*/
  • ครูควนฮาย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : udom_chimdee@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-19
  • จำนวนเรื่อง : 71
  • จำนวนผู้ชม : 153753
  • จำนวนผู้โหวต : 37
  • ส่ง msg :
  • โหวต 37 คน
<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


การศึกษาขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดให้ฟรี ควรกำหนดกี่ปี
9 ปี
1 คน
12 ปี
6 คน

  โหวต 7 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน 2550
Posted by ครูควนฮาย , ผู้อ่าน : 3556 , 13:09:07 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การกระตุ้นทางปัญญา

ความหมาย

การกระตุ้นทางปัญญา  (Intellectual  Stimulation : IS)  หมายถึง  การที่ครูมีการกระตุ้นนักเรียน  ให้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในบทเรียน  ทำให้ผู้เรียนมีความต้องการหาแนวทางใหม่ๆ มาแก้ปัญหา เพื่อหาข้อสรุปใหม่ที่ดีกว่าเดิม  เพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่และสร้างสรรค์  โดยครูต้องสร้างกระบวนการคิดและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  มีการตั้งสมมุติฐาน  การเปลี่ยนกรอบ (Reforming)  การมองปัญหา  และการเผชิญกับสถานการณ์เก่าๆ ด้วยวิถีทางใหม่แบบใหม่ๆ  มีการจูงใจและสนับสนุนความคิดริเริ่มใหม่ๆในการพิจารณาปัญหาและการหาคำตอบของปัญหา  มีการให้กำลังใจผู้เรียนให้พยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ๆ  (สรุปมาจาก:  http://siam.edu/su_doc/2550_bus11.doc)

แนวทางการกระตุ้นทางปัญญา

แนวทางการปฎิบัติของครูที่เป็นปัจจัยความสำเร็จ คือ ครูที่สามารถให้เกิดการกระตุ้นทางปัญญาได้ด้วยการ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน และร่วมตลอดกิจกรรม  การทำงานเป็นกลุ่ม และมีสื่ออุปกรณ์ที่เอื้ออำนวยพร้อมในการเรียนรู้ เป็นต้น (สรุปมาจาก: http://educationresearch.bizhat.com/BestPractice-leader.doc)

การกระตุ้นทางปัญญาอาจจำแนกเป็น 2 แนวทาง คือ

1. การกระตุ้นทางบวก  หมายถึงการใช้แรงจูงเชิงบวก ให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น เกิดภาวะหลั่งสารจากต่อมไร้ท่อ ให้มีความสุขกับการเรียน ดังที่ ประเวศ วะสี กล่าวว่า  ตามธรรมชาติร่างกายจะมีกลไกการหลั่งสารที่ให้ความสุขออกมาอยู่ตลอดเวลาสารสุขคือเอ็นโดฟิน (Endophins) เอ็นโดฟินส์จัดเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในจำนวนหลายชนิดที่สร้างมาจากเซลล์ประสาทเพื่อนำกระแสประสาทถ่ายทอดต่อ ๆ ไป  ดังนั้นพอสรุปแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถกระตุ้นเชิงบวกได้ 8 วิธี ดังนี้

1.1 การให้นักเรียนออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมการเรียนรู้ให้สนุกสนาน

1.2 การให้นักเรียนฝึกสมาธิ

1.3 การให้นักเรียนได้สัมผัส ธรรมชาติหรือจินตนาการกับ เอกภพ ท้องฟ้า ทะเล ป่าเขา เป็นต้น

1.4  การฝึกให้นักเรียนมีจิตใจเมตตา

1.5 การตั้งรางวัลเมื่องานสำเร็จ

1.6 การให้ได้ชมความงามตามธรรมชาติหรือศิลปะ

1.7 การให้ทำในงานที่ชอบ ถ้านักเรียนได้ทำงานที่ตนเองชอบจะมีความสุข ตั้งใจทำให้ประณีตกลายเป็นความงามหรือศิลปะที่มาพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น 

1.8 การทำงานเป็นกลุ่ม การที่คนหลายคนมาทำอะไร ๆ ร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทำให้มีความสำเร็จสูง และมีความสุขอย่างยิ่ง

            2. การกระตุ้นเชิงลบ เป็นการกระตุ้นทางปัญญาชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนได้ประสบมาจากชีวิตจริง เช่น คนกลุ่มหนึ่งแอบเล่นการพนันกัน เมื่อยินเสียงคนตะโกนบอกว่า “ตำรวจมา” ด้วยความกลัวถูกจับ บางคนกล้ากระโดดหน้าต่างหนีลงจากบ้านที่สูงสองชั้น หรือบางคนกระโดดข้ามกำแพงที่สูงเสมอศรีษะ สิ่งที่มากระตุ้นให้กระทำเกินความสามารถปกติ คือ ความกลัว อันความกลัวถูกใช้กระตุ้นผู้คนให้ทำงานจนบรรลุความสำเร็จมาแล้วมากมายซึ่งใช้กับกลุ่มที่ใช้แรงจูงใจเชิงบวกไม่ได้ผล ดังเช่นแม่ทัพสมัยโบราณหลายคนที่สั่งให้คนไปตายด้วยคำสั่งอันเฉียบขาดว่า “ใครถอยให้ตัดหัวทันที” ทั้งๆ ที่การเข้าสู่สนามรบเป็นตายเท่าๆ กัน ดังนั้นการกระตุ้นโดยใช้หลักความกลัว(นักเรียนบางกลุ่มที่ไม่สนใจแรงจูงใจเชิงบวก) ด้วยการกำหนดโทษอย่างเหมาะสมอาจช่วยให้ครูกระตุ้นทางปัญญาที่เหนือความความสามารถที่เขาแสดงออกมาตามปกติ   อีกกรณีหนึ่ง เมื่อมีไฟไหม้บ้านมีบางคนสามารถแบกโอ่งน้ำหนีไฟด้วยความตกใจ ซึ่งปกติคนทั่วไปไม่สามารถยกได้ จึงเป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่งว่า เมื่อคนเราตกใจจะสามารถใช้พลังงานแฝงในตัวออกมาใช้ในยามคับขัน อีกทั้ง ความโกรธ เป็นกลเม็ดอย่างหนึ่งที่ผู้คนมักยั่วยุให้เกิดกับฝ่ายตรงกันข้ามเพื่อใช้งานผู้ที่กำลังโกรธอย่างได้ผล เพราะความโกรธมักขาดเหตุผลและการไตร่ตรอง ดังนั้นการเลือกใช้แรงกระตุ้นทางปัญญเชิงลบกับนักเรียนครูจะต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสีย หากผลเสียมากกว่าได้ ครูไม่ควรใช้

             ตัวอย่าง(1) การกระตุ้นด้วยความกลัว "พรุ่งนี้ใครไม่ทำการบ้านมา ครูตีข้อและ 1 ที" ครูสั่งพร้อมกับเอามือลูบไม้หวาย ขนาดเขื่อง แล้วตั้งไว้บนโต๊ะ (ครูอาจไม่ต้องตีนักเรียนก็ได้ เพราะนักเรียนอาจทำมาครบทุกคน)

             ตัวอย่าง(2) การกระตุ้นด้วยความตกใจ นักเรียนบางสว่นในห้องเรียนมีสมาธิสั้น ในการทำแบบฝึกนักเรียนเหล่านั้น มักจะหันไปเล่นด้วยกัน อาจทำให้นักเรียนอื่น รำคาญและเสียสมาธิ การที่ครูใช้ไม้เคาะโต๊ะให้มีเสียงดัง อาจเรียกสมาธิคืนได้ หรือเรียกสมาธิด้วยการสั่งปรบมือพร้อมกัน (12 12 12 123 เฮ) เป็นต้น หรือ ปรบมือแบบลูกเสือ (123 456 789 10 ) ฯลฯ

            ตัวอย่าง(3) การกระตุ้นด้วยความโกรธ ใช้ได้กับวัยรุ่น ครูควรพูดท้าทายความสามารถนักเรียนให้ต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วหาแนวร่วมจากนักเรียนโดยพูดกระตุ้นให้เพื่อนหัวเราะ (แต่ระวังการพูดดูถูกเหยียดหยามโดยเฉพาะปมด้อยของนักเรียน) ความโกรธอาจนำมาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ที่เหนือกว่าได้ แต่หลังจากงานสำเร็จ ครูจะต้องพูดชมเชยและพูดให้เพื่อนนักเรียนยอมรับ....



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Augustman วันที่ : 14/09/2007 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Augustman
• มอบทุกสิ่ง ด้วยใจ ใสพิสุทธิ์

แวะมารับทราบจิตวิทยาการเรียนการสอนเด็กในวัยต่างๆ ครับ


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลานเทวา วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 13.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

วันนี้คุณครูมาด้วยวิชาการเลยนะครับ
ขอบคุณครับผม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน