่ดินทำกินอยู่หลังเนินเขา ที่นั่นเป็นต้นน้ำลำธาร แม่ของลูกไปไหนมาไหนไม่สะดวกจึงไม่ค่อยได้ไปหาใคร เลยได้พบผู้คนน้อยมาก”
เพื่อนของพ่อมองดูผมด้วยความเอ็นดู ก่อนบอกว่า
“แม่เขาก็รู้จักพ่อของลูกเหมือนกัน ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวเรายังไม่แยกตัวมาอยู่ที่นี่ แม่คงจะดีใจที่ได้พบลุกของเพื่อนเก่า เดี๋ยวนี้พ่อของลูกอยู่อย่างไรสบายดีหรือ”
“พ่ออยู่กับลูกจ้างสองคนครับ” ผมบอก “แม่ตายตั้งแต่ผมยังเล็ก ๆ แล้วพ่อก็ไม่ยอมมีเมียใหม่ เลี้ยงดูผมมา พ่อกลัวแม่ใหม่จ้ะรังแกผมและไม่รักพ่อเท่าแม่ จึงครองตัวเป็นโสดเรื่อยมา เดี๋ยวนี้ได้ลูกจ้างมาเป็นเพื่อนหนึ่งคน มีไร่ของตัวเอง และฝูงเล็ก ๆ”
“โอ ไม่ได้พบกันนาน” เพื่อนของพ่อว่า “จากกันตั้งแต่ลูกยังไม่เกิดเพิ่งจะได้ข่าวคราวตอนนี้”
ตอนนั้นผมคิดว่าผมโชคดีที่สุดที่ได้พบเพื่อนเก่าของพ่อ และจะเป็นโชคดีไหมหนอ ถ้าผมจะเล่าความจริงทั้งหมดที่ผมกับเพื่อนต้องเผชิญมันอยู่ให้เพื่อนเก่าของพ่อฟัง ความคิดผมว้าวุ่น เพื่อนเก่าของพ่อจะมีความรู้สึกอย่างไรหนอ ถ้ารู้ว่าพวกผมมีความผิดต้องหลบหนีการตามล่าจากใครคนหนึ่ง เพื่อนเก่าของพ่อยังยินดีจะอุปการะอยู่หรือ ขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั้นเพื่อนเก่าของพ่อก็พูดขึ้นว่า
“พ่อมีลูกสาวคนเดียว อายุคงจะมากกว่าอีนางนี้สักหน่อย แต่งงานแล้วก็ไปอยู่กับผัวทำไร่อยู่ทางเพชรบูรณ์ พ่อกับแม่ก็ว้าเหว่ ได้อีนางนี้มาอยู่ด้วยแม่คงจะดีใจ”
ได้ยินดังนั้นผมจึงตัดสินใจพูดกับเพื่อนของพ่อว่า
“พ่อครับ ผมจะขออะไรสักอย่างได้ไหม?”
“ว่ามาเลยลูกพ่อ” เพื่อนของพ่อพูดอย่างปราณี ขณะนั้นเราคุยกันอยู่บนหลังม้าที่กำลังเดิน ผมจึงตัดสินใจบอกว่า
“ผมกับเพื่อนเดินทางรอนแรมมา พบผู้หญิงคนนี้กับพ่อของเธอโดยบังเอิญ พอพ่อเธอตายเธอก็ขาดที่พึ่ง ผมช่วยฝังศพพ่อของเธอแล้วก็รับเธอมาด้วย”
ชายชราพยักหน้าอย่างเข้าใจ ผมจึงพูดต่อ
“ผมไม่เพียงแต่จะฝากเธอไว้ชั่วคราว ถ้าพ่อไม่รังเกียจผมก็อยากจะฝากเธอไว้กับพ่อนาน ๆ”
“ระหว่างทางที่ผ่านมาไม่พบบ้านคนเลยหรือ?”
“พบครับ เมื่อวานก็พบไร่เฒ่าถา”
“ได้ทิ้งอีนางไว้กับมันไหม?” พ่อถาม
“ทิ้งไว้ไม่นานหรอกครับ ผมรีบไปรับมา”
“ผู้คนแถวนี้ไม่เอาไหนเลย” พ่อว่า “ถ้าเป็นสมัยก่อนไอ้ถาเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว มันทำความเดือดร้อนให้ผู้คนทั่วไป อีกไม่ช้าก็คงมีคนดีมาปราบมัน”
“เมื่อวานมันเกือบจะข่มขืนผู้หญิงคนนี้” ผมบอก
เพื่อนของพ่อมองดูคำหล้าซึ่งกำลังขับเกวียน และนึกเดาเรื่องเอาเอง ครั้นแล้วก็ด่าออกมา
“ไอ้คนจังไร จะข่มขืนแม้กระทั้งผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางต่อสู้ สักวันกรรมจะตามสนองมันเอง
พอลงจากเนินผมก็มองเห็นบ้านหลังหนึ่งตั้งเด่นอยู่กลางไร่ มีโอ่งน้ำหลายใบตั้งอยู่เรียงรายสำหรับเก็บน้ำฝนไว้ดื่ม มีไก่หนึ่งฝูงและวัวสิบกว่าตัวปล่อยเล็มหญ้าอยู่ข้างบ้าน
บ้านหลังนี้เป็นเรือนไม้แก่นฝากระดาน คงสร้างมาแล้วหลายปี ไม้ในป่าคงถูกชักลากมาสร้างบ้านหลังนี้ ผมคิดอย่างง่าย ๆ ว่า
“สร้างบ้านหลังใหญ่โตแต่มีคนอยู่เพียงสองคน”
บ้านนั้นปลูกเป็นตึกสองชั้น ชั้นบนกับชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัยได้พอ ๆ กัน ส่วนคอกวัวนั้นปลูกอยู่อีกต่างหาก เท่าที่ผมเคยเห็นทั่วไป บ้านชาวไร่ไม่ค่อยปลูกเป็นตึก แต่เป็นบ้านใต้ถุนสูงข้างล่างทำเป็นคอกวัว ผมมาได้คำตอบก็คือที่ทำอย่างนี้ก็เพื่อให้หญิงที่เป็นแม่บ้าน เข้าออกบริเวณบ้านได้สะดวก เพราะแม่เป็นคนขาพิการ
“แม่สวย ๆ” ชายชราเพื่อนของพ่อเรียก “มีคนมาหาออกมาดูซิ”
ผมคาดว่าคงจะมีผู้หญิงเดินออกมาที่ประตู หรือไม่ก็โผล่หน้าต่างออกมาดู แต่ก็ไม่เห็นหน้าผู้ใด หรือผู้หญิงแม่บ้านคนนี้จะไม่รับคนแปลกหน้า ผมเฝ้าแต่คิด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมก็แย่
เพื่อนของพ่อลงจากหลังม้า แล้วผูกสายบังเหียนม้าไว้กับต้นมะยมข้างตึก ผมทำตาม เมื่อผูกม้าเสร็จก็มองเห็นคำหล้ากำลังปลดวัวออกจากเกวียน
“เราต้องช่วยกันหามคนเจ็บเข้าไปในบ้านก่อน” เพื่อนของพ่อว่า ผมตรงเข้าอุ้มสมพันธ์ลงจากเกวียนแล้วช่วยกันประคองคนป่วยเข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง สมพันธ์พอมีกำลังช่วยตัวเองได้นิดหน่อย
เมื่อพาคนป่วยเข้าไปถึงประตู ผมก็ได้แต่หวังว่าจะมีผู้หญิงมาเปิดประตูให้ แต่ก็เหลวอีก คำหล้าต้องเป็นคนอ้อมไปเปิดประตู
เราพาคนป่วยเลี้ยวทางขวามือแล้ววางไว้บนแคร่ไม้ไผ่ ซึ่งมีเสื่อผืนหนึ่งปูไว้
“แม่สวย ๆ มาดูคนป่วยหน่อย” เสียงพ่อร้องเรียก
ผมมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนพิงเสาเรือน เห็นเท่านั้นผมก้นึกโกรธในใจ เขาคงไม่พอใจต้อนรับเราแน่ ผมคิด ผัวเป็นคนดีแต่เมียคงเป็นคนอีกอย่าง มีอย่างที่ไหนคนพยุงกันเข้าบ้านกลับยืนดู ดีแต่ว่าไม่หน้าบึ้งเท่านั้น
คนที่เป็นภรรยาเพื่อนของพ่อยังยืนอยู่ที่เก่า แต่สักครู่ก็เคลื่อนตัวเข้ามาโดยมีไม้ค้ำยันที่รักแร้ทั้งสองข้าง ถามขึ้นว่า
“เขาป่วยเป็นอะไร?”
ผมรู้สึกแปลกใจที่เสียงของผู้หญิงคนนี้ถามขึ้นด้วยความอ่อนโยน ผมจึงตอบว่า “เป็นไข้ครับ”
“ไม่ต้องตกใจเดี๋ยวแม่ช่วยเอง คงไม่เป็นอะไรนักหนา” หญิงชรากล่าวด้วยความปราณี
“แม่เดินไม่สะดวกหรือครับ” ผมย้อนถาม “ผมขอโทษที่ไม่รู้มาแต่แรก”
“แม่รู้ มองดูสีหน้าเธอก็เข้าใจ คงจะคิดว่าแม่ไม่สนใจเมื่อเข้ามาทีแรก เพื่อนของลูกป่วยมานานแล้วหรือ?” ผมเล่าอาการของสมพันธ์ให้แม่ฟัง ได้ยินน้ำเสียงของหญิงผู้นี้ทำให้ผมเรียกแม่สนิทใจ 
แม่เอามาแตะหน้าผากของสมพันธ์แล้วบอกว่า
“ตัวร้อนเหลือเกินกำลังมีไข้ หายใจเป็นอย่างไร”
“หายใจสั้นแล้วก็เจ็บหน้าอกด้วย” ผมบอก
“โรคปอดบวมเล่นงานเข้าแล้ว” แม่ว่า “เกือบไปแล้วซิหากมาช้ากว่านี้ เราต้องช่วยกันพยาบาลเขาเดี๋ยวนี้ ถอดเสื้อของเขาออกเร็ว อีนางช่วยแม่ด้วย ไปหยิบขวดเหล้าในครัวให้แม่หน่อย เร็วเข้าซิอยู่บนหลังตู้กับข้าวนั้นแหละ”
แม่กลัวคำหล้าจะไม่เห็นขวดเหล้ารีบพยุงตัวเดินนำหน้าเข้าในครัว
เราผู้ชายช่วยกันถอดเสื้อผ้าของสมพันธ์ออกหมด เหลือไว้แต่กางเกงชั้นใน แล้วคลุมร่างเขาไว้ด้วยผ้าห่ม แม่หมอกลับเข้ามาพอดี คำหล้าถือขวดเหล้าตามมาด้วย พ่อประคองให้แม่นั่งบนเก้าอี้
แม่หมอผสมเหล้ากับตัวยาลงในถ้วย แล้วบอกผมประคองสมพันธ์ลุกขึ้นดื่ม
“ดื่มช้า ๆ ดื่มจนหมดถ้วยซิ” ผมกำชับ คำหล้ารับถ้วยยามาถือให้สมพันธ์ดื่ม ส่วนผมประคองเขาไว้ไม่ให้ล้ม ถ้าให้คนป่วยถือถ้วยยาเองก็กลัวยาหก
สมพันธ์กลืนน้ำยาในถ้วยลงไป ใบหน้าเหยเกเกือบจะบ้วนทิ้ง
“ดื่มซิ” แม่หมอคาดคั้น สมพันธ์จึงดื่มช้า ๆ พอยาหมดถ้วยก็เห็นเหงื่อซึมบนใบหน้า
แม่หมอพูดขึ้นว่า
“ยานี้มีเหล้าเป็นส่วนผสมบ้างเล็กน้อย เป็นยาขับพิษไข้ ทีนี้อีนางเอาผ้าห่มคลุมตัวเขาให้ดี คลุมให้หมดทั้งหัวและใบหน้า เหลือไว้แต่ช่องหายใจ พิษไข้จะได้ออกมาพร้อมกับเหงื่อ”
สักครู่สมพันธ์ก็บ่นว่าร้อน เหงื่อไหลชุ่มหน้า พยายามจะเลิกผ้าห่มออก แม่หมอดึงมันเข้าที่ บอกว่า
“ร้อนก็ทนเอาหน่อย รอให้พิษไข้ออกมากับเหงื่อ แล้วอาการจะดีขึ้นเอง”
เมื่อเฆ้นว่าอาการป่วยของสมพันธ์ดีขึ้น ผมก็ลุกออกมาข้างนอก มีเวลาเดินสำรวจดูรอบ ๆ บริเวณบ้าน ก็เห็นสิ่งที่ไม่ทันสังเกตตั้งแต่แรก คือทางเดินปูลาดด้วยกระดานไม้เนื้อแข็งจรดตรงธรณีประตู เลยเข้าไปถึงในครัวเพื่อสะดวกในการพยุงตัวเดินของแม่ง่ายขึ้น ทำสำหรับแม่ผู้พิการ
ของใช้ต่าง ๆ ในครัวล้วนวางไว้ที่พอเหมาะ เพื่อให้แม่บ้านผู้พิการหยิบฉวยได้สะดวก
ต่อไปนี้ผมจะเรียกสองสามีภรรยาชาวไร่ที่เป็นเพื่อนเก่าของพ่อว่า “พ่อกับแม่” เพราะท่านทั้งสองดีต่อผมเหมือนผู้ให้กำเนิด ซึ่งผมจะไม่มีวันลืมท่านทั้งสองเลยชั่วชีวิต
พ่อเดินออกมาหาผข้างนอก พร้อมกับยื่นถงยาเส้นให้ ผมรับมามวนด้วยใบตองกล้วยแห้งที่ตัดม้วนไว้ แล้วจุดไฟสูบพ่นควัน จากนั้นก็คุยกับพ่อเพื่อเป็นการทำลายความเงียบ
“ผมคิดว่าแม่คงเคลื่อนไหวไปมาไม่สะดวก”
“ก็พอทำได้” พ่อบอก “เมื่อก่อนลูกสาวยังอยู่ก็พอได้ช่วยพยุงบ้าง พอลูกสาวไม่อยู่ก็ต้องช่วยตัวเอง ลูกที่เราเลี้ยงมา ไม่ได้พึ่งเขาตลอดไปหรอก เมื่อโตขึ้นแต่งงานมีครอบครัว เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะหน่วงเหนี่ยวเขาไว้ ลูกนกที่ปีกกล้าขาแข็ง ก็ต้องปล่อยให้ออกไปจากรวงรัง”
ผมนึกถึงตัวเองกับพ่อ พ่อมีผมคนเดียวก็ไม่ได้พึ่ง เมื่อเรียนจบป.๔ก็คิดว่าตัวเองเก่ง อยากออกไปเผชิญชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเอง พอปีกหักก็กลับมาหาพ่อ พ่ออภัยให้ลูกเสมอ ผมกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เมื่อเห็นผมเงียบไปพ่อก็ถามขึ้นว่า “ลูกกำลังคิดอะไรอยู่?”
“ผมคิดถึงตัวเองกับพ่อครับ พ่อมีผมคนเดียว ผมก็ไม่ได้อยู่รับใช้ ผมต้องตระเวนไปในที่ต่าง ๆ เพื่อหางานทำจนกระทั้งมาถึงที่นี่”
“พ่อจะบอกอะไรไว้อย่างหนึ่ง คนเราเมื่อแก่ตัวลงก็หวังพึ่งลูกเต้า แต่เมื่อไม่ได้พึ่งก็นึกว่าตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งของตน มีลูกมีเต้าก็อย่าได้คิดว่าเขาจะความภาคภูมิใจมาให้เราเสมอไป ลูกบางคนเกิดมาเพื่อให้พ่อแม่เจ็บช้ำ คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องทำใจให้ได้”
“ลูกที่เราเลี้ยงมาบางทีก็หวังพึ่งไม่ได้สักคน อย่างที่เขาว่า พ่อคนเดียวเลี้ยงลูกได้เก้าคน แต่ลูกคนเดียวเลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้ มีตัวอย่างถมไป”
พูดเรื่องนี้ทีไรมีแต่ความเจ็บช้ำ ผมเองก็เป็นลูกที่ไม่นำความภาคภูมิใจมาให้พ่อเลย หนำซ้ำยังนำความเจ็บปวดมาให้อีก ผมจึงเปลี่ยนเรื่องคุยกันใหม่ โดยถามพ่อว่า
“แม่เป็นอะไรครับ จึงเดินไม่สะดวก”
“ก็เกวียนนะซิ วัวมันตื่นไก่ป่าที่บินออกข้างทาง เลยพาเกวียนเตลิดไปพลิกคว่ำ ล้อเกวียนทับลงไปบนขา หักทั้งสองข้าง ดีที่เขาไม่ตาย พอรักษาหายก็กลายเป็นอัมพาตเดินไม่คล่อง”
“โชคร้ายจริง ๆ นะพ่อ” ผมว่า
“อย่าเสียใจกับแม่เขาเลย” พ่อออกความเห็น “แม่ไม่เคยเสียใจ ทุกคนทนทุกข์ทรมานกันคนละแบบ แล้วแต่เวรกรรมของแต่ละคน แม่รับกรรมเพียงแค่นี้ก็พยายามใช้ส่วนที่เหลือให้เป็นประโยชน์”
“แม่ไม่ยอมแพ้กับโชคชะตา ไม่เคยร้องไห้กับเกมชีวิต จึงไม่ขออยู่อย่างคนสิ้นหวัง ให้โชคชะตามันสมน้ำหน้า แม่บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และคิดว่าจิตใจที่เข้มแข็งดีกว่าขาที่แข็งแรง”
พ่อสูบบุหรี่อย่างครุ่นคิด ก่อนจะพูดต่อไปว่า
“เราทุกคนต่างก็มีเรื่องทุกข์ร้อนสุมหัวกันอยู่ทั่วหน้า แม้แต่คนหนุ่มอย่างลูก ชีวิตก็คงไม่สนุกสนานเหมือนอย่างที่คิดหรอกกระมัง”
ผมรู้สึกว่าบุหรี่ที่กำลังสูบอยู่หมดรสชาติไปทันที ผมอัดอั้นมานานอยากจะสารภาพความจริงทั้งหมด ให้เพื่อนเก่าของพ่อฟัง ดูซิว่าท่านจะมีความเห็นอย่างไร ผมกำลังครุ่นคิดยับยั้งชั่งใจว่าจะเล่าหรือไม่เล่าดีหนอ ก็พอดีเพื่อนเก่าของพ่อพูดขึ้นว่า
“ดูสีหน้าของลูกแล้ว เหมือนมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ เล่าให้พ่อฟังซิ พอช่วยได้พ่อก็จะช่วย”
น้ำเสียงอ่อนโยนเต็มไปด้วยความปราณี ผมจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง ตั้งแต่ต้นจนจบ ฟังจบแล้วเพื่อนของพ่อก็พูดขึ้นว่า
“ไม่น่าจะมีเรื่องกับคนที่เคยเป็นตำรวจมาก่อนเลย เขาคงจะเอาเรื่องกับลูกแน่ ๆ กลัวลูกจะเสียทีเขา”
เราสองคนเงียบกันไปชั่วขณะ ต่างคนต่างคิด ผมนั่งกับพื้นเอาหลังพิงกับฝาบ้าน เหยียดขาตามสบาย มองดูควันบุหรี่ที่พ่นออกจากปากแต่ละครั้ง มันลอยม้วนตัวออกไปเป็นระยะ ๆ
ส่วนพ่อนั้นนั่งอยู่บนท่อนไม้อันหนึ่ง เราเงียบกันไปสักครู่ พ่อก็พูดขึ้นอย่างมีความกังวลว่า
“คงหลายวันกว่าเพื่อนของลูกจะขี่ม้าได้”
“ผมก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะหาย สุดแท้แต่พ่อจะกรุณา ถ้าอยู่ที่นี่ทำให้เดือดร้อนผมก็จะรีบไป”
พูดจบผมก็เปลี่ยนท่านั่งเหยียดยาวเป็นนั่งพับเพียบ ฟังความเห็นของพ่อสังข์ต่อไป
“พ่อวิตกอยู่อย่าง คนที่ตามหาลูกเขาเป็นตำรวจเก่า เขาเคยตามแกะรอยผู้ร้าย สักวันหนึ่งเขาจะตามพบลูก” “ผมก็คิดอย่างพ่อ กำลังจะปรึกษาพ่อว่าจะทำอย่างไรดี” พ่อก็บอกว่า
“ความจริงเพื่อนของลูกเป็นคนก่อเรื่องขึ้น ลูกก็พลอยลำบากไปกับเขา ลูกจะเอาตัวรอดก็ได้ โดยทิ้งเขาไว้ที่นี่แล้วหนีไป”
“ผมทำไม่ได้หรอกครับพ่อ” ผมบอกตามตรง พ่อก็พูดขึ้นว่า
“ลูกตาเผ่าไม่ทำอย่างนั้นแน่พ่อรู้ เลือดความรับผิดชอบของลูกคงติดมาจากผู้ให้กำเนิด”
ผมพักอยู่กับเพื่อนของพ่อหลายวัน มีความสุขสบายดี อาการป่วยของสมพันธ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งคำหล้าและผมช่วยพ่อแม่ทำงาน โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เราน่าจะได้เป็นพ่อแม่ลูกคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องคอยหลบลี้หนีหน้าผู้ใด
ยามว่างนั่งอยู่คนเดียวผมจะนึกถึงแต่คนที่ตามล่าเรา คนอย่างนั้นมีแต่ความอาฆาตพยาบาท ป่านนี้เขาคงเดินทางรุดหน้ามาแล้ว ความลับไม่มีในโลก เขาเป็นนักแกะรอยจะต้องรู้ว่าเราบ่ายหน้าไปทางไหน คิดแล้วก็กลุ้ม
ใจหนึ่งผมก็อยากทิ้งสมพันธ์ไป แต่ผมจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ผมใจไม่แข็งพอที่จะปล่อยให้เพื่อนผจญกรรมแต่ผู้เดียว
ผมนึกถึงหลุมฝังศพพ่อของคำหล้าที่เราช่วยกันฝัง ชีวิตคนเราก็เท่านี้ เกิดมาก็มาแต่ตัวเปล่า เมื่อจากโลกนี้ไปก็ไปแต่ตัวเปล่าเช่นกัน ไม่มีใครนำอะไรติดตัวไปได้ แต่ยามมีชีวิตอยู่ก็ได้แต่แก่งแย่งชิงดีเอารัดเอาเปรียบกัน ขี้ฉ้อคดโกงจนทำให้ผู้อื่นเสียหายเกิดความเจ็บช้ำ จนถึงกับมีเรื่องฆ่ากันตาย มนุษย์หนอมนุษย์ แผ่นดินกลบหน้าเมื่อไหร่จึงจะสิ้นสุดเวรกรรม
ถ้าหนีไปตอนนี้ผมก็ต้องเอาเกวียนบรรทุกเพื่อนไปด้วย ดูจะเป็นความโง่สักหน่อยที่ขี่เกวียนหลบหนี เกวียนเป็นเครื่องมือถ่วงในการเดินทางและล่าช้า ถ้าได้ขี่ม้าคนละตัวจะไปได้เร็วและสะดวกกว่า
เมื่อนึกถึงคำหล้าที่ผมนำเธอมาด้วย เธอได้ที่อยู่ที่กินแล้วผมก็สบายใจ ในชีวิตผมไม่มีครั้งใดจะวิตกและลำบากใจเหมือนครั้งนี้
การทำอะไรลงไปโดยขาดความยั้งคิดของสมพันธ์ ก็ต้องลำบากด้วยกันอย่างนี้ ผมรู้อยู่เต็มอกว่าเขาจะต้องตามล่าเราอย่างไม่มีกำหนด ไม่ต้องคำนึงถึงกาลเวลา เดี๋ยวนี้เขาไม่ต้องขึ้นกับใคร เพราะลาออกจากราชการแล้ว ที่ตามล่าผมกับเพื่อนก็ทำไปด้วยตัวของเขาเอง
เขาสามารถติดตามผมตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ผมคิดว่าเขาคงไม่เลิกล้มความตั้งใจ ผมเห็นแววตาอาฆาตของเขาตั้งแต่วันนั้นแล้วไม่สบายใจเลย
รอให้สมพันธ์หายป่วยดีเสียก่อน เราจะรีบออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่มีเวลาคิดถึงตัวเอง คิดแต่ว่าต้องหลบหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว ไปที่ ๆ ไม่มีใครตามไปพบ
แต่มาบัดนี้ผมรู้สึกกลัว มีที่ไหนบ้างที่เขาจะตามเราไม่พบ ไปอยู่ก็ต้องอยู่กับคน การไปมาหาสู่ของเพื่อนมนุษย์ก็ต้องมี ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ตกเป็นข่าว
ถ้าจะหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในป่ายิ่งเป็นไปไม่ได้ ดีไม่ดีจะตายเพราะไข้ป่า บางครั้งผมก็อยากเผชิญหน้ากับคนที่ตามล่าผมเสียให้รู้แล้วรู้รอด อยู่อย่างนี้มันทรมานใจสิ้นดี เหมือนเราอยู่เพื่อรอวันตาย แล้วอย่างนี้เราจะมีความสุขได้อย่างไร ตายเสียดีกว่า แต่ใจหนึ่งก็บอกว่าให้สู้ต่อไป สองคำนี้ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ความคิดของผมสับสน ถ้าพบคนที่ตามฆ่าผมอย่างซึ่งหน้าจะทำอย่างไรดี ร้องขอชีวิตเขาหรือ? หรือจะวิ่งหนีเขาให้เขายิงไล่หลัง หรือจะแอ่นอกท้าให้เขายิง คิดดูแล้วก็ไม่รู้อันไหนจะดีกว่ากัน
ผมไม่มีอาวุธประจำตัว ถึงมีผมก็ไม่อยากใช้ หมู่สายจะฆ่าคนที่ไม่มีอาวุธเชียวหรื? ความแค้นเขาอาจทำได้ทุกอย่าง ผมจึงคิดจะหนีอย่างเดียว ผมไม่ชอบการลอบสังหาร ไม่เคยคิดจะป้องกันตนเองด้วยวิธีนี้
ผมคงจะคิดเรื่องนี้ไปนานถ้าคำหล้าไม่มาตามให้ไปกินข้าว ผมเดินตามเธอไปช้า ๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำเพราะกำลังคิดถึงตัวเองว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี สมพันธ์หายดีแล้ว ก็ได้ก่อเรื่องขึ้นเป็นครั้งที่สอง





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]