*/
  • ครูควนฮาย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : udom_chimdee@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-19
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 153763
  • จำนวนผู้โหวต : 37
  • ส่ง msg :
  • โหวต 37 คน
<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


การศึกษาขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดให้ฟรี ควรกำหนดกี่ปี
9 ปี
1 คน
12 ปี
6 คน

  โหวต 7 คน
วันอังคาร ที่ 4 กันยายน 2550
Posted by , ผู้อ่าน : 3102 , 13:03:20 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จีนไม่กินหมู

.................ชีวิตผ่านกาลเวลาล่วงมา 70 ปี  หลีฮอง จีนชราซึ่งปัจจุบันเป็นเถ้าแก่เจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายสาขา ได้มอบภาระกิจให้ลูกหลานทำกิจการแทน ส่วนเขายังอยู่ประจำที่ร้านโชห่วยซึ่งเขาสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงเมื่อ 20 ปีก่อน  ขณะที่เขานั่งรำลึกนึกถึงชีวิตในวัยหนุ่มที่ต้องหอบเสื่อผืนหมอนใบ ไม่ใช่ซิ มีสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตบ้างเล็กน้อย และสิ่งที่ หลีฮอง ภูมิใจมากที่สุด คือ เขาได้นำเมล็ดพันธุ์อันทรงคุณค่าทั้งเมล็ดพันธุ์ทางความรู้ความคิด ประสบการณ์และพันธุ์ผักอันหลากหลายชนิดมาจากเมืองจีน ขณะที่เขานั่งอยู่หลังร้านเพื่อช่วยสอดส่องมองดูลูกค้าอยู่นั้น พลันสายตาเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ เดินเข้ามาซื้อของในร้าน ความทรงจำในอดีต ได้หวลรำลึกขึ้นมากระชากให้เขาพาร่างกายพร้อมไม้เท้า เดินเข้าหาชายผู้นั้นด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง "ทิดมี" หลีฮองเรียกชื่อชายผู้เป็นลูกค้าอย่างชัดเจน ทำให้คทาชายที่ชื่อ มี หันไปตามเสียงนั้นอย่างงง ๆ พินิจพิศดู จีนชราเจ้าของเสียง คลับคล้ายคลับคลาว่า เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ขณะที่ทิดมียืนจ้องมองด้วยความงงงันอยู่นั้น หลีฮองเจ้าของร้านเข้ามาจับมือ แล้วถามว่า "จำฮั้วไม่ได้แล้วหรือ เมื่อ 30 ปีก่อนเราเคยอยู่และทำงานร่วมกันนะ" ทิดมีร้องอํอพร้อมอุทาน "หลีฮอง!" ก่อนที่จะสาธยายความหลังให้มากความ หลีฮองจูงมือ ทิดมีเข้าหลังร้านและสั่งให้ลูกจ้างคอยดูแลร้าน

...................ณ หลังร้าน หลีฮอง ทันทีที่เชิญทิดมีนั่ง เขาสั่งให้คนใช้เสิร์ฟน้ำชาอย่างดี พร้อมกับสั่งเมนูอาหารเลิศรสที่ทำจากเนื้อหมูทุกชนิด โดยทั้งสองนั่งถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอย่างถูกคอ ไม่กี่นาที่ผ่านไปอาหารอันโอชะ ได้ถูกวางบนโต๊ะหรู ก่อนที่ทั้งสองจะลงมือรับประทาน หลีฮองเอ่ยขึ้นว่า "บัดนี้ฮั้วกินหมูแล้ว" แม้เป็นคำพูดสั้นๆ แต่ทิ่มแทงในใจทิดมีดุจโดนเสียบแทงด้วยมีดปลายแหลมเข้าตรงหัวใจ ทิดมีวางช้อน และหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแก้ฝืดคอ และนึกย้อนความหลังเมื่อ 30 ปีก่อน เขาเคยเป็นเจ้าของที่ดินว่างเปล่าแถวชานกรุงเทพฯ ประมาณ 20 ไร่ มีบ้านหลังเล็กๆ พอได้ซุกหัวนอน แต่เขากลับทำงานรับจ้างเป็นจับกังกับเถ้าแก่จีนไปวันๆ เพื่อหาเงินยาไส้ อยู่มาวันหนึ่งได้เจอกับจีนโพ้นทะเลคนหนึ่ง หอบของมาพรุงพรัง ด้วยที่เขาเคยเป็นจับกังกับเถ้าแก่จีนจึงพอพูดภาษาจีนได้บ้าง จึงถามไถ่ได้ความว่า หลีฮอง หลบหนีเข้าเมืองมาและไม่มีที่อยู่ที่ทำกิน ด้วยนิสัยคนไทยที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร ทิดมีจึง ชวนเขาไปอยู่ด้วยกันหวังว่า จะพาไปสมัครงานกับเถ้าแก่ของตน เมื่อทั้งสองมาถึงบ้าน ทิดมีจัดที่พักที่นอนให้เพื่อนชาวจีน อย่างเป็นสัดส่วน และนั่งคุยกันเพื่อวางแผนในการทำงาน แต่ความหวังของทิศมีผิดคาด เพราะแทนที่หลีฮองจะไปทำงานเป็นจับกังกับเขา หลีฮองกลับชวนเขาทำงานส่วนตัว โดยใช้ที่ดินที่มีอยู่ปลูกผักส่งเข้ากรุงเทพฯ ทิดมีลังเลอยู่พักหนึ่ง หลีฮองได้อธิบายวิธีการปลูก และล้วงเมล็ดพันธุ์จากในเป้ ที่เขานำมาให้ทิดมีดู ทิศมีจึงบอกว่า "เอาก็เอา" เพราะอาชีพจับกังที่เขาทำก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ ทั้งสองจึงตกลงเป็นหุ้นส่วน 50/50 "แต่ถ้าเราไม่ร่ำรวย สัญญาก่อนว่าเราจะไม่กินหมู หากใครผิดสัญญาเป็นอันเลิกหุ้นส่วนกัน" หลีฮองกล่าว ทิศมีตอบ "ตกลง"

...................ทั้งสองจึงเริ่มแผ้วถางที่ดินบางส่วน เพื่อยกร่องปลูกผักบุ้ง หลีฮองบอกเขาว่า ผักบุ้งให้ผลเร็วที่สุด สามารถนำมาเป็นทุนในการทำแปลงผักอื่นต่อไป นอกจากนั้นทั้งสองได้เก็บมูลถ่ายของเสียเพื่อหมักดองไว้ทำปุ๋ย ทุกครั้งที่หลีฮองนำผลผลิตไปขายที่ตลาด เขาได้ซื้อสิ่งของมาเท่าที่จำเป็น ในการดำรงชีวิต ส่วนเงินที่เหลือจะแบ่งเท่ากัน โดยต่างคนต่างเก็บ

...................กาลเวลาผ่านไป 10 ปี ทั้งสองทำงานอย่างขะมักเขม้น ขยายแปลงผักจนเต็มพื้นที่ 20 ไร่ โดยจ้างแรงงานมาแบ่งเบาในบางครั้ง

...................วันหนึ่งขณะที่หลีฮองกลับมาจากตลาด เขาได้กลิ่นหอมอะไรอย่างหนึ่งจนรู้สึกหิวและน้ำลายสอ เมื่อเขาขึ้นมาบนบ้าน พบว่าทิดมีกำลังผัดหมู กับผักดูน่าเอร็ดอร่อยยิ่งนัก หลีฮองไม่พูดอะไร ทั้งนั่งลงกินข้าวจนอิ่มหนำสำราญเสร็จ หลีฮองจึงกล่าวขึ้นว่า "ลื้อผิดสัญญา" "สัญญาอะไร" ทิดมีถาม "ถ้าเราไม่รวยเราจะไม่กินหมูไง" หลีฮองตอบ แต่ทิศมีแย้งว่า "ก็ตอนนี้เรารวยแล้วไง" "ยัง" หลีฮองตัดบท แล้วพูดต่อว่า "ถ้าอย่างนั้นเราแยกทางกันวันพรุ่งนี้"

.................20 ปี ผ่านไป ทั้งสองมาพบกัน ความแตกต่างในฐานะราวฟ้ากับดิน ทิดมีจึงเอ่ยถาม หลีฮองว่า "เป็นไงมาไงจึงได้มาเป็นเถ้าแก่อย่างนี้ละ" เขาจึงเริ่มเล่าอย่างตั้งใจว่า เมื่อเขาจากทิดมีมาในวันนั้น เขามีเงินติดตัวมา ประมาณ 500 บาท (500 บาทสมัยก่อนมากพอดู) เขาได้เช่าพื้นที่หน้าร้าน เถ้าแก่ชาวจีนคนหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 8 ตารางเมตร เพื่อตั้งรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว เมื่อเก็นเงินได้พอประมาณ จึงขอเช่าบ้านของเถ้าแก่คนเดิม เพื่อเปิดร้านขายของโชห่วย เมื่อเก็นเงินได้มากขึ้น ก็ขอเซ้งร้านหลังนี้และอยู่จนปัจจุบัน จากนั้นได้ขยายกิจการด้วยการกู้เงินธนาคารบ้าง เงินสดบ้าง จนปัจจุบันมีห้างสรรพสินค้า 3 สาขา หลีฮองเล่าเรื่องย่อๆ โดยไม่ลืมย้ำว่า "ตอนที่ฮั้วลำบาก ฮั้วถือสุภาษิตว่า ถ้าฮั้วไม่ร่ำรวยจะไม่กินหมูเด็ดขาด ซึ่งฮั้วกินมาประมาณ 10 ปีมานี้เอง" หลีฮองถามต่อว่า "แล้วท่านละ" ทิศมีเล่าอย่างอายๆ ว่า หลังจากแยกกับท่านแล้ว เพื่อนคนไทยคนหนึ่งเข้ามาร่วมลงทุนต่อ แต่ด้วยความขาดประสบการณ์ รวมทั้งการตลาด เราจึงขาดทุนและเลิกกิจการกลับไปทำงานรับจ้างต่อ ส่วนที่ดินนั้นได้ขายไปหมดแล้ว ให้เขาทำบ้านจัดสรร เหลือไว้เป็นที่ตั้งบ้าน แค่ห้องเดียว จากนั้นทิดมีจึงกล่าวลาเพื่อนหลีฮอง และทั้งสองไม่มีโอกาสพบเจอกันอีกเลย



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มะอึก วันที่ : 05/09/2007 เวลา : 12.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

นิทานเรื่องนี้ไม่เคยฟัง....อ่านแล้วชอบมาก...ให้ข้อคิดอย่างลึกซึ่งเรื่องความตั้งใจจริง

ขออนุญาตโหวตให้กับผู้มีความตั้งใจริงครับ...ว่าที่ท่าน ผอ.ฯ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ริมโขง วันที่ : 04/09/2007 เวลา : 17.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mitsunjon

มาเยี่ยมเยียนเพื่อ่นบล็อกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
รอยยิ้มจางๆ วันที่ : 04/09/2007 เวลา : 15.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wana22
บ้าน ของ หัวใจ

สวัสดีคะ มาอ่านนิทานของคุณครู

ในแง่คิด ในการรักษาคำพูดดีคะครู

"นักเรียนหวาน"

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 04/09/2007 เวลา : 13.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ได้แง่คิดมุมมองเรื่องวิธีคิดของคน 2 คนค่ะ

แวะมาทักทายกันยามบ่ายค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน