• ปรัตยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-16
  • จำนวนเรื่อง : 142
  • จำนวนผู้ชม : 386129
  • จำนวนผู้โหวต : 930
  • ส่ง msg :
  • โหวต 930 คน
xbox commercial

อย่าจำกัดจินตนาการของคุณเอาไว้เพียงในโลกแห่งความเป็นจริง

View All
<< ตุลาคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม 2553
Posted by ปรัตยา , ผู้อ่าน : 4594 , 18:47:21 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 21 คน

สวัสดีครับเพื่อน ๆ บล็อกเกอร์และท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน Talk of the town ในตอนนี้นอกจากเรื่องระเบิด เรื่องเสื้อแดง เรื่องนักร้อง ก็เห็นจะมีเรื่อง "บาทแข็ง" นี่แหละ ที่เป็นเรื่องที่คนสนใจติดตามกัน บาทแข็ง-บาทอ่อน เป็นเรื่องสำคัญในระดับ "วาระแห่งชาติ" เลยทีเดียวนะครับ ผมสนใจติดตามเรื่องนี้มานาน ด้วยความแค้นส่วนตัว (ฮา) อันสืบเนื่องจาก ผมเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินบาททั้งสามครั้งในอดีต
.

..
เพราะ "โง่" ไงครับ ผมโง่ เมื่อก่อนผมไม่เคยเข้าใจเรื่องกลไกค่าเงิน ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวชาวบ้านธรรมดา เป็นชนชั้นกลาง พ่อแม่ผมเรียนจบแค่ ป.4 (เรื่องจริงนะเนี่ย) เราทำมาหากินโดยสุจริต การลดค่าเงินบาท 2 ครั้งแรก (ที่ผมรู้) ในสมัยป๋าเปรม ส่งผลกระทบกับครอบครัวเล็ก ๆ ของผมต้องสูญเสียบ้าน บ้านที่พ่อแม่ผมลำบากลำบนสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อแห่งความทุกข์ยาก ก่อนหน้านั้นบ้านผมมีฐานะยากจน ต้องเช่าบ้านเขาอาศัยอยู่ พ่อแม่ผมเก็บหอมรอมริบ จนซื้อที่ได้แปลงหนึ่ง สมัยนั้นเศรษฐกิจค่อนข้างดี (ในความคิดของคนที่ไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจ) เราเอาที่เข้าแบงค์เพื่อสร้างบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนสมัยนั้น อยู่มาวันหนึ่งรัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท เศรษฐกิจตกต่ำทันที ทำมาหากินลำบาก โดยที่ดอกเบี้ยเงินกู้พุ่งพรวด ตอนนั้นผมและพี่ ๆ ยังเรียนไม่จบ พ่อแม่ของผมกัดฟันสู้ไม่ยอมเสียบ้าน เพราะกิจการที่หาเงินเลี้ยงครอบครัว ส่งลูก ๆ เรียน ก็อยู่ที่บ้าน ดอกเบี้ยก็ทับถมเพิ่มพูนจนทบต้น (ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ) เมื่อผมเรียนจบ เราจึงตัดสินใจขายบ้าน เพื่อเคลียร์หนี้สินกับแบงค์ โดยได้ญาติคนหนึ่งที่มีฐานะการเงินดี ช่วยเจรจากับแบงค์ให้ในการตัดดอก (แบงค์ได้ดอกจากเราไปเยอะมาก ตลอดระยะเวลาที่พวกผมเรียน) เราเหลือเงินก้อนเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งมาซื้อบ้านที่อาศัยอยู่ทุกวันนี้
.
.
เวลาผ่านไปเหมือนโกหก ผมปีกกล้าขาแข็งขึ้น เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ริอ่านจะมีบ้านเป็นของตัวเอง ผมตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรรหลังหนึ่ง ยุคนั้นเป็นยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ใคร ๆ ก็แย่งกันซื้อบ้าน จนบ้านสร้างไม่ทันขาย บริษัทพาผมไปดูที่ดินเปล่า ๆ ที่มีกองวัสดุก่อสร้างวางอยู่เยอะแยะไปหมด ผมส่งเงินดาวน์ จินตนาการถึง Home sweet home เฝ้าแวะเวียนไปดู ที่ดินแปลงน้อย ที่เริ่มมีการก่อสร้าง ปรับที่ วางเสา ด้วยความสุข และแล้วก็เหมือนมีฟ้าผ่าลงกลางอก รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ล้มกันถ้วนหน้า บริษัทบ้านจัดสรรเจ๊ง ผู้บริหารหอบเงินหนี สำนักงานถูกลูกค้าที่โกรธแค้นเพราะถูกโกงเผา ผมยืนน้ำตาซึมมองดูบ้านในฝันของผมเปลี่ยนมือเป็นของใครก็ไม่รู้ เอาผิดใครก็ไม่ได้ ถึงวันนี้ยังหาตัวเจ้าของหมู่บ้านคนเดิมไม่เจอเลย
.
.
หลังจากลอยตัวค่าเงิน เศรษฐกิจของไทยก็หายนะ ช่วงนั้นผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาทำธุรกิจของตนเองที่บ้านเกิด เพื่อที่จะได้มีโอกาสดูแลพ่อแม่ เนื่องจากพี่ ๆ ของผมทำงานอยู่ห่างไกล ต้องมีลูกคนหนึ่งกลับมาดูแลพวกท่าน และผมเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด เพราะรายได้น้อยที่สุด (ฮา) ธุรกิจของผมเต็มไปด้วยความยากลำบาก เศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำอะไรก็ลำบาก สุดท้าย ท้ายสุด ก็เจ๊งไม่เป็นท่าเหมือนกับเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกมากมาย ผมสูญเสียบ้านของตัวเอง สูญเสียกิจการ สูญเสียฐานะทางสังคม ชีวิตมีแต่ปัญหาไม่ว่าจะปัญหาหนี้สิน ปัญหาส่วนตัว เป็นช่วงที่เรียกได้ว่า "ชีวิตบัดซบ"
.
.
.
เล่าให้ฟัง เพื่อชี้ให้เห็นถึงความ "โง่" ของตัวเอง บางคนบอกว่าไม่รู้ไม่ได้แปลว่าโง่ แต่เรื่องบางเรื่อง ไม่รู้เนี่ย แปลว่าโง่เต็ม ๆ เลยครับ กลไกค่าเงิน เป็นเรื่องที่ไม่สมควรโง่ เพราะมันส่งผลกระทบกับชีวิตของเรามากมาย ผมพยายามติดตามอ่าน หาความรู้จากผู้รู้จริง ๆ เพราะเพียงแค่อาศัยอ่านจากหนังสือพิมพ์ หรือดูโทรทัศน์มันไม่พอ มันไม่ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของสภาวะเศรษฐกิจ นักหนังสือพิมพ์ ไม่ได้รู้จริงเรื่องเศรษฐกิจ อาจารย์ทั้งหลายที่มาออกทีวี ก็ไม่เคยทำธุรกิจ ทฤษฏีกับปฏิบัติมันคนละเรื่องกันเลย
.
.
สมัยเรียน ผมก็ได้เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ จุลภาค มหภาค รู้หมด (เก่งโคตร ๆ) ทุนหมุนเวียน ทุนสำรอง รู้หมด พอมาทำธุรกิจของตัวเอง ถึงได้รู้ว่าที่มหาวิทยาลัยไม่มีสอนคือ เรื่องคนเราล้มละลายได้อย่างไร คนเราเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวได้อย่างไร ทฤษฏีทางบริหารธุรกิจใช้ได้กับธุรกิจบางอย่าง แต่แทบใช้ไม่ได้เลยกับธุรกิจเล็ก ๆ ที่เก็บหอมรอบริบสร้างตัวมากับมือแทบทุกกิจการ

ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ กิจการต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ตรงไหนได้เงินทำหมด แต่ก็ดูเหมือนพระเจ้าจะทอดทิ้งเจ้าของกิจการเหล่านั้น สุดท้ายแล้วทุนหมด ตามทฤษฏีก็คือต้องปิดกิจการ แต่ในความเป็นจริง มีใครบ้างที่ยอมเห็นกิจการที่สร้างมากับมือต้องพังพินาศไป โดยที่ไม่ทำอะไรสักอย่าง บางคนกู้ บางคนหยิบยืม บางคนหมุนเงิน บางคนขายของเก่า สารพัดวิธี เพื่ออะไร? มันเป็นเรื่องน่าตลกและน่าเศร้าครับ
.
.
ที่ยอมทำไปทั้งหมด เพียงแค่เพื่อ "อยู่ต่ออีกวัน"
.
.

หวังว่ามันจะดีขึ้น หวังว่าจะมีโอกาส หวังว่าจะรักษากิจการที่สร้างมากับมือเอาไว้ได้ เพื่อที่ครอบครัวจะได้มีข้าวกิน ลูกจะได้ไปโรงเรียน แค่นั้นเอง คนที่ผ่านช่วงเวลาเดียวกับผมมา คงเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งกว่าตัวหนังสือที่ผมเขียน
.

.
.
.
เล่าเรื่องความโง่ของตัวเองมาเยอะแล้ว มาคุยกันเรื่องบาทแข็งดีกว่าครับ "บาทแข็ง" แข็งสมชื่อจริง ๆ เคี้ยวยาก ขบแทบไม่แตก อย่างที่เล่า ด้วยความแค้นส่วนตัวในความโง่ของผม ผมพยายามติดตามอ่านเรื่องบาทแข็งมาโดยตลอด แล้วผมก็พบกับความจริงที่ว่า
.
.
.
"กูอ่านไม่รู้เรื่องเลย"
.
.
.

ฮ่า ฮ่า อนาถแท้ ร่ำเรียนมาก็ตั้งเยอะ พอมาอ่านเรื่องพวกนี้ศัพท์แสงมันเยอะไปหมด เหมือนกับอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศทั้ง ๆ ที่มันเขียนด้วยภาษาไทย (ฮา) หูอื้อ ตาลาย ระยะแรก ๆ ที่ติดตามอ่าน บอกอย่างไม่อายเลยว่า ผมอ่านไม่จบ บางเรื่องอ่านได้ไม่ถึงครึ่ง ก็คลิกปิดจอ ตลาดอนุพันธ์ ค่าดัชนี อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เงินทุนไหลเข้า ตราสารหนี้ ฯลฯ  ใครมันเป็นคนคิดคำศัพท์พวกนี้วะเนี่ย คำธรรมดาสามัญ ที่ชาวบ้านร้านตลาดอ่านเข้าใจอย่างเช่น ตราสารหนี้ ทำไมไม่ตั้งว่า สัญญาขอกู้เงินโดยใครก็ไม่รู้ ที่คุณไม่รู้จัก และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอะไรด้วย ชาวบ้านโง่ ๆ อย่างผมจะได้เข้าใจว่า ถ้าบริษัทที่ออกตราสารมันเจ๊ง เงินที่ไปซื้อสัญญาลม ๆ พวกนี้จะอันตรธานหายไปในพริบตา เป็นต้น
.
.
แต่ก็นั่นแหละ คนฉลาดย่อมมีอยู่ในไทย เสมือนดังเช่นกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี มีผู้รู้มากมายได้ออกมาส่งสัญญาณเตือน เขียนบล็อกบ้าง ลงหนังสือพิมพ์บ้าง ออกทีวีบ้าง ไอ้โง่อย่างปรัตยาเลยรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ๆ ขนลุกซู่ ๆ รู้สึกว่าฝันร้ายในอดีตกำลังจะกลับมา
.
การที่เราไม่เข้าใจสัญญาณเตือนภัย มันก็เหมือนกับเราอยู่ในบ้านที่กำลังไฟไหม้ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นนั้นแหละครับ วันนี้ผมก็เลยว่าจะเล่าเรื่อง "บาทแข็ง" ฉบับคนโง่ (คล้าย ๆ สามก๊กที่มีหลายฉบับหลายสำนวน) ให้เพื่อน ๆ ฟังครับ (ที่เขียนมาทั้งหมดข้างบน หนะ แค่อารัมภบท - ฮา)
.
.
.
.

ในโอเคเนชั่น ผมติดตามอ่านเรื่องกลไกค่าเงินอยู่สองบล็อกครับ คือ
.
บล็อกของคุณ indexthai (มี 3 บล็อก แต่บล็อกหลักที่พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลักคือบล็อก indexthai)
http://www.oknation.net/blog/indexthai
.
กับบล็อกของคุณกอร์ปศักดิ์ เลขาธิการ นายกรัฐมนตรี นักการเมืองไอดอลขวัญใจผม
http://www.oknation.net/blog/korbsak
.
.
ศัพท์แสงวิชาการเยอะครับ ทั้งสองท่านเป็นผู้รู้จริงในเรื่องนี้ คนนึงศึกษามาอย่างยาวนาน อีกคนนึงมีโอกาสได้เห็นของจริงในรัฐบาล เรียกได้ว่าเด่นกันคนละด้าน ให้ข้อมูลในคนละแง่ เรื่องบาทแข็งนี่ทั้งสองท่านพูดตรงกันครับ ว่าเกิดจาก "การไหลเข้าของเงินอย่างผิดปกติ" พูดง่าย ๆ ก็คือ มีคนต่างชาติ (จะเป็นฝรั่งหรือหัวดำ หรือคนไทยที่ปลอมเป็นฝรั่งก็ได้) โอนเงินเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมากนั่นเอง
.
.

โอนเงินเข้ามา แล้วทำไมบาทแข็ง?
.
.

นี่เป็นคำถามโง่ ๆ คำถามแรก ที่เกิดขึ้นในใจผม และหลังจากพยายามทำความเข้าใจอยู่นาน ผมก็ได้คำตอบว่า เวลาโอนเงินเข้ามาในไทย ถ้าเราไม่ทำอะไร เราสามารถเก็บไว้เป็นสกุลเงินเดิมได้ แต่ถ้าเราจะทำประโยชน์จากเงินนั้น ง่าย ๆ เลยเช่น จะฝากกินดอกเบี้ย หรือจะเอาไปซื้อหุ้น ซื้อตราสารอนุพันธ์ (ศัพท์ต่างดาวคำนี้แปลว่า การซื้อขายตัวเลขปลอม ๆ ด้วยเงินจริง ๆ เช่น ซื้อข้าวในอีก 1 ปีข้างหน้า ในราคาตันละ 2 บาท ทำสัญญาซื้อเสร็จก็จ่ายเงินเลย 2 บาท ไม่ว่าราคาข้าววันนี้จะกี่บาท และในอนาคตจะกี่บาท ถ้าตอนนั้นข้าวตันละ 3 บาท ก็กำไร 1 บาท ถ้าตอนนั้นข้าวตันละ 1 บาท ก็ขาดทุน จะจ่ายกำไรขาดทุนกันเป็นข้าวหรือส่วนต่างของราคาข้าวก็ได้แล้วแต่จะตกลงกัน คราวก่อนที่ลอยตัวค่าเงินบาท ก็เพราะเราโดนตราสารอนุพันธ์นี่แหละเล่นงาน-ตราสารอนุพันธ์ประเภทสัญญาสวอป Swap)
.
อุ่ย เลยไปไกล ย้อนกลับมา เวลาโอนเงินเข้ามาในไทย ถ้าเราไม่ทำอะไร เราสามารถเก็บไว้เป็นสกุลเงินเดิมได้ แต่ถ้าเราจะทำประโยชน์จากเงินนั้น ง่าย ๆ เลยเช่น จะฝากกินดอกเบี้ย หรือจะเอาไปซื้อหุ้น ซื้อตราสารอนุพันธ์ ฯลฯ ต้องแปลงค่าเป็นเงินไทย หรือแลกเป็นเงินไทยนั่นแหละ ทีนี้ถ้ามีคนแลกเงินไทยกันมาก ๆ เงินไทยมันก็จะขาดตลาด หาแลกยาก คนที่มีเงินไทยก็จะให้แลกในราคาที่แพงขึ้น เมื่อก่อนเคยให้แลก $1 ละ 35 บาท ก็เขยิบราคาขึ้น ไม่ได้แล้วนะ ถ้าเธอจะแลกเงินฉัน แลกได้แค่ 30 บาท นั่นคือเงินไทยเราแข็งค่าขึ้นนั่นเอง เรื่องนี้ความจริงเกี่ยวข้องกับเรื่องดอลลาห์อ่อนค่าลงเนื่องจากเศษรฐกิจของสหรัฐด้วย แต่จะขอละเอาไว้ เพราะเรื่องมันยาวมาก ท่านที่ไม่เข้าใจ ก็พยายามหาอ่านเอาละกัน ว่าทำไมเศษรฐกิจไม่ดีดอลลาห์ถึงตกต่ำ
.
.
จากสองปัจจัย คือ คนหาแลกบาทเยอะ (เป็นเฉพาะกับประเทศไทย) ประกอบกับเงินดอลลาห์มีมูลค่าลดลง (ส่งผลกระทบต่อค่าเงินทั่วโลก) ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งโอนกันเข้ามาเยอะเท่าไหร่ เงินบาทก็จะแข็งค่ามากเท่านั้น (โอนมาก ก็ต้องแลกเป็นบาทมาก) เพราะคงไม่มีใครโอนเงินเข้ามาพักไว้เฉย ๆ โดยไม่หาประโยชน์กันหรอก ทีนี้ก็มาถึงคำถามโง่ ๆ ข้อต่อไป
.
.
โอนเข้ามาทำซากไรกันเยอะแยะครับ
.
.

เพราะประเทศไทยเรามีคนโง่แต่ขยันเยอะครับ เอ้ย ม่ายช่าย เพราะในช่วงนี้ ถ้านำเงินมาลงทุนในไทย จะได้ผลกำไรเยอะกว่าที่อื่นครับ (ผมจำขี้ปากบล็อกเกอร์ทั้งสองท่าน มาเล่าแหละน่า)
.
คนไทยเราเก่งครับ แต่ยังเก่งไม่เท่าฝรั่งในหลาย ๆ เรื่อง เรื่องการเงินนี่คนไทยเราสู้ฝรั่งไม่ได้ ทุกครั้งที่เราออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเงินใหม่ ๆ เราก็โดนฝรั่งตีหัวทุกครั้งครับ ฝรั่งมันจะเจอช่องโหว่ เจอจุดอ่อนของตลาดการเงินบ้านเราทุกครั้ง เราเปิดตลาดหุ้น เราก็โดนฝรั่งมันปั่นหุ้น เสียจนแมงเม่าทอดกรอบล้นตลาด เราเปิดเสรีทางการเงิน เราก็โดนจนอ่วมจนต้องลอยตัวค่าเงินบาท ไม่นานมานี้เราเปิดตัวตลาดอนุพันธ์ ตอนนี้ฝรั่งก็พากันมาปั่นเล่นกันสนุก แมงเม่าบ้านเรามันเยอะครับ แถมโง่ หลอกง่ายอีกต่างหาก
.
.

ฝรั่งขนเงินเข้ามาปั่นหุ้นปั่นตลาดอนุพันธ์เก็งกำไร (แน่นอนว่าเร็ว ๆ นี้มันจะต้องทุบตลาดเหมือนในอดีต จะเมื่อไหร่ก็เท่านั้นแหละครับ) อีกทั้งดอกเบี้ยเงินฝากของไทยก็สูง หอมยั่วยวนใจ สูงกว่าฝากเงินในอเมริกา สูงกว่าฝากเงินในสิงคโปร์ ฯลฯ เงินก็ไหลเข้าไหลออกโดยอิสระ กินอิ่มจะเปิดตูดหนีเมื่อไหร่ก็ได้ เรี่ยมเลยครับ ขนเงินเข้ามาตอนบาทอ่อน สมมุติ 35 บาท ดันจนค่าเงินขึ้นมาถึง 30 บาทเป็นขั้นตอนแรก ปั่นหุ้น ปั่นตราสารอนุพันธ์ ทำกำไรรายวันไปเรื่อย ๆ ซื้อถูกขายแพง ได้กำไรต่อแรก เงินที่ขายหุ้นได้ ก็ฝากแบงค์กินดอกแพง ๆ (ฝรั่งไม่ได้มองว่าได้ดอกกี่สตางค์นะครับ เค้ามองที่เปอร์เซนต์ ว่าได้กี่เปอร์เซนต์) ตรงนี้ได้กำไรต่อที่ 2 สุดท้ายก็ทุบตลาดขนเงินหนี เทขายทุกอย่างทิ้งได้เงินบาทคืนมา ตอนนี้ค่าเงินจะอ่อนลง แต่ฝรั่งได้กำไรครับ สมมุติว่าวันที่ทุบตลาด เงินบาทหล่นลงไปอยู่ที่ 31 บาท (จากเดิม 30 บาท) ฝรั่งพวกนี้แลกเงินไว้ตั้งแต่ตอนที่มันยังอยู่ที่ 35 บาท (ขั้นตอนแรก) ตอนที่บาทอ่อน พวกมันจะแลกทีละเยอะ ๆ ครับ จากนั้นจะแลกทีละน้อย ๆ เพื่อดันค่าเงิน พอพวกมันขนเงินหนี ต่อให้บาทอ่อนลงมานิดหน่อย ก็ยังได้กำไรมหาศาล ตอนแลกเป็นไทย ดอลลาห์นึงได้ 35 บาท ตอนแลกคืนเป็นดอลลาห์ 31 บาทได้ 1 ดอลลาห์ ส่วนต่างเฉลี่ย 2 บาทกว่า ๆ เอ้า เงินงอกขึ้นมาเห็น ๆ เลยครับ แลกกลับได้เงินดอลลาห์เยอะกว่าเดิม
.
.
.


..
เป็นเรื่องของคนรวยทั้งนั้นนี่?
.
.

ดูเผิน ๆ หละก้อ ใช่ครับ เป็นเรื่องของคนรวยที่ฉลาด ปล้นเงินคนรวยที่โง่กว่า ปล้นเงินจากตลาดหลักทรัพย์และตลาดอนุพันธ์ ปล้นเงินจากดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นเรื่องระหว่างคนรวยล้วน ๆ เพราะคนจน ๆ คงไม่มีปัญญาไปเล่นหุ้น เล่นตราสาร หรือเปิดแบงค์เอาดอกเอาผลหรอก
.
.

งั้นคนจนเกี่ยวไรด้วยหละ?
.
.

โคตรจะเกี่ยวเลยครับ เกี่ยวข้องโดยตรง เกี่ยวข้องแบบเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังต้องจนลง ต้องโดนยึดบ้านยึดรถ ต้องเป็นหนี้หัวโต ตอนนี้คงได้ยินสัญญาณเตือนกันแว่ว ๆ กันแล้วใช่มั้ยครับ สัญญาณเตือนที่ว่า "ภาคการส่งออกประสพปัญหา"
.
.
ฟังดูไม่น่าจะเกี่ยวกับคนจนเลย ภาคการส่งออก เวลาฟัง เราจะคิดถึงบริษัทใหญ่ ๆ ส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ อาเสี่ยขับรถเบนส์ รถยุโรปราคาแพง ๆ  นักธุรกิจใหญ่ ๆ รวย ๆ
.
ภาคการส่งออกประสพปัญหา เพราะค่าเงินของเราแข็งมาก นั่นแปลว่า ต่างประเทศจะต้องซื้อสินค้าของเราในราคาแพงขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะดี แต่ที่จริงไม่ใช่ สมมุติว่า สินค้าราคา 10 บาท ตอนเงินเราอ่อน ดอลลาห์ละ 35 บาท เงิน $2 ซื้อของของเราได้ 7 ชิ้น พอเงินเราแข็ง ดอลลาห์ละ 30 บาท เงิน $2 ดอลลาห์ซื้อของเราได้เพียงแค่ 6 ชิ้น แพงขึ้นทันตาเห็นโดยที่ต้นทุนสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าค่าเงินจะแข็งจะอ่อน คนขายก็ยังขายได้ชิ้นละ 10 บาทเหมือนเดิม ในขณะที่คนซื้อในต่างประเทศต้องจ่ายแพงขึ้น ทีนี้ถ้าเรามีของคนเดียวในโลกก็ดีสิครับ ได้เงินดอลลาห์เยอะขึ้น เท่ากับว่าเราขายได้ในราคามากกว่า 10 บาทต่อชิ้น แต่ในโลกที่แสนจะโหดร้ายนี้ เราไม่ได้เป็นผู้ขายเพียงรายเดียวในตลาด เมื่อของเราแพงขึ้น คนซื้อเค้าก็หันไปซื้อจากเจ้าอื่นทันที
.
.

เสี่ยใหญ่ขายของไม่ออกก็ช่างมันดิ
.
.
ช่างมันไม่ได้ครับ สินค้าส่งออกของไทย ไม่ใช่รถยนต์หรู คอมพิวเตอร์ชิพ สินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่คือ ผลิตผลทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสัมปหลัง ข้าวโพด น้ำตาล (อ้อย) ฯลฯ เป็นหลัก แล้วใครเป็นคนปลูกของพวกนี้ครับ ชาวนา ชาวไร่ ส่งออกไม่ได้ เสี่ยไม่โง่นี่ครับ เสี่ยก็กดราคารับซื้อ เพื่อที่จะได้ขายถูกได้ ถ้ากดไม่ลง เสี่ยก็ไม่ซื้อ
.


.
.
พ่อค้ารวย ๆ ไม่ส่งออกสักปีสองปี อยู่ได้ครับ ไม่เดือดร้อนอะไร เขียม ๆ หน่อยอยู่ได้เป็น 10 ปีด้วยซ้ำไป ไม่ต้องทำงานก็มีกิน แต่ชาวนา ชาวไร่ อยู่ได้หรือเปล่า? ไม่ปลูกข้าวสักปี ขุดกลอย หาหอย หาปลา ก็อยู่ได้ อยู่ได้แบบจน ๆ นั่นแหละ ปัญหามันอยู่ที่ว่า มันปลูกไปแล้วนี่สิครับ เงินลงทุนไปแล้ว ปุ๋ยใส่ไปแล้ว ยาใส่ไปแล้ว เงิน ธกส. ทั้งนั้น เกี่ยวแล้วไม่ขายก็ได้ ถ้า ธกส. เค้าไม่ว่าอะไรหละนะ
.
เจ้าหนี้มาทวงแย็ก ๆๆๆ ขายขาดทุนก็ต้องยอม ผู้ส่งออกไม่ขาดทุนหรอกครับ (ยกเว้นทำสัญญาซื้อขายกันตอนบาทอ่อน ตรงนี้จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน เพราะการซื้อขายจะทำกันในสกุลเงินดอลลาห์ หรือสกุลเงินหลักสกุลอื่น) ไม่ว่าผู้ส่งออกจะขาดทุนหรือไม่ ชาวนา ชาวไร่ ขาดทุนแน่นอนครับ ไม่ว่าจะยอมขายขาดทุน หรือเก็บเอาไว้ข้ามปี ขาดทุนทั้งขึ้นทั้งล่องครับ
.
.
คนที่เติบโตในเมืองใหญ่ หรือคนที่ไม่ค่อยจะได้เดินทาง จะมองภาพไม่ออกครับ ว่า ชาวนา ชาวไร่ คือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย เราอยู่ในเมือง อยู่ในกรุงเทพ จับเงินหมื่น เงินแสน เงินล้าน เงินพวกนี้ ล้วนหมุนเวียนมาจากชาวนา ชาวไร่ทั้งสิ้นครับ เงินในเมือง งอกเงย มาจากชนบท ยกตัวอย่างเช่น ชาวนาทำนา ซื้อปุ๋ยซื้อยาจากร้านอาเฮียในตลาดบ้านนอก อาเฮียก็สั่งปุ๋ยสั่งยาจากกรุงเทพ ชาวนาขายข้าวได้เงิน ก็ไปซื้อมอเตอร์ไซด์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ให้ลูกจากร้านอาเฮีย อาเฮียก็สั่งซื้อจากกรุงเทพ เงินจากจังหวัดได้มาจากอำเภอ จากจังหวัดก็เข้ามาหมุนเวียนเป็นเงินหมื่นเงินล้านในกรุงเทพ เงินในกรุงเทพไม่ได้งอกมาจากอากาศครับ
.
เงินของชาวนางอกมาจากดินที่รดด้วยหยาดเหงื่อจากแรงกาย ชาวนา ชาวไร่ เป็นผู้ผลิตต้นทางของเงินในประเทศไทย และเป็นผู้บริโภครายใหญ่สุดของสินค้าเกือบทุกชนิดในไทย เออ นั่นแหละครับ ชาวนาจน ๆ นั่นแหละครับ คือตลาดใหญ่ของอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท รถปิ๊กอัพ รถมอเตอร์ไซด์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารกระป๋อง มาม่า น้ำมันพืช เสื้อผ้า ยกทรง ผ้าอนามัย ยารักษาโรค ฯลฯ
.
.
"ภาคการส่งออกประสพปัญหา" คำสั้น ๆ ที่บรรยายหายนะครั้งใหม่ของไทย ผู้ส่งออกขายของไม่ได้ สิ่งที่จะตามมาคือ กดราคารับซื้อ หรืองดรับซื้อ ข้าวราคาตกต่ำ มันสัมปหลังให้ฟรียังไม่มีใครเอา ลำไยเน่าคาโกดัง ทุเรียนเน่าคาต้น ฯลฯ ชาวนา ชาวไร่ มีแต่หนี้ ไม่มีเงิน รถปิ๊กอัพ มอเตอร์ไซด์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ยา ขายในประเทศไม่ได้ ส่งออกก็ไม่ได้ ลดกำลังผลิต ปลดคนงาน ปิดโรงงาน
.
"เศรษฐกิจตกต่ำ" เป็นดาบสองตามมา พอเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าเงินบาทก็จะอ่อนตัวลงไปเรื่อย ๆ นั่นแปลว่า สินค้านำเข้าจะมีราคาสูงขึ้น อย่าคิดว่าไม่เดือดร้อน เพราะเราใช้สินค้านำเข้ากันทุกวัน กันทุกคน นั่นคือ น้ำมัน ครับ น้ำมันขึ้นราคา เนื่องจากบาทอ่อนต้องซื้อแพง น้ำมันแพง ค่ารถแพง ไฟฟ้าแพง พลาสติกแพง ค่าอาหารแพง ขึ้นชื่อว่าน้ำมันแพง มันก็แปลว่าทุกอย่างจะแพงนั่นแหละครับ ที่สำคัญ น้ำมันนี่ เวลามันขึ้นราคามันขึ้นพรวดเลย ตอนลงนี่แม่ง 50 ตังค์ (ฮา)
.
มันเป็นวงจรอุบาทว์ เป็นกงล้อนรก ที่ใครตกลงไปแล้ว ขึ้นมายากมากครับ ต่อให้บาทอ่อนลง เราส่งออกได้มากขึ้นในตอนหลังก็จริง แต่ตอนนั้น ชาวนา ชาวไร่ ไอ้หนุ่มโรงงาน อีสาวออฟฟิต เป็นหนี้หัวโตกันแล้วถ้วนหน้า บริษัท กิจการ ล้มกันเป็นแถบ ๆ กว่าจะใช้หนี้กันหมด กว่าจะฟื้นตัว ต้องใช้เวลาหลายปีครับ
.
.
.
.
.
หลายต่อหลายครั้ง ที่ท่านผู้รู้เขียนส่งสัญญาณเตือน มักจะมีผู้ถามว่า แล้วจะทำอย่างไร รัฐบาลควรแก้ปัญหาอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนควรจะทำอย่างไร?
.
.
เรื่องนี้ต้องถามปรัตยาครับ (ฮา)
.
.
ในฐานะที่ผมเป็นรุ่นพี่กระอักเลือดมาก่อน ผมขอตอบคำถามนี้เองครับ เรื่องการแก้ปัญหาในระดับรัฐบาล ผมจะไม่พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นข้อแนะนำให้ลดดอกเบี้ยนโยบาย ควบคุมการไหลเข้าของเงิน ฯลฯ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้ ท่านผู้รู้หลายท่านที่ห่วงใยบ้านเมือง นักธุรกิจใหญ่ ต่างก็พากันกระทุ้ง พากันให้ข้อแนะนำรัฐบาล รัฐบาลก็พยายามหาทางแก้ไขกันอยู่แล้ว จะได้ผลหรือไม่ อันนี้เราคงต้องรอดูกันครับ และเราต้องช่วยกันภาวนาด้วย ขอให้มาตรการทั้งหลายนั้นได้ผล
.
.
สิ่งที่เราพอจะทำได้ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั่นคือเศรษฐกิจเราตกต่ำจริง ๆ คือการเตรียมการป้องกันตัวเองครับ อย่าปล่อยให้วิกฤตการณ์มาถึงแล้วค่อยหาทางแก้ไข เตรียมการกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลยครับ ผมจำได้ว่าก่อนลดค่าเงินบาทสองครั้งแรก หรือก่อนการลอยตัวค่าเงินบาท มันก็มีสัญญาณเตือนลักษณะนี้แหละครับ ดังระงมไปทั่วเมือง แต่คนไทยเราไม่สนใจ หรือว่าไม่เข้าใจสัญญาณเตือน เรานอนใจเย็นในบ้านที่กำลังไฟไหม้ สุดท้ายแล้วเราก็สิ้นเนื้อประดาตัวกัน
.
.
.

เตรียมการกันอย่างไรดีครับ?
.
.

1. ง่าย ๆ ครับ ใครที่เล่นหุ้น เล่นตราสาร หรือซื้อกองทุน ผมขอแนะนำให้ทะยอยขายทิ้งให้เร็วที่สุด เอาแค่ไม่ขาดทุนก็พอแล้ว ถ้าติดมือ ก็พยายามให้ติดมือน้อยที่สุด ฝรั่งมันทุบแน่ครับ เอาเงินสดไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดง่ายและมีความมั่นคง เช่น ทองคำแท่ง หรือพันธบัตรรัฐบาล (ราคาไม่ค่อยตก) อย่าเอาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินยาก เช่น ที่ดิน (ของพวกนี้ราคาจะตกอย่างมาก เวลาเศรษฐกิจตกต่ำ) 
.

.

.
2. พยายามอย่าเป็นหนี้ วันนี้ท่านมีเงินเดือน ท่านอาจจะคิดว่า รูดบัตรไปก่อน เดี๋ยวเงินเดือนออกค่อยมาจ่าย แต่สิ่งที่ท่านไม่รู้คือ นั่นอาจเป็นเงินเดือน เดือนสุดท้าย ซึ่งจะไม่มีเหลือให้ผ่อนหนี้ในเดือนถัดไป ท่านที่คิดจะกู้เพื่อขยายธุรกิจ ให้คิดใหม่ ไม่กู้ได้หรือไม่ มีทางอื่นหรือไม่ เพราะวันนี้แม้ว่าจะค้าขายคล่อง แต่พรุ่งนี้อาจไม่มีใครมาอุดหนุน
.
3. เตรียมตัวตกงาน เตรียมตัวเจ๊ง มันคือสถานการณ์เลวร้ายสุด ๆ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวรับมือกับมัน ถ้าตกงานจะทำอย่างไร จะทำอะไรกิน คิดเอาไว้ เตรียมเอาไว้ครับ วันนี้ยังพอมีเงิน แทนที่จะไปซื้อไอโฟน บีบี ซื้อหม้อซื้อกระทะมาฝึกอาชีพดีมั้ย ซื้อดินมาหัดปั้น ซื้อกระดาษมาหัดทำดีมั้ย ถ้ากิจการเจ๊ง จะทำไง ล้มอย่างไรจะล้มบนฟูกได้ ทำอย่างไรจะเจ็บตัวน้อยที่สุด ปิดกิจการแล้วจะทำยังไงต่อ คิดเอาไว้ครับ คิดตั้งแต่ตอนนี้
.

.
4. อย่าให้ใครยืมเงิน อย่าเล่นแชร์ (ฮา) อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย
.
.
คร่าว ๆ ก็ 4 ข้อนี้แหละครับ ถ้าเพื่อน ๆ มีข้อแนะนำเพิ่มเติมก็เพิ่มได้นะครับ เป็นวิทยาทาน ป้องกันโรคกระอักเลือด
.
.
.
.

สุดท้าย ก็ได้แต่หวังหละครับ หวังว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้ หวังว่ารัฐบาลจะฟังคำแนะนำของผู้รู้ หวังว่าเราจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ขอให้ประเทศชาติปลอดภัยจากหายนะครั้งนี้ ขอให้ครอบครัวเราอยู่รอด ขอให้คนไทยอยู่รอดครับ
.
.
สวัสดีครับ
.
.
.
.
.
.
.


เพลง อวสานเซลส์แมน
ศิลปิน ติ๊ก ชีโร่

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 67
วารี วันที่ : 22/11/2010 เวลา : 00.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nsdiary

(0)
ขอชมว่า เขียนให้เข้าใจได้ง่ายมากค่ะ ขอบคุณด้วยใจจริงๆ
ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ ปัญหา ความทุกข์ช่วยสร้างปัญญา
ในวิกฤติแต่ละครั้ง คนที่ล้มในวิกฤตินั้นๆ ใช่ว่าจะล้มไปเลยทุกคน หลายคนล้มแล้วลุกชนิดที่สามารถเป็นหลัก เป็นมือให้ใครอีกหลายคนเกาะ
ปรัชญาของในหลวงท่านได้รับการพิสูจน์ว่าดี เป็นทองแท้ก็เพราะวิกฤตินี่ละ
ถ้าดูข่าวทีวีจะเห็นว่า ตอนนี้ชาวนาของไทยเราบางส่วนอาจเดือดร้อนจริง แต่ส่วนใหญ่ที่เริ่มจะใหญ่ขึ้นเริ่มเข้าใจและนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของ "พ่อหลวง" ไปใช้กันแล้ว
คนเมืองกรุงที่ศิวิไลซ์ต่างหากยังไม่เข้าใจหลักคิดเหล่านี้
ตัวเองก็เป็นหนึ่งใน "ทาสบัตรเครดิต" และตอนนี้กำลังใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อจะเลิกทาสให้ตัวเองใน ๒ ปีนี้
"ใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาส" ให้ได้นะคะ และความรู้จาก"รุ่นพี่" อย่างคุณคงช่วยได้มากเลยเทียว
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณที่แวะเยี่ยมบล็อกด้วย อยากแนะนำว่า ลองตัดจากบล็อกไปวางใน word แล้วอ่านสิคะ เพราะตอนเขียนก็เขียนในเวิร์ดก่อนจะตัดแปะเหมือนกัน
วารี
ความคิดเห็นที่ 66
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 05/11/2010 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

(0)
มาบ้านนี้ทีไร ได้กลิ่นเห็นเปรี้ยวตุๆทุกครั้ง
ความคิดเห็นที่ 65
musachiza วันที่ : 04/11/2010 เวลา : 12.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

(0)
มาอ่านบทวิเคราะห์ครับ
ขอบคุณกับข้อแนะนำสี่ข้อสุดท้ายครับ
http://www.oknation.net/blog/dragonball
ความคิดเห็นที่ 64
เสี้ยนใผ่ในมัดตอก วันที่ : 03/11/2010 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/linlawun
aananda

(0)
เรื่องนี้แสดงความเห็นยากนะ (เพาะฉันเองยิ่งโง่ไปใหญ่) ก็ขอบคุณที่เสนอเรื่องให้อ่าน เป็นแค่ชาวนาก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องค่างงค่าเงินอะไร จะหวังให้คนนั้นคนนี้มาช่วย ก็ตอนที่ยังไม่มีบทบาทก็ดูเก่งดูรู้กันทั้งนั้นพอเอาเข้าจริงก็แป็ก 4 ข้อของคุณก็ทำไม่ได้สักข้อโดยเฉพาะข้อ 4 อย่าว่าแต่จะให้ใครยืมเลย เฮ้อ.. นี่ก็เพิ่งต้นเดือน...เดือนนี้จะไปยืมใครดีหนอเรา?
ความคิดเห็นที่ 63
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 26/10/2010 เวลา : 20.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

(0)
แวะเวียนมาเยี่ยมค่ะ ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่คิดถึงเท่านั้นเอง
ความคิดเห็นที่ 62
แม่สีไฟ วันที่ : 25/10/2010 เวลา : 08.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

(0)
มาตบพุงแมวบอกว่า
เค้าจะไม่รอดแล้วเนี่ย

ทำไงรังจะไม่ถูกยึดอ่ะ
ช่วยคิดหน่อยจิ

แหะ แหะ ห้ามเหน็บ ห้ามบ่น ห้ามด่า
ห้ามคิดไม่เพราะ พูดไม่ไพเราะใส่ด้วยอ่ะ
โกรธไป 5 ปีเรยยยยยย...
ความคิดเห็นที่ 61
รักพงษ์ วันที่ : 21/10/2010 เวลา : 19.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rukpong

(0)
ไม่โง่ก็หมดตัวได้ครับ ทั้งกูรูทั้งหลายมาทำธุรกิจก็หมดตัวได้ บาทแข็งก็มีทั้งทำให้คนจนกลายเป็นคนรวย คนรวยกลายเป็นคนจน เช่นเดียวกับบาทอ่อน ฝรั่งก็ไม่ได้ฉลาดกว่าคนไทยหรอกแต่เพราะคนไทยบางคนหาประโยชน์จากการการทำนโยบายการเงินพวกนี้มันก็เลยมีทั้งคนไทยที่รวยกับฝรั่งที่หมดตัวเพียงแต่ข่าวมักจะมองว่าฝรั่งได้ คนไทย(ส่วนใหญ่)เจ๊ง
ความคิดเห็นที่ 60
วิตามินบี วันที่ : 18/10/2010 เวลา : 22.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  

(0)

ไปกินก๋วยเตี๋ยวแก้เครียดกันดีกว่าค่ะพี่
ความคิดเห็นที่ 59
พันธุ์สังหยด วันที่ : 17/10/2010 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

(0)
คิดว่า ต่อไปถ้าเงินบาทยังแข็งและหาทางออกไม่ได้ ภาวะขาดทุนของหลายบริษัท อาจต้องทำให้ปิดตัวลง และจะมีคนตกงาน อีกนับหมื่นหรือแสนคน ตอนนี้อาจจะวัดฝีมือของคณะบริหารของเรากันแหละครับว่าฉลาดแค่ไหน
ความคิดเห็นที่ 58
T.GAng วันที่ : 17/10/2010 เวลา : 10.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naturegang
ร่วมท่องเที่ยวแบบฮาๆ ตามประสา "เดอะแก๊งค์"   http://www.oknation.net/blog/tripbythegang

(0)

วันนี้ไม่มีปลาทูมาฝาก..มีแต่อาหารอีสานพอทานได้มั้ยคะ
http://www.oknation.net/blog/naturegang/2010/10/16/entry-1
ความคิดเห็นที่ 57
ไออุ่นพฤษภา วันที่ : 16/10/2010 เวลา : 14.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konlapat

(0)
หวังว่าคนไทยทุกคนจะอยู่รอดเช่นกันค่ะ
ความคิดเห็นที่ 56
cozy วันที่ : 16/10/2010 เวลา : 11.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

(0)
ตอนลดเงินบาทป๋าเปรมจำไม่ได้เลยฮะ เด็กมาก

ตอนลอยค่าเงินกำลังจะเรียนจบ ได้แต่ปลงว่าจะหางานได้ไหมนี่ แต่ก็หาได้นะ ไปอยู่ บ.อะไหล่รถที่ทำส่งออก

ตอนนี้มีเงินนอกจากออมไว้ ก็แบ่งไปซื้อหุ้นพวกส่งออกที่ราคามันตกมากๆเอาไว้หน่อย

ซื้อศรีตรังไว้ตอน 21 บาท ขึ้นมาเป็น 23 บาทดีใจรีบขาย เก็งว่าคงลงอีกรอบค่อยซื้อเพราะเงินบาทแข็ง

ที่ไหนได้ มันวิ่งไป 28 บาทแล้ว เสียดายจังฮะ
ความคิดเห็นที่ 55
เจริญขวัญ วันที่ : 16/10/2010 เวลา : 03.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charoenkwan

(0)
คือ เมนต์แล้ว อีกทีนึง



คิดว่าเธอก็อ่านแล้วด้วย
ความคิดเห็นที่ 54
ni_gul วันที่ : 14/10/2010 เวลา : 22.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

(0)
ขอบคุณสำหรับคำเคี้ยวเอื้องที่ให้มา
ย่อยมาให้อย่างนี้... กินสบายดีค่ะ
... ชอบใจคำแนะนำทั้ง 4 ข้อ
ตอนนี้เตรียมตกงาน...
รับสอนวิชาชีพดีกว่า
..สนใจทำงานแกะสลักหินและลงทองไหมคะ รับสอนค่ะๆ
ความคิดเห็นที่ 53
ย่าดา วันที่ : 13/10/2010 เวลา : 23.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

(0)
ด้วยความรู้น้อยด้อยปัญญาถึงต้องอ่านอย่างละเอียด
ขอบคุณมากๆค่ะ สำหรับข้อมูลย่อยยากๆ คุณปรัตยานำมาแจกแจกเคี้ยวบดจนย่อยง่ายขึ้น
ความคิดเห็นที่ 52
วิตามินบี วันที่ : 13/10/2010 เวลา : 14.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  

(0)

เข้ามาอ่านช้ากว่าชาวบ้าน
แต่อ่านจบค่ะ (ฮาบ้าง)

แล้วก็log in หลุดจนได้
เพราะเรื่องมันยาวจริงๆ
เนื้อหาสนุก ตื่นเต้น หวาดเสียว สยองขวัญ
พออ่านจบมาคอมเมนต์
กด Comment ปั๊บ หายวับไปหมดเลย
แต่โชคดีที่ไม่โง่แล้ว Copyไว้ก่อนล่วงหน้า
อิอิ

ต่อไปนี้เป็นข้อความที่Copy ไว้.....

ข้อ4 เตือนช้าไปค่ะ
เพราะให้ยืมไปเกือบปีแล้ว
ป่านนี้ยังไม่เคยได้คืน
สมน้ำหน้าตัวเอง ที่ใจดีและโง่เอง

ตั้งหน้าตั้งตาอ่านจนจบ
พอมาถึงวิธีแก้ไขและป้องกัน
ตาลุกโพลง ตั้งใจจะทำตามเต็มที่
กำ...
4 ข้อที่แนะนำมา เหมือนให้เตรียมทำใจดีๆนี่เอง

เหมือนมีอยู่ปีหนึ่งรู้ข่าวว่าแถวบ้านน้ำจะท่วม
ราชการเตือนว่าน้ำจะมาตอนกี่โมงๆ
ทำอะไรไม่ได้เลย
นอกจากนั่งรอน้ำไหลเข้าบ้าน
พอเห็นน้ำมาเต็มถนนหน้าบ้านจริงๆ
ก็ได้แต่ยืนมองน้ำมันเอ่อขึ้นเรื่อยๆ

แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณที่ช่วยโทรโข่งบอกนะคะพี่ปรัต
ความคิดเห็นที่ 51
สยุมพร วันที่ : 13/10/2010 เวลา : 05.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ooddee

(0)
เจอเข้าไปจัง ๆ ค่ะ
สมัยคุณลุงอัลไซเมอร์ หวานเจี๊ยบ
คุณเหลี่ยมเธอรวย
แต่เรากระอัก
เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน
ท่านยิงตัวตาย เพราะหนี้เพิ่ม 300 ล้าน
ณ บัดนาว จึงต้องระเห็จ
มาทำงานไกล ถึงที่นี่
แต่อโหสิกรรมให้ทุกคนแล้วละค่ะ
ขออย่าให้เกิดขึ้นอีกเลยนะคะ
ความคิดเห็นที่ 50
มะอึก วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 22.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

(0)
ผมยังอ่านไม่จบบทครับท่าน..
ความคิดเห็นที่ 49
soonthorn วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soonthorn-filmkayab
    Life+Bright  ชีวิต...งดงามเสมอ  

(0)
ไชโย อ่านจบแล้ว
ภาคแรก ผมตั้งชื่อให้ เงินบาทจากหยาดเงื่อ ผมเปล่าโง่
ภาคสอง อ่านไปตีความไป ด้วยความตั้งใจ

เอาเรื่องข้าวอย่างเดียว
1 เวลาหน้าเก็บเกี่ยว ข้าวเยอะแน่ๆ ต้องขายราคาถูกแน่ๆ
2 ชาวนา ต้องซื้อ ปุ๋ย ราคาแพง และค่าโสหุ้ยอื่นๆ อีกมาก
3 ข้าวที่ขาย ราคาอยู่ที่พ่อค้า ชาวนาตายเห็นๆ
4 ต้องขายด้วยความช้ำใจ ถ้าไม่ขายข้าวก็ไม่เงินมาลงทุนต่อ ไม่มีจะกิน
5 พ่อค้าคนกลางรู้ว่าช่วงไหนจะเก็บไว้ในโกดังเท่าไร ขายส่งออกเท่าไร เพื่อจะได้กำไรสูงสุด นั่งดีดลูกคิดอย่างเดียว ไม่ต้องไปดำนา ไถนา
6 ราคาข้าวซื้อมาถูกแสนถูก ไปขายชาวต่างชาติได้กำไรเห็นๆ

มีบริษัทค้าข้าวส่งออกกี่เจ้า พวกนี้ละทำให้ชาวนาไทยน้ำตาตก รัฐบาลนั้นไม่ต้องถึงรู้เห็นเป็นใจ เป็นเตมีย์ใบ้
ข้าวมีค่ามากกว่าทองไม่กินเราต้องตาย
อยากให้พี่ท่าน เขียนเรื่องนี้จัง

บอกตามตรงไม่ชอบพวกทำนาบนหลังคน
จะดัดสันหลังไอพวกนี้ยังไงดี
เงินบาทแข็งไม่แข็ง ถ้าไม่มีข้าวกิน คนที่รอด คือ ชาวนา
ปลูกข้าวกินเองได้
ความคิดเห็นที่ 48
เท้าบ่น วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 19.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taobon

(0)
เศรษฐกิจไทยพึ่งลมหายใจประเทศอื่น...ต้องหัดหายใจเองครับถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้....การใช้ชีวิตง่ายนิดเดียวถ้าเรารู้จักใช้ ขอให้ลำดับความสำคัญให้ถูกก็แล้วกัน.. ลมหายใจคือสิ่งสุดท้ายที่ผมจะเสียสละ
ความคิดเห็นที่ 47
soonthorn วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 18.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soonthorn-filmkayab
    Life+Bright  ชีวิต...งดงามเสมอ  

(0)
หวัดดี ครับ
เป็นบทความเดียวในโลกนี้ ที่ผมเข้ามาอ่านบ่อยทีละนิด
เพราะความยาว และความเข้าใจ
วันนี้มาบอกว่าเข้ามาอ่านหลายทีแล้ว โหวต ครับ
ความคิดเห็นที่ 46
BlueHill วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 16.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(0)
ผมโชคดีกว่าคุณปรัตยานิดหน่อย เพราะตอนเกิดวิกฤติการเงินใหญ่ ๆ ผมยังเป็นผู้เช่าบ้านอยู่ ไม่ได้ก่อหนี้ครัวเรือนไว้มากมาย เพิ่งมาก่อก็ตอนนี้แหละครับ ก็ได้แต่ภาวนาว่า รัฐบาลจะไม่แพ้ในสงครามค่าเงิน(แบบโง่ ๆ ) อีกทั้งตัวเองก็ต้องตั้งการ์ดรับปัญหาให้ดี

เงินออมเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถต่อลมหายใจในยามยากไว้ ตอนนี้อาจไม่เห็นความสำคัญกับเงินออมมากนัก แต่พอเกิดเรื่องเงินขาดมือ แล้วรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าเงินสิบบาทยี่สิบบาท ก็ทำให้เรารอดตายไปได้หลายวัน

จริง ๆ อยากจะคอมเมนต์กว่านี้ แต่คุณปรัตยาได้อธิบายถึงปรากฎการณ์ ปัญหา และผลกระทบจากกรณีการแข็งค่าของเงินบาทไปหมดแล้ว อาศัยที่เคยทำข่าวการเงินต่างประเทศมาช่วงหนึ่งตอนอยู่นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เลยทำให้นึกถึงสถานการณ์ของประเทศหนึ่งที่คล้าย ๆ กับไทยเรา คือ เกาหลีใต้

เกาหลีใต้เคยประสบวิกฤติการเงินอย่างหนักถึงขึ้นเศรษฐกิจพังมาแล้วในปี 2540 แต่เหตุไฉนระบบเศรษฐกิจจึงฟื้นตัวเร็วกว่าไทย และแม้จะมีคนตกงาน แต่ภาคสังคมก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก น่าจะมาจากสาเหตุ 2 ประการสำคัญด้วยกัน คือ

1. การปรับโครงสร้างหนี้ของระบบสถาบันการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพไปได้มาก ผ่านทางการนำหนี้เน่าออกประมูลขาย หรือเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ มีการลดอำนาจการผูกขาดของกลุ่มธุรกิจ "แชโบล" ซึ่งเป็นกลุ่มการค้ายักษ์ใหญ่ เช่น แดวู และซัมซุง เปิดโอกาสให้กลุ่ม SME เข้ามาแข่งขันมากขึ้น

ประเทศไทยเราก็มีการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ขึ้นมาแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันเหมือนกัน ทว่าการแก้ปัญหาล่าช้ามาก ไม่สะเด็ดน้ำ อาจเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจต่างกัน ของเกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรม สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าไอทีที่มีมูลค่าสูงซึ่งเอื้อต่อการฟื้นตัว ส่วนไทยเรายังเป็นแบบคาบลูกคาบดอกระหว่างเกษตกรรมกับอุตสาหกรรม มีปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูงมาก

2. ระบบเงินออมของเกาหลีใต้ในปี 2540 ขณะนั้น มีความแข็งแกร่งมาก เนื่องจากแทบจะทุกตำบลในระดับรากหญ้ามีสหกรณ์ออมทรัพย์กันหมด ไม่น่าเชื่อว่าครัวเรือนโสมขาวส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นหนี้เลยในปี 2540 ทำให้เมื่อสถาบันการเงินล้มะลาย จึงไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างสังคมระดับชาวบ้าน เมื่อฐานแน่นแม้ยอดจะพัง แต่ก็สามารถต่อยอดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างไปจากไทยลิบลับ เพระเมื่อไฟแนนซ์เราล้มละลายเพราะการลดค่าเงินบาท ได้ส่งผลกระทบเป็นแชร์ลูกโซ่ ทั้งจนและรวยเจ็บตัวกันทั่วหน้า ยกเว้นคนที่ร่ำรวยเพราะอินไซเดอร์ค่าเงิน ตอนนี้หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ

เท่าที่ผมนึกออกหลัก ๆ มีอยู่ 2 ข้อนี้ครับ แต่ชาวบ้านอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงเป็นแค่พลังขับเคลื่อนเล็ก ๆ ในระบบการเงิน จะหวังการพึ่งพารัฐบาลให้แก้ปัญหาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยตนเองด้วย วางแผนการเงินให้ดี เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจจะได้ผ่อนหนักเป็นเบา เงินออมก็ควรกระจายไปฝากยังสถาบันการเงินต่าง ๆ กัน เพื่อบริหารความเสี่ยง ทางที่ปลอดภัยควรจัดสรรเงินฝากไว้กับสถาบันการเงินที่รัฐค้ำประกันความเสียหาย จะเป็นการดีที่สุดครับ

สั้น ๆ แค่นี้นะครับ คอมเมนต์ชักจะยาวไปแล้ว
ความคิดเห็นที่ 45
Joseph วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 15.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Joseph
God Bless You, Michael Joseph

(0)
ตอนนี้ผมกู้เงินซื้อบ้านเนี้ย จะมีผลอะไรไหมเนี้ย.. วานตอบผมหน่อยครับ.. ก็หวั่นๆ อยู่... จึยย์...

แบบกลัวโดนดอกเบี้ยขึ้น... ตอนนี้ดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 6.5 %

ครอบครัวผมใช้สวัสดิการของบริษัท ที่มีกับ ธอส.

บาทแข็งอย่างนี้แ้ล้ว แนวโน้มดอกเบี้ยจะพุ่งสูง หรือ ลดลง... (เป็นไปได้ไหมที่จะลดลง...)

ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 44
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 15.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

(0)
บ้านหลังนี้ เจ้าที่แรง

คอมเมนท์สามรอบ ไม่เข้า เพราะชื่อ ปรัตยาแท้ๆ นะ เลยใช้ความพยายาม ...


ใช้ความพยายามทั้งอ่านอย่างเนียนๆ และพยามคอมเมนท์ ขี้เกียจจะชมแล้ว ว่าเขียนดี ...

แค่โหวตก็พอนะจ๊ะ...
ความคิดเห็นที่ 43
Joseph วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 15.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Joseph
God Bless You, Michael Joseph

(0)
ยาวครับยาว เรื่องนี้ยาวแน่ๆๆ

บาทแข็งเนี้ย... ท้ายสุดผมก็อ่านจบ

ขอบคุณมากครับ มีประโยชน์ และมาโหวตให้...

เรื่องที่เล่าด้วยชีิวิตเนี้ยมันทรงพลังมาก ๆ
ความคิดเห็นที่ 42
เป๊ปซี่ วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

(0)
...หุ้นไม่มี ตราสารก็ไม่มี อนุพงษ์เกษียณแล้ว อนุพันธ์ไม่รู้จัก มีแต่อนุมูลอิสระเต็มไปหมด...

...ขอบคุณที่เตือนแต่ไม่รู้จะเตรียมตัวยังไง...

...เห็นรัฐบาลยังใจเย็นหรือว่าทำอะไรไม่เป็นเหมือนกันก็ไม่รู้...

...แต่ทีเรื่องอื่นที่เขาอยู่ของเขาดีๆก็ไปยุ่งให้มันวุ่นวายเสียงั้น...

...เช่นเรื่องจะลดภาษีเครื่องจักรนำเข้า ใครขอ ก็ไม่ทราบ ผู้ส่งออกงง มันช่วยเหลือกรูยังไงเนี่ย ผู้นำเข้าเบิกบานรับสองเด้ง จากที่บาทแข็งกับภาษีลด...

...อีกเรื่องก็เรื่องเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ดร.สยาม แห่งทีดีอาร์ไอ ออกมาโวยว่าอยู่ดีๆทำไมถึงคิดจะให้เอกชน เช่น บริษัทประกันต่างๆเข้าไปจัดการ อย่างนี้ก็เจ๊งกันหมด...

...อีตา ดร.หน้าแขกนี้ออกมาเตือนทีไร แสดงว่าเขาเริ่มเหลืออดเหลือทนกันแล้วล่ะครับ...!!!
ความคิดเห็นที่ 41
TaTee วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/poo

(0)
เรื่องเศรษฐกิจการเงินก็คล้ายกับหลายๆเรื่องในโลกทุกวันนี้ ที่ถึงแม้ว่าจะพอรู้ว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก พอๆกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยครับ
ความคิดเห็นที่ 40
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 14.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

(0)
ลืมบอกว่า...เพลงประกอบเรื่องนี้..ได้ใจ...เอาไปหนึ่งโหวต..ฮิ้ววว...นี่ปกติผมไม่โหวตให้ใครนะเนี่ย..
ความคิดเห็นที่ 39
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

(0)
สั้นๆ นะท่านปรัตยา ..อิอิ.. เขียนต่ออีกสักตอนดิ..เรื่อง..อยู่เป็น "เบี้ย" แบบไหนถึงจะรอด..ท่ามกลาง "ขุน" "ม้า" "เรือ" ที่ไว้ใจไม่ได้...ฮิ้ววววว...

ปล.ถ้าลองเป็นขุนควบคุมเรื่องปัจจัยสี่ของตัวเองและครอบครัวได้แล้ว มันก็พ้นแล้วกระมังท่าน ที่เหลือก็ระงับกิเลสตัณหาบ้าง (เหล้าเบียร์น่ะ เพลาๆ หน่อย..เอิ๊กๆๆๆ.. ฝากถึงชายแม้นนะ ท่อนหลังเนี่ย-ฮา)

ปล.(อีกซักที) ตอนนี้ผมเหมือนจะเจริญรอยตามคุณปรัตยาเสียแล้วสิ เรื่องกระอักเลือดอ่ะนะ (ฮา)
ความคิดเห็นที่ 38
ปรัตยา วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 13.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

(0)
ขอบคุณ คุณหมีปิศาจ มากครับ ที่มาช่วยเพิ่มเติม

"ถ้าอ่านตามตำรา มันก็จะเข้าใจได้ประมาณนี้ แต่ความจริงมันมีกลไก มากกว่านั้น
ก็อย่างที่คุณปรัตบอก ถ้าผู้ส่งออกได้เงินตราต่างประเทศมา และต้องการใช้ประโยชน์
ก็ต้องแลกเป็นเงินบาทกลับมา ทีนี้ สมมติว่าเมื่อก่อนเรทอยู่ที่ 35
สินค้าราคา 10$ เวลารับเงินจริง ผู้ส่งออกจะได้รับ 350 บาท ต่อชิ้น
สมมติต้นทุนผู้ส่งออกจริง 310 บาท พอวันนี้ เรทอยู่ที่ 30 บาท
เท่ากับว่า ถ้าขายของ 1 ชิ้น 10$ เท่าเดิม แต่วันนี้จะได้รับเงิน
เป็นเงินบาท แค่ 300 บาท เมื่อเทียบกับต้นทุนคือ จะขาดทุนต่อชิ้น 10 บาท
ผู้ส่งออกก็อยู่ไม่ได้ ต้องไปขอขึ้นราคาสินค้ากับลูกค้า ซึ่งถ้าลูกค้าให้
ก็คงไม่มีปัญหา แต่ลูกค้าก็ไม่ได้มีทางเลือกแค่เราอย่างเดียว
ถ้าลูกค้าไม่ยอมให้ขึ้นราคา$ และผู้ส่งออกไม่สามารถรับภาระขาดทุนต่อชิ้นได้
ก็อาจตัดสินใจไม่ขายสินค้าออกไป สินค้าขายไม่ออก ก็ต้องลดกำลังผลิต
ปลดคนงาน และก็อื่นๆ ตามที่คุณปรัตยา เขียนไว้นี่แหละ"


พอดีผมเขียนในแง่มุมที่ยังไม่เกิดสัญญาการซื้อขายกันหนะครับ ไม่ได้เขียนครอบคลุมกรณีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ เพราะเห็นว่ามีคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เขียนเอาไว้อยู่เยอะแล้ว ขอบคุณมาก ๆ ครับ ที่มาช่วยเสริมส่วนที่ผมเขียนตกหล่น


"จริงๆ คุณปรัตน่าจะไปถามพรรคประชาธิปัตย์นะ ว่าทำไมตอนนั้นถึงอยากเปิดเสรีนัก
ผมไม่เห็น นักการเมือง นายทุน คนไหน จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
แบบที่พ่อหลวงของเรา พยายามให้แนวทางมาตลอดเลยซักคน "


ไม่จริงครับ นักการเมืองของไทย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงกันทุกคน ยึดไว้เฉย ๆ ยึดไว้เป็นแสตมป์กรีนพาส รับด้วยเกล้าแล้วขึ้นหิ้งบูชา อย่าว่าแต่นักการเมืองเลยครับ คนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นครับ



ความคิดเห็นที่ 37
หมีปิศาจ วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 13.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mee104
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น ช่วยแนะนำมือใหม่หัดเขียนด้วยครับ

(0)
อ้อ เพิ่งเห็นคอมเมนท์ของคุณพันธุ์สังหยด
เห็นด้วยมากๆ เลยครับ โดยเฉพาะตอนเปิดหัวเรื่องมา
ความคิดเห็นที่ 36
หมีปิศาจ วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 13.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mee104
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น ช่วยแนะนำมือใหม่หัดเขียนด้วยครับ

(0)
อ่านจบแล้วครับ โดยรวมเห็นด้วยเลยครับ แต่มีย่อหน้าหนึ่งที่ผมว่าไม่ตรงซะทีเดียว คือ

"ภาคการส่งออกประสพปัญหา เพราะค่าเงินของเราแข็งมาก นั่นแปลว่า ต่างประเทศจะต้องซื้อสินค้าของเราในราคาแพงขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะดี แต่ที่จริงไม่ใช่ สมมุติว่า สินค้าราคา 10 บาท ตอนเงินเราอ่อน ดอลลาห์ละ 35 บาท เงิน $2 ซื้อของของเราได้ 7 ชิ้น พอเงินเราแข็ง ดอลลาห์ละ 30 บาท เงิน $2 ดอลลาห์ซื้อของเราได้เพียงแค่ 6 ชิ้น แพงขึ้นทันตาเห็นโดยที่ต้นทุนสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าค่าเงินจะแข็งจะอ่อน คนขายก็ยังขายได้ชิ้นละ 10 บาทเหมือนเดิม ในขณะที่คนซื้อในต่างประเทศต้องจ่ายแพงขึ้น ทีนี้ถ้าเรามีของคนเดียวในโลกก็ดีสิครับ ได้เงินดอลลาห์เยอะขึ้น เท่ากับว่าเราขายได้ในราคามากกว่า 10 บาทต่อชิ้น แต่ในโลกที่แสนจะโหดร้ายนี้ เราไม่ได้เป็นผู้ขายเพียงรายเดียวในตลาด เมื่อของเราแพงขึ้น คนซื้อเค้าก็หันไปซื้อจากเจ้าอื่นทันที"

ถ้าอ่านตามตำรา มันก็จะเข้าใจได้ประมาณนี้ แต่ความจริงมันมีกลไก มากกว่านั้น
ก็อย่างที่คุณปรัตบอก ถ้าผู้ส่งออกได้เงินตราต่างประเทศมา และต้องการใช้ประโยชน์
ก็ต้องแลกเป็นเงินบาทกลับมา ทีนี้ สมมติว่าเมื่อก่อนเรทอยู่ที่ 35
สินค้าราคา 10$ เวลารับเงินจริง ผู้ส่งออกจะได้รับ 350 บาท ต่อชิ้น
สมมติต้นทุนผู้ส่งออกจริง 310 บาท พอวันนี้ เรทอยู่ที่ 30 บาท
เท่ากับว่า ถ้าขายของ 1 ชิ้น 10$ เท่าเดิม แต่วันนี้จะได้รับเงิน
เป็นเงินบาท แค่ 300 บาท เมื่อเทียบกับต้นทุนคือ จะขาดทุนต่อชิ้น 10 บาท
ผู้ส่งออกก็อยู่ไม่ได้ ต้องไปขอขึ้นราคาสินค้ากับลูกค้า ซึ่งถ้าลูกค้าให้
ก็คงไม่มีปัญหา แต่ลูกค้าก็ไม่ได้มีทางเลือกแค่เราอย่างเดียว
ถ้าลูกค้าไม่ยอมให้ขึ้นราคา$ และผู้ส่งออกไม่สามารถรับภาระขาดทุนต่อชิ้นได้
ก็อาจตัดสินใจไม่ขายสินค้าออกไป สินค้าขายไม่ออก ก็ต้องลดกำลังผลิต
ปลดคนงาน และก็อื่นๆ ตามที่คุณปรัตยา เขียนไว้นี่แหละ

แต่ที่ผมไม่เข้าใจกับรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจริงๆ ก็
ทำไมต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาติดๆ กัน 2-3 รอบแล้วด้วย
ทั้งที่แนวโน้มเงินไหลเข้ามา ค่าบาทแข็ง มันก็เป็นมาต่อเนื่องแล้ว
ยิ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็เท่ากับยิ่งจูงใจให้เงินไหลเข้ามากขึ้น
ค่าเงินบาทมันก็ต้องยิ่งแข็งขึ้นสิ เห็นว่าเขาอ้างมาว่า ขึ้นดอกเบี้ย
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ แต่ผมไม่เห็นว่ามันใช่เวลาที่ถูกต้องที่ต้องขึ้น
อัตราดอกเบี้ยนโยบายเลยจริงๆ ไม่ใช่เพราะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน
ที่ผมต้องผ่อนอยู่มันสูงขึ้น (ทำให้เงินต้นแต่ละงวดผมลดลงน้อยลง) หรอกนะครับ อิอิ

แต่ผมกลัวแบบที่คุณปรัตว่าจริงๆ

จริงๆ แล้ว ในความคิดผม การที่เราลอยตัวค่าเงินบาท เปิดเสรีทางการเงิน
เปิดมันทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่การลงทุนในทุกๆ ด้าน หุ้นเอย อสังหาฯ เอย
สิ่งเหล่านี้มันทำให้เรา ไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนได้หรอก
เพราะเราเลือกที่จะเปิดแล้ว เราจะกลับตัวมาปิดไม่ได้

จริงๆ คุณปรัตน่าจะไปถามพรรคประชาธิปัตย์นะ ว่าทำไมตอนนั้นถึงอยากเปิดเสรีนัก
ผมไม่เห็น นักการเมือง นายทุน คนไหน จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
แบบที่พ่อหลวงของเรา พยายามให้แนวทางมาตลอดเลยซักคน
ความคิดเห็นที่ 35
พันธุ์สังหยด วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 13.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

(0)
เรื่องนี้เป็นธรรมชาติ ของระบบทุนนิยมชัด ๆ เลยครับคุณ เพราะเราเอาตัวเองเข้ามาผูกกับระบบแบบไม่รู้เนื่อรู้ตัวไม่รู้จักกลไกและการพลิกแพลงรับมือไม่ทัน สู้พวกหัวเสไม่ได้

พี่จึงต้องเคียดแค้นบ่อย ๆ ( 3 ครั้ง ก็ควรแค้นแหละครับ ฮา) ผมไม่เคยเจอกับตัว
แต่เวลาผมดูหนังเกี่ยวกับการเงิน(ละครฮ่องกง ฝรั่ง จีน) ผมเจอบ่อยเรื่องแนวคิดการโจมตีค่าเงินบาท มันเป็นเรื่องนักเศรษฐศาสตร์ เฉโก(พวกขี้โกงโกง) คิดกันมานานแล้วครับ
เพราะเราเอาชีวิตไปผูกกับตลาดหุ้น
คือส่วนใหญ่คนเราอ่านหนังสือ ดูหนังดูละคร
มักมองที่คนฝ่ายดี
ฝ่ายพระเอก ผมผมตรงกันข้าม ผมมองผู้ร้ายว่ามันคิดอะไร
คนที่เราควรจับตาคือแง่คิดของฝ่ายผู้ร้ายครับว่า มันเป็นไปได้ไหม
ว่าจะเกิดขึ้นจริง ผู้ร้ายที่ฉลาดนี่ฝ่ายคนดีต้องปวดหัวกันแหละครับขอบอก
จนกระทั้ง ปี 2540 มีการโจมตีค่าเงินบาท(จนได้)
แล้วเราก็เสียค่าโง่กันจริง ๆ บางคนถึงกับกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เพราะหนี้ล้นประมาณ
แต่ โชคดีที่พี่ยังยืนหยัดมีชีวิตรอดจนถึงวันนี้ได้ แสดงว่าจิตใจพี่ เข้มแข็งมากครับ
นักเศรษฐศาสตร์ที่ผมนับถือคือ ดอกเตอร์ป๋วย อึ้งภากร อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สมัยท่านบริหารสุดยอดมากครับ กับ อาจารย์ วรากร สามโกเศส ครับ ท่านเขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์ให้เข้าใจง่าย(ประจำในมติชนสุดสัปดาห์) ผมก็อาศัยลักอ่านลักเรียนเอาจากท่าน
แล้วก็อ่านบทความเพิ่ม วิเคราะห์เอา จนเห็นกลไกของมัน ยังเคยคิดเล่นหุ้นและแนะนำเพื่อนเลย
แต่ตอนหลังเห็นสัจจะธรรมมากกว่า
(แบบเห็นจุดที่ฉลาดกว่านั้นแล้วครับ ฮา)
ถ้าการทำธุรกิจของเรายืนอยู่บนฐานการผลิตยังไงก็ไม่ล้มครับ แต่ถ้าไม่มีฐานการผลิตแต่เป็นกระบวนการทางการเงินละก็เมื่อค่าเงินบาทผันผวนเราจะกระทบด้วยแน่นอนครับ

ปัจจุบันรัฐบาลจึงปวดใจเพราะไม่ว่าจะนำเข้า ส่งออก ค่าเงินขึ้นหรือตก อ่อนหรือแข็ง ก็กระทบทั้งนั้นครับ ไม่ใครก็ใครสักคนนั่นแหละครับที่ต้องเจ็บตัว
คนที่ปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวก็ไม่เคยสนใจผลกระทบที่ตามมา
เพราะข่าวว่า พวกพ้องรู้ล่วงหน้าโอนเงินเปลี่ยนสกุลเงินกันหมดแล้วพอค่าเงินลอยตัว รับทรัพย์อื้อเลย แถมยังไม่มีกฏหมายเอาผิดทางการเงินแบบนั้นด้วยในตอนนั้น ชั่วชาติจริง ๆ

ปัจจุบันนี้ผมถึงพยายามบอกอยู่บ่อย ๆ ไงครับ ว่าต้องสร้างวิธีคิดที่เข้มแข็ง และฉลาดให้กับเด็กรุ่นหลัง โดยไม่ลืมคุณธรรม คือต้องรู้ทันเกมกลคนชั่วให้มาก
ไม่งั้นเราจะตกเป็นเหยื่อระบบทุนนิยมสามานจากทั่วโลก
ที่แสวงหาผลประโยชน์จากคนทำงาน

ระบบธุรกิจมันซับซ้อนขึ้น คนเราจึงหาเงินง่าย
จ่ายง่าย ตั้งง่ายล้มก็ง่ายครับ
เพราะเราลืมรากฐานสำคัญดั้งเดิมของชีวิตไปหมดแล้ว
แต่ถ้าเรากลับไปสู่รากได้
ธุรกิจจะเติบโตช้าไม่เป็นไรแต่มั่นคงไม่มีล้มครับ
ไม่กระทบด้วย
เอ้อ ผมนี่ก็พูดซะยังกะนักธุรกิจ
ก็เพราะฉลาดเกินไปนี่แหละครับ
ผมเลยเลือกที่จะวางมือถอยออกมาห่าง ๆ
ก่อนที่ความชั่วในใจผม
จะทำให้ประเทศชาติต้องฉิบหายไปมากกว่านี้
ให้มีคนชั่วลดลงสักคนนึง
มาเพิ่มฝ่ายคนดีมั่งจะได้คานอำนาจกันครับ
ปัจจุบันเราก็ทำได้แค่สั่งสอนคนรุ่นหลังให้เป็นคนฉลาดพาประเทศชาติรอดในอนาคต
แล้วก็ไม่ลืมคุณธรรมจริยธรรมครับ

ขอเป็นกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปครับ โหวต

เอ้อเขียนซะยาวเลยนึกว่าบล็อกตัวเอง อิอิ
ความคิดเห็นที่ 34
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 11.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

(0)
ขยันเขียน เเละเขียนได้อ่านเพลินดีครับ
โหวตครับ - เเล้วเขียนอีกนะครับ

บาทเเข็ง - ทำใจให้เเข็งใว้ครับ...อย่าต๊กใจ
ใครมีหุ้น หรือเล่นหุ้น - ซื้อเเบบพอเพียง ลงทุนหุ้นเเบบเพื่อลงทุนจริงๆไม่ใช่เล่นรายวันกำไรบาทเดียวก็ขาย ผมว่ายังเซฟนะ
จริงๆเลยครับ - หลักการใช้ชีวิตเเบบพอเพียง เป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีที่สุด.
ค้าขายส่งนอก ต้องระวังเจ็บตัวค่าเงิน ระวังลูกค้าหาย ต้องรู้เเละตามเรื่องอัตราเเลกเปลี่ยนเเละการคุ้มครองค่าเงินที่เปลี่ยนเเปลงครับ.
อ้อ...ระวังเงินเฟ้อครับ กำลังจะมาเป็นคลื่นลูกต่อไป.
ความคิดเห็นที่ 33
กนิษฐ์ วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kanis
แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า  แต่จิตวิญญาณยังแข็งแกร่ง

(0)
ค่าเงินที่ทำให้ไทยเราฟื้นขึ้นมาแข็งแรงได้..คือค่า 23 บาท/ดอลล์ ใช่ไหมน่ะพี่ปรัตยา

ค่าลงไปจาก 30 บ. ตลาดหุ้นก็ยังดูคล่องแคล่ว วิ่งวุ่นนิดหน่อย..กระดานหุ้นสีเขียวมากกว่าแดง..

แหะ..พี่ปรัตยา..นิสไม่มีความรู้เรื่องเงิน การคลัง และตลาดหุ้นเอาเลย แต่ชอบตามข่าวกระดานหุ้นทางทีวี..เอาไว้ประเมินสถานะการ การบ้านการเมืองเนาะ..

เนื้อหาเยี่ยมมากพี่..นิสอ่านเป็นตอนๆจ้า..
ความคิดเห็นที่ 32
พฤจิกา วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 10.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigeye2009
"... ณ ทางแยก... บนทางเดินชีวิต..."

(0)

ดีจังที่อ่านจบ
..
..
ตาหูสว่างขึ้นเยอะ

ขอบคุณค่ะ
ความคิดเห็นที่ 31
neti วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 10.01 น.

(0)
หากปล่อยให้เสรีแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาอย่างนี้ เหตุการณ์ปี 40 คงต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน ถึงแม้ว่าขณะนี้รัฐบาลอาจบอกว่าเงินสำรองมีมากพอที่จะรับแลกเงินเวลาต่างชาติถอนตัว แต่หากปล่อยให้แข็งถึง 28 บาทหรืออาจแข็งถึง 25 บาท ค่าเงินอาจลดลงอย่างฉับพลันถึง 35 บาทได้ทันที เราจะมีเงินสำรองมากแค่ไหนก็น้อยกว่าประเทศจีนมากนัก คำว่ากระต่ายตื่นตูม ความกลัว มันทำให้ขาดสติ ตลาดหุ้นที่ช่วยกันดันสูงขณะนี้ เมื่อนั้นอาจต่ำกว่า 500 จุดได้ไม่ยาก เมื่อไหร่ที่เงินทุนไหลออกอย่างฉับพลัน ตลาดทุนไปก่อนเพราะเป็นตลาดแห่งความโลภ
ความคิดเห็นที่ 30
สิริปตี วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 09.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

(0)
ทำข้อ 4 ไว้ก่อง แล้วมันเริ่มแข็งอีกแล้วเหรอ บาทน่ะ
ความคิดเห็นที่ 29
อาคม วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 09.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/akom

(0)
สนใจ Profile มากกว่าค่าเงินบาทครับ
ความคิดเห็นที่ 28
vii๖ วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 09.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gutswallow

(0)
โหหหหหหหหหห ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ขอไปพักสายตาแป๊ป

ปล. คนไม่รู้ ไม่ใช่ว่าโง่ น่อออออออออออ
ปล1. กำลังคิดอยากเล่นหุ้นพอดีเลย
ความคิดเห็นที่ 27
bon09 วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 07.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

(0)
เลือกข้อ 2 กับข้อ 4 ค่ะ (พยายามทำค่ะ)




ฟังเพลงย้อนยุคที่
http://www.onehitwondercenter.com/
ความคิดเห็นที่ 26
รินรู้ดี วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 07.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinrudee

(0)
ขอบคุณค่ะ
วันก่อน รินไปเฝ้าถาม แขกที่ไม่ได้รับเชิญ น้อง แอนเฉยๆ
ว่า "ใครคนไหนจะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง"
เธอตอบว่า ให้ไปถามคน ไม่ใช่มาถามเธอ
............................................
ตอนนี้ทราบแล้วค่ะ
ความคิดเห็นที่ 25
indexthai วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 07.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

(0)
แก้ปัญหาค่าเงิน หนังสือถึงคุณกรณ์ จากติกวณิชย์? (E-mail จากพท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี) http://t.co/E1QxLBP
ความคิดเห็นที่ 24
Janni_Lee วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 00.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mylifeanddogs
Hope, Love, and Joyfulness... It is here on earth and has four legs !

(0)
สงสัยมานานเรื่องบาทแข็ง
เพราะความรู้ด้านนี้ไม่มีจริง ๆ
อ่านมาหลายที่แล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
คุณปรัตยา ปรุงได้อร่อยและย่อยง่ายจริง ๆ
ตอนนี้พอเข้าใจแล้วค่ะ
......
ความคิดเห็นที่ 23
ภาษาไทย วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 00.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

(0)

ขอบคุณเรื่องราวที่เตือนไว้ค่ะ นั่งอ่านจนจบ ต้องล๊อกอินใหม่ซะแล้ว อิอิ

เคยเจอปัญหาทั้ง 2 รอบเช่นกัน รอบแรกไม่เท่าไร เงินบาทตกไปที่ 26 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ อสังหายังพอไหว

รอบที่ 2 บิ๊กจิ๋ว นี่เล่นหนักเชียว ทรัสต์ล้มกันหมด คนฆ่าตัวตายหลายราย ครั้งนี้แรงมาก

แล้วนี่จะขึ้นรอบ 3 อีกแล้วหรือคะ ????? .. อนิจจา

โหวตคูณปรัตยาค่ะ เขียนให้อ่านเข้าใจง่ายดี
แต่ข้อแนะนำนี่ ทำยากเหมือนกันนะคะ ในบางกรณี
ความคิดเห็นที่ 22
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 23.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bhirisa
www.oknation.net/blog/misspostcard

(0)
อย่างยาวเลยพี่เอ๊ย!
ว่าแต่ตอนเขาบอกว่า "เงินบาทแข็งตัว" ก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกค่ะสมัยก่อนอ่ะ...ไม่ว่ายังไง...มันจะแข็งหรืออ่อน...มาม่าก็ซองละ 5 บาทอยู่ดี...555
ความคิดเห็นที่ 21
hopebaby วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 23.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hopebaby
คนบ้าเยอะจริงๆ...ให้ตายเหอะโรบิน

(0)
หาซื้อทองคำแท่งที่ไหนดีละครับ..555

ซื้อเสร็จแล้วเอามาแขวนคอยังไง..ไม่เห็นแนะเลย



ความคิดเห็นที่ 20
นางราตรี วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 23.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/midnight
http://www.oknation.net/blog/fangcows http://www.oknation.net/blog/atnoonแม้เพียงสายลมพัดโชยอ่อนตะวันรอนทำให้ใจหวั่นก้าวเดินใต้แสงแห่งพระจันทร์ไล่ตามฝันหมายไขว่คว้าดาว 

(0)
ป.ล. ลืมไปนิด เงินบาทแข็งเนี่ยดีอย่างเดียว ไปต่างประเทศตอนนี้ได้กำไร ได้เที่ยวและได้นอนโรงแรมหรูขึ้นอีกนิด ฮ่าๆๆ เกี่ยวกันไหมนี่
ความคิดเห็นที่ 19
นางราตรี วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 23.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/midnight
http://www.oknation.net/blog/fangcows http://www.oknation.net/blog/atnoonแม้เพียงสายลมพัดโชยอ่อนตะวันรอนทำให้ใจหวั่นก้าวเดินใต้แสงแห่งพระจันทร์ไล่ตามฝันหมายไขว่คว้าดาว 

(0)
ว้า แย่เลย เกิดมาเป็นอีสาวกินเงือนเดือนรัฐ รวยก็ไม่รวยจนก็ไม่จน แต่ผลกระทบแน่ๆ เิงินที่ฝรั่งส่งมาให้แลกได้น้อยลง ฮาฮา ขาดดุลเฟ้ย ไม่คุ้มเลย ที่แน่ๆ ดอกเบี้ยบ้านบานเบอะ อาศัยว่าผ่อนน้อยผ่อนนาน ผ่อนสามสิบปี ตามคำแนะนำพี่สาวที่บอกว่าไม่ว่าจะฝนตกแดดออก เราก็มีปัญญาผ่อนในระดับนี้ แต่ที่อาการกำลังจะหนักคือหนี้อย่างอื่น สงสัยต้องหักบัตรเครดิตทิ้ง หิหิหิ
ความคิดเห็นที่ 18
แม่สีไฟ วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 23.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

(0)


ทำไงอ่ะ เค้าโง่ไปแล้วเนี่ย!...?

ตอนเรียนอยู่น่ะ จะต่อต้านชีวิตแบบมนุษย์เงินเดือน
ไม่อยากติดกับทุนนิยม ต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ไม่ได้ฝัน
จะมีชีวิตอยู่ในทาวเฮาท์ อยากอยู่กลางไร่กลางสวนโน่น!...

แต่วิถีการทำงานถึงจุดหนึ่ง เฮ๊ย! ..มันต้องใช้อ่ะ ทำไง
ไม่มีแฟนรับ - ส่งนี่นา (555 หัวเราะแบบตาไม่ยิ้มด้วยง่ะ)
ค่าเช่าบ้านกับส่งบ้านก็พอ ๆ กัน เลยตัดสินใจซื้อ
ดันย่างก้าวสู่องค์กรที่อิงระบบราชการ แม่เจ้าโวย!...เจอ
สารพัดพิษ เรื่อง "คน" ไม่พอ เจอแบกหนี้ตายไปเลย
ถ้าโกงคนเป็นก็ดี แต่พ่อไม่เคยสอนนี่สิ


ไม่มีใครอยากเป็นหนี้หรอกค่ะ

เห็นคนล้มแม่สีไฟไม่เคยข้ามหรือเหยียบซ้ำ
แต่หากตนเองถูกเหยียบ ถูกข้าม ล้อเลียนด้วยวิธี
แปลก ๆ ก็จะมองผ่านคนนั้น ๆ ...ปล่อยให้ถึงคราวเขาเจอ
เองแล้วจะซึ้ง............
ความคิดเห็นที่ 17
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

(0)

ตายและ ชั้นจะเขียนอะไรมากมายขนาดนี้ ต้องขออภัยเจ้าที่ เอ้ย เจ้าบ้านมา ณ ที่นี้ด้วย ถ้ามันรก ๆ ก็รบทิ้งไปนะ รับรองไม่ไปเขียนเอนทรีเองหรอก มือไม่ถึงอ่ะ แหะ ๆ
ความคิดเห็นที่ 16
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

(0)

ครั้งแรกนั้น อาจจะเกิดจากความไม่รู้ ละโมบ และถูกปล้นโดยกลุ่มคนชั่ว ๆ กลุ่มหนึ่ง ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่เห็นแก่ความทุกข์ร้อนของผู้อื่น และประเทศชาติ ด้วยอาวุธที่เรียกว่า BIBF เป็นตัวหลัก

แต่หากจะบอกว่า คนบางกลุ่มนั้น "สมยอมให้เขาปล้น" เพราะความเชื่อมั่นว่า "กูแน่" ก็ไม่ผิดนัก ทั้ง ๆ ที่สัญญาณเตือนชัดเจนอย่างหนัก

กู้เมืองนอกดอกเบี้ย 1-3 % ในขณะที่ดอกเบี้ยในเมืองไทยกว่า 15% เราก็กลับแห่กันไปกู้ ดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศต่าง ๆ ล้วนแต่อยู่ที่ 0.5 - 1% กว่า ๆ ในขณะที่ดอกเบี้ยในประเทศพุ่งกระฉูดตูดบาน ซึ่งไม่มีความเป็นไปได้ตามทฤษฏีการเงิน หลักของดีมานต์ ซัพพลายง่าย ๆ แทบไม่ต้องอาศัยวิชาการเงินใด ๆ มาอธิบาย ขนาดเด็กจบใหม่ยังจับพิรุทได้

แต่เราโลภ โลภโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เราถูกหลอกว่าจะรักษาค่าเงินบาทแบบตะกร้าเงิน จะไม่มีการลอยค่าเงินบาท (เจ็บแสบแค่ไหน ไปถามนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ดู) เราเชื่อกับคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ของคนที่ต่อมาร่ำรวยจากกรณีนี้อย่างไม่รู้เรื่อง

ครั้งนั้นก็ยอมกลืนเลือดด้วยความเจ็บปวดไปกับเขาด้วยเหมือนกัน
แต่สุดท้ายคิดได้ว่า หากยังคงยื้อเอาไว้อยู่อาจจะต้องเจ็บปวดกว่าที่จะต้องปล่อยมันไป ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่จะทำอย่างไรได้ คงโทษได้แต่โชคชะตา (ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเชื่อเรื่องโชคชะตาเลยซักนิด)

แต่ครั้งนี้ วัฏจักรเดิมกำลังจะเวียนกลับมา เพียงเพราะในครั้งนี้ เรามีผู้ปกป้องที่มือไม่ถึง และหวงเก้าอี้ ผลกรรมก็คงไม่ได้ตกไปสู่ใคร แต่ตกไปสู่พวกเราผู้ซึ่งใช้สิทธิ์อันทรงค่าของเราไปแล้ว

หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่า ในสภาวะแบบนี้ ไม่ว่าใครในขณะนี้ก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาใด ๆ เหล่านี้ได้ ก็อาจจะจริง และถ้าเป็นเช่นนั้น เราคงต้องก้มหน้ารับกรรม และปกป้องตัวเองด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามความถนัดกันต่อไป

ในภาวะที่เราต่างพอที่จะต่อสู้ได้ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถต่อสู้หรือหามาตรการอันเหมาะสมที่จะบรรเทาผลกระทบให้แก่ตัวเองได้

ก็อย่าไปคิดอะไรมาก คิดเสียว่า "เราเป็นเพียงเครื่องเซ่นบนโต๊ะของระบบทุนนิยม" ก็แค่นั้นเอง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะมีความเข้มแข็งพอที่จะผ่านภาวะเลวร้ายเหล่านี้ไปได้ และฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยการเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับเรือง "เศรษฐกิจพอเพียง" ของพระองค์ท่าน ได้อย่างถ่องแท้ เพื่อการนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง โดยที่ไม่ต้องอาศัยคำว่า "ถวายเพื่อพระองค์ท่าน" ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านั้น มันเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของพวกเราเองทั้งนั้น

ซักจะไปกันใหญ่ เริ่มจะไอ คุ๊ก คุ๊ก คุก คุกแล้ว พอดีกว่า

ขออภัยหากพาออกทะเล หรือเกรียนไปหน่อย แฮะ แห่
ความคิดเห็นที่ 15
market วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 21.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/market

(0)
อ่านตั้งนาน สามารถแชร์ความเห็นได้อย่างเดียว
คือข้อ 4 "อย่าให้ใครยืมเงิน"
.... ข้อนี้เป็นหลักปฎิบัติประจำใจมานานแล้วค่ะ
ทุกวันนี้มิมีใครกล้า ....
ความคิดเห็นที่ 14
ชายแม้น วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/changman

(0)
ได้ประโยชน์มากครับ เอาเรื่องยากมาอธิบายให้คนแบบผมเข้าใจได้

สรุปคือเตรียมตัว เตรียยมใจกันไว้ ไม่ประมาทเป็นดี

ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 13
indexthai วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 20.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

(0)
ความคิดเห็นที่ 12
ปรัตยา วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 20.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

(0)
หลังผมไม่ค่อยได้ตอบเมนต์ หวังว่าเพื่อน ๆ ทุกท่านจะเข้าใจและให้อภัยนะครับ ผมเขียนยาวมาก เมื่อยไปทั้งตัวต้องไปให้น้อง ๆ นวด เอ้ย เขียนยาว ๆ มันล้าครับ

แลกกัน ผมเขียนยาว เลยขออ่านเมนต์อย่างเดียว ตอบบ้างเป็นบางท่าน ไม่ว่ากันนะครับ




ความคิดเห็นที่ 11
คนทุกวัน วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 20.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/choke
อำเรื่อยเปื่อยถึงเหนื่อยก็ไม่หยุด ว่ะ ฮ่ะ ฮ่า

(0)
เฮ้อออออออออ...

เกือบคลิ๊กจบตรงอารัมภบทซะก่อนแล้ว

ขอบคุณที่เตือนกันนะครับ
ความคิดเห็นที่ 10
TonLewเองค่ะ วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/TonLew
TonLew Diary

(0)
สรุปสั้นๆ คือห้ามมาขอยืมเงินพี่ปรัตยาใช่ป่าวคะ ^^
ความคิดเห็นที่ 9
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 19.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

(0)
เป็นเรื่องยาวและเรื่องยาก ที่อ่านสนุกมาก หากสนใจที่จะอ่าน

นี่คือความจริงในชีวิตของคนไทยที่รัฐบาลควรรับรุ้ แล้วนำไปย่อยเพื่อหาวิธีแก้ไขนะครับ

ความเดือดร้อนของชาวบ้านทั่วไป ที่ไม่มีความรู้ในด้านเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจุลภาค หรือมหภาค

ไม่มีความรู้ในเรื่องของศัพย์แสงทางทฤษฏี ที่อ่านหรือฟังจากสื่อนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

ผมได้รับเกียรติจากผู้บริหารเครือเดอะเนชั่นให้เขียนคอลัมน์ในหน้าเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ ใช้ชื่อคอลัมน์ว่า "ชาวบ้านร้านตลาด" ก็เพื่อเขียนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ๆ

เริ่มจากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐคือ ซับไพรม์ คืออะไร ผมต้องเขียนให้คนอ่าน คม ชัด ลึก รู้ว่า คืออะไร ไม่ใช่เขียนให้นักวิชาการรู้

ล่าสุด G3 ที่ถกเถียงกันวุ่นวาย ทางการก็อธิบายว่าเป็นเรื่องของ คลื่นความถี่เท่านั้นเท่านี้ ตอนนี้เราใช้ความถี่นี่ หากไม่เปลี่ยนเป็นความถี่เท่านี้ เราจะไม่ทันสมัย

ยิ่งอ่านยิ่งงง ผมก็ต้องแปลง่าย ๆว่า G1 คือโทรศัพท์บ้านที่ใช้สายโยงเข้ามา รับเข้าโทรออก G2 คือโทรศัพท์ไร้สายคือมือถือ ที่บางรุ่นอาจลำหน้านอกจากโทรเข้าโทรออกแล้วยังเห็นภาพคนที่โทร.หากัน อย่าง G2.5 หรือกว่านั้น

ส่วน G3 ที่ทางการหรือเอกชนอธิบายกันจนชาวบ้านงงก็คือระบบสื่อสารแบบไร้สายที่เรากำลังใช้กัน แค่นั้นเอง

นี่คือสื่งที่ผมเห็นด้วยกับ จขบ.ที่ว่า ทำไมพวกนักวิชาการจึงไม่ใช้ภาษาง่าย ๆ ที่ชาวบ้านได้ยินแล้วรู้เรื่อง

ทะลึ่งใช้ภาษาวิชาการที่พวกมันฟังกันรู้เรื่องฝ่ายเดียว

เรื่องนี้รัฐบาลต้องสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ แปลไทยเป็นไทยด้วยนะครับ - ฮา
ความคิดเห็นที่ 8
นูเทลล่า วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 19.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MAENONGDD
นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด นักการเมืองแจกแท็บเล็ต กษัตริย์แนะเคล็ดวิชา นักการเมืองห่วงอำนาจ มหาราชห่วงประชานักการเมืองสร้างสัญญา องค์เจ้าฟ้าสร้างสรรธรรม นักการเมืองหาเรื่องกิน องค์ภูมินทร์หาเรื่องทำ นักการเมืองยุให้รำฯ ในหลวงย้ำให้ทำดี นักการเมืองมักแบ่งขั้ว องค์เหนือหัวไม่แบ่งสี นักการเมืองทำสี่ปี องค์ภูมีทำทุกวัน นักการเมืองชอบแบ่งเสียง พ่อพอเพียงชอบแบ่งปัน นักการเมืองคิดสั้นสั้น องค์ราชันย์นั้นคิดยาว(ขอบคุณผู้แต่งกลอนนี้)

(0)
บาทแข็งแบบน่าหวาดเสียวอย่างนี้ นายกฯน่าจะ ดึง
ก. พานิชย์ มาให้ พรรค ปชป ดูแลดีกว่านิ
ให้เสี่ยกอร์ปดูแลไปเลย
ความคิดเห็นที่ 7
tuty วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 19.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tuty

(0)
โอ้ มึนตึ๊บ ย้าว ยาว (อ่านมั่ง ข้ามมั่ง 555+)
ยุคฟองสบู่ก็โดนเหมือนกัน ไม่ใช่บ้านแต่เป็นคอนโด
พ่อกะแม่ห้ามแล้วเชียว มันขึ้นมาหมดแล้วนะเหลือแค่ไม่เท่าไหร่เอง
ก็ทุ่มเงินไปกะว่าอีกไม่กี่เดือนก็ได้อยู่แร่ะ ที่ไหนได้ เศร้า
ส่วนค่าเงินช่วงนี้น่ากลัว ลงแบบวูบๆเลย ลูกค้ามาแลกยังไม่กล้ารับ ไล่ให้ไปหาบู๊ทแลกเงินเอาเอง
เคยเล่นเล็กๆน้อยๆ กะเงินยูโร กำไรดีอยู่ช่วงหนึ่ง
แต่หลังจากค่าเงินตก ก็ขี้หดไปเหมือนกัน เลยเลิกดีกว่า
รึไม่ก็ใช้วิธีพักเงิน(ชาวบ้าน)ในกองทุนเอา (ลองเล่นเหมือนกันให้รู้ๆไว้)
แต่ที่กำไรดีที่สุดตอนนี้ก็เล่นแชร์ที่บ้าน อิอิ
แม่รับปากเป็นมันเป็นเหมาะว่าเท้าแชร์คนนี้ ชัวร์
วันไหนน้ำตาตก แล้วจะมาบอก
ความคิดเห็นที่ 6
ลุงตุ่ย วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 19.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/THAMRONG

(0)
ผมเป็นคนอ่านช้า
แต่ก็อ่านจนจบครับ
ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 5
roselobster วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 19.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Memyself
 º°” ไม่มีความรักใดในโลกจะยิ่งใหญ่เท่าคนไทย รักในหลวง””°

(0)
ไม่ได้อ่านนะค่ะพี่แมวหวาน
เห็นตัวหนังสือเยอะ คงจะมีสาระมากแน่ ๆ เลย
ความคิดเห็นที่ 4
feng_shui วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 19.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

(0)
ข้อ4 แจ่ม เพราะไม่มีเงินให้ใครยืม ฮา

..
ความคิดเห็นที่ 3
กัปตันแจ๊ค_จอมโจรจอมใจ วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำหากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น

(0)
อ่านไม่หมดครับ

สายตายาว

ตาลาย

เม้นต์ก่อน

ความคิดเห็นที่ 2
ปรัตยา วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

(0)
คุณบิ๊กกัน191 อ่านไวมากครับ ผมดีใจน้ำตาไหลพรากเลย



ความคิดเห็นที่ 1
บิ๊กกัน191 วันที่ : 11/10/2010 เวลา : 18.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/biggun191

(0)
ตายหละว๋า
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน