• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 99051
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 1042 , 13:53:57 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักสูงอยู่แล้วในยามปกติ ตอนนี้มันยิ่งสูงขึ้นไปอีก เนื่องจากฝนตกลงมา น้ำขึ้นเกือบถึงฝั่ง ไหลเชี่ยวกรากน่าสะพึงกลัว
 ในยามนี้ไม่มีใครกล้าหาญที่จะข้ามไปฝั่งโน้น มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่กล้าทำ ขืนข้ามไปก็เหมือนฆ่าตัวตาย ฤดูฝนก็เป็นอย่างนี้เอง ฝนตกไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อฝนตกน้ำในแม่น้ำก็สูงขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ผมคุกเข่าก้มลงใช้ปากเป่าไฟที่ก่อขึ้นด้วยฟืนอันเปียกชื้น ไฟติดยากเหลือเกิน พยายามอยู่นาน เมื่อไฟติดจึงหุงข้าวด้วยหม้อข้าวทหาร ที่มีเขม่าไฟจับจนดำ เบื้องบนมีผ้ายางกันฝนทำเป็นหลังคา พอกันน้ำฝนได้
 ผมล้วงมือเข้าไปใต้ผ้ายางอีกผืน เพื่อหยิบฟืนสองสามดุ้นที่ไม่เปียกฝน แหย่เข้ากองไฟ
 ฟืนข้างนอกพอหาได้ แต่มันเปียกฝน ต้องเก็บมาห่อผ้ายางไว้ให้แห้ง จึงเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างที่เราต้องการ
 ฝนตกตลอดวันเช่นนี้ สงสารก็แต่ม้าสองตัวที่ต้องยืนตากฝน เราไม่มีหลังคาพอที่จะให้ม้าได้กำบัง เราเองก็มีเพียงผ้ายางผืนเล็ก ๆ พอแก้ขัดไปได้เท่านั้น ฝนตกรินปรอย ๆ
 สมพันธ์มองดูสายน้ำในแม่น้ำป่าสักซึ่งกำลังไหลเอื่อย ก่อนพูดกับผมว่า
 “สามารถ แฟนของเพื่อนจะมาจริง ๆ หรือ? ที่นี่มันน่ากลัวที่สุดที่กันเคยเห็นมา”
 เราสองคนมาคอยแกร่วอยู่ที่นี่สามวันแล้ว ผมเองก็ชักเบื่อ หรือจดหมายที่ส่งไปจะไม่ถึงมือผู้รับ สมัยนั้นการส่งจดหมายไม่ได้รวดเร็วแน่นอนเหมือนทุกวันนี้ บ่อยไปที่จดหมายหล่นหายกลางทาง จับมือใครดมไม่ได้ หรือคนที่ผมฝากจดหมายไป จะไม่เอาจดหมายไปส่งให้
 สามเดือนที่ผ่านมา ผมกับสมพันธ์ได้งานเป็นลูกจ้างทำไร่ในหุบเขาที่ลุงคำมั่นนำไปฝาก
 อยู่ที่นั่นสามเดือนสมพันธ์เปลี่ยนไป กินน้อยนอนไม่หลับ ตั้งหน้าแต่หายาเส้นมามวนสูบ และสูบมวนต่อมวน จนผมกลัวเขาจะเป็นโรคปอด
 บางทีทำงานอยู่ดี ๆ ก็หยุดยืนใจลอย เบิ่งมองไปสุดขอบฟ้า ด้วยสายตาที่หวาดกลัว ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใคร ชอบเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ
 ผมมองดูสายน้ำในแม่น้ำที่กำลังไหลเอื่อย ๆ ไปทางใต้ พลางคิดถึงคำหล้า เธอจะขับเกวียนมาได้คนเดียวจริง ๆ หรือ ถ้าไม่มีใครมาส่ง ถ้าเอาเกวียนมาด้วยก็ดี คงจะมีหม้อต้มน้ำใบใหญ่มาด้วย จะได้ต้มน้ำไว้กิน ต้มแล้วก็ไม่ต้องทิ้งไว้ให้ตกตะกอนเสียก่อน

 น้ำในแม่น้ำป่าสักขณะนี้มีสีแดงขุ่นข้น ฝนตกลงมาได้พัดพาเอาสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ มากับน้ำฝน มันไม่ชวนดื่มเลย กินเข้าไปท้องไส้อาจเป็นพิษก็ได้ ด้วยความไม่ประมาทผมจึงต้มเสียก่อน
 ที่จริงแล้วทางข้ามแม่น้ำป่าสักตรงนี้ ไม่ใช่ทางข้ามที่สัญจรไปมาได้ทุกฤดูกาล จะใช้สัญจรไปมาได้ก็เฉพาะในฤดูแล้ง ในการต้อนวัวควายของพวกพ่อค้าลงไปขายทางฝั่งลพบุรี หน้าแล้งน้ำในแม่น้ำป่าสักไม่สูงนัก วัวเทียมเกวียนก็ข้ามไปได้
 แต่พอฝนตกแล้วอย่าข้ามไปเลย น้ำขึ้นเร็วที่สุด ผู้ที่มีความประสงค์จะข้ามแม่น้ำสายนี้ก็ต้องนึกถึงฤดูกาล ถ้าหน้าฝนอย่างนี้อย่าว่าแต่จะข้ามไปเลย แม้แต่หย่อนเท้าลงไปก็ไม่มีใครกล้า
 กระแสน้ำเชี่ยวกรากและลึก ขืนดันทุรังจะข้ามไปก็มีแต่ทางตายท่าเดียวเท่านั้น
 เพราะฉะนั้นหน้าฝนจึงไม่มีผู้คนสัญจรไปมา เป็นที่เปลี่ยวไม่มีบ้านคน การที่ผมเลือกเอาที่นี่เป็นจุดนัดพบ ก็เพื่อให้คำหล้าตามมาได้ง่าย เพราะถ้ามาตามเส้นทางมุ่งตะวันตกไปเรื่อย ๆ เอาดวงอาทิตย์เป็นเกณฑ์ก็จะไม่หลงทาง
 ริมฝั่งน้ำตรงท่าข้ามที่เรามาพักรอคอย เป็นที่ราบโล่งมองเห็นได้ไกล มีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆ
 พื้นดินเป็นหญ้าระบัดเขียวชอุ่ม สลับกับพวกไม้ยืนต้น เช่น กระโดนป่า และ ตะแบก
 หญ้าระบัดก็คือหญ้าแฝกที่ถูกไฟเผาในฤดูแล้ง พอฝนตกลงมาก็ถอดยอด ออกใบใหม่งามสะพรั่ง เป็นอาหารของสัตว์ป่าและสัตว์บ้านอย่างดี
 ยามตะวันยอแสง วันใดที่ฝนไม่ตก มองดูเมฆหมอกบนท้องฟ้าแล้วน่ากลัว ก้อนเมฆแต่ละก้อน รูปร่างเหมือนคนถือดาบยืนทมึนจ้องหน้า
 สมพันธ์เริ่มมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน เขาว่าเขาเห็นหมู่สายกำลังขี่ม้ามาตามทาง แสดงอาการหวาดกลัว ชวนผมหนีไปจากที่นี่จนนับไม่ถ้วน
 ทีแรกผมว่าจะมาคนเดียว ไม่เอาสมพันธ์มาด้วย ผมต้องการมารอคอยคำหล้าแต่เพียงลำพัง พอรู้ว่าผมจะมาสมพัรธ์ก็ไม่อยากอยู่ที่ไร่ ถ้าไม่มีผม จึงจำเป็นต้องมาด้วยกัน หรือจะเป็นเพราะว่าถึงคราวที่สมพันธ์ชะตาขาดก็ไม่รู้
 อยู่ที่ทางข้ามลำน้ำป่าสัก ทำให้ผมนึกถึงความตาย หลายปีมาแล้วที่ผู้คนรู้จักใช้เส้นทางสายนี้ ถ้าเป็นหน้าแล้งก็ไม่สู้กระไร แต่หน้าฝนนี้ซิลำบาก จะไปมาค้าขายก็ต้องนึกถึงหนทางท่าข้ามไว้ก่อน
 ช่วงกว้างของแม่น้ำ เพียงขว้างก้อนหินก็ถึง แต่ความลึกนี้ซิ มองแล้วใจหาย ในฤดูน้ำหลากแม่น้ำสายนี้ได้สังเวยชีวิตของคนและสัตว์ไปแล้วไม่รู้กี่ศพ เรื่องนี้ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้ฟัง
 สมพันธ์มองดูหม้อข้าวที่กำลังเดือด ผมเอาไม้พายคนหม้อข้าวให้เข้ากัน เมื่อเห็นว่าผมจัดการกับหม้อข้าวแล้ว เขาก็มองไปทางทิศตะวันออกอย่างเซื่องซึม ครั้นแล้วก็ชะงัก บอกผมว่า
 “สามารถ กันเห็นคนขี่ม้ามา”
 “ใครมา” ผมถามขณะปิดฝาหม้อข้าว แล้วถอยไฟออก ผมไม่สนใจคำพูดของสมพันธ์ เพราะวันหนึ่ง ๆ เขาเห็นคนขี่ม้ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่เอาเข้าจริง ๆ ตาของเขาก็ฝาดไปเอง
 คราวนี้ผมจึงไม่สนใจกับคำพูดของเขา สมพันธ์ยังเพ่งมองหรี่ตา เพื่อไม่ให้ระคายเคืองกับแสงอาทิตย์ มองอย่างกังวลใจก่อนบอกผมว่า
 “ลองมาช่วยกันดูซิสามารถ กันว่ามีคนมาจริง ๆ หมู่สายแน่ ๆ เขากำลังมา กันกลัวเหลือเกิน”
 “สมพันธ์ เพื่อนกลัวมามากแล้ว ลองหัดไม่กลัวบ้างซิ” ผมบอก
 สมพันธ์ยังตัวสั่น ไม่ใช่ความเย็นของอากาศ แต่สั่นเพราะความกลัว เขานั่งยอง ๆ แล้วมองไปทางทิศตะวันออก ไม่พอใจในคำพูดของผม ผมเห็นแล้วก็รู้สึกสงสาร ผมเองก็ไม่ใช่ไม่กลัว แต่บางครั้งความกลัวมันก็กลายเป็นความกล้า เมื่อถึงขีดสุด เพียงแต่ว่าความกลัวของผมไม่มากเท่าสมพันธ์
 หมู่สายเป็นฑูตมรณะที่เราหวาดกลัวที่สุด ยิ่งไปอยู่ในที่ซ่อนตรงไร่ทางหุบเขา สมพันธ์ยังคิดว่าหมู่สายจะตามไปพบ น่าสงสารเหลือเกิน
 สมพันธ์ตักข้าวใส่จาน เตรียมจะลงมือกิน แต่ไม่วายถามว่า
 “สามารถ ถ้าหมู่สายตามมา เราจะทำอย่างไร เราไม่มีปืนสักกระบอก”
 ถ้าจะเอาชนะกันด้วยปืน และฝีมือจริง ๆ หมู่สายก็ไม่รอดเหมือนกัน ดูแต่คราวก่อนนั้นเป็นไร สมพันธ์รู้ว่าเขาตามมา รีบวิ่งไปดักยิงเสียก่อน ถ้าผมเอาหูไปนาตาไปไร่ สมพันธ์คงยิงหมู่สายตายตั้งแต่คราวนั้น
 แต่ผมไม่ทำ ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมยังไม่อยากให้เขาตาย จึงช่วยชีวิตเขาไว้ เขาน่าจะอโหสิกรรมให้ผมบ้าง ทั้ง ๆ ที่เมียเขาตายผมไม่ได้ทำสักนิด เขากลับพยาบาทตามมาเอาชีวิตผม บางครั้งสมพันธ์ก็พูดถูกเหมือนกัน คือฆ่าเขาก่อน ก่อนที่เขาจะมาฆ่าเรา แต่ผมก็ไม่อยากเขาอยู่นั้นเอง จึงได้บอกสมพันธ์เพื่อนรักที่กำลังหวาดกลัวว่า
 “เขาตามหาเราไม่ถูกหรอก เขาคงไม่รู้ว่าเราอยู่ที่นี่ ถ้ามีปืนจะเอาไปทำอะไร เราจะไม่ยิงเขาอีก”
 “เพื่อนนะเพื่อน เป็นเสียอย่างนี้” สมพันธ์ตัดพ้อ “ถ้าเขาอยู่เราก็ตาย หรือเพื่อนอยากตายประชดหลุมฝัง กันอยากจะฆ่าเขาเรื่องจะได้สิ้นสุดกันเสียที คราวที่แล้วถ้าเพื่อนไม่ขัดขวาง กันฆ่าเขาแน่ เพราะเพื่อนทีเดียว เขาจึงตามมาอีก”
 ผมโต้เถียงเรื่องนี้กับสมพันธ์นับร้อยครั้ง แต่สมพันธ์ไม่เห็นด้วยสักที ยึดมั่นอยู่กับความคิดเก่า ๆ ท่าเดียว
 “เขาเป็นฝ่ายถูกนะสมพันธ์” ผมพูดขึ้น “เราเป็นฝ่ายผิด ยังดีที่เขาตามมาฆ่าเราเพียงคนเดียว ถ้าเขาเอาเพื่อนหรือตำรวจมาด้วย เราตายนานแล้ว ไม่ได้มานั่งเอ้อระเหยคอยผู้หญิงอย่างนี้หรอก”
 “แต่อยู่อย่างนี้ตายเสียดีกว่า” สมพันธ์ว่า “ใจระทึกทุกครั้งที่เห็นคนแปลกหน้า กลางวันมองเห็นหมู่สาย กลางคืนมองเห็นคุณมาลี”
 “สมพันธ์” ผมเรียกชื่อเขา “เรื่องนี้กันบอกเพื่อนหลายครั้งแล้ว ไม่รู้จะบอกอย่างไรต่อไปอีก”
 สมพันธ์เหม่อมองไปสุดขอบฟ้า สักครู่ก็ลุกขึ้นยืนท่าทางตื่นกลัว จานข้าวหลุดจากมือ ข้าวหกเต็มพื้น บอกผมละล่ำละลักว่า
 “สามารถนั่นใครก็ไม่รู้มาดูซิเร็ว ๆ เข้า”
 เมื่อผมมองไปก็มองเห็นคนขี่ม้ามาจริง ๆ เนื่องจากอยู่ในระยะไกลจึงไม่รู้ว่าใครมา สมพันธ์พูดโพล่งขึ้นมาอย่างไม่ต้องคิดว่า
 “ผูกม้าเร็วหนีกันเถอะ”
 “อย่าเพิ่งใจร้อน” ผมบอกสมพันธ์ อาจจะไม่ใช่หมู่สายก็ได้ เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ที่นี่”
 “แต่เขารู้ก็แล้วกัน เขาเป็นนักสืบ”
 “นักสืบก็คนนี้แหละจะเก่งอะไรนักหนา” ผมว่า
 ผมจะพูดอย่างไรสมพันธ์ก็ไม่เข้าใจ คว้าได้เบาะปูหลังม้า ถุงผ้าห่ม และสายบังเหียน รีบเดินไปหาม้าที่กำลังยืนกรำฝน ผมมองดูเพื่อนผูกเบาะติดกับม้า
 “สมพันธ์เพื่อนจะหนีไปทางไหน?” ผมถามขึ้น
 “กันจะข้ามแม่น้ำไป” เขาบอก
 “ระดับน้ำสูงขนาดนี้ข้ามไปก็อันตราย” ผมห้าม
 “แต่มีคนตามฆ่าขืนอยู่ที่นี่ก็ตาย หนีไปดีกว่าที่จะอยู่ให้เขาฆ่า เราต้องหนีไปทางที่คิดว่าเขาจะตามเราไปไม่ได้”
 เมื่อสมพันธ์พูดอย่างนั้น ผมก็เลิกโต้เถียงกับเขา เมื่อก่อนพอพูดกันรู้เรื่อง มาระยะหลังพูดไม่รู้เรื่องกันเลย ผมหันกลับไปมองคนที่ขี่ม้ามา บัดนี้ ใกล้เข้ามาทุกขณะ รู้สึกสะดุดใจบางอย่างในท่าทีของคนขี่ม้า
 “ผู้หญิงหรอกสมพันธ์” ผมตะโกนบอกเพื่อน “คำหล้านั่นเอง ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก”
 สมพันธ์ผูกสายรัดเบาะม้าเสร็จพอดี เขาพูดขึ้นว่า “มาทันเวลาพอดี เกือบได้ขี่ม้าข้ามแม่น้ำไป”
 ผมวิ่งไปหาคำหล้าที่นั่งอยู่บนหลังม้า เธอเรียกชื่อผมเพราะจำได้ในทันที ผมรับเธอลงจากหลังม้า แล้วดึงตัวเข้ามาสู่วงแขนต่อว่ทันที
 “คำหล้า ทำไมมาช้านัก พี่นึกว่าน้องจะไม่มาแล้ว ทำไมมาคนเดียว”
 น้ำเสียงของเธอดูร้อนรน รีบบอกผมว่า
 “พี่อย่าเพิ่งซักถามอะไรเลย หมู่สายกำลังตามมา เขาจับจดหมายของพี่ได้ จดหมายที่พี่เขียนไปนัดให้ฉันมา เขารู้ว่าพี่มารอฉันอยู่ที่นี่ เขาก็จะตามมา ฉันจึงรีบขี่ม้ามาบอกพี่ก่อน เรารีบหนีกันเถอะ ช้าไม่ได้เขาตามมาแน่นอน”
 สมพันธ์ได้ยินคำพูดของคำหล้าตลอด ใบหน้าเขาสลด บอกผมว่า
 “กันบอกเพื่อนแล้วเขาจะต้องตามมา ถ้าเขามาเราก็ตายแน่ ๆ เพื่อนอยู่เสียเถอะกันจะไป”
 “หยุดพูดอย่างนี้เสียที” ผมตะโกนขึ้นจนเป็นเสียงตวาด “พูดแล้วได้อะไรขึ้นมา ช่วยกันหาทางแก้ไขไม่ดีกว่าหรือ?”
 “มันสายเสียแล้วเพื่อนเอ๋ย” สมพันธ์ว่า “เพื่อนจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่กันจะหนีข้ามไปฝั่งข้างโน้น ตอนนี้ยังพอข้ามได้ ตอนเขามาน้ำอาจจะสูงขึ้นมากกว่านี้ เขาตามกันไม่ได้แน่”
     “อย่าเลยสมพันธ์น้ำสูงเกินไป” ผมห้ามเขา
 “เสี่ยงกับแม่น้ำมีทางรอด” เขาแย้งผม “แต่เสี่ยงกับปืนมีแต่ตายกับตาย”
 พูดจบสมพันธ์ก็เหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังม้าแล้ว กระตุ้นให้ออกเดิน ผมมองตามอย่างไม่เชื่อว่าเขาจะกล้าทำ มองดูสายน้ำยังเชี่ยวกราก ผมร้องเรียกให้เขากลับมา เขาก็เอาหูทวนลม ผมก็ไม่รู้จะยับยั้งเขาไว้ได้อย่างไร
 เมื่อเห็นสมพันธ์ทำท่าจะเอาจริง ผมก็ร้องขึ้นอย่างเสียงหลง หวังจะให้เขาเปลี่ยนความคิด
 “สมพันธ์ ถ้าเพื่อนมีหัวคิดอยู่บ้าง ก็อย่าทำอะไรบ้า ๆ อย่างนั้น”
 ผมวิ่งตามไป ตั้งใจจะยึดสายบังเหียนม้าไว้ เมื่อเห็นว่าผมจะขัดขวาง สมพันธ์ก็ยิ่งกระตุ้นม้าให้วิ่งไปโดยเร็ว ผมมองไปยังกระแสน้ำที่กำลังไหล ยิ่งมีความวิตกหนักขึ้น
 ผมไม่ตามเขาไปแน่ แต่ถ้าเขาขี่ม้าข้ามไปตลอดรอดฝั่ง เราก็คงได้พลัดพรากจากกันตอนนี้ ผมจะไปตามทางของผม ส่วนสมพันธ์จะไปอย่างไรก็ช่างเขา ผมอยู่ฝั่งนี้อาจจะถูกหมู่สายฆ่าตาย เขาอยู่ฝั่งโน้นอาจจะปลอดภัย คิดได้อย่างนั้นผมก็เลยไม่อยากขัดขวาง เมื่อเห็นความต้องการของเพื่อน
 สมพันธ์พาม้ามาถึงท่าน้ำ ขณะนี้มองไม่เห็นทางลาดแล้ว เพราะระดับน้ำสูงขึ้น แต่พอจะรู้ว่าตรงไหนเป็นทางข้าม
 เมื่อม้าไม่ยอมลงก็ใช้แส้ตีมัน ผมสงสารม้าเหลือเกิน ม้าเองก็กลัวสายน้ำ แต่เมื่อทนเฆี่ยนตีไม่ไหว ในที่สุดก็กระโดดลงไป ในตอนแรก ๆ ม้ากับคนขึ้นขีก็ไปกันได้ดี เมื่อถึงกลางแม่น้ำก็ลงจากหลังม้าเพื่อแบ่งเบาภาระของมัน
 สมพันธ์เคยว่ายน้ำมาก่อน เมื่อลงไปลอยคอกับม้า ก็ใช้มือเกาะหลังม้าไว้ ทั้งสองว่ายตัดกระแสน้ำ จะเป็นเพราะสายน้ำเชี่ยวกรากหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ม้าตกใจตื่นและดิ้นแรงกระเสือกกระสนเอาตัวรอด เพราะทานกระแสน้ำไม่ไหว
 สมพันธ์ต้องปล่อยมือจากหลังม้า ก่อนที่จะจมลงไปทั้งคนทั้งม้า ผมยืนมองอยู่บนฝั่งเห็นเหตุการณ์ดังนั้น จึงตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อหลุดจากการเกาะกุม ม้าฉลาดและมีความสามารถกว่าคน มันว่ายน้ำกลับมายังที่เก่าและปีตลิ่งขึ้นมา สมพันธ์หลุดจากม้าก็ลอยละลิ่วไปตามน้ำ ผมตะโกนขึ้นสุดเสียงบอกคำหล้า
 “เอาขดเชือกมาเร็ว” พอดีมีขดเชือกสำหรับล่ามม้า
 คำหล้าวิ่งเอาขดเชือกมาให้ ผมได้เชือกก็วิ่งล้มลุกคุกคลานไปริมตลิ่ง ร้องบอกเพื่อน
 “สมพันธ์ ๆ มาทางนี้ คอยจับเชือก”
 สมพันธ์ว่ายน้ำอุตลุต น้ำพัดเขาไปทางใต้อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นผมเขาก็ชูมือขึ้น ผมโยนเชือกให้ พอปลายเชือกไปถึงเขาก็จมลงไปในน้ำอีก เมื่อโผล่ขึ้นมาน้ำก็พัดไปไกลเสียแล้ว
 ผมต้องสาวเชือกแล้ววิ่งตามไปอีก วิ่งแข่งกับสายน้ำที่พัดสมพันธ์ไป พอทันก็โยนเชือกให้ แต่สมพันธ์รับไม่ได้สักที
 ผมวิ่งตามไปอีก คราวนี้ทั้งผมและสมพันธ์คงจะเหนื่อยอ่อนไม่แพ้กัน ผมวิ่งโดยเร็วไปดักหน้า เอาปลายเชือกข้างหนึ่งผูกติดกับเอว อีกปลายหนึ่งผูกติดกับต้นไม้ พอสมพันธ์ใกล้เข้ามาผมก็กระโดดลงไปทันที
 ผมนึกไม่ถึงว่ากระแสน้ำจะไหลแรงขนาดนี้ ถ้าผมประมาทกระโดดลงไปโดยไม่มีเชือกผูกเอว และล่ามไว้กับต้นไม้ เป็นได้ตายพร้อมกันกับสมพันธ์
 พอสมพันธ์ลอยมาใกล้ตัว ผมจึงคว้าแขนเขาไว้และหิ้วปีกประคองให้จมูกกับปากพ้นน้ำ มือข้างหนึ่งผมสาวเชือกดึงตัวเองให้เข้าฝั่งอย่างทุลักทุเล เมื่อเท้าแตะพื้นดินข้างล่างผมก็โล่งใจ ค่อยประคองสมพันธ์เข้าฝั่ง ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
 คำหล้ายืนคอยอยู่บนฝั่ง เนื้อตัวของเธอเปียกชื้น เพราะขี่ม้ากรำฝนมาตอนเดินทาง หน้าตามอมแมมไปด้วยโคลนตม เธอไต่ตลิ่งลงมาดึงตัวสมพันธ์ขึ้นไปวางบนฝั่งได้ จากนั้นผมก็ปีนตลิ่งตามขึ้นมา
 ผมฉุกคิดถึงคำพูดของพ่อที่ว่า
 “สมพันธ์เป็นคนที่มีอารมณ์วู่วาม สักวันหนึ่งเขาจะฆ่าตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล”
 เมื่อขึ้นมาบนฝั่ง ผมก็บอกคำหล้าว่า
 “น้องเหนื่อยมา พักผ่อนก่อน เดี๋ยวพี่จัดการเอง” พูดจบผมก็อุ้มสมพันธ์ที่ไม่ได้สติไปวางคว่ำหน้า ให้ท้องของเขาพาดอยู่กับขอนไม้ เพื่อไล่น้ำออกมา น้ำเข้าไปอยู่ในท้องมาก เมื่อถูกกดจึงไหลออกมาทางปากทางจมูก แต่อาการของสมพันธ์ก็ไม่ดีขึ้นเลย ร่างอ่อนระทวยไม่ได้สติ ผมเริ่มวิตก รีบเขย่าตัวเขาให้รู้สึก
 “สมพันธ์ ๆ” ผมร้องเรียก พร้อมกับเขย่าตัวไปมา แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ ผมรู้สึกผิดหวัง เมื่อทำอย่างไรเพื่อนก็ไม่ไหวติง
 คำหล้าก้มลงเอาหูแนบกับหน้าอก ฟังเสียงการเต้นของหัวใจ พอเงยหน้าขึ้นก็ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง บอกผมว่า
 “หัวใจไม่เต้นเลยพี่”
 ผมรู้มาก่อนแล้วว่าเขาจะไม่รอด แต่ก็ช่วยเหลือเขาเท่าที่จะช่วยได้ เมื่อรู้ว่าเพื่อนรักตายเสียแล้ว น้ำตาผมก็ไหลออกมา เราเคยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เมื่อครั้งเป็นเด็กจรจัดอดมื้อกินมื้อตลอดมา จนไม่มีอะไรจะมาทำให้เราพลัดพรากจากกัน นอกจากความตายเช่นคราวนี้ ผมคุกเข่าลงต่อหน้าศพร้องไห้สะอึกสะอื้น ลืมไปว่าหมู่สายกำลังขีม้าตามมาเอาชีวิต

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kkkk วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 15.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jjjj
ช่วยกันคิด วันละนิด จิตแจ่มใส                                                                                                             

เขียนเก่งจัง..เดิ๋ยวมาอ่านต่อ..ฮิ ฮิ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]