• สรร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-09-30
  • จำนวนเรื่อง : 90
  • จำนวนผู้ชม : 231653
  • จำนวนผู้โหวต : 62
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
<< มกราคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม 2553
Posted by สรร , ผู้อ่าน : 4482 , 00:58:33 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


วันนี้ผมได้ไปบรรยายและแลกเปลี่ยนเรื่องการสืบค้นทบทวนวรรณกรรมกับน้อง FETP trainees ได้เห็นความตั้งใจของนักระบาดวิทยารุ่นใหม่ ๆ ก็ชื่นใจ


ในชั่วโมงบรรยาย ผมได้ให้แบ่งกลุ่มสืบค้นในหัวข้อที่กำหนด ทำให้ได้เห็นศักยภาพว่าสามารถทำได้อย่างดี เวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมง สามารถค้นหาประเด็นในหัวข้อนั้น ๆ ได้น้ำได้เนื้อดีตามสมควร


ผมติดค้างการอธิบายอยู่อย่างน้อยหนึ่งหัวข้อ คือ adaptive allocation หรือ adaptive randomization หัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะให้ได้เรียนรู้ว่า เมื่อเจอเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน จะสืบค้นอย่างไร

วิธีการสืบค้นก็น่าสนใจ จะนำมาแสดงในตอนต่อ ๆ ไป แต่ตอนนี้ขออธิบายเนื้อหาของ adaptive randomization ก่อน ขอย้ำในที่นี้ว่า คำว่า Randomization แตกต่างจากคำว่า Random Sampling นะครับ

ในการศึกษาเชิงทดลองในคน ซึ่งเราเรียกว่า clinical trial นั้น จะต้องมีการ allocation หรือ randomization ซึ่งหมายถึง การจัดให้อาสาสมัคร(ผู้ถูกวิจัย)เข้ากลุ่มการได้รับมาตรการแบบต่าง ๆ หรือเข้ากลุ่มที่ไม่ได้รับมาตรการ

วิธีการจัดกลุ่มที่ทำให้โอกาสเข้าแต่ละกลุ่มสามารถเปรียบเทียบกันได้ดีนั้นมีวิธีการหลายแบบ แบบพื้นฐานที่เข้าใจง่ายที่สุดได้แก่ การจับฉลาก หรือใช้เลขสุ่ม (เช่น ได้เลขคู่ให้ยา A เลขคี่ให้ยา B เป็นต้น) ซึ่งเรียกว่าเป็น simple randomization ซึ่งถ้าการศึกษาที่ขนาดตัวอย่างมีมาก ๆ ก็สามารถใช้ได้   แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับ clinical trial ที่ขนาดตัวอย่างจำนวนน้อย เพราะจำนวนอาสาสมัครสองกลุ่มอาจจะแตกต่างกันจนเปรียบเทียบกันไม่ได้ก็เป็นได้ ในทางปฏิบัตินั้นจะทำ randomization ไว้ก่อนเริ่มการวิจัย แล้วเก็บข้อมูลแยกใส่ซองปิดผนึกไว้ เมื่ออาสาสมัครแต่ละคนผ่านคัดเลือกเข้าสู่การวิจัย ผู้วิจัยก็จะเปิดซองตามลำดับ ทีละราย ๆ เรื่อยไป ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าเป็น static randomization อย่างหนึ่ง

มีวิธี randomization ที่ใช้กับclinical trial ที่ขนาดตัวอย่างมีจำนวนน้อย คือ block randomization และ adaptive randomization

adaptive randomization เป็นการจัดให้อาสาสมัครเข้ากลุ่มโดยที่นำข้อมูลของอาสาสมัครที่เข้ามาก่อนหน้านั้นทั้งหมดมาพิจารณา การจัดกลุ่มไม่สามารถทำไว้ล่วงหน้าได้เลย ในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า adaptive (ปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะข้อมูล) ซึ่งตรงกันข้ามกับ static (คงที่)

การทำ adaptive randomization จะเป็นการนำเอาตัวแปรกวนมาพิจารณาให้เกิดการกระจายอยู่ในกลุ่มการมาตรการต่าง ๆ ให้สมดุลหรือใกล้สมดุลเพื่อให้เปรียบเทียบกันได้

ตัวอย่างเช่น การศึกษาเปรียบเทียบผลของ ยา A และ ยา B รักษาโรคชนิดหนึ่งซึ่งสถานะการป่วยเป็นเบาหวาน (DM) การติดเชื้อ HIV และการดื้อยาบางชนิด(ยา M และ N) เป็นตัวแปรกวน มีผลต่อการรักษาได้ ดังนั้นเราจะทำตารางขึ้นพิจารณาการแยกตามแต่ละตัวแปรดังตาราง 1 ก.

 

ถ้าอาสาสมัครรายแรกเป็นมี DM, HIV-, ดื้อยา M ผู้วิจัยจะทำการสุ่ม เช่น ใช้วิธีจับฉลาก หรือใช้เลขสุ่ม สมมุติว่า ได้ผลเป็นกลุ่มยา A ก็จะจัดให้อาสาสมัครเข้ากลุ่มยา A เราก็จะเติมตัวเลขลงในตารางในค่าตัวแปรที่ตรงตามคุณสมบัติของอาสาสมัครรายที่หนึ่ง ซึ่งจะทำให้เห็นว่า ในแต่ละตัวแปรมีจำนวนอาสาสมัครกระจายอยู่กลุ่ม Treatment ใด จำนวนกี่คน ดังตารางที่ 1 ข. และค่าที่ได้จะใช้ในการพิจารณากลุ่มของอาสาสมัครรายต่อไป

อาสาสมัครรายที่สองเป็นอาสาสมัครที่ DM, HIV-, ดื้อยา N เราจะพิจารณารวมตัวเลขตามค่าตัวแปรที่ตรงตามคุณสมบัติผู้ป่วยรายใหม่โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มยา A กับ กลุ่มยา B (ตามแถบสีในตาราง 2ก. ตัวเลขทั้งหมดยกมาจากตาราง 1 ข.) ซึ่งกลุ่มยา A จะได้ 1+1+0=2 และกลุ่มยา B จะได้ 0+0+0=0 หมายความว่า เมื่อใช้คุณสมบัติของอาสาสมัครรายที่สองมาเป็นกรอบคิด การกระจายของอาสาสมัครก่อนหน้านี้อยู่ในกลุ่มยา A มากกว่ายา B อาสาสมัครรายที่สองจึงควรถูกจัดเข้ากลุ่ม ซึ่งได้แก่ เข้ากลุ่มยา B (ที่ผลรวมน้อยกว่า)
หลังจากจัดเข้าแล้ว เราก็จะเติมตัวเลขลงในตารางที่ตรงตามคุณสมบัติของอาสาสมัครรายที่สองลงในทั้งสามตัวแปร ดังตารางที่ 2 ข.

   

คราวนี้อาสาสมัครรายที่ 3 ขอยกเป็นสองกรณี กรณีที่ 1 ถ้ารายที่ 3 นี้มี no DM, HIV-, ดื้อยา M เราจะพิจารณารวมตัวเลขตามค่าตัวแปรที่ตรงตามคุณสมบัติผู้ป่วยรายนี้โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มยา A กับ กลุ่มยา B (ตามแถบสีในตาราง 3ก. ซึ่งเป็นตัวเลขยกมาจากตาราง 2 ข.) ซึ่งกลุ่มยา A จะได้ 0+1+1=2 และกลุ่มยา B จะได้ 0+1+0=1 อาสาสมัครรายที่ 3 ในกรณีนี้จะถูกจัดเข้ากลุ่มที่ผลรวมน้อยกว่า ซึ่งได้แก่ เข้ากลุ่มยา B
หลังจากจัดเข้าแล้ว เราก็จะเติมตัวเลขลงในตารางที่ตรงตามคุณสมบัติของอาสาสมัครรายที่สองลงในทั้งสามตัวแปร ดังตารางที่ 3 ข.

   

ถ้าอาสาสมัครรายที่ 3 กรณีที่ 2 มี no DM, HIV-, ดื้อยา N เราจะพิจารณารวมตัวเลขตามค่าตัวแปรที่ตรงตามคุณสมบัติผู้ป่วยรายนี้(ย้อนไปที่ตาราง 2 ข. ยกตัวเลขมาเป็นตาราง 4ก.)โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มยา A กับ กลุ่มยา B (ตามแถบสีในตาราง 4ก.) ซึ่งกลุ่มยา A จะได้ 0+1+0=1 และกลุ่มยา B จะได้ 1+1+1=3 อาสาสมัครรายที่ 3 ในกรณีนี้จะถูกจัดเข้ากลุ่มที่ผลรวมน้อยกว่า ซึ่งได้แก่ เข้ากลุ่มยา A

จะเห็นว่า การจัดกลุ่มรายที่ 3 ในสองกรณีให้ผลต่างกัน เกิดจากการนำคุณสมบัติของอาสาสมัครรายใหม่มากำหนดกรอบเพื่อดูว่า อาสาสมัครรายก่อนหน้าที่กระจายอยู่กลุ่มใดน้อยกว่า ก็จะจัดอาสาสมัครรายใหม่เข้ากลุ่มนั้น 

ประเด็นสำคัญที่ต้องระลึกเสมอก็คือ ตารางที่ใส่ตัวเลขนี้ แต่ละตัวแปรจะนับอาสาสมัครแยกกัน ถ้าพิจารณา 3 ตัวแปร อาสาสมัครจะถูกนับสามครั้ง แสดงเป็นตัวเลขในตาราง นั่นคือ แต่ละตัวแปรนับจำนวนอาสาสมัครแยกขาดจากกัน

นี่คือหลักของ adaptive randomization ย้ำอีกทีว่า จะทำให้ลักษณะของอาสาสมัครสองกลุ่มใกล้เคียงกันมาก และเปรียบเทียบกันได้ดี แต่จะมีข้อจำกัดอะไรบ้างนั้นค่อยมาตามดูตอนต่อ ๆ ไปนะครับ

อ่านถึงบรรทัดนี้ ช่วย comment ท้ายหน้าบล็อกให้หน่อยครับว่า ทำความเข้าใจได้หรือเปล่า ยาวสักนิดเพื่อความเข้าใจที่ดีกว่านะครับ

ถ้าเข้าใจดีจริงล่ะก็ อ่านตารางข้างล่างนี้ต้องเข้าใจอย่างแน่นอนครับ ที่ในตารางเรียกว่าวิธี minimisation method ก็เป็นอย่างเดียวกันกับ adaptive นะครับ ไว้เจอกันอีกตอนต่อไปครับ



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน