• ปรัตยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-16
  • จำนวนเรื่อง : 142
  • จำนวนผู้ชม : 386410
  • จำนวนผู้โหวต : 930
  • ส่ง msg :
  • โหวต 930 คน
xbox commercial

อย่าจำกัดจินตนาการของคุณเอาไว้เพียงในโลกแห่งความเป็นจริง

View All
<< มกราคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม 2554
Posted by ปรัตยา , ผู้อ่าน : 4889 , 20:19:27 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน

ภาพไข่อภิสิทธิ์


สวัสดีครับเพื่อน ๆ บล็อกเกอร์และท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน จั่วหัวเรื่องว่า "ไข่อภิสิทธิ์" เพื่อน ๆ ก็คงจะรู้แล้วว่าผมจะมาพูดเรื่องการซื้อขายไข่เป็นกิโลกรัม และผมไม่ได้ลามกด้วยนะครับ ตอนนี้ชาวบ้านร้านตลาดเค้าเรียกไข่แบบชั่งกิโลขายว่า "ไข่อภิสิทธิ์" กันทั่วบ้านทั่วเมือง แน่นอนครับว่า เอนทรีของปรัตยาไม่มีน่าเบื่อ ไม่มีหาวเรอ มีแต่อ่านกันอ้วกแตกอ้วกแตนเพราะยาวเหมือนเช่นเคยครับ


ผมเคยพยากรณ์เอาไว้นานแล้ว ว่าใครก็ตามที่มาเป็นนายกฯ ต่อจากทักษิณจะลำบาก ไม่ใช่เพราะทักษิณเก่งหรืออะไรหรอกครับ เพราะว่าวิธีแก้ปัญหาแบบทักษิณต่างหากครับ ลองคิดกันเล่น ๆ ดูสิครับ ถ้าปัญหาไข่มีราคาแพงเกิดขึ้นในรัฐบาลทักษิณ เค้าจะแก้ปัญหาอย่างไร?


? (ติ๊กตอก ติ๊กตอก)


เฉลยครับ ทักษิณมีวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายมาก และได้ผลเชิงจิตวิทยาครับ นั่นคือ "เอาเงินอัดลงไป" การเอาเงินอัดลงไปทำได้หลายทางครับ เอาอย่างง่าย ๆ เลยก็เช่น ให้กระทรวงพาณิชย์เหมาไข่เกษตรกรมาขายในราคาถูก ธงฟ้า ธงแดง ปักกันเข้าไป รัฐบาลทักษิณเป็นเผด็จการรัฐสภา ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลใจกับเรื่องคะแนนโหวต บริหารราชการแบบข้ามาคนเดียว ไม่ต้องกังวลใจกับการเงินการคลัง เงินไม่พอก็ออกพันธบัตร ออกหวย ฯลฯ ซึ่งอันที่จริงแล้วการแก้ปัญหาของทักษิณก็คือการล้วงเงินในกระเป๋าซ้ายของประชาชน มาใส่ในกระเป๋าขวาของประชาชนนั่นแหละครับ เป็นวิธีที่ง่ายไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่เวิร์ค ประชาชนจะรู้สึกว่าซื้อไข่ได้ถูก รู้สึกว่ารัฐบาลเอาใจใส่ รู้สึกว่าทักษิณนี่มันดีจริง ๆ โว้ย ประมาณนั้นครับ

ดังนั้นคนที่มาเป็นรัฐบาลต่อจากทักษิณเลยอ้วกแตกไปตาม ๆ กัน ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน ฝ่ายไหน สมชาย สมัคร อภิสิทธิ อ้วกแตกกันถ้วนหน้า เพราะนายกฯ เหล่านี้ไม่สามารถกุมเสียงในสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบทักษิณ พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ใช่ทักษิณนั่นแหละครับ


มาคุยกันเรื่อง "ไข่อภิสิทธิ์" ต่อกันดีกว่าครับ นายกฯ อภิสิทธิ์ มาจากพรรค ปชป. ดังนั้นแนวคิดแนวแก้ไขปัญหาจะเป็นสไตล์ ปชป. นั่นคือต้องมีหลักการ ต้องดูดี และต้องไม่ได้คิดเอง (ฮา) ที่ว่าไม่ได้คิดเองก็คือต้องรอให้ข้าราชการประจำเป็นคนชงเรื่องให้ครับ ไปดูได้แทบทุกเรื่องที่ออกมาเป็นนโยบาย ล้วนอิงระบบการทำงานของข้าราชการประจำ ซึ่งมันดูเหมือนว่าจะถูกต้องในหลักการ แต่ที่จริงแล้วมันแค่ถูกกฏหมายแค่นั้นเอง ตามหลักการแล้วฝ่ายการเมืองต้องกำหนดนโยบาย ฝ่ายข้าราชการประจำต้องนำนโยบายไปปฏิบัติ แต่ก็นั่นแหละครับ นักการเมือง ปชป. ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองอาชีพ เป็นนักกฏหมาย ที่เป็นนักธุรกิจ ก็ทำมาหากินกับโครงการรัฐกันเป็นส่วนใหญ่ (คงไม่ต้องให้ลงรายละเอียดนะครับ) ดังนั้นจะให้ออกนโยบายแบบท้าทายโชคชะตาแบบทักษิณ รัฐบาล ปชป. ทำไม่เป็นหรอกครับ ดูคุณกอร์ปศักดิ์ ขวัญใจไอดอลผมสิครับ ไม่ใช่ ปชป. พันธุ์แท้ คิดอะไรหวือหวา แล้วเป็นไง กระเด้งกระดอนไงหละครับ (ฮา)

"ไข่อภิสิทธิ์" ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ ทั้งคุณอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีของคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้คิดเองหรอกครับ (ตามสูตร ปชป.) แนวความคิดนี้เป็นของข้าราชการกระทรวงเกษตรครับ เป็นความคิดเก่าเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นราคาไข่มีปัญหาเหมือนกัน กระทรวงเกษตรเลยดำเนินการผ่านกลุ่มเกษตรกร เอาไข่มาขายเป็นกิโลในห้างโรบินสัน เป็นการขายไข่จากเกษตรกรไปยังผู้บริโภคโดยตรง หลักการและเหตุผลต่างกับยุคปัจจุบัน ยุคปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพ สมัยก่อนเป็นการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร สมัยปัจจุบันเป็นการแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค

การแก้ปัญหาเมื่อสิบกว่าปีก่อนล้มเหลวไม่เป็นท่าครับ ทำกันอยู่แป๊บ ๆ ก็เลิกไป วันคืนผ่านไป นักการเมืองผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ข้าราชการยังอยู่ ปี 2553 ข้าวยากหมากแพง ไข่แพงขึ้นมา จู่ ๆ ท่านรัฐมนตรีไม่ได้ปิ๊งเกิดไอเดียเอาของเก่ามาปัดฝุ่นหรอกครับ เมื่อเกิดปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านรัฐมนตรีก็ยกหูโทรศัพท์เรียกท่านอธิบดีมาพบเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ และนั่นก็คือที่มาของ "ไข่อภิสิทธิ์" นั่นแหละครับ ไล่เบี้ยกันไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็จะได้โครงการเดิม ๆ มาปัดฝุ่น ข้าราชการไม่ได้ขยันอะไรนักหรอกครับ แค่เอาโครงการเดิมมาปรับอัพเดทตัวเลขก็รอดตัว ส่วนมันจะได้ผลหรือไม่เป็นปัญหาของนักการเมือง


อารัมภบทมาตั้งนาน มาดูวิชาการกันบ้างครับ


ภาพไข่ไก่


เรามาดูโครงสร้างราคาไข่กันครับ (อ้างอิงจากตัวเลขของสหกรณ์ไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด)

โครงสร้างราคาไข่แบ่งออกเป็น 6 ส่วนครับ คือ

1. ค่าอาหารสัตว์ : ค่าอาหารสัตว์ เป็นส่วนที่เยอะที่สุดในโครงสร้างราคาไข่ โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 65.42% คิดเป็นตัวเลขง่าย ๆ ก็คือ กว่าจะได้ไข่ 1 ฟอง แม่ไก่จะต้องกินอาหารสัตว์ 147 กรัม (1.47 ขีด)

2. ค่าตัวแม่ไก่ (ไม่ใช่บล็อกเกอร์แม่ไก่นะครับ-ฮา) ค่าตัวแม่ไก่นี้คิดเป็นค่าเสื่อมราคาครับ โดยคิดจากค่าตัวตอนซื้อมาลบด้วยราคาซาก (แก่ไก่ปลดประจำการ) และลบด้วยราคาขี้ไก่ จากนั้นก็เอามาหารด้วยอายุการใช้งาน (ออกไข่) คิดออกมาได้ประมาณ 12.80% ต่อไข่ 1 ฟอง

3. ค่าแรงคนงาน คิดเป็น 3%

4. ค่าสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า ประปา) ประมาณ 5%

5. ค่ายา วัคซีน วิตามิน ประมาณ 5%

6. ค่าโรงเรือน เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยง ประมาณ 5% (คิดจากค่าเสื่อมราคา)


รวมเป็นต้นทุนไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม 96.22% ของราคาขายหน้าฟาร์ม (ไม่รวมค่าคัดแยกขนาดไข่)

ที่ผมเขียนเป็นเปอร์เซนต์ก็เพราะว่า ต้นทุนพวกนี้เป็นต้นทุนผันแปรเป็นส่วนใหญ่ครับ ต้นทุน fix มีน้อยมากพวกโรงเรือน อุปกรณ์ ไม่กี่อย่างเท่านั้นเองที่เป็นต้นทุน fix คำว่าต้นทุนผันแปรมันก็มีความหมายอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้วคือ ไม่แน่นอน ราคาไข่จะแพงจะถูกขึ้นอยู่กับต้นทุนพวกนี้ หลัก ๆ เลยก็คือต้นทุนของอาหารสัตว์ พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าอาหารสัตว์แพง ไข่ก็จะแพง

ต้นทุนอื่น ๆ มีผลน้อยมากกับราคาไข่ครับ อย่างแม่ไก่แพงขึ้นจากตัวละ 150 บาท เป็นตัวละ 170 บาท มันจะมีผลกับราคาไข่แค่ฟองละ 3-5 สตางค์แค่นั้นเอง แต่ถ้าอาหารสัตว์แพงขึ้นอีกเพียงกิโลละ 5 บาท ราคาไข่จะเปลี่ยนทันทีฟองละ 50 สตางค์

นี่คือราคาไข่คละหน้าฟาร์มนะครับไม่ใช่ราคาไข่ที่เราซื้อกิน ราคาไข่ขายปลีกจะมีค่าคัดไข่ซึ่งเค้าคิดเฉลี่ยออกมาแล้วตกอยู่ที่ประมาณ 5-10 สตางค์ต่อฟอง (แล้วแต่ว่าจะใช้คนงานคัด หรือเครื่องจักรคัด) ค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ และส่วนต่างกำไรของผู้ขายปลีก


เล่ามาถึงตรงนี้ พอจะเห็นภาพรึยังครับว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ กำลังเกา (ไข่) ไม่ถูกที่คัน นายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์การันตี ซื้อไข่เป็นกิโลถูกกว่าแน่นอน ประชาชนจะได้มีทางเลือก สามารถซื้อไข่ได้ในราคาถูก (กว่า) นั่นคือซื้อไข่ได้ถูกลงฟองละ 10 สตางค์ เพราะการซื้อไข่แบบนี้ไม่ต้องคัดขนาดไข่ (ฮา)

ไข่ไก่กิโลนึงจะมีไข่ไก่ประมาณ 14-17 ฟอง นั่นคือถ้าเราซื้อไข่ 1 กิโล เราจะประหยัดเงินได้ถึง 1 บาท 40 ถึง 1 บาท 70 สตางค์ทีเดียวเชียวครับ โอ้ ... มันยอดมากเลยจอร์จ ... ใจเย็น ๆ อภิสิทธิ์ เอ้ยจอร์จ นั่นมันเป็นแค่การบวกเลขในทางทฤษฎีเท่านั้น มาดูทางปฏิบัติกันบ้าง

ในทันทีที่รัฐบาลประกาศนโยบาย พ่อค้าแม่ค้าก็ขานรับทันที ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องขานรับ เพราะกระทรวงพาณิชย์ท่านเล่นออกมาตระเวนตลาด นักข่าวก็มาทำข่าว ไอ้ที่ว่าจะขึ้นป้ายไม่ขายโว้ยก็คงทำไม่ได้ มันเสียภาพพจน์แม่ค้า พาณิชย์ท่านจะเสียหน้า รัฐมนตรีก็จะโมโห เดี๋ยววันหลังอะไรต่อมิอะไรก็จะตามมา เราก็เลยได้เห็นภาพข่าวไข่เป็นกิโลมีวางขายเต็มแผงครับ เค้าก็เล่นกันง่าย ๆ เลย คือจากเดิมที่ใส่ถุงขาย ถุงละ 10 ฟอง ก็เปลี่ยนมาเป็นถุงละ 1 โลแทน แค่นั้นแหละ ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย จากที่ไม่ต้องแยกไข่ เพราะฟาร์มหรือพ่อค้าส่งจะแยกไข่มาให้เป็นเบอร์ ๆ (โดยบวกราคาค่าคัดมาแล้ว) ก็เปลี่ยนเป็นเอามาชั่งกิโลเอง โดยบวกราคาค่าชั่งกิโลเข้าไปแทน (ฮา) แน่นอนว่าค่าชั่งกิโล ไม่ได้คิดเป็นฟอง ๆ แต่รับรองบวกแน่ อาจจะกิโลละบาท กิโลละ 50 สตางค์ก็ว่ากันไป (มันไม่มีราคามาตรฐานนี่ครับ)


ในทางทฤษฎีแล้ว รัฐบาลต้องการให้คนซื้อ (ผู้บริโภค) สามารถเลือกหยิบได้เอง เอาฟองเล็กฟองใหญ่ก็ได้ เอากี่ฟองก็ได้ เลือกเสร็จก็เอาไปใส่ถุงแล้วชั่งกิโล ได้กี่ขีดกี่โล ก็เอาบรรยัดไตรยางค์เทียบเข้าไป ได้กี่บาทกี่สตางค์ก็จ่ายเงินตามจริงเท่านั้น


ถามจริง ๆ เถอะครับ เคยไปตลาดกันมั่งหรือเปล่า (ผมชอบคุณสมัครตรงนี้นะ แกเดินตลาด)


ในตลาด ถ้าเราไปซื้อพวกผลไม้ซึ่งขายเป็นกิโล ถ้าไม่เต็มกิโล หรือ เกินกิโล แม่ค้าจะบวกราคาเพิ่มหรือลดราคาลง โดยอาศัยการคำนวนคร่าว ๆ (ตั้งแต่เกิดมาจากท้องแม่ ผมไม่เคยเห็นแม่ค้าเอาเครื่องคิดเลขมากดเทียบบรรยัดไตรยางค์) สมมุติโลละ 60 ก็ขีดละ 6 บาท เจอลูกค้าเผลอ ๆ หรือไม่ละเอียดก็ปัดขึ้น เจอขาประจำก็ปัดลง อย่างชั่งได้ 1 โล 1 ขีดกะอีก 7 เม็ด แม่ค้าจะคิดเลย 1 โล 2 ขีด เราซึ่งเป็นผู้ซื้อก็จะไม่ว่าอะไร เพราะถ้าโวยวายมีหวังได้ฉะกะแม่ค้าแน่นอน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือสินค้าบางชนิดขายเป็นขีด แต่ถ้าซื้อเป็นโล จะได้ลดบาทสองบาท หรือแถมให้อีกนิดหน่อย อย่างเช่นเนื้อหมูเป็นต้น สังเกตดี ๆ เถอะครับ ป้ายเขียนราคาเป็นขีดกับเป็นโลราคาจะต่างกัน นั่นคือ 10 ขีดจะแพงกว่า 1 กิโล


มาถึงไข่กันบ้าง พฤติกรรมการซื้อไข่ของผู้บริโภคเป็นอย่างไร?


- สำหรับแม่บ้าน (หรืออาจจะเป็นพ่อบ้านก็ได้ แบบพี่แจ็ค สายธาร) : การซื้อไข่ทีละถุง (10 ฟอง) หรือการซื้อไข่ยกแพ็ค ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เพราะคงจะไม่มีใครเดินไปซื้อไข่ทีละฟองสองฟองเป็นแน่ครับ ไปตลาดหรือไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ซื้อแบบนี้อยู่แล้ว ไข่แพ็คนึง ถุงนึง ไม่กี่วันก็หมด ไม่เกินอาทิตย์หรอกครับ ครอบครัวนึงกินกันหลายปากหลายท้อง ดังนั้นหากเปลี่ยนมาซื้อเป็นกิโล ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร นอกจากเสียว่าต้องซื้อไข่จำนวนมากขึ้นแค่นั้นเอง (โลนึงมันมากกว่า 10 ฟอง) รัฐบาลก็ไม่ได้บังคับครับว่าคุณจะต้องซื้อแบบเป็นกิโลเท่านั้น จะซื้อเป็นแพ็คเป็นถุง 10 ฟองแบบเดิมก็ได้

ถ้าเอาตามทฤษฎีของรัฐบาล ร้านค้าจะวางไข่ไว้ในถาด หรือในตระกร้า คนซื้อก็หยิบใส่ถุงแล้วเอาไปชั่ง ได้เท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มีสักกี่ร้านครับที่จะทำแบบนั้น รับรองแม่ค้าจะบอกว่า "ยุ่งตายห่า" กันทุกราย แม่ค้าไข่นะครับไม่ใช่แม่ค้าส้ม หยิบเข้าหยิบออกไข่แตกอีก ใครรับผิดชอบหละเนี่ย คิดคร่าว ๆ ก็ไม่ได้ รัฐบาลบอกว่าห้ามปัดเศษ ทางเดียวที่จะเป็นแบบนั้นคือต้องกดเครื่องคิดเลข 12 ขีด 7 เม็ดเป็นเงินเท่าไหร่

บางท่านบอกว่าไม่เห็นจะยาก ใช่ครับไม่ยากหรอกครับ แต่มันยุ่ง ถ้าบ้านใครมีพื้นฐานค้าขายจะเข้าใจที่ผมพูดได้ไม่ยากว่ามันยุ่ง และพ่อค้าแม่ค้าไม่ชอบอะไรที่มันยุ่ง ๆ ครับ ดังนั้นทางออกของแม่ค้าก็คือชั่งเอาไว้ก่อน แพ็คเป็นถุง ๆ ถุงละโล เต็มที่ก็ถุงละครึ่งโล ขนาดแพ็คไว้ก่อนก็ยังยุ่งนะครับ เพราะไข่แต่ละฟองน้ำหนักมันก็ไม่เป๊ะ ๆ ต้องเขียนราคาติดไว้ที่ถุงว่ากี่บาท และอาจจะต้องเขียนไว้ด้วยว่ากี่ขีด

- สำหรับคนโสด เด็กหอ คนหาเช้ากินค่ำ : ปกติคนกลุ่มนี้ซื้อไข่เป็นฟองครับ จะเบอร์อะไร จะหนักเท่าไหร่ ไม่สนใจครับ ไม่มีผลใด ๆ กับการซื้อเลย เพราะจะเอาแค่สองฟองไปใส่มาม่า แค่นั้นแหละครับจะฟองละ 3 บาทหรือ 5 บาทก็ต้องซื้อ ร้านมีไข่ใหญ่ก็กินไข่ใหญ่ ร้านมีไข่เล็กก็กินไข่เล็ก

รัฐบาลท่านบอกว่าซื้อไข่เป็นกิโลซื้อไข่ได้ในราคาถูก (กว่า)


ผมวงเล็บไว้ครับว่า "(กว่า)" เพราะว่ามันไม่ได้ถูกจริง มันแค่ถูกกว่าซื้อเป็นฟองเฉลี่ยฟองละ 10 สตางค์ หรือแค่ 1.4-1.7 บาทต่อการซื้อไข่หนึ่งครั้งเท่านั้น นั่นคือแม่บ้านจะประหยัดเงินได้มากถึง สัปดาห์ละ 2 บาทนั่นเอง (เยอะจังเลย-ฮา)

เรื่องซื้อเป็นกิโลนี่รัฐบาลไม่ได้บังคับนะครับ เป็นทางเลือก นั่นก็คือมันแปลว่า คุณจะซื้อแบบไหนก็ได้ และร้านค้าจะขายแบบไหนก็ได้ จะไม่ขายเป็นกิโลก็ได้ ในมุมมองของผมแล้วมันเป็นแค่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งครับ แต่กลายเป็นข่าวใหญ่ เป็นขี้ปากของชาวบ้านก็เพราะในตอนแรกที่มีข่าวออกมา พณ ท่านทั้งหลายและข้าราชการที่เกี่ยวข้องพากันฝอยน้ำลายแตกฟอง ดีอย่างนั้น ประหยัดอย่างนี้ จนชาวบ้านเข้าใจไปว่าจะต้องซื้อแบบเป็นกิโลเท่านั้น


ไข่อภิสิทธิ์ เดิมทีมันเป็นแค่ปาหี่ของรัฐบาลแค่นั้นเอง หวังจะตีกินเอาหน้า แต่ทำไปทำมาตอนนี้เริ่มเข้าเนื้อ อย่างน้อย ๆ ก็ได้ชื่อว่า "ไข่อภิสิทธิ์" มาเป็นโลโก้นายกฯ ให้คนขำกันไปอีกนานแสนนาน เชื่อเถอะครับหมดรัฐบาล ปชป. เค้าก็เลิกขายกันไปเอง มันไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง
.

จริง ๆ แล้ว ซื้อไข่แบบชั่งน้ำหนัก (ไม่ได้บอกว่าเป็นกิโลนะครับ) ดีจริงหรือไม่?

.
คนที่เคยไปเมืองนอกมาคงจะเคยเห็นครับ บางประเทศเค้าขายกันแบบชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยครับ คำว่าชั่งน้ำหนักไม่ได้แปลว่ากิโลนะครับ ซื้อฟองเดียวก็ชั่ง สามฟองก็ชั่ง สิบฟองก็ชั่ง คนซื้อไข่เค้าจะไม่ได้คิดมาจากบ้านนะครับ ว่าวันนี้จะซื้อไข่สามขีด หรือจะซื้อไข่สองโล เค้าก็คิดแบบคนไทยเรานี่แหละครับ ว่าจะซื้อไข่ไปตุนไว้กี่ฟองดี จากนั้นก็หยิบตามจำนวนที่ต้องการ เพียงแต่ตอนคิดราคาต้องชั่งน้ำหนักเอาเท่านั้น

ซึ่งการคิดเงินมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยครับ เพราะเครื่องชั่งจะคิดเงินให้เสร็จเลย แบบเดียวกับเครื่องชั่งผักผลไม้ในซูปเปอร์มาร์เก็ตไงครับ ท่านที่เคยไปเดินโลตัส แม็คโคร คาร์ฟู ฯลฯ คงจะเคยเห็นนะครับ ที่เลือกผักผลไม้ใส่ถุงบาง ๆ แล้วเอาไปชั่ง เครื่องชั่งจะพิมพ์สติกเกอร์ราคาออกมาให้แปะที่ถุง แล้วเอาไปจ่ายเงินนั่นแหละครับ ร้านค้าในเมืองนอกเค้าใช้เครื่องแบบนั้น บางร้านก็พิมพ์สติกเกอร์ บางร้านก็ชั่งตรงแคชเชียร์ไม่มีสติกเกอร์



ภาพเครื่องชั่งแบบคิดราคาอัตโนมัติ


การคิดเงินแบบนี้ตามทฤษฎีแล้ว ถือว่าเป็นธรรมนะครับ เพราะคิดจากน้ำหนักสินค้า จะฟองใหญ่ฟองเล็กก็ราคาเท่ากัน ต่างจากการซื้อแบบคัดเบอร์ เพราะไข่แบบคัดเบอร์จะมีการบวกมูลค่าเพิ่มของสินค้าลงไปด้วย มูลค่าเพิ่มไม่ใช่ค่าคัดไข่นะครับ ค่าคัดฟองละ 10 สตางค์หนะบวกอยู่แล้ว มูลค่าเพิ่มก็คือมันฟองใหญ่ มันมีน้อย ขอบวกเพิ่มอีกหน่อยน่า (ฮา)

การซื้อไข่แบบชั่งน้ำหนัก เราจะไม่ต้องเสียค่ามูลค่าเพิ่มของสินค้า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าการซื้อไข่แบบนี้จะได้ไข่ราคาถูกนะครับ เพราะแม้ว่าร้านค้าแม้จะไม่บวกค่ามูลค่าของสินค้า แต่ร้านค้าก็จะบวกค่าบริหารจัดการเข้าไปอยู่ดี "ค่าบริหารจัดการ" คำ ๆ นี้กว้างมากครับ ยกตัวอย่างเช่น ผักผลไม้ที่เราซื้อตามห้างฯ จะมีการบวกค่าเน่าเสียลงไปในราคาสินค้าด้วย เพราะเค้ารู้ดีครับ ว่าคนซื้อจะเลือกซื้อแต่ผักผลไม้ที่สวย ๆ เท่านั้น ผักผลไม้ที่ไม่สวย ร่วง ช้ำ จะถูกทิ้งไว้ในกอง ซึ่งห้างฯ ส่วนใหญ่จะเอามาเลหลังก่อนห้างปิดทำการในราคาถูก ๆ เท่าทุนบ้าง ขาดทุนบ้าง แล้วแต่สภาพสินค้า ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ไม่กำไร (หรือขาดทุน) เค้าขาดทุนกำไรไปเท่าไหร่ เค้าก็จะเอามาบวกลงไปในค่าบริหารจัดการนี่แหละครับ ไข่ก็คงจะคล้าย ๆ กันนี่แหละ ไข่แตกไปกี่ฟอง เหลือเน่าเท่าไหร่ จะถูกนำมาคำนวนเป็นต้นทุนค่าบริหารจัดการทั้งนั้นครับ
.
.
.

รัฐบาลเกาไม่ถูกที่คันครับ
.
.

ชูธงมาแต่ไกล จัดขบวนแห่กันเอิกเริกเลย ซื้อไข่เป็นกิโลถูกกว่าซื้อไข่เป็นฟอง ปาหี่ขนานแท้ นี่ถ้าคุณกอร์ปศักดิ์ยังเป็นเลขาฯ นายกอยู่นี่ ผมรับรองมีงอนไอดอลของผมเลยนะครับ (ดีแล้วที่ลาออกก่อน) คิดกันได้ "ง่าว" มากครับ โหคุณเอ้ย ประหยัดเงินได้ตั้ง 2 บาท ต่อสัปดาห์ (โดยเฉลี่ยนะ)

ประหยัดตั้ง "2 บาท" ต่อสัปดาห์ ดีใจกันมาก ออกข่าวกันใหญ่โต ดีใจราวกับได้ขี้ อนาถแท้รัฐบาลไทย

2 บาทมีค่าครับ ผมไม่เคยดูถูกเงิน ผมเติมน้ำมันรถ ผมเติมที่ปั้มบางจากแบบเติมเอง เพราะราคาน้ำมันจะถูกกว่าปั้มแบบมีเด็กปั้มเติมให้ อย่างน้อยลิตรละ 50 สตางค์ (หลักการเดียวกับไข่ไม่ต้องมีคนคัด) ผมเติมครั้งละประมาณ 500 บาท (ประมาณ 17-19 ลิตร) การเติมน้ำมันของผมแต่ละครั้งประหยัดเงินได้ถึง 7-8 บาท เดือนนึง ๆ ประหยัดได้อักโขครับ เพราะเราไม่ได้เติมน้ำมันกันแค่อาทิตย์ละครั้ง ใช้มาก เติมมาก เติมบ่อย ไม่ค่อยได้ใช้ก็เติมน้อย อยู่นาน ประมาณนั้น แต่ไข่นะครับ คุณจะซื้ออาทิตย์ละกี่กิโลกันครับ โลนึงประหยัด 2 บาท เดือนนึง 4 โล 8 บาท ปีนึงประหยัดเงินได้ถึง 96 บาท

ดีครับ เป็นเรื่องดี ประหยัดได้ก็ประหยัดเป็นเรื่องดี แต่ไอ้ปาหี่ใหญ่โตนั่นมันเว่อร์ไปครับ!!


รัฐบาลทำอะไรกับราคาไข่ไม่ได้ เลยจัดปาหี่ตั้งไข่ล้มต้มประชาชน ทำไมทำอะไรราคาไข่ไม่ได้? ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ ว่าราคาไข่ที่จริงแล้วมันขึ้นกับราคาอาหารสัตว์เป็นหลัก เป็นอันดับหนึ่ง และราคาแม่ไก่เป็นอันดับสอง ถ้าจัดการตรงนี้ได้ รับรองประชาชนได้กินไข่ถูกของจริงครับ

ราคาอาหารสัตว์ ฝันไปเถอะครับว่ารัฐบาลจะจัดการได้ คงไม่ต้องให้ผมบอกหรอกนะครับว่า มีตระกูลไหนบ้างที่กำธุรกิจนี้ไว้ในกำมือ ธุรกิจวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นของตระกูลไหนบ้าง แตะเข้าเป็นร้องจ๊ากแน่นอน รัฐบาลร้องนะครับ (ฮา) แม่ไก่ก็เช่นกันครับ ทั้งประเทศไทยมีแค่ 9 บริษัทเท่านั้นที่นำเข้า ของใครบ้างก็ไปไล่ชื่อดูกันเอาเองนะครับ

ในวงจรไก่ไข่ เกษตรกรก็เป็นแค่ขี้หมาก้อนเล็ก ๆ เท่านั้นแหละครับ โดนใช้เป็นข้ออ้างตลอด เกษตรกรอยู่ไม่ได้ ขาดทุน ขาดทุน ขาดทุน จำเป็นต้องขึ้นราคาเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ แต่แกล้งทำเป็นลืมกันครับ ว่าคำว่าเกษตรกรขาดทุนนั้น มันมีที่มาที่ไป ขาดทุนก็แปลว่าต้นทุนสูงกว่าราคาขาย ต้นทุนสูงนั้นมันมาจากใครกันหละ แล้วไอ้ใครที่ว่านั่น เห็นมันรวยขึ้นทุกปีกันทุกตระกูล

เกากันแบบนี้ ต่อให้ใช้ซีม่าก็ไม่หายคันครับท่านนายกฯ

 

 

 

---------------------------------------------- อัพเดท ----------------------------------------------



จากความคิดเห็นที่ 11 ของคุณหมอหนุ่ม kamolnum

"คอมเมนท์ในฐานะที่มีภรรยา(ที่เคารพ) ทำร้านอาหาร

เป็นร้านอาหารอิสลามครับ
(เคยเขียนถึงในเอนทรี่เก่าๆ)
ขายโรตี มะตะบะ แกง สลัดแขก
ซึ่งใช้ไข่เยอะมากในแต่ละวัน

เธอก็บ่นๆว่า ไข่แพง อาจต้องขึ้นราคาโรตี
หลังๆ พอมาชั่งกิโลขาย กับร้านอาหาร มันก็ประหยัดไปได้เยอะพอสมควร
ก็เลยไม่ต้องผลักภาระนี้ไปให้ลูกค้า

ผมว่า มันก็มีด้านดีเหมือนกันนะเนี่ย "

~~~

จากความคิดเห็นของคุณหนุ่ม ผมเลยคิดว่าควรเขียนต่ออีกนิดหน่อยครับ ส่วนหนึ่งเพื่อความเป็นธรรมกับรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อความสมบูรณ์ของเอนทรีครับ ประเด็นที่ต้องพูดคุยกันเพิ่มเติมก็คือ



การซื้อขายไข่แบบชั่งน้ำหนัก ดีกว่าการซื้อขายแบบเดิมหรือไม่ ในมุมมองของผู้ประกอบการเกี่ยวกับอาหาร?


ก่อนที่เราจะพูดกันเรื่องนี้ ลองดูตารางเปรียบเทียบราคากันก่อนครับ


เปรียบเทียบขนาด/วิธี

ซื้อขายแบบเดิม

ชั่งน้ำหนักขาย

ส่วนต่าง

เบอร์ 0 ใหญ่สุด

3.10

3.14

+0.04

เบอร์ 1

3.00

2.92

-0.08

เบอร์ 2

2.90

2.71

-0.19

เบอร์ 3

2.80

2.49

-0.31

เบอร์ 4

2.70

2.27

-0.43

เบอร์ 5

2.60

2.06

-0.54

เบอร์ 6 เล็กมาก ๆ

-

-

-


ตารางนี้สร้างขึ้นมาจากการคำนวนของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เค้าคำนวนน้ำหนักไข่แต่ละเบอร์โดยเฉลี่ยครับ ว่าเบอร์ไหนหนักเฉลี่ยฟองละกี่กรัม จากนั้นก็ลองเอา 1,000 กรัม (1 กิโลกรัม) ตั้ง เอาน้ำหนักเฉลี่ยหาร ออกมาก็จะได้จำนวนฟองไข่แต่ละเบอร์ต่อ 1 กิโลกรัม ตารางนี้รายการสรยัดก็เคยทำออกอากาศครับ อันนี้ผมทำขึ้นมาใหม่

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับว่า แม้นว่าราคาในตารางจะคำนวนขึ้นมาจากราคาขายจริงก็ตาม ราคานี้ยังคงเป็นราคาในฝันของกรมการค้าภายในนะครับ เพราะราคานี้เป็นราคาไข่คัดหน้าฟาร์มที่คำนวนในกระดาษ ยังไม่รวมค่าขนส่ง ค่าจัดการ และส่วนต่างราคาขายปลีก


เรามาติ๊งต่างตามรัฐบาลกันนะครับ


ตามตารางเราจะเห็นได้ว่า ไข่แบบคัดขนาด มีส่วนต่างราคาในแต่ละเบอร์อยู่ที่เบอร์ละ 10 สตางค์ โดยที่เบอร์ 0 ราคาแพงกว่าเบอร์ 5 ถึงฟองละ 50 สตางค์ ตรงนี้คือที่ผมบอกว่านี่คือค่า "มูลค่าเพิ่ม" ของสินค้าไงครับ มูลค่าของตัวสินค้าจริง ๆ ผมใช้ค่ามัธยฐานเป็นตัวเปรียบเทียบนะครับ (ถ้าจะเอาให้ละเอียดจริง ๆ ต้องมีข้อมูลมาประกอบเยอะครับ) ถ้าเราใช้ค่ามัธยฐานเป็นตัวเปรียบเทียบ ราคาที่แท้จริงของไข่จะตกอยู่ประมาณฟองละ 2.90 - 2.96 บาท ซึ่งก็คือราคาไข่เบอร์ 2 ไข่เบอร์ 3 ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ซื้อกินกันตามปกตินั่นแหละครับ และในความเป็นจริงแล้ว ไข่ที่ออกจากฟาร์มก็จะมีไข่เบอร์ 2-3 เยอะที่สุดครับ เรียกกันว่าไข่ขนาดมาตรฐานก็ว่าได้ครับ ไข่ใบเล็ก กับไข่ใบโตมันก็มีน้อยลงตามสัดส่วน ราคาของมันจึงมีมูลค่าเพิ่มและมูลค่าลดตามสัดส่วนเช่นกัน

พอเอามาขายชั่งกิโล ส่วนต่างของมูลค่าเพิ่มตรงนี้จะหายไป กลายเป็นราคาต่อน้ำหนักสินค้าล้วน ๆ ถ้าเราดูจากตารางจะเห็นได้ชัดเลยครับว่า ยิ่งไข่มีขนาดเล็กเท่าไหร่จะเห็นส่วนต่างของราคาเยอะเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นไข่เบอร์ 5 ถ้าเราซื้อเป็นกิโลจะถูกกว่าซื้อเป็นฟองแบบเก่าถึงฟองละ 50 สตางค์เลยทีเดียว

อ๊ะ ๆ อย่าเพิ่งดีใจจนตีปีกตีหางกันครับ ถ้าคุณเป็นผู้บริโภคธรรมดาที่ไม่ใช่กิจการที่ใช้ไข่จำนวนมากเช่นร้านอาหาร ตัวเลขพวกนี้ไม่มีผลอะไรเลยครับ เพราะราคาสินค้าคิดจากน้ำหนักไม่ได้คิดจากจำนวนฟองที่ได้ ดังนั้นต่อให้คุณโลภมาก เลือกแต่ไข่ใบเล็ก ๆ โลนึงได้ไข่ 22 ฟองแทนที่จะได้ไข่เพียงแค่ 17 ฟอง มันก็ไม่ได้ทำให้คุณได้เนื้อไข่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดครับ เนื้อไข่มันก็เท่าเดิม ที่ต่างไปคือแค่ความรู้สึกว่ามันเยอะขึ้นแค่นั้นเองครับ และเมื่อคูณย้อนตัวเลข มันก็จะออกมาเท่าเดิมครับ คือคุณประหยัดได้ตั้ง 2 บาทต่อสัปดาห์ เต็มที่ก็ประหยัดได้ตั้ง 2 บาท 50 สตางค์ต่อสัปดาห์ เหมือนเดิม

และถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับการซื้อไข่ในชีวิตจริง ถ้าในชีวิตจริงคุณไปเลือกซื้อไข่ใบเล็ก ๆ กินเป็นประจำ ตรงนี้จะต่างครับ ราคาไข่คัด กับราคาไข่ชั่งน้ำหนัก ไข่เล็กห่างกันฟองนึง 50 สตางค์ 10 ฟองคุณจะซื้อได้ถูกกว่า 5 บาท นั่นคือสุดยอดแล้วครับ สัปดาห์นึงคุณจะประหยัดค่าไข่ได้ตั้ง 5 บาทแหนะ จบเท่านันครับ ไม่มีทางที่คุณจะประหยัดได้มากกว่านี้ เดือนนึงคุณจะเหลือเงินเพิ่มอีก 20 บาท ปีนึง 240 บาท

แต่ในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อไข่ขนาดกลางครับ ใบเล็กมันไม่น่ากินเท่าไหร่ ถ้าคุณเป็นคนจ่ายตลาดเองจะเข้าใจที่ผมพูด ถ้าไม่ใช่ก็ลองถามคนที่เค้าไปจ่ายตลาดดูนะครับว่าปกติเค้าเลือกไข่ขนาดไหน แล้วจะเข้าใจครับ สุดท้ายแล้วในกลุ่มคนส่วนใหญ่ ที่เป็นแม่บ้าน พ่อบ้าน ที่ซื้อไข่ตุนเอาไว้กินในครัวเรือน มันก็จะได้ตัวเลขเดิมนั่นคือไข่ระบบใหม่ประหยัดได้ 2 บาทต่อสัปดาห์

ที่พูดมานั่นสำหรับกลุ่มแม่บ้านที่มีพฤติกรรมซื้อไข่ยกถุงยกแพ็คนะครับ สำหรับกลุ่มคนโสด เด็กหอ คนรายได้น้อยที่ซื้อไข่ทีละฟองสองฟอง ไปใส่มาม่า ไปทอดกิน ตัวเลขพวกนี้ไม่มีผลอะไรเลยครับ


ทีนี้เรามาดูกลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้ไข่เยอะ ๆ กันบ้าง


กลุ่มนี้คือที่มาของภาคอัพเดทแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยครับ กลุ่มแรกคือพวกที่ใช้เยอะในระดับอุตสาหกรรม คือไม่ได้ใช้หลักร้อย ใช้กันหลักพันฟอง กลุ่มนี้ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากไข่ระบบใหม่ครับ เพราะเค้าไม่ได้ซื้อเป็นฟอง ไม่ได้ซื้อแยกเบอร์มาตั้งแต่แรกแล้ว กลุ่มนี้ซื้อจากฟาร์มโดยตรงเลย โดยส่วนใหญ่ก็คิดกันจากราคาเฉลี่ยน้ำหนักกันอยู่แล้วครับ ซื้อคละขนาดอยู่แล้ว พวกที่กิจการย่อมลงมาเช่นกลุ่มทำขนมก็ซื้อกันทีละ 30 ถาด 50 ถาด ในราคาต่ำอยู่แล้ว ดังนั้นราคาจะระบบเก่าหรือระบบใหม่ก็ไม่มีผลกับกลุ่มนี้ เรียกได้ว่ากลุ่มนี้มีราคาของตัวเองครับ

ส่วนอีกกลุ่มย่อยหนึ่ง คือกลุ่มที่ใช้ไข่ในระดับหลักร้อย เช่นกิจการร้านอาหาร กิจการเบเกอรี่เล็ก ๆ ซึ่งภรรยาที่เคารพของคุณหนุ่มอยู่ในกลุ่มนี้ จะได้รับประโยชน์จากการขายในระบบชั่งน้ำหนักครับ กลุ่มนี้โดยส่วนใหญ่จะซื้อไข่ทีละ 5 ถาด (ประมาณ 100-150 ฟอง) สำหรับพวกเบเกอรี่จะเห็นภาพไม่ชัดนัก นอกจากซื้อได้ถูกลงนิดหน่อย ก็คือประหยัดได้วันนึงประมาณ 60 บาท จากเดิมที่ซื้อไข่เบอร์เล็กสุด (เพราะราคาถูกสุด) เอามาต่อยรวมกันทำขนม ที่ว่าเห็นภาพไม่ชัดก็คือ การทำขนมมันใช้ไข่เป็นน้ำหนักไม่ได้ใช้เป็นฟอง ฟองเล็กก็ต้องใส่มากฟองอยู่ดี สมมุติว่าต้องใช้ไข่ใบเล็ก 100 ฟองทำขนม จะคิดราคาแบบไหนก็ต้องใช้ไข่ใบเล็ก 100 ฟองอยู่ดี ไข่ในระบบใหม่ใบเล็ก 100 ฟองถูกกว่าระบบเดิม 50 บาท ก็ประหยัดได้เท่านั้นแหละครับ

แต่ถ้าคุณเป็นกิจการแบบใช้ไข่ต่อหน่วยสินค้า เช่นข้าวกระเพราไข่ดาว โรตีใส่ไข่ ผัดซีอิ้ว ฯลฯ ไข่ระบบใหม่จะให้ประโยชน์คุณมากทีเดียวครับ เพราะไม่ว่าไข่จะฟองใหญ่ฟองเล็ก คุณก็ใส่แค่ฟองเดียวต่อหนึ่งหน่วยสินค้าที่ขาย ดังนั้นถ้าคุณเลือกหยิบไข่ฟองเล็กไปชั่งน้ำหนัก คุณจะได้จำนวนไข่มากกว่าเดิม และได้ในราคาที่ถูกลงด้วย เพราะไข่ฟองเล็กในระบบใหม่ถูกกว่าไข่ฟองเล็กในระบบเดิม เรียกว่าได้ 2 ต่อครับ จ่ายเงินน้อยลงแถมยังขายได้จำนวนจานมากขึ้น คุณจะประหยัดได้มากกว่า 50 บาทต่อวันแน่นอน (คิดจากไข่ 100 ฟอง)

ลูกค้าอาจจะบ่น complain กันบ้าง ไข่ฟองเล็กจัง ตรงนี้ก็เป็นข้อดีครับ คือคุณจะสามารถโบ้ยไปให้เป็นความผิดของรัฐบาลได้อีกด้วย "ฉันไม่ได้ขึ้นราคานะ ดูสิ ฉันขายราคาเดิม ใส่ไข่ 1 ฟองเท่าเดิม แต่รัฐบาลหนะสิให้ซื้อไข่เป็นกิโล เนี่ยเลยได้มาแต่ฟองเล็ก ๆ จะด่าก็ไปด่าอภิสิทธิ์โน่น!!" แน่นอนครับ ว่าคุณจะไม่บอกลูกค้าหรอกว่าซื้อไข่ได้ถูกกว่าเดิม ได้มากกว่าเดิม และเชื่อได้เลยครับว่าลูกค้าส่วนใหญ่ก็นึกไม่ถึงหรอกครับ จะมีสักกี่คนในประเทศไทยกันเชียวที่ได้อ่านเอนทรีนี้ของผม คุณต้มเค้าได้สบาย ๆ ครับ เผลอ ๆ ลูกค้าจะผสมโรงด่าไข่อภิสิทธิ์ไปกับคุณ


สรุปในภาคอัพเดท ผมเห็นด้วยกับคุณหนุ่มครับว่า ไข่ระบบใหม่มันมีทั้งด้านดีและด้านเสีย และมันมีด้านมืดด้วย (ฮา) ถ้าเจอแม่ค้าดี ๆ จิตใจประเสริฐแบบภรรยาที่เคารพของคุณหนุ่มก็ดีไปครับ เป็นบุญของผู้บริโภคที่ไม่ผลักภาระให้กับลูกค้า แต่ถ้าเจอแบบที่ผมว่า นอกจากจะผลักภาระให้ลูกค้าแล้วยังโบ้ยความผิดให้รัฐบาลอีกต่างหากครับ (อย่าลืมแถมให้ผมด้วยนะครับภรรยาคุณหนุ่ม เขียนเชียร์ขนาดนี้แล้ว - ฮา)

ไข่ในระบบชั่งน้ำหนัก ยุติธรรมกว่าไข่คัดขนาด แต่ไม่ได้แปลว่าจะประหยัดกว่าไข่คัดขนาดเสมอไปครับ มันขึ้นกับจำนวนที่ใช้งานด้วย และผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่า สำหรับประชาชนทั่วไป มันไม่ได้ดีเลิศไปมากกว่าประหยัดเงินได้อีกสัปดาห์ละ 2 บาท ดังนั้นไอ้อาการเว่อร์ของคนในรัฐบาล มันก็คือปาหี่ดี ๆ นี่เองครับ ปาหี่แก้ผ้าเอาหน้ารอด ทำอะไรอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไม่ได้ เลยมาเล่นลิเกให้ดู แค่นั้นเองครับ!!!


จบบริบูรณ์


สวัสดีครับ
.
.

ภาพไข่อภิสิทธิ์




เพลง อะไรก็กู ศิลปิน คุณยอดรัก สลักใจ
หวังว่าคงถูกใจเพลงประกอบเอนทรีนะครับท่านนายกฯ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 38
ni_gul วันที่ : 25/01/2011 เวลา : 17.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

(0)
ปาหี่...ปาหี่อภิสิทธิ์เกาไข่...
ความคิดเห็นที่ 37
Kati วันที่ : 24/01/2011 เวลา : 04.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kati1789

(0)
สวัสดีครับ ท่านปรัตยา

มาร่วมรับรู้
ปัญหา เกาไข่ไม่ถูกที่คัน
ด้วยความไม่พึงใจในหลายประเด็น
แต่อ่านเรื่องราว ข้อมูลของท่านแล้ว
อิ่มเอมใจยิ่งนัก ครับ

ตอบคำถึง วาทกรรม ไข่อภิสิทธิ์
ได้บรรเจิดใจยิ่งนัก ครับท่าน :)
ความคิดเห็นที่ 36
สุกรวดี วันที่ : 23/01/2011 เวลา : 22.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rojanar

(0)
ตกข่าวเรื่องไข่.....
เนื่องจากในเมกา ไข่18ฟอง 2.99 เซ็น(ราว90บาท)
ซื้อ1+แถม1 อีกต่างหาก

""เว้นว่างกลอนการเมือง -มาแต่ปีเสือ
รวมทั้งไม่ค่อยได้ อัพบล๊อก แต่ดีใจและขอบคุณ
ที่ยังไม่ลืมกัน""
ความคิดเห็นที่ 35
แม่สีไฟ วันที่ : 23/01/2011 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

(0)
อ้าว!...พิมพ์ "คอนโด" ผิดเป็น "คอนโดน ฯ" ได้ไง

ตอนอ่านตัด น หนู ด้วยนะคะ
แต่ห้ามแก้ผ้า"หนู" ...กลัว

ความคิดเห็นที่ 34
แม่สีไฟ วันที่ : 23/01/2011 เวลา : 15.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

(0)
สังคมมัวแต่ด่านายก ฯ ก็จะเสียเวลา
หันไปเรียกร้องให้ไม่กี่ตระกูลที่รวยในเมืองไทย
หันมาคิดทำอะไรเพื่อกระจายเม็ดเงินไว้ซื้อไข่ให้ชาวบ้าน
อีกประมาณ 60 ล้านตระกูล (เดาอ่ะ) ดีกว่ามั๊ยคะ

คนเราแต่ละคนก็แค่ปากเดียวท้องเดียว
กินได้ก็แค่อิ่ม มากกว่านั้นก็สิ่งที่เกินจำเป็นต่อการบริโภค
เช่น ความมีหน้ามีตา อำนาจ ผู้หญิง/ผู้ชาย (ที่ใครแอบเลี้ยง) ที่หลบภัย ฯลฯ เกินปัจจัยสี่ อายุก็แก่ไม่ถึง 120 ปีสักคนหรอก
จะใช้เงินเป็นพันล้าน หรือล้าน ๆ หมดยังไง
(นอกจากเอาไปทิ้งบ่อนแถวเพื่อนบ้านของไทย ไปชอปปิ้ง
ไปตากอากาศ ไปทำบ้าบอคอแตกที่ต่างประเทศ)

ว่าแต่ไม่กี่ตระกูลที่ว่าเขาถูกกันมั๊ยอ่ะ
จะได้รวมหัวคุยช่วยนายก ฯ กู้ประเทศได้
รวยขนาดนั้น ไม่รู้ได้ไงว่า พวกคุณรอดอยู่ไม่กี่ตระกูล
ถ้าประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่รอด อนาคตลูกหลานคุณก็ไม่รอดเหมือนกัน
แฮ่! นอกจากหนีไปเสวยสุขที่ประเทศอื่นแล้วไม่กลับมาอีกง่ะ

ส่วนข้าราชการประจำ หาการบ้านอื่นให้ทำเยอะ ๆ
เช่น ทำไงจะลดช่องโหว่การ Make งบประมาณและใบเสร็จได้
เอาแค่นี้ก่อน เพราะมันกระทบการวางแผนและงบประมาณแผ่นดินอย่างร้ายแรง (แผนที่เบี่ยงเบนย่อมมาจากพื้นฐานข้อมูลที่ไม่เป็นจริง นั่นหมายถึงอนาคตที่เบียงเบนเช่นกัน)
...
มิเช่นนั้น คงไม่มีข้าราชการที่เปลี่ยนรถยนต์ใหม่ทุกปี หรือ
รวยขนาดแอบซื้อคอนโดน ฯ ย่านคนรวยในที่ต่าง ๆ ไว้เสริมบารมีอ่ะนะ

คงมีอีกหลายข้อที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ไข่ ไปจนถึง...?



ความคิดเห็นที่ 33
ลุงตุ่ย วันที่ : 23/01/2011 เวลา : 10.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/THAMRONG

(0)
การชั่งกิโลไม่ได้แก้ไข
ต้นทุนเรื่องการคัดแยก
ความคิดเห็นที่ 32
ลุงตุ่ย วันที่ : 23/01/2011 เวลา : 10.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/THAMRONG

(0)
ปัญหาไข่อภิสิทธิ์
เกาไม่ถูกที่คันครับ
ความคิดเห็นที่ 31
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 23/01/2011 เวลา : 00.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

(0)
สงสัยเวลานี้ผมอ่านคนเดียว ฮา
ความคิดเห็นที่ 30
อาคม วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 21.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/akom

(0)
มารายงาน..ว่าอ่านเพิ่มแล้วครับ...
ความคิดเห็นที่ 29
BlueHill วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 13.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(0)
คนกินไข่ทุกวัน แต่ไม่เคยซื้อไข่กินเองอย่างผม
หมดมุขจะคุยกับท่านปลัดเลยครับ
รู้่แต่ไข่พะโล้ที่กินตามร้านค้่าข้่างทาง ขนาดมันเล็กลงทุกวัน
วัดไปวัดมา ใหญ่กว่าไข่นกกะทาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 28
เก็ดถวา วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 12.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gedtawa
ความใฝ่ฝันแสนงามแต่ครั้งเคยเนา ชื่นหวานในใจเราอยู่มิเว้นวัน 

(0)
แวะมาอ่านส่วนที่เพิ่มเติมค่ะ
ความคิดเห็นที่ 27
kamolnum วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 11.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kamolnum

(0)

ขออนุญาติเพิ่มรูปครับ
ไข่ที่เอามาต้ม เพื่ออาหารจานนี้ซะเป็นส่วนใหญ่
"สลัดแขก" ครับ ขายดีมาก วันละไม่ต่ำกว่าห้าสิบจาน
ความคิดเห็นที่ 26
kamolnum วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 11.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kamolnum

(0)
ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณครับ สำหรับส่วนเิพิ่มเติม
อ่านแล้วจะได้ไปบอกภรรยา(เพื่อเอาหน้า)
ว่าให้ซื้อลูกเล็ก จะประหยัดกว่า 555
(จะได้ไปทัวร์ยุโรปกันซะที)

ที่ร้านของภรรยา จะซื้อไข่กับเจ้าประจำครับ
มาส่งให้ถึงร้าน ราคาจะถูกกว่าไปซื้อที่ตลาดนิดหน่อย
ที่ถูกกว่าเพราะซื้อปริมาณเยอะ และใช้ไข่เก่าครับ
ที่ใช้ไข่เก่านี่ ไม่ใช่ไข่หมดอายุนะ แต่อายุมากกว่าไข่สดประมาณเจ็ดวัน

เหตุผลเพราะเวลาต้มแล้ว มันปอกง่ายครับ
อันนี้ก็เพิ่งรู้เหมือนกัน ที่รู้เพราะตอนกลับบ้านไปครั้งหนึ่ง
หลังรถกะบะคันงามของผม เรียงรายไปด้วยไข่ในกะบะเป็นร้อยๆฟอง
เห็นแล้วก็งง สอบถามได้ความว่า ได้ไข่สดมากๆมา
เลยต้องเอามาตากแดด เพื่อเร่งให้มันเก่าลงหน่อย

ปล. เดี๋ยวบ่ายๆ จะไปดัน(เบาๆ)ให้ในเฟซบุคอีกรอบ
ความคิดเห็นที่ 25
แพรจารุ วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 11.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/parjaru
มาช่วยกันไล่เซฟรอนออกจากทะเล

(0)
ไข่สวยมาก เพลงก็สนุก แต่พี่ยังไมไ่ด้อ่านนะคะ ต้องตั้งหน้าตั้งตากันก่อน
ความคิดเห็นที่ 24
เป๊ปซี่ วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 10.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

(0)
...ถ้าดูจากต้นทุนที่คุณปรัตยาแจกแจงมา...

...เราก็น่าจะไปแก้จากอาหารสัตว์นะครับ...

...อาหารสัตว์มันแพงมาก...

...น่าจะหาอาหารจากธรรมชาติมาทดแทนได้...

...แต่ว่าจะกล้าหรือไม่เพราะบริษัทผลิตอาหารสัตว์เจ้าใหญ่ล้วนแต่เป็นสปอนเซอร์รัฐบาลทั้งนั้น...
ความคิดเห็นที่ 23
ย่าดา วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 10.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

(0)
เห็นว่าไม่เวิรค์มาตรการนี้ยกเลิกไปแล้วไม่ใช่หรอคะ
ความคิดเห็นที่ 22
มัชฌิมาปกร วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 09.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม

(0)

http://www.oknation.net/blog/kintaro/2011/01/22/entry-1

อันเนื่องจากอภิสิทธิ์ของไข่ อิๆๆ
ความคิดเห็นที่ 21
มัชฌิมาปกร วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 06.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม

(0)
เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน คงไม่มีประเทศไทยที่จะวุ่นวายและลึกลับเหมือนประเทศไทย

ลึก ๆ แล้วก็คือ ---- เป็นผู้มีตลาด "ไก่" ที่ใหญ่ที่สุด เริ่มตั้งแต่ อาหารไก่ การฟักไข่ (เพื่อเอาลูกไก่ไปขาย) การเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่พันธุ์ไข่ การแร่เนื้อไก่ ไปไหน ๆ เราก็จะเห็นโรงผลิตของซีพีเรียงรายไปตามทาง เฉพาะโคราชที่เดียวก็มากมาย

--- เกี่ยวข้องกับ "ประชาธิปัติ" มาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ "พ่อค้าไก่" สัมปทาน "โทรศัพท์" ได้ จน คาราบาวร้องเพลงแซว "ขี้ไก่" (ฟังได้ที่นี่ครับ http://www.oknation.net/blog/thailandneverdie/2009/01/07/entry-2)
"ผมเป็นพ่อค้าเป็ดไก่ คบหาแต่คนที่เป็นใหญ่ โครงกงโครงการประเทศไทย ยังไงก็เสร็จผม... สุภาษิตการค้าคือกำไร ลงทุนลงไปต้องถอนทุน...."
"เป็ดไก่วันนี้เป็นไซด์ไล โทรศัพท์ล้านสายนอนรอท่า..."

ด้วยเหตุ "ลึก ๆ " เช่นนี้ เจ้าพ่อใหญ่แห่งวงการไก่ ไม่เห็นจะยากหรือง่าย ที่จะทำให้ "ไก่และผลิตผลจากไก่ รวมถึง ผลิตภัณฑ์เพื่อไก่" แพงขึ้น หรือ ถูกลงได้ เพื่อหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อแพงขึ้นก็มีแนวคิดในการแก้ปัญหา การชั่งไข่ไก่ขาย... ง่ายดี แม่ค้าด่ากันทั่วตลาด
ดูตารางข้างบนเหมือนไข่ถูกลง เหมือนมีมาตรฐาน
แต่ในทางปฏิบัติ บ้านไหนเมืองไหน บ้านนอกคอกนา เขาจะมีเครื่องชั่งที่แยกเป็นกรัม และเศษของกรัมได้
ถ้าไข่เบอร์ 1 หนึ่งฟอง หนัก 132 กรัม คิดเป็น กี่บาท แล้วเศษของมัน ในทางปฏิบัติ ใครจะเอาเศษสตางค์มาทอน ทำไปทำมา คนซื้อขาดทุน


ทำไม ไม่ส่งเสริมให้ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
ใช้ชาวบ้านเลี้ยงแม่ไก่ไข่สักบ้านละ 5 ตัว แจกลูกไก่ไปเลย เลี้ยงไว้กินเอง ตอนผมเป็นเด็ก ก็เลี้ยงไก่บ้าน แล้วก็เก็บไข่มากินเอง ไม่ต้องซื้อ แค่นี้ไก่ก็ล้นตลาดแล้ว

ไม่แน่จริงนี่นา.....
ความคิดเห็นที่ 20
ครูแดง วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 06.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

(0)
-ปิดฟาร์มตามาดูไข่อภิสิทธ์

-จะนับฟอง จะชั่งกิโล ...ก็ต้องกินอยู่ดีนะ...

-
ความคิดเห็นที่ 19
กล้วยพองลา วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 05.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kalama

(0)
รายการอาหาร

ข้าวผัดไข่เล็ก 20

ข้าวผัดไขใหญ่ 25

ข้าวขาหมูใส่ไข่เล็ก 30

ข้าวขาหมูใส่ไข่ใหญ่ 40

ข้าวขาหมูใส่ไข่ฉีกใหญ่ 35 ....

"แล้วฉีก คืออะไร.....
ความคิดเห็นที่ 18
ชบาตานี วันที่ : 22/01/2011 เวลา : 05.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

(0)
แถวบ้านนอก ยังคงขายเป็นฟองเหมือนเดิมค่ะ
ความคิดเห็นที่ 17
เป็ดน้อยลอยน้ำ วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thesexiestrubberduckling

(0)
...แต่ท่านพี่ลืมสรุปว่าเกษตรกรได้อาไรบ้างจากการขายไข่เป็นกิโลอะ

แล้วก็ลืมบอกด้วยว่าไข่ปรัตยาขายยังไง ราคาเท่าไหร่
ความคิดเห็นที่ 16
สิริปตี วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 23.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

(0)
แก้ปัญหาราคาไข่
แก้ไข่ให้ได้ราคา
แก้ราคาไข่ไร้ปัญหา
แก้มาไข่ได้ราคา
ความคิดเห็นที่ 15
อาคม วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 22.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/akom

(0)
entryนี้น่าสนใจจริง ๆ +1
สร้างสรรค์จริง ๆ ไข่ขายเป็นโล..
ความคิดเห็นที่ 14
Janni_Lee วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 22.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mylifeanddogs
Hope, Love, and Joyfulness... It is here on earth and has four legs !

(0)
ตอนได้ข่าว ขายไข่ชั่งกิโล ก็ งง ๆ นึกว่าเรื่องเล่น ๆ
จริงหรอคะเนี่ย แปลกดีค่ะ ไม่เคยเห็น
ไข่แพงเป็นปัญหาระดับชาติเลยนะคะ
คุณปรัตยาวิเคราะห์ให้อ่านง่าย ไข่แพงเพราะอะไร
เพราะสงสัยอยู่เหมือนกัน ว่า ทำไมถึงแพงขึ้น
ขอบคุณนะคะ
สองโหวตค่ะ
ความคิดเห็นที่ 13
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 22.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

(0)
ถ้าต่อไปมีนายกรัฐมนตรีหญิง เราจะยังมีไข่นายกฯหญิงไหมคะ???สงสัยอ่ะค่ะ เพราะเรื่องไข่มันเรื่องใหญ่จริงจริ๊งงงงงค่ะ
ความคิดเห็นที่ 12
ผู้หญิงตัวเล็ก วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 22.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinn

(0)
นั่งขำตั้งแต่ได้ยินแนวคิดนี้แล้วล่ะค่ะ
แต่ก็เป็นคนชอบกินไข่เจียวเสียด้วย
แหม...ซื้อไข่เป็นกิโลต่อไปนี้ก็จะประหยัดเงิน
ได้อาทิตย์ล่ะ 2 บาทแล้วสิ เหอๆ
ความคิดเห็นที่ 11
kamolnum วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 22.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kamolnum

(0)
คอมเมนท์ในฐานะที่มีภรรยา(ที่เคารพ) ทำร้านอาหาร

เป็นร้านอาหารอิสลามครับ
(เคยเขียนถึงในเอนทรี่เก่าๆ)
ขายโรตี มะตะบะ แกง สลัดแขก
ซึ่งใช้ไข่เยอะมากในแต่ละวัน

เธอก็บ่นๆว่า ไข่แพง อาจต้องขึ้นราคาโรตี
หลังๆ พอมาชั่งกิโลขาย กับร้านอาหาร มันก็ประหยัดไปได้เยอะพอสมควร
ก็เลยไม่ต้องผลักภาระนี้ไปให้ลูกค้า

ผมว่า มันก็มีด้านดีเหมือนกันนะเนี่ย
ความคิดเห็นที่ 10
tengpong วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 21.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

(0)
คล้อย เคลิ้มเหมือนกันว่า คันไม่เกาที่ไข่ เอ้ย..
ไข่ที่ถูกโดนเกา..เอ้ย
ไม่เกาคันไข่..เอ้ย
เกาไม่ถูกที่คัน...เอ้ย.....ถูกแล้ว....เพล้ง
.
.
ถ้าอย่างงั้นก็ต้องให้แม่ค้าซื้อเครื่องชั่งแบบดิจิตอล ทุกร้าน
จะได้ช่างอย่างอื่นด้วย ไม่ต้องปัดเศษ
แล้วแม่ค้าจะโวยไหม?
กระทรวงไอที จะช่วยอะไรได้ไหม

เออ ปมไปตลาดเวียตนาม เขาจะมีเครื่องชั่งกลาง ตั้งไว้ที่กลางตลาดเลยนะ
ใครซื้ออะไรมา ถ้าไม่เชื่อใจลูกค้าก็มาชั่งตามชั่งกลางได้ โดยมีเจ้าหน้าที่เขาช่วยดูให้ แต่บ้านเราหวังไปเหอะ แค่ปัดเศษ ก็มองกันตาเขียวทั้งคนซื้อคนขาย
.
.
หรือจะเรียก ๙ ตระกูลแซ่มาคุย ให้ลดราคาลงมามั่ง
แล้วมัน เอ้ย เขาจะมาเหรอ เห็ฯปกติ นักการเมืองจะเดินเข้าไปหาเงินกับพวกนี้ประจำไม่ใช่หรือ
เพราะว่าตัวเจ้าสัวใหญ่ก็พูดเองว่า ให้เงินสนับสนุนเกือบทุกพรรค
.
.
ตานี่มาถึงคนกินไข่อย่างเราๆท่านๆ
บางคนก็กลัว คอลเรสตอรัล บ้าบออะไรก็ไม่รู้ สตอไปวันๆว่ารักสุขภาพ แต่พอเผลอเมื่อไหร่ก็ยัดกันอ้วนทุกราย
ถ้ากินไข่แล้ว คอลเรสตอรัล เยอะ ป่านนี้คนญี่ปุ่นมันตายกันหมดประเทศแล้ว เพราะสถิติคนญี่ปุ่นกินไข่เกือบทุกวันวันละฟอง เฉลี่ย ๓๖๐ ฟองต่อคนต่อปี
ไม่เห็ฯมันจะจุกคลอเรสตอรัลตายเลย

ตอนไปทัวร์ทุกครั้ง ตอนเช้าก็เห็นตักไข่ดาวก่อนทุกที ถ้าไม่มีก็โวยวาย แต่ทำดัดจริตกลัวคลอเรสตอรัล เป็นพวกปากว่าตาขยิบ.....เชอะ
.
.
แต่งงอยู่ว่าไข่หนึ่งแพงราคาขึ้นมาประมาณ ๕ บาท
แต่เวลาเอามาขายเรา มันคิดเราลูกละ ๑๐ บาท
ไอ้อย่างเงี๊ยะ มันน่าธงไชยกะโหลก นัก
ความคิดเห็นที่ 9
เก็ดถวา วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 21.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gedtawa
ความใฝ่ฝันแสนงามแต่ครั้งเคยเนา ชื่นหวานในใจเราอยู่มิเว้นวัน 

(0)
+1

หุหุ ช่างคิดนะคะ
น่าให้รางวัลด้านความคิดสร้างสรรค์ออกค่ะ อิอิ

ปล. ดีนะ เป็นคนไม่ชอบกินไข่ คริคริ
ความคิดเห็นที่ 8
น้องจ๋า วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 21.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nongjar
อย่าแวะทักนะ....เดี๋ยวจะหลงรัก..น้องจ๋า

(0)
อ่ะ ซื้อไข่ 2 ขีด กี่ตังส์คะ
ความคิดเห็นที่ 7
มะอึก วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

(0)
อาจารย์ลองจับทฤษฎีดีมานด์-ซับพลายมาอธิบายเรื่องราคาไข่ให้ฟังหน่อยซี
.
สมัยไข่ราคาตก...เหลือลูกละ 1 บาท
มีการรณรงค์ให้ช่วยกินไข่
ผมกินวันละ 6 ฟอง เช้า 2 เที่ยง 2 เย็น 2
.
เมื่อไข่แพง ก็ลองมารณรงค์ให้เลิกกินไข่กันดูบ้าง...
ราคาไข่ก็จะถูกลงเอง
.
.
ผมเชื่อว่าอาจารย์วิเคราะห์ได้แน่ ๆ

มากินผักกันดีกว่า
คนกินผัก..จะไม่รับรู้เรื่องราคาไข่เลย.......
ความคิดเห็นที่ 6
ชายแม้น วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 20.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/changman

(0)
สรุปแล้ว เกาไม่ถูกไข่ เอ้ย ที่คัน

ขอบคุณครับที่อธิบายเรื่องที่ยากๆ ได้สนุกมาก

อยากรู้ว่า ถ้านายหน้าเหลี่ยมยังเป็นนายกฯ จะแก้ปัญหานี้ยังไง
ความคิดเห็นที่ 5
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 20.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

(0)
อย่าว่าค่ะ เห็นวิธีแก้ปัญหาแล้วสุดเซ็ง
ความคิดเห็นที่ 4
มะอึก วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 20.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

(0)
ไข่....ก็เป็นปัญหาของชาติได้เหมือนกัน
.
ความคิดเห็นที่ 3
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 20.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

(0)
แล้วไง ชอบ ใครจะทำไม
ความคิดเห็นที่ 2
นายหยุมหยิม วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 20.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitevodka

(0)
เรื่องไข่ๆ ผมเสียวฮะ

ความคิดเห็นที่ 1
kruhnoi วันที่ : 21/01/2011 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kruhnoi
You're my destiny !!!.        (kruhnoi ครูหน่อย)...

(0)

ไข่ชั่งกิโล เฮ้ออออออออออ...
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน