• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 98998
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 1032 , 13:50:57 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 ความรักที่มีต่อคำหล้าเป็นรักที่บริสุทธิ์ ตั้งแต่รู้จกกันมา ได้อยู่ใกล้ชิดกันผมไม่เคยล่วงเกินอะไรเธอมากไปกว่า การกอดจูบในบางครั้งบางคราว ผมรักเธอเกินไปจนไม่กล้าทำอะไรนอกเหนือไปกว่านั้น
จะมัวอ้อยอิ่งอยู่ก็ไม่ได้ จึงตัดสินใจเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งบนหลังม้า มองดูสมพันธ์เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยก็พยักหน้าให้ตามผมมา ผมกระตุ้นให้ม้าออกวิ่ง พอพ้นประตูไร่ก็หันกลับไปมอง เห็นพ่อกับแม่และคำหล้ายังยืนมองผมอยู่
ผมหยุดม้าบอกให้สมพันธ์รอสักครู่ แล้วควบม้ากลับมา คนทั้งสามคงคิดว่าผมลืมอะไรไว้ ต่างมองมายังผม ผมกระโจนลงจากหลังม้า ดึงตัวคำหล้าเข้าไปกอดอย่างไม่อายพ่อกับแม่ที่มองดูอยู่
ผมรีบร้อนเกินไปจนหมวกหลุดหัว คำหล้าไม่ขัดขืนผม ปล่อยให้ผมจูบแก้มสองครั้ง ผมจึงบอกว่า
“คำหล้า พี่ไม่อยากจากไปเลย พี่รักเธอจริง ๆ รักตั้งแต่วันแรกพบ อยากจะอยู่ใล้เธอ”
“ฉันก็ไม่อยากให้พี่ไป” เธอว่า “อยากอยู่กับพี่ตลอดเวลา อยู่กับมีแต่ความอบอุ่น แต่เราจะทำอย่างไรดี”
“ไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วพี่จะย้อนกลับมา พี่จะไปหาที่อยู่ที่เขาตามไปไม่พบ เมื่อมีที่อยู่ที่กินลงหลักปักฐานแล้ว พี่จะส่งข่าวมาบอกให้น้องตามไป อย่าลืม” “พี่พูดจริงหรือพูดเล่น” เธอถาม
“พี่พูดความจริง สาบานก็ได้”
“อย่าเลย ไม่ต้องสาบานหรอก ฉันเชื่อพี่ และฉันก็รักพี่เช่นกัน”
“คอยพี่อยู่ที่นี่นะ อย่าไปไหน พี่จะระลึกถึงเธอตลอดเวลา ชีวิตนี้พี่คงขาดเธอไม่ได้”
“ฉันจะคอยพี่ ฉันพร้อมเสมอที่จะตามพี่ไป แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนฉันก็ไม่กลัว”
ขณะที่ผมกับคำหล้าเจรจากันอยู่นั้น พ่อกับแม่ฟังอยู่ห่าง ๆ ผมเข้าไปยกมือไหว้ลาท่านทั้งสองอีกครั้ง พร้อมกับบอกท่านว่า
“ผมฝากคำหล้าไว้ด้วยนะครับ”
“ไปเถอะไม่ต้องเป็นห่วง” พ่อให้คำรับรอง ผมหันมาบอกลาคำหล้า แล้วเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งบนหลังม้า ควบขับออกไปจากที่นั่น
เราสองคนขี่ม้าไปทางทิศตะวันตก แล้ววกขึ้นเหนือ เลาะไปตามตีนเขาที่ยาวเหยียด จนกระทั้งดวงตะวันบ่ายคล้อยจึงถึงช่องเขาขาด
คนเดินป่าใช้เส้นทางสายนี้ข้ามเขาไปมาหาสู่กัน มันเป็นภูเขาที่กั้นเขตแดนระหว่างจังหวัดชัยภูมิกับจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อข้ามช่องเขาไปแล้วเราก็ขี่ม้าวกมาทางซ้ายมือ แล้วจึงหักเข้าทางทิศตะวันตก เพื่อตัดตรงไปยังแม่น้ำป่าสัก
การขี่ม้ารอนแรมมาในป่าไม่ใช่ของสนุกเลย จะดีอยู่บ้างตรงที่เราไม่ต้องเดินด้วยเท้าเท่านั้น การขี่ม้าก็ขี่เดินไปเพราะไม่มีเส้นทางพอที่จะให้ม้าวิ่งได้ มีแต่ทางเกวียนที่ขรุขระ และป่าไม้ไพรพฤกษ์ บางครั้งก็ต้องชักม้าหลบหลีกออกจากทางเกวียน เพื่อหลบหนาม
ป่าที่เราผ่านไม่มีบ้านชาวไร่แม้แต่หลังเดียว คงจะยังไม่มีใครบุกบั่นเข้าไปถึง ถ้าอยู่ในทะเลก็ว่าเห็นแต่น้ำกับฟ้า แต่อยู่ในป่าก็ต้องเรียกว่า เห็นแต่ป่ากับป่า เป็นดินแดนที่ยังไม่มีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัย มีสัตว์ป่าวิ่งผ่านหน้าเราไปบ่อย ๆ สัตว์ป่าคงจะชุมมาก เพราะไม่มีผู้คนเข้าไปล่า แต่ก็มีร่องรอยของคนเดินทางทิ้งไว้ให้เห็น
เราไปถึงหนองน้ำกลางป่าเมื่อตอนใกล้ค่ำ ข้างหน้ามองเห็นภูเขาสีน้ำเงินเตี้ย ๆ ทอดยาวขวางทางตะวัน มองเห็นเตี้ยก็จริง แต่ผมรู้ว่าเมื่อเข้าไปใกล้ ๆ จะสูงจนแหงนคอตั้งบ่าทีเดียว
หากได้ปีนเขาคงลำบากไม่น้อย เราเดินทางดำสุ่ม เอาดวงตะวันเป็นเครื่องหมาย ไม่พบปะผู้คนพอที่จะถามถึงเส้นทาง แต่ก็ดีอย่างหนึ่งที่เราไม่ต้องตกเป็นข่าว
“เราต้องพักนอนตรงนี้” ผมบอกสมพันธ์ “ที่นี่มีน้ำกินน้ำใช้ทั้งคนและม้า”
สมพันธ์พยักหน้าแทนคำตอบ เขานิ่งเงียบตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ออกจากไร่พ่อสังข์มาสมพันธ์ไม่พูดกับผมเลย นับว่าแปลกมาก แทนที่จะขี่ม้าเคียงข้างผมกลับตามหลังอยู่ห่าง ๆ เมื่อผมหยุดม้ารอก็ไม่ยอมตามมาให้ทัน นัยน์ตาที่เซื่องซึมไม่ยอมมองดูผมเลย น่าแปลกที่เดียว
ผมลงจากหลังม้าปลดเครื่องหลัง ถอดบังเหียนออกจากปากแล้วเอเชือกมาผูกคอมันแทน เพื่อให้มันกินหญ้าได้สะดวก แล้วล่ามเชือกไว้ริมหนองน้ำ
สมพันธ์มีอาการหงอยเหงา เห็นผมทำอย่างไรก็ทำตาม แต่ไม่พยายามเข้าใกล้ ผมหาฟืนมาก่อไฟแล้วตั้งหม้อข้าว พอหม้ข้าวเดือดก็เอาไข่ไก่สดที่ได้มาใส่ลงไปในหม้อข้าวสองฟองแล้วรินหมอข้าว ผมทำเองหมด สมพันธ์ไม่มาช่วยผมก็ไม่ว่า
หุงข้าวเสร็จผมก็เปลื้องผ้าลงอาบน้ำในหนองน้ำลึกเพียงแค่เอว รู้สึกสดชื่นหลังจากเดินทางมาทั้งวัน สมพันธ์เดินมาตักข้าวกับไข่ต้มหนึ่งฟอง แล้วไปนั่งกินบนก้อนหินห่างออกไป ไม่ยอมกินร่วมกับผม ผมสงสัยว่าเขากำลังคิดถึงเรื่องอะไร ผมอดรนทนไม่ได้จึงถามเขาว่า
“สมพันธ์ เพื่อนยังโกรธกันอยู่อีกหรือเรื่องเมื่อเช้านี้” สมพันธ์ไม่ตอบผมจึงพูดว่า
“กันต้องทำอย่างนั้น เราไม่ใช่มหาโจร”
สมพันธ์จ้องหน้าผมครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างโกรธ ๆ
“มึงต่อยกู มึงเคยเรียกกูว่าเพื่อน แต่ทำกับกูเหมือนไม่ใช่เพื่อน”
ลงได้พูดมึงกูแล้วนับว่าโกรธมาก ผมอยู่กับสมพันธ์มานานย่อมรู้ใจเขาดี เมื่อเห็นเพื่อนโกรธผมก็ไม่โกรธตอบ พยายามพูดให้เสียงเป็นปกติ
“กันยังเป็นเพื่อนของแกอยู่นา” ผมว่า
ความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในอก ทำให้สมพันธ์ระเบิดคำพูดออกมา “มึงไม่ใช่เพื่อนกู มึงคิดว่ามึงดีกว่ากู กูรู้ตัวเองกูเป็นคนไม่ดี น้าผินเล่าประวัติของกูให้มึงได้ยิน มึงจึงเหยียดหยามกู”
“สมพันธ์กันไม่เคยคิดอะไรเลย เคยรักเพื่อนอย่างไรก็คงรักอย่างนั้น” ผมบอก
“บ่จริง แต่ก่อนมึงบ่เคยมีเรื่องกับกู”
พูดจบสมพันธ์ก็ร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ
“กูมันคนเลวทำให้เพื่อนต้องเดือดร้อน ตอนนี้เพื่อนก็อยากทิ้งกันไปอยู่กับผู้หญิง แต่ก็จากไปไม่ได้ เพราะเรามีเรื่องมาด้วยกัน เพื่อนไม่อยากร่วมทางกับกัน จึงโกรธกันใช่ไหม?”
ผมรู้สึกสงสารยิ่งกว่าจะโกรธจึงปลอบเขาว่า
“ไม่เอาน่า อย่าคิดอะไรมาก กันยังรักเพื่อนเหมือนเดิม ขอให้สบายใจได้ เรื่องที่น้าผินเล่าเรื่องแม่ของเพื่อนกันรู้มานานแล้ว” สมพันธ์มองหน้าผมแล้วพูดว่า
“เพื่อนรู้จริง ๆ หรือที่กันเป็นลูกไม่มีพ่อ”
ผมพยักแทนคำตอบกลับทำให้สมพันธ์โกรธมากขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นตลอดเวลาที่เราคบกัน เพื่อนก็รู้อยู่ตลอดเวลาว่ากันเป็นลูกที่แม่หาพ่อให้ไม่ได้ เพื่อนคงหัวเราะลับหลังกันจริงไหม?”
ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อไป สมพันธ์ก็ลุกหนีไปเสียแล้ว เขาเดินไปยังกองผ้าห่มที่ทิ้งไว้บนพลาญหิน เอาผ้าขาวม้าปูแล้วนอนแผ่หรามองดูท้องฟ้านิ่งเฉย คงจะโกรธผมมากทีเดียว
ผมใช้ความอดกลั้น แต่ไหนแต่ไรมาเห็นเพื่อนโกรธผมก็ไม่โกรธตอบ เราจึงอยู่ด้วยกันได้ โต้เถียงกันไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาอยากโกรธก็ให้โกรธไป หายโกรธแล้วมาขอคืนดีเอง ผมเห็นมาหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน จึงไม่สนใจกับสมพันธ์
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อล้างหน้าเสร็จเราก็ผูกม้าขึ้นขี่เดินต่อไป ผ่านป่าไม้ยูงยาง ลำต้นสูงขึ้นไปงามสล้าง เพราะยังไม่มีผู้ใดเข้าไปตัดฟัน มันเป็นป่าที่หาคนพบได้ยาก ที่แห่งหนึ่งผมพบรอยก่อไฟหุงข้าวของพวกเกวียนเดินทาง จะเป็นกองคาราวานค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรืออย่างไรผมก็ไม่ทราบ
ในดินแดนที่ห่างไกลอารยะธรรมเช่นนี้คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะไปได้
ผมนั่งมองสิ่งรอบข้างมาบนหลังม้า เพลิดเพลินกับธรรมชาติ จนลืมไปว่าเรากำลังหนีการตามล่า จนกระทั้งได้ยินสมพันธ์พูดมาจากข้างหลังว่า
“น่าจะเดินทางให้เร็วกว่านี้” ผมจึงกลับมาสู่โลกแห่งความจริง และเผชิญกับปัญหาของตัวเองต่อไป เราขี่ม้าตามรอยเกวียนไปเรื่อย ๆ สมพันธ์ยังอารมณ์ไม่ดี แต่พูดมากขึ้น
“เมื่อไหร่จะถึงจุดหมายปลายทางเสียที เบื่อที่สุดในการนั่งอยู่บนหลังม้า”
“ยังดีกว่าเดินไม่ใช่หรือ?” ผมย้อนถาม
ยังไม่ทันที่สมพันธ์จะพูดต่อ เราก็มาถึงแม่น้ำป่าสัก สองฟากฝั่งมองเห็นทางลาดของท่าข้าม มันเอียงลาดต่ำลงไปหาแม่น้ำที่กำลังเชี่ยวกราก เป็นที่แห่งเดียวของแม่น้ำที่มีลักษณะของฝั่งอำนวยให้ เป็นที่กองเกวียนและปศุสัตว์ข้ามไปมาได้สะดวก ส่วนที่อื่นล้วนแต่เป็นตลิ่งสูงชัน
ด้วยเหตุนี้เองใครต้องการข้ามแม่น้ำสายนี้ จะต้องมารวมกันที่นี่หมด จึงจะข้ามไปได้โดยปลอดภัย
มองเห็นกองกระดูกสัตว์กระจายอยู่ทั่วไปสองฝั่งแม่น้ำ ผมมารู้ทีหลังว่าสายน้ำแห่งนี้ ได้กลืนชีวิตสัตว์เลี้ยงเป็นฝูง เมื่อเจ้าของต้อนมันข้ามแม่น้ำตอนฝนตกใหม่ ๆ ต้องเสียวัวทั้งฝูง บางคนก็ว่ามีเงือกน้ำคอยฉุดคนและสัตว์ให้จมน้ำตาย มันเป็นท่าข้ามที่มีอันตรายแห่งหนึ่ง
ผมเห็นเส้นทางหักมุมเลียบไปตามแม่น้ำทางเหนือขึ้นไป จึงบอกสมพันธ์ว่า
“ทางนี้แหละคือทางที่เราจะไป ไม่ต้องข้ามแม่น้ำ เลียบลำน้ำขึ้นไปทางเหนือ ตามที่พ่อสังข์บอก”
สมพันธ์มองดูสายน้ำที่เชี่ยวกรากแล้วขนลุก บอกว่า
“รีบไปซิ กันคิดว่าเพื่อนจะพาขี่ม้าข้ามแม่น้ำไปเสียอีก เห็นแล้วก็เสียว”
เราขี่ม้าไปตามทางเกวียนเลียบไปริมแม่น้ำอันคดเคี้ยวปานงูเลื้อย จุดหมายปลายทางก็คือภูเขาหินซ้อน เมื่อใกล้จะถึงก็สวนทางกับขบวนเกวียนสิบกว่าเล่ม ยกขบวนกันทางใต้น้ำ คงจะมุ่งไปที่ท่าน้ำหรือที่ไหนสักแห่ง เกวียนแต่ละเล่มบรรทุกถ่านหลายกระสอบ
คนขับเกวียนสวมผ้าขาดวิ่น ใบหน้าหมองคล้ำเพราะละอองฝุ่นจากถ่านติด เราทักทายกันสั้น ๆ แล้วต่างคนต่างก็เดินทางต่อไป
ผมมองดูเกวียนแต่ละเล่มวัวแต่ละคู่ที่บรรทุกกระสอบถ่านไป คนเหล่านี้จะรับจ้างขนถ่าน หรือเผากันเองผมก็ไม่ทราบ แต่สิ่งที่รู้แน่ ๆ ก็คือการตัดไม้ทำลายป่า ป่าที่ไหนถ้ามีคนเผาถ่าน ป่านั้นจะเหี้ยนเตียน ทั้งไม้เล็กไม่น้อยไม่มีเหลือ
พอป่าเตียนโล่งก็ล้อมรั้วเป็นกรรมสิทธิ์ ถ้าเป็นนายทุนก็ซื้อวัวมาปล่อยเลี้ยงเป็นฝูง จะเป็นป่าสงวนหรือไม่ ไม่รับรู้
เรื่องนี้เป็นหนามยอกอกของรัฐบาล กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาเท่าทุกวันนี้ ผมชี้ให้สมพันธ์ดูคนขับเกวียนขนถ่านแล้วบอกว่า
“ดูพวกนั้นซิ เขาก็ไม่สุขสบายไปกว่าพวกเรานักหรอก”
“ถึงจะลำบากอย่างไรก็ไม่มีคนตามฆ่าอย่างเรา” สมพันธ์พูดอย่างคลั่งแค้น
หุบเขาหินซ้อนกลายเป็นชุมชนคนเผาถ่าน มองเห็นเตาเผาถ่านขนาดใหญ่ตั้งอยู่เรียงราย ควันกรุ่น ๆ อยู่ทั่วไป พวกเขาตั้งเตาเผาประจำอยู่ที่นั้น โดยการไปตัดไม้สด ๆ ในป่า แล้วบรรทุกเกวียนมายัดเข้าเตาเผาซึ่งสร้างเป็นเตาถาวรมีช่องทางเปิดปิด
รอบ ๆ เตาเผาเป็นกระท่อมเพิงพัก เมื่อถ่านในเตาอบเผาไหม้ดีแล้ว ก็ปิดรูไม่ให้อากาศเข้า เมื่อถ่านดับสนิทก็เปิดช่องโกยถ่านออก แล้วจึงเอาไม้สดยัดเข้าไปใหม่ มีเกวียนจอดอยู่หลายเล่มมองเห็นกระสอบที่บรรจุถ่านแล้ววางอยู่เรียงราย เป็นร้อย ๆ กระสอบขึ้นไป
กระท่อมเพิงพักหลังแรกที่ผมลงจากหลังม้าเดินเข้าไปถามนั้น ไม่มีใครสนใจอยากจะพูดด้วยเลย เขามองเราสายตาระแวง หลังที่สองก็เหมือนกัน แต่พอถึงกระท่อมหลังที่สาม มีเกวียนบรรทุกถ่านไว้เต็มจอดอยู่ห้าเล่ม เห็นมีคนกำลังโกยถ่านออกจากเตา และกำลังบรรจุถ่านลงในกระสอบ
ชายผิวคล้ำไม่สวมเสื้อเดินเข้ามาหาผม เขามีหนวดเคราดกดำ ผมกล่าวคำทักทายว่า
“กำลังทำอะไรอยู่ครับ”
เขาไม่ตอบตรงคำถามแต่ถามขึ้นว่า
“มาหาใคร?”
“มาหาคนชื่อคำมั่น” ผมบอก
“มีธุระอะไรกับเขา”
“มีครับ ผมถือจดหมายเพื่อนเก่าของเขามา เพื่อนเก่าของลุงคำมั่นให้เราสองคนมาหาลุงคำมั่นที่นี่”
“ใครเป็นเจ้าของจดหมายใบนั้น”
“พ่อสังข์ครับ พ่อสังข์ที่มีเมียชื่อแม่สวย”
“เจ้าสองคนบ่แม่นตำรวจแน่นะ บ่ได้มาจับใครแน่นะ” ชายคนนั้นถามย้ำ
“ไม่หรอกครับ” ผมบอก “เราถือจดหมายมาให้ลุงคำมั่น เพื่อนแกฝากมา คนชื่อสังข์นั้นแหละ”
ชายหนวดดกยิ้มด้วยความเบาใจ บอกว่า
“คนที่กำลังพูดอยู่นี่แหละชื่อคำมั่น แต่คนแถวนี้เรียกมั่นเฉย ๆ”
พูดจบก็เอามือมาตบไหล่ผมเบา ๆ พูดว่า
“ที่แรกนึกว่าตำรวจหรือป่าไม้จะมาจับแล้วขอเงินใช้ นี้ก็เพิ่งจ่ายให้ไปหยก ๆ จะมาเอาอีกก็แย่ ยิ่งไม่ค่อยมีกำไรอยู่แล้ว ไหนล่ะจดหมายที่ว่า”
ผมยื่นจดหมายให้ลุงคำมั่น พ่อสังข์เขียนจดหมายฉบับนี้ให้ผมหลายวันแล้วก่อนออกจากไร่ พ่อสังข์ต้องการฝากฝังผมกับเพื่อน ให้ลุงคำมั่นพาเราไปอยู่ในที่ปลอดภัย
ลุงคำมั่นนั่งบังเงาของเกวียน ใช้เวลาอ่านจดหมายนานมาก จะเป็นเพราะลายมืออ่านยาก หรือคนอ่านไม่ชำนาญตัวอักษรก็สุดจะเดา
เห็นเอานิ้วมือชี้ไต่ไปตามบรรทัด ทำปากขมุบขมิบอย่างเชื่องช้า ในที่สุดก็เงยขึ้นจากจดหมาย ถามผมว่า
“สูสองคนกำลังซวยแม่นบ่ เคราะห์ร้ายแท้นอ คนตามฆ่าก็เป็นตำรวจมือปราบเก่าเสียด้วย”
ผมเล่าเรื่องเขาถูกยิงที่ไร่พ่อสังข์ให้ลุงคำมั่นฟัง ลุงคำมั่นยังสงสัยอะไรบางอย่าง จึงถามผมว่า
“รู้จักกับไอ้สังข์มานานแล้วบ่”
“ไม่นานหรอกครับ” ผมบอก
“เป็นบักสังข์จึงยินดีช่วยเหลือ บังคับมันเขียนจดหมายแม่นบ่”
“บ่ได้บังครับหรอก แกเป็นเพื่อนเก่าของพ่อผม พ่อผมชื่อเผ่า”
“เออ บักสังข์บักเผ่า เคยรู้จักกันมาก่อน”
ลุงคำมั่นมองดูเราสองคนอย่างพินิจพิเคราะห์ คล้ายกับระแวงสงสัยอะไร แล้วพูดว่า
“เรื่องนี้ถ้าไม่โกหกกันก็พอจะช่วยได้ ดูหน้าตาก็มีเค้าเหมือนไอ้เผ่าอยู่หรอก คงจะเป็นลูกของมันจริง ๆ”
พูดจบก็ลุกขึ้นยืน พับจดหมายใส่กระเป๋า บอกว่า
“ถ้าหมู่สายยังนอนเจ็บอยู่ กว่าเขาจะตามมาคงอีกหลายวัน พวกสูคงมีเวลาหลบหนี มา ๆ มาช่วยกันโกยถ่านใส่กระสอบ เดี๋ยวจะพาไปอยู่ในที่ปลอดภัย
ผมกับเพื่อนดีใจเป็นที่สุด รีบรับคำตามที่ลุงคำมั่บอก ลุงคำมั่นยังให้ความมั่นใจแก่ผมว่า
“ตามความเข้าใจ ถ้าหมู่สายตามมาคงคิดว่าพวกสูข้ามแม่น้ำป่าสักไปแล้ว คนหลบหนีย่อมคิดอย่างนั้น เราต้องตบตาเขา ไม่นานก็จะได้ถ่านเต็มเกวียน แล้วจะพาสูเดินทางไปทางทิศใต้ แทนที่จะไปตะวันตก เลียบลำน้ำป่าสักลงไป
ที่นั่นมีไร่หลายแห่ง ซึ่งตามหาลำบากมาก ถ้าไม่รู้ระแคะระคายมาก่อนยากที่จะตามพบ มันเป็นไร่ที่อยู่ในหุบเขา เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด พวกเสือและช้างก็มี เวลาออกไปทำไร่หรือธุรกิจในป่าต้องไปด้วยกันหลายคน เดี๋ยวจะพาไปอยู่ที่นั่น แล้วหางานให้ทำ เป็นไร่ที่อยู่ลึกลับ ยากที่ใครจะตามไปพบ”
“พ่อดีต่อพวกผมมาก” ผมกล่าวคำเรียกพ่ออย่างไม่เคอะเขิน แต่พ่อคำมั่นบอกว่า
“อย่าเพิ่งดีใจ ถ้ายังไม่ได้ช่วยงานโกยถ่านใส่กระสอบ ไปรีบไป เสร็จแล้วจะพาไปยังที่ว่า ยิ่งถ่านเต็มกระสอบเร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งออกเดินได้เร็วขึ้น”
ผมแก้เบาะบนหลังม้าออกผึ่งแดด แล้วจึงล่ามมันที่ลานแห่งหนึ่งเพื่อให้มันกินหญ้า ตัวเองรีบช่วยพวกเขาทำงานทันที
ขอจบเรื่องของผมกับสัมพันธ์ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไร เมื่อได้ถ่านเต็มเกวียนทุกเล่มแล้ว เราก็บ่ายหน้าไปทางทิศใต้
ลุงคำมั่นพาผมกับสมพันธ์ แยกไปทางซ้ายมือ เดินครึ่งวันก็ถึงไร่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง เมื่อฝากฝังผมกับสมพันธ์ให้อยู่กับชาวไร่ผู้มีฐาดีคนหนึ่ง แล้วแกก็เดินทางกลับ ผมกับสมพันธ์ก็อยู่ที่นั่นในฐานะลูกจ้าง ช่วยเขาทำงานในไร่
ขณะที่ผมกับสมพันธ์อยู่ในที่ปลอดภัยนั้น หมู่สายยังนอนเจ็บอยู่ที่ไร่ ความอาฆาตพยาบาทเป็นสันดานของมนุษย์บางคน ที่คิดจะฆ่าเขาให้ได้ฝ่ายเดียว โดยไม่คิดว่าจะถูกเขาฆ่าเอาบ้าง อย่างเช่นหมู่สายผู้นี้ มีแต่ความอาฆาตพยาบาท
เรื่องนี้ผมมารู้ทีหลัง เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายลงแล้ว ทั้งพ่อสังข์และคำหล้าเป็นคนเล่าให้ฟัง
หมู่สายนอนเจ็บอยู่ที่ไร่พ่อสังข์ตั้งเกือบเดือน รอยแผลที่ถูกสมพันธ์ยิงจึงหาย ตลอดเวลาที่นอนเจ็บอยู่ที่นั่น หมู่สายไม่เลิกล้มความคิด พูดอยู่แต่คำเดียวว่า จะตามฆ่าผมกับสมพันธ์ให้ได้ ถ้าเป็นคนอื่นไม่ใช่พ่อสังข์และคำหล้าคงปล่อยให้หมู่สายตายเพราะบาดแผลแล้ว ไม่ช่วยไว้หรอก





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kkkk วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 15.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jjjj
ช่วยกันคิด วันละนิด จิตแจ่มใส                                                                                                             

มาอ่านภาพยนตร์ ตอนที่ 12 สนุกค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]