risk management forum
แนวคิดการบริหารความเสี่ยง การบริหารจัดการธุรกิจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chirapon
วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม 2554
Posted by จิรพรสุเมธีประสิทธิ์ , ผู้อ่าน : 559 , 20:41:06 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อาจารย์จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

sumetheeprasit@hotmail.com

          แนวคิดด้านการบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโลกมิใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ หากแต่ได้มีความพยายามในเรื่องนี้มาโดยตลอด จนเกิดเป็นพัฒนาการของการบริหารความเสี่ยงมาตามลำดับ

          เท่าที่มีการรวบรวมประวัติย่อของเหตุแห่งความเสี่ยงที่นำไปสู่การพัฒนาการด้านแนวคิดของการบริหารความเสี่ยง ที่เขียนไว้ใน Risk Management Reports, Vol. 26, No. 12 December 1999 สามารถเรียบเรียงให้เห็นความพยายามของมนุษย์ในการสร้างระบบบริหารความเสี่ยง ดังนี้

 

ปี 2443

เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า The Great Galveston ในนครเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เมื่อพายุเฮอริเคน และกระแสน้ำได้คร่าชีวิตผู้คนกว่า 5,000 คน และสร้างความเสียหายให้กับเท็กซัส ในช่วงเวลาไม่ถึง 12 ชั่วโมง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกระบวนการของการพยากรณ์อากาศในทวีปอเมริกาเหนือทั้งทวีป รวมทั้งในโลก  ไปสู่การตื่นตัวติดตามและเตือนภัยตามธรรมชาติประเภทนี้ อย่างเป็นระบบ

ปี 2448 – 2455

เปิดระบบการบังคับให้มีการชดเชยการเลิกจ้างให้กับแรงงานด้วยการออกกฎหมายการจ่ายเงินชดเชยเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา  ระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงแก่ผู้ใช้แรงงานจึงเริ่มมีการเผยแพร่ออกไปทั่วโลก  และกระตุ้นให้เกิดกองทุนเงินชดเชยและกองทุนประกันสังคมในประเทศส่วนใหญ่ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ ในช่วงทศวรรษ 1930 ระบบบริหารความเสี่ยงในรูปแบบนี้ได้เปลี่ยนแปลงกรอบแนวคิด ด้านความรับผิดชอบในการดูแลความมั่นคง ทางการเงินจากการจ้างงานที่เคยเป็นประเด็นส่วนตัวที่ลูกจ้างแต่ละคนแบกรับภาระความเสี่ยงเอง มาเป็นการกำหนดให้นายจ้างต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ด้วย

ปี 2463

บริษัท บริติช ปิโตรเลียม จัดตั้งบริษัทประกันชื่อ Tanker Insurance ซึ่งเป็นกลุ่มของกิจการที่บุกเบิกธุรกิจประกันภัยธุรกิจน้ำมันในโลก  เป็นตัวสนับสนุนประการหนึ่งให้เกิดความสนใจที่จะออกสำรวจแหล่งน้ำมันธรรมชาติครั้งใหญ่ในระหว่าง ทศวรรษ 1970 และ 1980 จนปัจจุบันมีบริษัทที่รับประกันภัยธุรกิจน้ำมันในโลกรวมกันกว่า 5,000 แห่ง มียอดการเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันภัยกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ มีทุนจดทะเบียนบริษัทรวมกันกว่า 101,000 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการที่กิจการต้องแบกรับความเสี่ยงในด้านการลงทุนทางธุรกิจเองทั้งหมด  เป็นการเพิ่มทางเลือกในการถ่ายโอนความเสี่ยงออกไปยังกิจการอื่น ๆ ที่อยู่ภายนอก

ปี 2464

นายแฟรงค์ ไนท์ ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “Risk Uncertainty and Profit” นับเป็นหนังสือที่เป็นต้นแบบเล่มแรก ที่อธิบายแนวคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงไว้อย่างเป็นระบบ โดยนายแฟรงค์ ได้แยกแยะเรื่องของความไม่แน่นอน (Uncertainty) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถวัดค่าได้ กับเรื่องของความเสี่ยงที่สามารถจะประมาณและวัดค่าได้

นายแฟรงค์เป็นคนแรกที่สร้างงานเขียนที่ชี้ว่า มีโอกาสเกิดสิ่งที่ไม่ได้คาดหมายก่อน หรือเรื่องประหลาดใจได้มากมาย  ซึ่งผู้บริหารต้องความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อถือหรือใช้ประสบการณ์ที่เคยเกิดความเสี่ยงในอดีตมาคาดคะเน หรือพยากรณ์ความเสี่ยงในอนาคต

 

นายจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า “A Treatise On Probability” คัดค้านการพิจารณาความเสี่ยงในลักษณะที่เป็นการเชื่อคนหมู่มากหรือพวกมากลากไป (The Law of Great Number) และให้ความสำคัญการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับ การประมวลผลความคิดในเชิงเปรียบเทียบ หรือ จัดลำดับความสำคัญของโอกาสความน่าจะเป็นเพื่อกำหนดระดับความเสี่ยงของปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ที่ทำการวิเคราะห์ความเสี่ยง แทนการเชื่อในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ

ปี 2469

นายจอห์น วอง นูมองน์ (John Von Neumann) ได้นำเสนอผลงานที่เป็นทฤษฎีเกม และกลยุทธ์ “The Theory of Games and Strategy” ที่มหาวิทยาลัย กอตทิงเจน โดยเสนอว่า องค์กรควรให้ความสำคัญกับเป้าหมายของการหลีกเลี่ยงความสูญเสียหรือความพ่ายแพ้ เสียหาย มากกว่า เป้าหมายของการมีชัย (Winning) เสนอทฤษฎีของเขาได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น จนปี 2469 เขาและออสการ์ มอร์เก้นสเทิร์น ได้ตีพิมพ์เรื่องนี้ออกมาเป็นหนังสือชื่อ “The Theory of Games and Economic Behavior”

ปี 2476

สภาคองเกรสของสหรัฐได้ผ่านกฎหมายชื่อ Glass-Steagall ห้ามการถือหุ้นในระหว่างสถาบันการเงิน ประเภทต่างๆ หรือห้ามการถือหุ้นในบริษัทเงินทุนของ ธนาคารพาณิชย์ และห้ามการถือหุ้นในบริษัทเงินทุน ของ ธนาคารพาณิชย์ และห้ามการถือหุ้นในธนาคารพาณิชย์ของ บริษัทเงินทุน กฎหมายฉบับนี้ในที่สุดก็ถูกยกเลิกในช่วงปลายปี 2542 อันเป็นการสกัดกั้นการพัฒนาการของสถาบันการเงิน และทำให้แนวคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงเป็นการดำเนินการแบบแยกส่วนแทนที่จะเป็นแบบบูรณาการ แต่ในปัจจุบันก็ยังคงมีแนวคิดด้านการแยกส่วนของการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน และความเสี่ยงจากธุรกิจประกันภัยอยู่บ้าง

ปี 2488

สภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ผ่านกฎหมาย ชื่อ McCarran – Ferguson กระจาย อำนาจในการกำกับธุรกิจประกันภัยออกเป็นระดับมลรัฐ  แทนที่จะรวมเป็นกฎหมายในระดับชาติ หรือรัฐบาลกลาง อย่างเดียว เนื่องจากขณะนั้นธุรกิจประกันภัยเริ่มแพร่หลายออกไปในระดับประเทศ และระหว่างประเทศมากขึ้น อันเป็นส่วนหนึ่งที่สกัดกั้นแนวคิดของการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการ ในขณะที่บทบาทของการประกันภัยเริ่มมีส่วนในการตอบสนองความต้องการถ่ายโอนความเสี่ยง และเป็นธุรกิจที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินสูง

ปี 2495

ดร.แฮร์รี่  มาร์โควิทซ์  ได้ตีพิมพ์ผลงานในหนังสือ The Journal of Finance เรื่อง “Portfolio Selection” ซึ่งในภายหลังเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบิ้ล ในปี 2533 ผลงานชิ้นนี้สำรวจกรณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนการลงทุน และความแปรปรวน (variance) ที่เกิดขึ้นในพอร์ตการลงทุน  ซึ่งเป็นการค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อมานำมาสู่การวัดค่าความเสี่ยงทางการเงินจนเป็นแนวคิดที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

ปี 2499

วารสาร The Harvard Business Reviews ได้ตีพิมพ์ผลงานเขียนของ รัสเซลล์ กัลป์ลักเชอร์ เรื่อง “Risk Management : A New Phase of Cost Control “ ซึ่งต่อมาเขาได้เข้าไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการประกันภัยของ บริษัท Philco Corporation ใน ฟิตลาเดลเฟีย และมีส่วนสำคัญในการขยายต่อแนวคิดนี้ให้แพร่หลาย นครฟีลาเดลเฟีย นี้ถือว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญเพราะเป็นต้นกำเนิดของการสร้างแนวคิดเกี่ยวกับ การบริหารความเสี่ยงในมุมมองใหม่ ๆ มากมาย อย่างเช่น แนวคิดของ ดร. เวย์น  สไนเดอร์ แห่งมหาวิทยาลัย เพนซิลวาเนีย ที่นำเสนอในปี 2498 ว่าผู้จัดการมืออาชีพที่จะทำงานด้านธุรกิจประกันภัยได้จะต้องเป็นผู้จัดการความเสี่ยงด้วย หรือ ดร. เฮอร์เบิร์ธ เดเนนเบิร์ก  จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย อีกคนหนึ่งที่เริ่มทำการค้นคว้าแนวคิดใหม่ ๆ ด้านการบริหารความเสี่ยง  ซึ่งถูกถ่ายทอดต่อมาในงานเขียนระยะแรก ๆ ของ เฮนรี่ เฟยอล

ปี 2505

นายดักลาส  บาร์โลว์  ผู้จัดการด้านความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยที่ Massey Ferguson ใน โตรอนโต ได้พัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับต้นทุนของความเสี่ยง หรือ “Cost-of-Risk” โดยนำเสนอแนวทางในการเปรียบเทียบการป้องกันความเสี่ยงแต่ละวิธีเปรียบเทียบกันระหว่าง (ก) ความสูญเสียจากการประกันตนเอง (ข) ค่าใช้จ่ายในรูปค่าเบี้ยประกันภัย (ค) ต้นทุนของการควบคุมความสูญเสีย หรือ ความเสียหาย (ง) ต้นทุนการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อรายได้รวมต่อทรัพย์สินรวม และต่อเงินกองทุน  ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านแนวคิดของการบริหารความเสี่ยงด้วยการประกันภัย จากแนวคิดดั้งเดิม โดยครอบคลุมประเภทของการประกันภัยที่หลากหลายขั้น ด้วยการคิดค่าเบี้ยประกันภัยที่แตกต่างกัน ตามต้นทุนของความเสี่ยง ยกเว้น การประกันความเสี่ยงทางการเมือง และความเสี่ยงทางการเงินที่ยังไม่ได้ครอบคลุม

 

ราเชล  คาร์สัน ได้เสนองานเขียนชื่อ “The Silent Spring” ที่จะขอให้สาธารณะชนเพิ่มความใส่ใจอย่างจริงจังเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อม เนื่องจากคุณภาพที่ลดลงทั้งด้านอากาศ น้ำ และดิน ที่เกิดมลภาวะเพิ่มขึ้น

งานเขียนของ เธอ ได้ผลักดันให้เกิดองค์กรพิทักษ์สภาพแวดล้อมในสหรัฐอเมริกา ในปี 2513 และเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวรณรงค์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาจนทุกวันนี้

ปี 2509

สถาบันประกันภัย แห่งอเมริกา ได้ริเริ่มจัดทำแบบทดสอบขึ้นมา 3 ชุด เพื่อใช้ในการประเมินผลความรู้ของบุคลากรในธุรกิจประกันภัย ซึ่งต่อมากลายเป็นกรอบแนวคิดของการบริหารความเสี่ยง ที่ใช้ตัดสินคุณภาพและวุฒิบัตรของพนักงานในธุรกิจประกัน โดยเน้นที่การบริหารความเสี่ยงขององค์กรเป็นหลัก  จนถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาแนวคิดการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรในประเทศต่างๆ ทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

ปี 2515

ดร.เคนเนธ  แอร์โรว์  ที่ชนะรางวัลโนเบล เมมโมเรียล ไพรซ์ ในด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ คูกับ เซอร์ จอห์น  ฮิกซ์ จากการที่สร้างโลกแห่งจินตนาการที่เป็นโลกที่สมบูรณ์ (perfect world) ที่ความไม่แน่นอนทั้งหลายสามารถประกันภัยได้  ทีแนวคิดและความเชื่อ ของคนส่วนใหญ่ (Law of Large Number) ถูกต้องแม่นยำ และชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารความเสี่ยง คือ การขาดองค์ความรู้ที่มีไม่สมบูรณ์  ความเข้าใจแบบคลุมเครือ และการเข้าใจเอาเอง ตลอดจนการปิดกั้นการรับรู้เรื่องความเสี่ยง

ดร.เคนเนธ  เสนอว่า ควรจะเตรียมความพร้อมของคนในการจะดำเนินกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้วยการ ทำให้เกิดการเปิดรับความรู้ และยอมรับว่า ความเสี่ยงมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่อใดที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายที่แตกต่างกัน

ปี 2516

ผู้บริหารธุรกิจประกันภัย ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้มีการประชุมหารือกันที่ นครปารีส เมื่อปี 2514 เพื่อสร้างสมาคมระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์การประกันภัย และอีก 2 ปีต่อมา ก็ได้เกิด The Geneva Association ที่เริ่มต้นเชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยง งานประกันภัย และแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกัน

 

ไมรอน  โซล์ส (Myron Scholes) และฟิสเชอร์  แบล์ค ตีพิมพ์ผลงานที่เป็นแนวคิดการตีค่าของเครื่องมือที่เรียกว่า ออฟชั่น (Option) ในวารสารชื่อ “The Journal of Political Economy” เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์

ปี 2517

กุสตาฟ แฮมิลตัน  ผู้จัดการบริหารความเสี่ยงของบริษัทในสวีเดน ชื่อ Statsforetag  ได้สร้างแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “วงจรของการบริหารความเสี่ยง” และใช้แผนภาพและกราฟในการอธิบายปฎิสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงกันขององค์ประกอบในกระบวนการบริหารความเสี่ยง ตั้งแต่การค้นหาและประเมินความเสี่ยงไปจนถึงการควบคุมความเสี่ยงการประเมินผลกระทบทางการเงินไปจนถึงการสื่อสารความเสี่ยง

ปี 2518

สมาคมการบริหารงานประกันภัยแห่งอเมริกา ได้เปลี่ยนชื่อองค์กรของตนเป็น The Risk & Insurance Management Society (RIMS) และออกมาสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง  ซึ่งมีการจัดทำผลงานไว้ในครึ่งแรกโดย   กัลป์ลาเชอร์  สไนเดอร์  และ เดเนนเบิร์ก แห่งมหาวิทยาลัย ฟิลาเดลเฟีย เมื่อ 20 กว่าปีก่อนหน้านั้น

ในเวลาต่อมาองค์กร RIMS นี้ได้ขยายขอบข่ายจนมีสมาชิกที่เป็นธุรกิจประกันภัยกว่า 3500 ราย และยังเปิดรับสมาชิกนอกกลุ่ม พร้อมให้บริการจัดหลักสูตรการศึกษา และการอบรมมากมายด้านการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจประกัน แก่ผู้บริหารในธุรกิจประกันภัยทั่วทวีปอเมริกาเหนือ และยังมีการเชื่อมโยงกับสมาชิกที่มีเป้าประสงค์ของการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกันอีกหลายแห่งทั่วโลก  จนเกิดการสร้างมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงในเวลาต่อมา

ปี 2519

ด้วยการสนับสนุนของสถาบัน RIMS ทำให้นิตยสารฟอร์จูน มีการตีพิมพ์บทความพิเศษชื่อ “The Risk Management Devolution” เป็นการนำเสนอให้มีการประสานและร่วมมือกันในหน้าที่ด้านการบริหารความเสี่ยงที่มักจะไม่ค่อยมีการเชื่อมโยง และสอดประสานกันภายในองค์กร  และนำเสนอให้คณะกรรมการบริษัทยอมรับบทบาทและหน้าที่ในการกำหนดนโยบายด้านการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรและติดตามสอดส่องอย่างสม่ำเสมอ

ปรากฏว่าบทความนี้ได้รับการยอมรับและกลายมาเป็นมาตรฐานของการบริหารความเสี่ยงเชิงบูรณาการทั่วทั้งองค์กรในอีกกว่า 20 ปีหลังจากนั้น

ปี 2523

องค์กรที่มีชื่อว่า The Society for Risk Analysis ได้จัดตั้งขึ้นที่กรุงวอชิงตัน เพื่อนำเสนอให้หน่วยงานภาครัฐที่ดูแล นโยบายสาธารณะ การบริหารความเสี่ยงในภาคการศึกษาและการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อม

องค์กรแห่งนี้ได้เผยแพร่แนวคิดผ่านวารสารชื่อ “Risk Analysis” ที่มีการตีพิมพ์ทุกไตรมาส

องค์กรแห่งนี้มีอิทธิพลต่อแนวคิดด้านการบริหารความเสี่ยงพอสมควร เนื่องจากมีสมาชิกกว่า 2200 รายทั่วโลก  และยังมีกำลังสนับสนุนจากองค์กรย่อยๆ ที่ตื่นตัวทั้งในยุโรปและญี่ปุ่น

ด้วยความพยายามขององค์กรดังกล่าวจึงทำให้เกิดคำศัพท์ทางเทคนิคที่แพร่หลายในอเมริกาเหนือ และยุโรป ในวงการนักคิดและนักการศึกษา เช่นคำว่า “การค้นหาความเสี่ยง (Risk Assessment) และ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) “

ปี 2526

นายวิลเลี่ยม  ริคเกลสฮาวส์ (Willam Ruckelshaus) ได้เสนปาฐกถาในหัวข้อว่า “Science, Risk and Public Policy” แก่ที่ประชุม The National Academy of Sciences เป็นการเปิดแนวคิดด้านการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ และเขาได้ทำงานเป็นกรรมการคนแรกขององค์กร The Environmental Protection Agency (EPA) และผลักดันให้องค์กรนี้วางกรอบแนวคิดในด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม

การเปิดประเด็นของนายวิลเลี่ยม ทำให้เรื่องของการบริหารความเสี่ยงถูกยกระดับจากระดับบุคคลและองค์กร  ขึ้นเป็นนโยบายระดับชาติและวาระทางการเมืองระดับประเทศเป็นครั้งแรก

ปี 2529

เริ่มมีการจัดตั้งสถาบันที่มีชื่อว่า The Institute for Risk Management ขึ้นใน ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นครั้งแรก ซึ่งในเวลาต่อมา ดร.กอร์ดอน ดิ๊กสัน ได้พยายามผลักดันให้สถาบันแห่งนี้จัดทำแนวข้อสอบที่เป็นข้อเขียน ระหว่างประเทศเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มีหลักสูตรในภาคการศึกษา อย่างเป็นระบบ ด้วยการจัดโปรแกรมการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผู้ที่จบการศึกษาด้านการบริหารความเสี่ยงป้อนตลาดแรงงาน

ปี 2530

เกิดเหตุการณ์ที่เข้าข่ายวิกฤติการณ์ในโลกเรียกว่า “Black Monday” เมื่อเดือนตุลาคม กระทบต่อมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ และกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจและบทเรียนแก่บรรดานักลงทุนทั้งหลายถึงความรุนแรงและผลกระทบของความเสี่ยง และความปั่นป่วนที่เกิดในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

 

ดร.วอร์น่อน   กรอส นักฟิสิกส์ และอดีตสมาชิกของคณะกรรมการความปลอดภัยในการคมนาคมแห่งชาติ ได้ตีพิมพ์ผลงานออกมาเผยแพร่ชื่อ “Managing Risk : Systematic Loss Prevention for Executives” เป็นการนำเสนอแนวทางของการบริหารจัดการองค์กรเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียอย่างเป็นระบบที่มีความชัดเจนที่สุดในกระบวนการค้นหาและบริหารความเสี่ยง

ปัจจุบันผลงานชิ้นนี้ก็ยังคงเป็นหนังสือที่ติดอันดับขายดีในระดับ Best Selling

ปี 2533

เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้เห็นชอบให้มีการเริ่มต้นโครงการ IDNDR : The International Decade for National Disaster Reduction มีระยะโครงการ 10 ปี เพื่อหาทางลดพิบัติภัยทางธรรมชาติ  โดยมีการศึกษาลักษณะของพิบัติภัยตามธรรมชาติและประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม  โดยในกลุ่มของประเทศด้อยพัฒนาของโลก  และสร้างกลไกที่จะบรรเทาหรือลดระดับความเสียหายจากพิบัติภัยทางธรรมชาติประเภทต่างๆ

งานการศึกษาโครงการนี้ได้เสนอแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านพิบัติภัยทางธรรมชาติ และความร่วมมือกันของชุมชนสังคม เพื่อจัดการความเสี่ยง ตั้งแต่การค้าหาความเสี่ยง การพยากรณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า การบริหารภาวะฉุกเฉิน  แนวทางการหลีกเลี่ยงการสื่อสารความเสี่ยงที่จำเป็น  แนวคิดระดับนโยบายของภาครัฐ  การลงทุนทางการเงินเพื่อสร้างเครื่องมือป้องกัน  การร่วมมือกันในลักษณะภาคี และความท้าทายในด้านนี้

ปี 2535

คณะกรรมาธิการชุดหนึ่งในอังกฤษชื่อว่า (Adbury Committee) ได้นำเสนอรายงานที่เสนอแนะว่าควรมีการกำกับและควบคุมบรรดาคณะกรรมการของบริษัท และองค์กรต่างๆ ให้รับผิดชอบต่อการกำหนดนโยบายบริหารความเสี่ยง เพื่อประกันว่าองค์กรทุกประเภท ทุกธุรกิจ จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง และยอมรับว่าต้องสร้างกระบวนการกำกับสอดส่องความเสี่ยงรวมในระดับองค์กร

คณะกรรมาธิการย่อยของคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ดำเนินการผลักดันแนวคิดนี้ใน แคนาดา  สหรัฐ  แอฟริกาใต้  เยอรมนี และฝรั่งเศส การดำเนินการของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เน้นสร้างประเด็นและขยายแนวคิดการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรว่าควรเป็นเกณฑ์บังคับ

ปี 2535

บริษัท บริติช ปิโตรเลียม ได้นำเอาแนวคิดจากงานการศึกษาของ นายเนล  โคเฮอร์ตี้  แห่งมหาวิทยาลัย เพนซิลวาเนีย และของนายคริฟฟอร์ด  สมิธ แห่งมหาวิทยาลัย โรเชสเตอร์ มาต่อยอดด้วยการก่อตั้งธุรกิจด้นการประกันภัย  โดยยอมลงทุนเป็นเงินกว่า 10 ล้านดอลลาร์ เพื่อการนี้การปรับตัวของบริษัทดังกล่าวได้ทำให้เกิดการตื่นตัวขึ้นในบรรดาบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่  และทำการศึกษากรณีดังกล่าวในเชิงพาณิชย์และความเหมาะสมในการนำไปปรับใช้ในธุรกิจประเภทอื่นๆ

ปี 2536

นายเจมส์  แลม เป็นคนแรกที่มีตำแหน่งประจำตัวว่า “Chief Risk Officer” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่บริษัท จีอี แคปปิตอล คิดขึ้น ให้เป็นตำแหน่งที่ทำหน้าที่โดยเฉพาะด้านการบริหารความเสี่ยงทุกรูปแบบขององค์กร รวมทั้งทำหน้าที่ในการบริหารความเสี่ยงวางแผน การบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานด้านปฏิบัติการ (Back-office) ความเสี่ยงทางธุรกิจและความเสี่ยงทางการเงิน

หลังจากนั้นองค์กรในธุรกิจอื่นๆ ก็เริ่มมีการกำหนดตำแหน่ง Chief Risk Office หรือ CROs ขึ้นตามแบบ จีอี แคปปิตอล จนมีจำนวน CROs ทั่วโลกนับพันคนในปัจจุบัน

ปี 2538

คณะทำงานด้านการกำหนดมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงของ ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ ได้มีการตีพิมพ์ “Risk Management Standard” เป็นครั้งแรก เรียกว่า AS/NZ 4360 : 1995  ซึ่งได้มีการปรับปรุงและออกเป็นมาตรฐานฉบับใหม่อีกครั้งในปี 2542

มาตรฐานฉบับนี้มีความสำคัญเพราะเป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมบรรดาแนวคิดที่มีการนำเสนอไว้อย่างกระจัดกระจายมารวมกันและในมาตรฐานเดียวกัน

มาตรฐาน AS/NZ 4360 นี้ถูกนำไปปรับใช้ในทางปฏิบัติในประเทศอื่นๆ อย่างเช่น แคนาดา และญี่ปุ่น  แม้ว่าจะยังขาดความครบถ้วนและสมบูรณ์ที่จะใช้ได้ด้วยเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันในทุกประเทศทั่วโลก  แต่ก็เป็นการเริ่มต้นความพยายามที่จะวางมาตรฐานระหว่างประเทศ

 

ปี 2538

เกิดวิกฤติการณ์ขึ้นกับ แบริ่งส์ กิจการชั้นนำและเก่าแก่ของอังกฤษ เนื่องจากพฤติกรรมการฉ้อฉลและทุจริตของนายนิค  ลีสัน  ในเครือข่ายของแบริ่งส์ ในสิงคโปร์  จนทำให้ภาระหนี้สิน และความเสียหายของ  แบริ่งส์ เกินกว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่

กรณีของแบริ่งส์ เป็นการชี้ว่าความล้มเหลวของระบบการควบคุมภายในและการถ่วงดุลอำนาจที่ดี เป็นความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่มีความสำคัญและเกิดการตื่นตัวด้านการเพิ่มระบบการควบคุมภายในการสถาบันการเงินทั่วโลก ครั้งใหญ่

ปี 2539

องค์กรที่มีชื่อว่า The Global Association of Risk Professional ได้นำเสนอแนวคิดของการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต ด้านเงินตรา ด้านอัตราดอกเบี้ย และด้านการลงทุน ในนิวยอร์ก และลอนดอน ก่อนจะแพร่ขยายออกไปทั่วโลก  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนต เป็นครั้งแรกทำให้สามารถนำส่งและเผยแพร่แนวคิดนี้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อัตโนมัติ

องค์กรที่ว่านี้ได้เติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นจนเป็นองค์กรด้านการบริหารความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกมากกว่า 17,000 รายทั่วโลก

ปี 2540

เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินในเอเชีย จากการที่ประเทศไทยประกาศลดค่าเงินบาท ทำให้บริษัท ห้างร้าน ที่มีสถานะเงินตราต่างประเทศด้านหนี้สิน ต้องได้รับผลกระทบเสียหาย บริษัทการเงิน และธนาคารพาณิชย์ต้องปิดกิจการ มีการถ่ายโอนลูกหนี้ NPLs ไปสู่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เปิดแนวทางการกำกับความมั่นคงทางการเงินแนวใหม่  แผนปฏิรูปสถาบันการเงิน และการกำหนดเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำ  และภาระของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินออกมาประกันความเสี่ยงของเจ้าหนี้ และผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินที่ปิดกิจการ

ปี 2543

ทั่วโลกเผชิญหน้ากับความเสี่ยงด้านระบบเทคโนโลยีจากปัญหา Y2K มีการสร้างแผนการเตรียมความพร้อมในการกอบกู้ระบบงานให้กลับมาทำงานปกติ  องค์กรต่างๆ ได้จัดงบประมาณจำนวนมหาศาลในการอัพเดทระบบซอฟต์แวร์

การสร้างแผนเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในกรณีของ Y2K ได้พิสูจน์ว่าการบริหารความเสี่ยงสามารถหลีกเลี่ยงภาวะความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติการณ์ได้

 

จอห์น  มูดี้  แอนด์ คอมปะนี  ได้มีการตีพิมพ์เอกสารชื่อ “Moody’s Manual” เป็นการรายงานสถิติพื้นฐานและข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับราคาหุ้นและตราสารหนี้ของอุตสาหกรรมต่างๆ และในระหว่างปี 2546 ถึงปีที่เกิดวิกฤติการณ์ตลาดหุ้น 2450 รายงานของมูดี้ส์ มีการตีพิมพ์ทั่วประเทศ เป็นการให้ข้อมูลแก่สาธารณะชนเกี่ยวกับข้อมูลที่จะใช้ประเมินความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารทางการเงิน

ตั้งแต่ปี 2542 มูดี้ส์ ได้เพิ่มข้อมูลที่เป็นบทวิเคราะห์ทางเทคนิคเกี่ยวกับทิศทางของราคาหุ้น  และมีการขยายงานการวิเคราะห์มาเรื่อยๆ จนปี 2547 ได้ขยายธุรกิจเป็น Moody’s Investors Services ด้วยการประเมินระดับความเสี่ยง (Rating) ด้านเครดิตของตราสารหนี้ภาครัฐ และขยายตัวมาสู่ตราสารของกิจการภาคเอกชนในเวลาต่อมา

ปี 2544

เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายตึกเวิลด์เทรด เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่เรียกกันว่า 9-11 และเกิดการล้มละลายของบริษัทยักษ์ใหญ่ เอนรอน (Enron)

เหตุการณ์ที่ไม่คาดหมายทั้ง 2 กรณีเป็นบทเรียนและเตือนใจกับผู้คนทั่วโลกว่า ไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่หรือแข็งแกร่งจนล้มครืนไม่ได้  และความเสี่ยงภัยขององค์กรมาจากภัยคุกคามจากภายนอกองค์กรเพิ่มมากขึ้น  จนต้องมีการสร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อติดตามความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งต้องมีระบบสัญญาณที่จะเตือนภัยล่วงหน้าให้ได้  อีกทั้งการบริหารความเสี่ยงแบบตั้งรับไม่เพียงพอในการประกันความมั่นคงและความยั่งยืนทางธุรกิจ

ปี 2544

JP Morgan, Union Bank of Switzerland, Goldman Sachs และ Deutsche Bank ได้ออกมาวางกรอบแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าหรือคู่สัญญาที่มีธุรกรรมด้านเครื่องมืออนุพันธ์ทางการเงิน

แนวทางสำคัญของสถาบันการเงินเหล่านี้ คือ วางวิธีการคำนวณราคาของเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงประเภทอนุพันธุ์ ทางการเงินที่เรียกว่า Swap price ในกรณีที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตตรง มีการวางแนวปฏิบัติด้านงานบันทึกรายการเพื่อการตรวจสอบและการสอบทาน  วางระบบการรายงานสถานะความเสี่ยงที่เป็นอยู่และที่มีการเปลี่ยนแปลงต่อผู้ที่มีอำนาจในการควบคุมสถานะความเสี่ยงโดยรวมของธนาคาร  แยกงบกำไรขาดทุน  จากการเปิดสถานะความเสี่ยงด้านเครดิตกับคู่ค้าออกมาจากการเงินรวมของธนาคาร  และประเมินความสามารถในการทำกำไรของธุรกรรมตราสารอนุพันธุ์ต่อความสามารถในการทำกำไรจากธุรกรรมด้านอื่นๆ

ปี 2509

นายเฮนรี่  วาร์นัม พัวร์  (Henry Varnum Poor) ได้ตีพิมพ์งานวิเคราะห์หลักทรัพย์ชื่อ “History of Railroads and Canals in The United States” และได้มีการปรับปรุงงานด้านการวิเคราะห์มาตามลำดับ

ปี 2484 ได้มีการรวมกิจการกับบริษัทสิ่งพิมพ์ Poor’s Publishing กับ Standard Statistics จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Standard and Poor Corporation และเริ่มทำหน้าที่กำหนดระดับความเสี่ยงด้านเครดิต (Rating) ของตราสารทางการเงินตั้งแต่ปี 2509

ชื่อเสียงของ S&P มาจากการสร้างดัชนี S&P 500 เป็นดัชนีชี้ภาวะตลาดหุ้นและได้กลายเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์หุ้นก่อนการตัดสินใจของนักลงทุน และเป็นดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ ดัชนีหนึ่ง

ปี 2550

เกิดวิกฤติการณ์ซับ-ไพร์ม ในสหรัฐ จากภาวะตกต่ำของตลาดอสังหาริมทรัพย์ กระทบไปถึงลูกหนี้เงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ของสถาบันการเงิน กระทบต่อเนื่องไปถึงนักลงทุนสถาบันที่ซื้อตราสารทางการเงินที่ใช้ลูกหนี้เงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้ประสบผลขาดทุนมหาศาลจากการลงทุนทางการเงิน และกระทบถึงความมั่นคงและความเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน

วิกฤติการณ์ ซับ-ไพร์ม เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เกิดบทเรียนคล้ายกับเหตุการณ์ Black Monday นั่นคือ การประเมินความผันผวนของตลาดตราสารอนุพันธุ์ต่ำไป การกระจุกตัวการลงทุนในตลาดตราสารอนุพันธุ์มากเกินไปการไม่ระมัดระวัง กับทฤษฎี Law of The Great Numbers และผลกระทบที่ส่งผลต่อเป็นทอดๆ ระหว่างสถาบันการเงินประเภทต่างๆ ที่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน และความเสี่ยงทางการเงิน ยังไม่มีเครื่องมือหรือแบบจำลองใดที่สามารถมูลค่าความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง

หลังจากวิกฤติการณ์ ซับ-ไพร์ม นักบริหารความเสี่ยงได้เรียนรู้ว่าการทดสอบหาปัจจัยวิกฤติที่มีความสำคัญในระดับสูง (Stress Testing) และการพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนและผลตอบแทนของทางเลือกในการลงทุนแต่ละทางเลือกเป็นขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน

นอกจากนั้น ยังเกิดความตระหนักว่าความเสี่ยงทางการเงินต้องอาศัยการบริหารจัดการแบบเฝ้าระวังตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง  และความรู้ความเข้าใจในโครงสร้างของความเสี่ยงอย่างลึกซึ้ง

ขณะเดียวกัน ก็เป็นบทเรียนของนักลงทุนที่ทำอะไรเกินตัวและลงทุนด้วยเงินกู้ยืมที่มีภาระจะเกิดความเสี่ยงสูงกว่าปกติ

 

โดยสรุปแล้ว พัฒนาการของแนวคิดและกรอบการบริหารความเสี่ยงเริ่มจากวงจรแคบ ๆ ของความพยายามในการแสวงหาแนวทางการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายวงกว้างออกไปจนครอบคลุมกิจกรรมทางการเงินแบบดั้งเดิม  และมาถึงความพยายามที่จะสร้างมาตรฐานการบริหารความเสี่ยง เพื่อเป้นกรอบแนวทางระดับสากล

การนำแนวคิดของการบริหารความเสี่ยงมาให้ในการบริหารจัดการภายในองค์กร ให้ความสำคัญกับประเด็นที่เป็นตัวเงินหรือเม็ดเงิน  เช่น ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงด้านเครดิตเป็นสำคัญ  จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมก่อการร้ายอาคารเวิร์ล เทรด หรือเหตุการณ์ 9/11 มุมมองของการบริหารความเสี่ยงได้หันมาให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับภัยคุกคามจากภายนอกองค์กร ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]