• สรร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-09-30
  • จำนวนเรื่อง : 90
  • จำนวนผู้ชม : 231821
  • จำนวนผู้โหวต : 62
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by สรร , ผู้อ่าน : 5164 , 22:40:21 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

(เรื่องนี้โพสครั้งแรกที่ http://203.157.15.2/csan/?p=445 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2551)วันนี้ได้แรงบันดาลใจจะเขียนจากการเป็นที่ปรึกษาทีม SRRT สอบสวนโรคในการอบรมหัวหน้าทีมและผู้สอบสวนหลัก SRRT ของสำนักระบาดวิทยา งานนี้เพิ่งจบไป มีการนำเสนอผลงานในช่วงวันที่ 24-28 พ.ย. ที่ผ่านมาครับ ได้เรียนรู้และรื้อฟื้นหลักระบาดจากการคิดตามและให้ข้อวิพากษ์หลายอย่าง จากแรงสะกิดใจตรงนั้นเลยขอทบทวนเรื่องต่อไปนี้กับชาวระบาดวิทยาก็แล้วกันครับ

เรื่องที่จะพูดถึงคือ Recall Bias
ใครจะไปวิพากษ์ต้องอ่าน ใครจะถูกวิพากษ์ก็ต้องอ่าน หรือใครจะวิพากษ์บล็อกนี้ก็ต้องอ่าน
(หุ ๆ ๆ …ชักจะมีงานเข้าแล้ว)
ถ้ามองภาพรวมของ Bias (ความลำเอียงหรืออคติ) อาจคิดได้ตามรูปนี้ครับ (ขออภัยที่ไม่ได้ใส่ confounder ไว้)

เวลาจะพิจารณาว่าการศึกษามีอคติหรือไม่
ผมใช้กรอบง่าย ๆ ตามรูปนี้แหละครับ อคติก็เกิดได้ตามขั้นตอนการศึกษาวิจัย หรือสอบสวน ขนาดตัวอย่างก็เป็นเรื่อง Random error ส่วนเวลาจะคัดคนเข้ามา หรือ follow up ให้คงอยู่ได้มากดีหรือไม่ ก็เป็นเรื่อง selection bias และการเก็บข้อมูลก็เป็นเรื่อง information bias (หรือ measurement bias) เวลาจะสอบถามข้อมูลแล้วเขาต้องนึกเหตุการณ์ย้อนหลังก็อาจจะมีความลำเอียง ได้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง และอาจเกิดความลำเอียงขึ้นได้

  

recall แปลว่า จำได้ การนึกได้ (มีความหมายอื่นด้วย เช่น การเรียกคืนสินค้า เป็นต้น) 
recall bias ก็เป็น information bias ชนิดหนึ่งครับ

recall bias ไม่ใช่การหลงลืม จดจำไม่ได้ ทั่ว ๆ ไป
แต่เป็นการลำเอียงคิดว่าตนคงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในอดีต มันถึงเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคอยู่ตอนนี้

ตัวอย่างถามเรื่องปัจจัยเสี่ยงของเลปโตสไปโรซิสที่เป็น retrospective cohort ซึ่งสถานะปัจจัยเสี่ยงได้จากการสอบถามถึงประวัติในอดีต แต่การเจ็บป่วยนั้นเกิดขึ้นแล้ว

ถ้าผู้ให้ข้อมูลมีความรู้เรื่องการติดต่อของโรคว่า อาจเป็นจากการมีบาดแผลที่เท้า เมื่อย่ำน้ำแช่น้ำที่มีเชื้อก็จะติดเชื้อได้ ผลจากข้อนี้จะทำให้เกิด
1. คนที่ป่วยจะพยายามนึกให้ออกว่า มีบาดแผลที่ไหน แม้ที่สงสัยเล็กน้อยก็จะรายงานว่ามีบาดแผล เพราะตัวเขาเองก็ต้องนึกคิดว่าตัวเขาติดเชื้อจากทางใด บางทีเคยคันเท้าเกาไปสองสามทีไม่เป็นแผล แต่ใจก็ลำเอียงว่าคงเกิดแผลในหนนั้นเป็นแน่ ทำให้ตอบการเก็บข้อมูลของนักระบาดวิทยาว่า ตนเคยมีแผล (ทั้งที่ไม่มีแผลจริง)
2. คนที่ไม่ป่วย จะไม่ใส่ใจนึกว่ามีบาดแผลที่ไหน ก็ทำให้ไม่ตอบเรื่องแผล หรือ บางทีแม้เคยมีรอยแผลขีดข่วนหรือถลอกที่เท้า แต่เจ้าตัวรู้สึกว่าเล็กน้อย และอาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้ติดเชื้อได้ เพราะตนเองก็ไม่เห็นป่วย สุดท้ายก็ตอบการสอบถามว่าไม่มีแผล (ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นมีแผล)

การคิดเช่นนี้และทำให้เกิดคำตอบที่ลำเอียงขึ้น ทำให้เวลาสอบสวนโรคแล้วจะได้ปัจจัยกับการเกิดโรคมีความสัมพันธ์มากกว่าความเป็นจริง ถามทีไรก็ได้ความสัมพันธ์ทุกที

ลองตัวอย่างที่บางท่านอาจจะคุ้น ๆ จากการอ่านตำราหรือจากการฟังบรรยายทางระบาดวิทยา
การสอบสวนโรคที่ต้องการหาว่าแม่ที่คลอดบุตรมีความพิการแต่กำเนิดว่าเคยได้รับรังสีในช่วงคลอดหรือไม่

แม่ที่มีลูกพิการเมื่อถูกถามว่าเคยได้รับรังสีหรือไม่ ก็อาจจะนึกขึ้นทันทีว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ลูกพิการเป็นแน่ ก็พยายามนึกให้ออกว่าไปรับรังสีที่ไหนหรือเปล่า แม้นั่งมอเตอร์ไซค์ผ่านโรงพยาบาล 1 ครั้งก็อาจจะคิดว่า ตอนนั้นคงมีการถ่ายเอ๊กซเรย์ในโรงพยาบาล ตนคงได้รังสีจากห้องเอ็กซเรย์เป็นแน่
ส่วนแม่อีกคนเป็นเจ้าหน้าที่เอ็กซเรย์ในโรงพยาบาล ซึ่งลูกปกติดี ก็อาจจะนึกว่า ตนเองสวมชุดตะกั่วกันรังสีทุกครั้ง คงไม่ได้รังสีอะไรหรอก เพราะลูกก็ปกติดี แม่คนนี้ก็จะตอบทีมสอบสวนโรคว่า ตนไม่ได้รับรังสีระหว่างตั้งครรภ์

เห็นมั้ยครับ พอลูกผิดปกติ ก็นึกเอียงไปทางจะมีปัจจัยเสี่ยงให้ได้ พอลูกปกติ ก็นึกเอียงไปทางไม่มีปัจจัยเสี่ยงให้ได้

อย่างนี้เรียกว่า recall bias

ด้วยความรู้เท่าหางอึ่ง ผมไม่รู้ว่ามีใครบัญญัติศัพท์ไทยไว้อย่างไร
ถ้าผมจะให้คำไทยคงเรียกว่าเป็น “อคติจากการนึกย้อนอดีต” (ว้า! … ยาวจัง สงสัยจะไม่ติดตลาด)

ทำอย่างไรจะลด recall bias ได้ ต้องมีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น มีรายละเอียดขึ้น เช่น ถ้าจะถามเรื่องเคยมีแผลหรือไม่ อาจจะถามเพิ่มว่า แผลที่ใหญ่ที่สุดขนาดเท่าไหร่ ตำแหน่งใด หรือถ้าประวัติย้อนไปไม่นาน อาจใช้การตรวจดูรอยแผลด้วย เป็นต้น หรือถ้าถามเรื่องรังสี ก็มีข้อมูลโดยละเอียดขึ้น ว่า ที่เขาตอบว่าได้รับรังสีนั้นจากเหตุการณ์ใด เมื่อใด เป็นต้น

ถ้าผู้ให้ข้อมูลเดาสมมติฐานของนักวิจัยไปทางใดทางหนึ่ง หรือมีความเชื่อของตนไปทางใดทางหนึ่ง ก็อาจให้คำตอบที่มีอคติได้

อคติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกำจัดให้หมดจดได้ แต่การคิดอย่างรอบคอบ วางแผนให้ดี ก็ช่วยลดอคติได้มาก การทำการศึกษาที่เรามองเห็นข้อจำกัดและแปลความได้เหมาะสม ก็เรียกว่า Make sense from imperfect data แล้วครับ นั่นคือความสำเร็จของคนศึกษาระบาดวิทยา

วันนี้พูดเรื่องระบาดมาก ๆ เลย

ทิ้งท้าย ถ้าเป็นการหลงลืมจำไม่ได้ทั่วไปล่ะ ทำให้ได้ข้อมูลไม่ตรงความจริงได้เหมือนกัน เรียกว่าอะไร …ฝากไปอ่านต่อเรื่อง Misclassification นะครับ ในกลุ่ม Non-differential misclassification น่าจะได้คำตอบ

วันนี้จะผลิตบล็อกอีก แล้วเจอกันครับ

เฉวตสรร



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
พี่ก๊วย วันที่ : 26/02/2010 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peeguay

(0)
ถ้าสรุปง่ายๆ ว่า อย่ามั่วทำได้ไหม
ความคิดเห็นที่ 2
สรร วันที่ : 25/02/2010 เวลา : 00.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chawetsan
  คิดอย่างบ้าน  ๆ   สร้างสรรค์สังคม อุดมปัญญา

(0)
ว้าวววว...คุณยากันยุงมาเจิม
ขอบคุณครับ
ช่วงนี้อ่านหนังสือเป็นวัตถุดิบการ์ตูนอยู่ครับ
ความคิดเห็นที่ 1
ยากันยุง วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 23.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/newgeneration
ส่วนหนึ่งของชีวิต คือ จิตสาธารณะ

(0)
เจิมค่าา



เดี๋ยวตามไปอีกบ้านค่ะ

ปล.รออ่านการ์ตูนส์
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน