• ชะเอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cha_araya@msn.com http://www.chatturat.com/
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 98984
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
เมืองดอกไม้หมายเลขเก้าสิบก้าว
แล้วแต่จะคิดดอกไม้ทุกชนิดมีปริศนา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chawalachaimeerang
วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2552
Posted by ชะเอง , ผู้อ่าน : 823 , 13:36:20 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


 “ลูกควรจะผละจากเขานานแล้ว ขืนอยู่ด้วยกันเขาจะพาลูกไปพบจุดจบ” นี่คือคำสั่งของพ่อ แต่ผมบอกกับพ่อว่า
 “เรื่องนี้ผมรู้มานานแล้วครับ อยากจะเลิกกับเขาตั้งร้อยครั้งพันครั้ง แต่ก็ทำไม่ลง เขายังต้องการความช่วยเหลือ ขาดผมเขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้หรือ? เราอยู่ด้วยกันมานานเกินไปแล้วพ่อ อะไรที่มันจะเกิดขึ้นก็ต้องเผชิญด้วยกัน”
 พ่อมองดูผมด้วยดวงตาเศร้า ๆ ผมไม่เคยเห็นพ่อร้องไห้ นอกจากเมื่อตอนที่แม่ผมตาย พ่อพูดด้วยน้ำตานองหน้าว่า
 “ถ้าไม่มีทางอื่นก็หนีไปเถอะลูก ลูกคงต้องการเงินพ่อจะให้ทั้งหมดที่พ่อมี” พ่อหยุดคิดก่อนจะถามผมว่า “ลูกคิดว่าจะไปทางไหนดี”
 “ผมจะไปทางตะวันตกครับพ่อ บางทีอาจข้ามเขาไปอยู่ฝั่งเพชรบูรณ์ อาจเลยเข้าเขตนครไทย ที่นั่นมีป่ากว้างใหญ่และภูเขาซับซ้อน ผมคงมีที่หลบภัย”
 สมพันธ์เดินกลับมา ผมบอกให้เขารออยู่ข้างล่าง อยากจะนอนกับพ่อสักคืนก็ทำไม่ได้ ผมกับสมพันธ์จะต้องเดินทางออกจากที่นี่โดยเร็ว ก่อนที่หมู่สายจะตามมาทัน
 ผมก้มลงกราบพ่อน้ำตาไหลพราก ลูกจ้างของพ่อได้จัดเสบียงอาหารให้เราไปกินตามทาง จนกว่าจะพบบ้านคน มีข้าวสารกับเนื้อเค็มจัดใส่ลงในถุงย่าม พ่อมองดูสมพันธ์เตรียมสะพายถุงอาหาร ถ้าเอาไปมากก็เป็นภาระหนักกับการเดินทาง ผมกล่าวกับพ่อว่า
 “ผมไปละนะพ่อ อยากจะอยู่กับพ่อนาน ๆ ก็จำเป็น ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมาหาพ่ออีก”
 “โชคดีนะลูก” พ่อบอก “ไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วอย่าลืมส่งข่าวให้พ่อทราบบ้าง ขอให้พ่อได้รู้ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ สักวันหนึ่งเราคงได้อยู่ด้วยกัน เมื่อลูกพ้นมลทิน”
 ผมมองดูพ่อด้วยหัวใจหวั่นไหว ตัดสินใจพูดออกไปว่า “พ่อครับ เราต้องเผชิญกับความจริง ผมไม่หวังว่าตัวเองจะได้กลับมาอยู่กับพ่อ”
 พ่อมองผมอยู่นาน ก่อนจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่า
 “คนเราต้องอยู่ด้วยความหวัง อย่างที่พ่อหวังว่าลูกจะกลับมา ลูกก็ต้องหวังว่าจะได้รับความปลอดภัย พ่อเองเคยฝันค้างหลายเรื่อง เมื่อกาลเวลาผ่านมา บางครั้งความฝันก็ไม่เป็นความจริง เราต้องสร้างความหวังเอาไว้จึงจะมีมานะ ถ้าปราศจากความหวังแล้วเราจะทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน”
 คำพูดของพ่อทำให้ผมตื้นตันใจ ผมอยากตรงเข้ากอดคอพ่อเหมือนเมื่อตอนที่เคยทำสมัยเป็นเด็ก แต่ผมโตแล้ว จะทำได้ก็เพียงแต่จับมืออันหยาบกร้านของพ่อมากุมไว้ “ผมลาพ่อก่อนนะ” ผมบอกพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้กลับมาอยู่ที่นี่อีก ผมตัดใจก้าวลงจากบ้าน พาสมพันธ์เดินตรงไปยังประตูไร่
 เมื่อพ้นเขตไร่ออกมาหันกลับไปดู ก็เห็นพ่อกับลูกจ้างยืนมองผมอยู่ จึงหักใจเดินเข้าป่าทิ้งเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้เบื้องหลัง

 ผมพาสมพันธ์บ่ายหน้าไปทางทิศไต้ของไร่ซึ่งมีเส้นทางเดิน ทำทีว่าจะมุ่งไปทางลพบุรีแถวชัยบาดาล มีทางเกวียนขนพืชไร่และไปมาหาสู่กัน พบคนเดินทางก็บอกว่าจะไปหางานทำที่ชัยบา
ดาล
 แต่พอลับตาคนเราก็หลบเข้าป่า แล้วย้อนกลับมาทางเก่า มุ่งขึ้นทางเหนือแล้วหักลงตะวัน
ตก คือทำทีว่าจะไปทางหนึ่ง แต่กลับไปอีกทางหนึ่ง
 สมพันธ์ทำเหมือนคนหมดความรู้สึก เขาไม่ออกความเห็น สุดแท้แต่ผมจะพาไป ผมพาไปทางไหนเขาก็ไปทางนั้น
 เมื่อเดินทางไปได้หนึ่งวันเต็ม ๆ ผมก็บอกเพื่อนรักว่า
 “เรามุ่งตะวันตกมาตลอดตามดวงอาทิตย์ ถ้าไม่เดินวนอยู่ในป่าพรุ่งนี้ก็ข้ามเขา หมู้สายคงไม่รู้ว่าพวกเรามาทางนี้”
 สมพันธ์พูดอย่างซังกะตายว่า
 “เขาเป็นตำรวจเก่าคงมีวิธีสืบหาเราไม่ยาก ไม่ช้าเขาจะต้องตามเรามา”
 “ก็ลองดู” ผมไม่มีอะไรจะพูดให้ดีกว่านี้ ผมเห็นทางเดินป่าอยู่ด้านขวามือ จึงพาสมพันธ์เดินไปตามทางเส้นนั้น เส้นทางมุ่งสู่ตะวันตก สมพันธ์เดินตามผมเหมือนลูกหมาติดแม่ มองดูก็น่าสงสาร ทางที่เราเดินไปไม่พบคนเลย เป็นการดีอย่างหนึ่ง ถ้าหมู่สายตามมาจะไม่ต้องตกเป็นข่าว
 “เย็นใจได้แล้วเพื่อน” ผมปลอบสมพันธ์ แต่สมพันธ์ยังหน้าเศร้า ยังฝังหัวอยู่กับความคิดเดิมเฝ้าแต่บ่นว่า
 “ไม่นานหรอกเขาจะต้องตามเรามา”
 เมื่อสมพันธ์พูดแต่เรื่องเดียว ผมก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที
 “หมู่สายก็แค่คน ทำไมเพื่อนจึงกลัวเขานัก ถึงคราวตาย แม้หมู่สายไม่ฆ่าเรา เราก็ตายเหมือนกัน”
 ตอนนี้พวกผมอยู่ในป่าดงดิบ ห่างจากไร่ของพ่อผมมาหลายร้อยเส้น เราจะอยู่ในป่าได้ไม่นานนัก เมื่อฤดูฝนผ่านมาจะลำบาก ยุงป่าจะทำให้เราเป็นไข้มาลาเลีย อยู่ในป่าแม้จะปลอดภัยจากคนตามล่าก็จริง แต่ก็ต้องผจญกับภัยธรรมชาติ อาจจะเป็นสัตว์ร้าย เช่น เสือหรือช้างป่า ตลอดทั้งงูและยุง
 เวลานอนต้องเอาผ้าขาวม้าผูกเปลนอนบนต้นไม้สูง ๆ เราจะอยู่ในป่าเช่นนี้ได้ไม่นานแน่ อาหารการกินนั้นเราไม่ลำบากนักหรอก ถ้ามันหมดก็หาดักสัตว์เล็ก ๆ มาเป็นอาหาร ขุดเผือกขุดมันมากินก็ได้ แต่ถ้าเป็นไข้ป่าแล้วรับรองไม่มีทางรอด
 ผมหาทางออกได้แล้ว ถ้ามุ่งหน้าไปทางตะวันตกเรื่อย ๆ จะพบแม่น้ำป่าสักแน่ นั่นหมายความว่าจะต้องพบบ้านคนพอได้อาศัยของานทำ มีข้าวกินมีที่ซุกหัวนอนดีกว่าหลบซ่อนอยู่ในป่าซึ่งไม่ปลอดภัยสำหรับเราเลย
 ผมเคยต้อนวัวลงไปขายกับพวกพ่อค้าทางจังหวัดลพบุรี สมัยเมื่อถนนสุรนารายณ์เริ่มจะก่อสร้าง กว่าจะถึงแม่น้ำป่าสักก็รอนแรม บุกป่าฝ่าดงมาหลายคืน ตรงทางข้ามแม่น้ำป่าสักที่ตำบลบัวชุมยังไม่ได้สร้างสะพาน วัวควายต้องลอยคอข้ามไปเพราะน้ำไม่ลึกนักในฤดูแล้ง แต่ถ้าเป็นหน้าฝนแล้วข้ามไม่ได้แน่ ระดับน้ำขึ้นสูงเป็นอันตรายทั้งคนและสัตว์
 ถ้าผมหลบหนีไปทางโน้นต้องรู้จักภูมิประเทศดีกว่าทางนี้ แต่ผู้คนมีมากเราอาจตกเป็นข่าว ผมลองคำนวณภูมิประเทศดู ท่าเยี่ยมและโคกคลีจะต้องอยู่ทางทิศใต้ที่เรากำลังเดินอยู่
 แต่ถ้าเรามุ่งหน้าไปทางตะวันตกเรื่อย ๆ จะต้องพบแม่น้ำป่าสักตอนใดตอนหนึ่ง ผมต้องการจะพาสมพันธ์ไปที่นั่น
 ยิ่งบุกเข้าไปในดงลึกก็ยิ่งเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง ปราศจากผู้คน บางครั้งผมก็เกิดความท้อถอยและคิดว่าที่เราต้องหนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้ เราทำผิดหรือถูก ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ทำผิด น่าจะไปสารภาพกับตำรวจ
 แต่คิดอีกทีคนจนอย่างเรายากจะได้รับความเป็นธรรม เราอาจต้องติดคุกฟรีโดยไม่มีความผิดเลยก็ได้ อยู่ในคุกย่อมไม่มีอิสระเหมือนอยู่นอกคุก แต่ถ้าต้องเดินบุกป่าหลบหนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้ ก็ไม่ผิดอะไรกับตกนรกทั้งเป็น เมื่อเห็นสมพันธ์เงียบผมจึงถามขึ้นว่า
 "เป็นอย่างไร กลุ้มใจมากหรือ?"
 "กันกลุ้มใจตั้งแต่ผู้หญิงคนนั้นตาย" สมพันธ์บอก "กันเหนื่อยด้วย แล้วก็กลัว"
 "กันก็กลัว" ผมบอก "ไม่ใช่กลัวแต่เพื่อนคนเดียว เราต้องช่วยกันหาทางแก้ไข"
 ผมพูดแค่นั้น สมพันธ์ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรอีก
 เราสองคนไปถึงแม่น้ำสายหนึ่งเมื่อตอนใกล้ค่ำ รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นกำลัง เมื่อลงไปกวักน้ำขึ้นดื่มแล้วก็ลงนอนแผ่อยู่บนก้อนหินริมฝั่งห้วย มองดูสมพันธ์ก็เห็นทำเช่นเดียวกับผม แต่อยู่ห่างออกไป
 "มาทางนี้สิสมพันธ์" ผมร้องเรียก "น้ำใสดี และมีก้อนหินน่านอนด้วย"
 "ไม่สำคัญหรอก" สมพันธ์ว่า "กันกินที่ไหนนอนที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น"
 ผมมองขึ้นไปเหนือน้ำ แม่น้ำช่วงนี้คงลึกไม่ถึงบั้นเอว แต่จะเป็นแม่น้ำอะไรผมก็ไม่รู้จักเพราะไม่เคยมา แต่เข้าใจว่าคงจะเป็นแม่น้ำสายเดียวกับที่ไหลผ่านโคกคลีก็ได้ น้ำไหลเอื่อย ๆ ช้า ๆ คงจะไหลอยู่เช่นนี้ชั่วนาตาปี
 ในฤดูแล้งบางช่วงอาจจะขาดตอนเป็นผลาญหินที่พื้นห้วย แต่เมื่อถึงคราวฝนตกน้ำจะไหลคึกโครมมาจากภูเขา ซึ่งเป็นธรรมดาของลำห้วยในป่าทั่วไป
 ผมสังเกตเห็นเมฆดำก่อตัวขึ้นเหนือท้องฟ้า ผมเคยสังเกตก่อนฝนจะตกทุกครั้งมักจะมีเมฆดำก่อตัวขึ้นก่อนเสมอ ถ้าฝนตกลงมาเราคงต้องลำบากแน่ เพราะไม่มีหลังคาพอที่จะหลบฝน จะข้ามไปฝั่งโน้นก็ลำบาก แต่ก็คิดว่าคงไม่ดีกว่าฝั่งทางนี้ ผมต้องเตรียมการอะไรไว้ล่วงหน้า
 ฝนอาจจะไม่ตกลงมาก็ได้ แต่การเตรียมพร้อมไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ผมจึงบอกสมพันธ์ว่า
 "เราพักนอนที่นี่เถอะ กันหิวข้าวแล้ว"
 ริมแม่น้ำแห่งนั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่ ๆ มีแต่กอไผ่ป่าขึ้นอยู่เรียงราย อย่างไรก้ดีถ้าเกิดฝนตกฟ้าคะนอง ผมก็ไม่อยากอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ยินดีจะยืนตากฝนกลางแจ้งมากกว่า
 ผมเคยเห็นฝูงวัวถูกฟ้าผ่าตายระเรระนาดใต้ต้นไม้ใหญ่ เห็นฝนตกครั้งใดทำให้นึกถึงภาพนั้นขึ้นมาทันที ผมลุกขึ้นเดินออกมาจากริมฝั่งห้วยเล็กน้อย มองหาเศษไม้ใบไม้แห้ง ๆ มาก่อไฟ
 "ไปตัดไม้ไผ่มาหลามข้าวกินซี กันจะก่อไฟ" ผมบอกสมพันธ์ สมพันธ์ทำหน้ายุ่งบอกผมในเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าว่า
 "ข้าวสารเราหมดแล้ว ที่เหลืกันลืมทิ้งไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ตอนเดินทาง"
 "ลืมทั้งย่ามเชียวหรือ?" ผมตะคอก
 "ใช่ ลืมทั้งย่าม"
 ผมโมโหสุดขีด ถูกแล้วสมพันธ์เดินตามหลังผม พอหยุดพักก็วางถุงย่ามไว้ คงใจลอยเวลาลุกจึงลืมหยิบเอามา ผมก็มัวแต่เดินนำหน้าไม่ได้เหลียวมาดูข้างหลังว่าสมพันธ์มีย่ามมาด้วยหรือเปล่า
 ผมสะพายถุงเสื้อผ้าและผ้าห่มนอน ส่วนสมพันธ์ให้สะพายถุงเสบียง
 "พอจะนึกได้ไหมว่าลืมไว้ที่ไหน?" น้ำเสียงที่ไม่พอใจของผมทำให้สมพันธ์ตอบโต้รุนแรงเหมือนกัน
 "ถ้ากันรู้กันก็เก็บมาแล้ว"
 เมื่อรู้สึกตัวผมก็ฝืนยิ้ม ผมไม่ควรพูดแบบนั้น สมพันธืเองก็คงอารมณ์เครียด ผมรู้ เดินมาเหมือนคนไม่มีสติอยู่กับตัว ผมนึกถึงเส้นทางที่ผ่านมาก็ไม่แน่ใจว่าสมพันธ์จะลืมถุงอาหารไว้ตรงจุดไหน อาจจะลืมไว้จุดใดจุดหนึ่งของป่า
 สมพันธ์มีดวงหน้าหม่นหมอง เขาก้มลงมองตัวเองคล้ายกับไม่เชื่อก่อนจะถามผมว่า
 "ค่ำนี้เราจะได้อะไรกิน?"
 "ไม่มีก็ไม่ต้องกินสิ" ผมบอกเสียงเรียบ ๆ ผมเอามีดถางใต้กอไผ่ตัดกิ่งไม้สดมาปูทำที่นอน ใช้ผ้าขาวม้าปูทับข้างบนก้กลายเป็นที่นอนอย่างดี ผมดื่มน้ำในห้วยเพื่อประทังความหิว ถึงกระนั้นท้องก็ยังร้องหาอาหาร ผมมองดูสมพันธ์อย่างเคือง ๆ แต่เมื่อเห็นไม่มีปากมีเสียงผมก้นึกสงสาร
 ตอนดึกน้ำค้างลงเปาะแปะ ผมลุกขึ้นมาก่อไฟจนมีแสงสว่าง เสียงค้างคาวป่าหากินบนยอดไผ่ร้องจี๊ด ๆ สมพันธ์คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา
 "สามารถกันหิวข้าว หิวจะตายอยู่แล้ว"
 "ลงไปกินน้ำในลำห้วยก่อนซี" ผมพูดด้วยเสียงอ่อนโยน "อิ่มได้เหมือนกันนะ"
 "กันเพลียจะเป็นลมอยู่แล้ว" สมพันธ์ว่า
 ความมืดของราตรีกาลปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผมมองเห็นแสงไฟเป็นจุดเล็ก ๆ อยู่ทางใต้ลำห้วยไกลออกไป ผมเพ่งตามองด้วยความสงสัย สมพันธ์ก็เพ่งตามองเช่นเดียวกับผม
 "นั่นแสงไฟใช่ไหม?" สมพันธ์ถามขึ้น
 "คงจะใช่" ผมตอบเบา ๆ
 สมพันธ์ยังอาลัยอาวรณ์อยู่กับเรื่องอาหาร
 "พรุ่งนี้เช้าเราจะมีอะไรกินไหม?"
 "ยังตอบไม่ได้" ผมบอก "บางทีเราจะพบบ้านคนกระมัง แต่เราควรปรากฏตัวหรือ อาจตกเป็นข่าวให้เขาตามมาฆ่าเราก็ได้"
 สมพันธ์เห็นดีด้วยแต่ยังอยากได้อาหารมาประทังชีวิต สุดท้ายเขาก็พูดขึ้นว่า
 "ถ้าได้กินอาหารตอนนี้คงอร่อยที่สุด"
 "อย่าไปนึกถึงมัน" ผมตะคอกเสียงดัง ทำให้สมพันธ์ซึมไป เขาคงเจ็บปวดไม่น้อย สักครู่น้ำตาก็ร่วงพูดกับผมตะกุกตะกัก
 "สามารถ กันเป็นมารทำลายความสุขของเพื่อน เพื่อนต้องมาลำบากเพราะกัน"
 "นอนเสียเถอะสมพันธ์ พรุ่งนี้ค่อยคิดกัน" ผมบอก
 "กันเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด" สมพันธ์ว่า "ถ้าไม่ใช่เพราะกันเราต้องมีอาหารกิน ถ้าไม่ใช่เพราะกันเมียหมู่สายก็ไม่ตาย เราก็ไม่ต้องหนีกันแบบนี้"
 "ทิ้งกันเสียเถอะเพื่อน ปล่อยให้กันตายไปตามความผิดของมันเสีย" สมพันธ์หยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะพูดว่า "แต่เพื่อนจะไม่ทำอย่างนั้นใช่ไหม สามารถ เพื่อนจะไม่ทิ้งกันใช่ไหม?"
 น้ำเสียงหวาดกลัวของสมพันธ์ทำให้ผมสงสาร จึงบอกเขาว่า
 "ทำใจดี ๆ ไว้ กันไม่ทิ้งเพื่อนหรอก"
 ผมนอนพลิกไปพลิกมาเพื่อหาท่านอนที่ไม่ปวดเมื่อย ผมต้องพยายามข่มตาหลับให้ได้เพื่อขับไล่ความหิวที่คอยคุกคามออกจากจิตใจจนกว่าจะสว่าง
 ผมตื่นนอนแต่เช้ามืด เมื่อเห็นผมลุกขึ้น สมพันธ์ก็รีบลุกตาม คล้ายกับกลัวผมจะหนีจากไป มองดูท้องฟ้ายังมัวซัวด้วยไอหมอก อีกไม่ช้าดวงอาทิตย์ก็จะขึ้น
 เสียงท้องร้องเพราะต้องการอาหาร ผมจึงมองไปทางที่เห็นแสงไฟเมื่อคืนนี้ แล้วหันมาบอกสมพันธ์
 "เร็วเข้า ไปกันเถอะ"
 สมพันธ์ขยี้ตาอย่างงุนงง ยังไม่หายง่วงดี อยากจะนอนต่ออีก  คืนนี้คงนอนไม่หลับเพราะคิดมาก เมื่ผมบอกอีกครั้งจึงยอมเก็บ้าห่มใส่ย่ามอย่างงง ๆ
 ประสาทของสมพันธ์คงจะตึงเครียดจวนจะขาดอยู่แล้ว เขามองดูไอหมอกแล้วพูดกับผมว่า
 "ยังไม่หายหิวเลยจะมีแรงเดินไปไหวหรือ?"
 "ต้องไหว" ผมพูดห้วน ๆ "หรืออยากอยู่ที่นี่ต่อไปก็ตามใจ" ผมพูดไปแล้วก็รู้สึกเสียใจ ผมไม่น่าพูดกระทบสมพันธ์เลย
 "กันก็รู้ว่ากันผิด" สมพันธ์สารภาพ
 "คำสารภาพไม่ทำให้หายหิวหรอก กันเองก็หิวแทบตายเหมือนกัน" ผมบอก
 ว่าแล้วผมก็มองไปทางทิศที่เห็นแสงไฟเมื่อคืนนี้ แต่พอรุ่งเช้าแสงไฟก็หายไป
 “ไปดูที่แสงไฟเมื่อคืนนี้ดีไหม?” สมพันธ์ถามผม ผมก็คิดเช่นเดียวกัน แต่บอกสมพันธ์ว่า
 “รู้ไหม?ว่ามันเสี่ยง”
 “รู้” สมพันธ์บอก “แต่กันหิวจนตาลายจะตายอยู่แล้ว เราไปดูหน่อยก็ดี อาจเป็นเกวียนขนเสบียงไปไร่ เราจะได้ขออาหารเขากิน”
 ผมเองก็หิวไม่แพ้สมพันธ์ จึงตกลงพากันไปที่นั่น เราเดินเลาะไปตามลำห้วย ใช้เวลาเดินไม่น้อยเลยทีเดียว แสงไฟที่แลเห็นเมื่อตอนกลางคืน ไม่อาจคำนวนได้ว่าอยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหน จะอยู่ฟากข้างโน้นหรือฟากข้างนี้ของแม่น้ำก็ไม่รู้แน่ บางทีเราอาจจะหาไม่พบก็ได้
 ผมไม่ได้รีบร้อนมากนักแม้ว่าท้องจะหิว ท้องฟ้ามืดครึ้มคล้ายฝนจะตก ชาวนาชาวไร่ชอบน้ำฝน เพราะมันเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต
 เดินมาได้สักครู่ เราก็มองเห็นเกวียนมีประทุนเล่มหนึ่งจอดอยู่ วัวเทียมเกวียนสองตัวผูกอยู่ใกล้ๆ บนเตาไฟจวนจะดับอยู่แล้วมีหม้อใบหนึ่งตั้งอยู่บนเตา คงจะเป็นหม้อข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ ผมเห็นผ้าตากอยู่บนราว ก็ได้แต่สงสัยว่าใครหนออุตริมาพักนอนอยู่ที่นี่
 “มีคนอยู่บ่?” ผมตะโกนขึ้นเมื่อเข้าไปใกล้ ยืนอยู่ห่างจากเกวียนแค่สิบวา ผมถูกอบรมมาว่าอย่าเข้าไปในอาณาเขตของผู้อื่นโดยที่เขาไม่รู้ตัว จะเข้าไปก็ต้องบอกกล่าวเสียก่อน บางทีเจ้าของสถานที่นึกว่าเป็นโจรจะยิงเอา
 ด้วยเหตุนี้ผมจึงร้องถามออกไปก่อน ผมเห็นผ้าซิ่นของผู้หญิงพาดอยู่ก็มี จึงคิดว่าต้องมีผู้หญิงอยู่ด้วย แล้วก็จริงอย่างที่ผมคิด พอผมตะโกนถามเข้าไปอีกก็มีผู้หญิงคลานออกมาจากประทุนเกวียน หล่อนมองดูเราทั้งสอง
 ครั้นแล้วก็ลงจากเกวียนเดินเข้ามาหา ยังเป็นสาวรุ่นผมคะเนอายุคงจะอยู่ในราวสิบห้าหรือสิบหกปี หล่อนกำลังร้องไห้ และร้องไห้เสียงดังเมื่อพบเราทั้งสอง พูดปนน้ำตาว่า
 “ดีใจหลายที่พี่ทั้งสองมา เข้ามาทางนี้เถอะ”
 ผมกับสมพันธ์เดินตามหล่อนเข้าไป เธอพยายามจะพูดแต่น้ำเสียงขาดเป็นห้วงๆ เหมือนมีอะไรมาจุกตันที่ลำคอ ผมจึงไม่อาจเข้าใจผู้หญิงได้ สมพันธ์มองดูเธออย่างประหลาดเต็มที
 หญิงสาวหันมาดึงแขนผม แล้วพาเข้าไปชะโงกดูในประทุนเกวียน บอกว่า
 “ฉันต้องการความช่วยเหลือจากพี่ทั้งสอง”
 ผมมองเข้าไปในประทุนเกวียนก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่ แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้ต้องการให้ผมช่วยเหลืออย่างไร ผมจึงถามว่า
 “จะให้พี่ช่วยเหลืออะไรก็บอกมา พี่สองคนก็กำลังมีเรื่องเดือดร้อน”
 หญิงสาวระงับเสียงให้เป็นปกติแล้วบอกว่า
 “พ่อกำลังจะตาย ช่วยฉันด้วย”
 ผมมองไปเห็นสมพันธ์ยืนซึมกระทืออยู่ใต้ต้นไม้จึงกวักมือเรียก “เข้ามานี่มาช่วยกันหน่อย”
 เมื่อสมพันธ์เดินเข้ามาก็มีสีหน้าไม่พอใจ พูดขึ้นว่า
 “สามารถไปกันเถอะ อย่ามายุ่งกับเรื่องอย่างนี้เลย”





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]