• ส่องสร้างสังคม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chonlathep.soccu@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-28
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 63257
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
ส่องสร้างสังคม
ปรากฏการณ์ทางสังคมสังคม ก่อเกิด เปลี่ยนแปลง และพัฒนาก่อรูปเป็นสิ่งซึ่งพวกเราทุกคนต้องตระหรนักถึงที่มาที่ไป เพื่อเข้าใจสภาวะธรรมแบบไร้อคติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chonlathep
วันพุธ ที่ 30 เมษายน 2557
Posted by ส่องสร้างสังคม , ผู้อ่าน : 1047 , 11:07:28 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ



ไม่ว่าการจัดสอบ U-NET โดยสทศ. จะเป็นนโยบายของรัฐ (บาล?) อย่างที่ สทศ. อ้างหรือไม่ แต่จนกระทั่งวันนี้ สังคมยังไม่ได้ยินความเห็นและรายละเอียดในการบังคับใช้จากผู้ที่ควรมีอำนาจในการกำหนดทิศทางการศึกษาของชาติ


ไม่ว่าจะเป็นรมต.ว่าการกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา หรือที่ประชุมอธิการบดี หากปล่อยให้ สทศ. ซึ่งเป็นเพียง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษาแล้ว ก็เปรียบเสมือนให้คนตรวจตั๋วในเรือมาบังคับหางเสือและถือพวงมาลัย 

ที่ผ่านมา สทศ. จัดทดสอบวัดมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษานอกระบบ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะผลสอบนำไปใช้ประกอบการคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับสูงขึ้น (ถึงแม้คำถาม และคำตอบจำนวนมาก ได้ทำให้เกิดข้อกังขาอย่างกว้างขวางในมาตรฐานการวัดผล) แต่เมื่อ สทศ. จะจัดสอบ U-NET โดยชี้แจงว่าเป็นนโยบายของรัฐ อีกทั้งทำตามพันธกิจและหน้าที่ ที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องดำเนินการทดสอบการศึกษา “ในทุกระดับ” น่าจะเป็นการตีความกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ตนเอง และสะท้อนความไม่เข้าใจในปรัชญาการศึกษาระดับอุดมศึกษา 

การศึกษาระดับอุดมศึกษา อีกนัยหนึ่งการศึกษาระดับสูง (Higher Education) มุ่งให้ผู้เรียนมีคุณสมบัติเหล่านี้เป็นอย่างน้อย 1. ความรู้ (knowledge) 2. ความเข้าใจ (comprehension) 3. การนำไปใช้ (application)

 

4. การวิเคราะห์ (analysis) 5. การสังเคราะห์ (synthesis) และ 6. การประเมิน (evaluation)

 

นอกจากนั้นแก่นแกนของการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาคือให้ผู้เรียนเคารพและมีศรัทธาในความรู้ และรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีส่วนร่วมในชุมชนแห่งการเรียนรู้

การทดสอบของ สทศ. 4 วิชา คือ การใช้ภาษาไทยและการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) จะทำให้การเรียนในระดับอุดมศึกษาซึ่งเสมือน 4 หรือ 5 ปีของการสำรวจป่าทั้งป่า ถูกวัดผลว่ารู้จักต้นไม้เพียง 4 ต้น หรือไม่ และยังเป็นการใช้เครื่องมือตัวเดียวมาวัดบัณฑิตจากสถาบันอุดมศึกษาทุกคณะ ทุกสาขาวิชาทั่วประเทศที่ต่างก็มีจุดเด่น จุดเน้นที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละแห่ง การสอบ U-NET จึงสุมเสี่ยงให้เกิดการลดทอนความหลากหลายของการศึกษาให้เหลือเพียงมาตรฐานเดียวอย่างน่าใจหาย 

ดูเหมือนว่าผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการจัดสอบ U-NET คือ1) สทศ. เอง ที่ได้เป็นไม้บรรทัดวัดบัณฑิต 2) กลุ่มทุนและภาคธุรกิจ ที่ สทศ. ไปช่วยลดต้นทุนการคัดเลือกพนักงานบางด้านลง ด้วยเงินภาษีประชาชน และ 3) เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาและนักติวข้อสอบระดับชาติ

 

ในขณะที่นิสิตนักศึกษาและผู้ปกครอง กลับได้แต่ความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น และในที่สุดระบบการศึกษาไทย จะเป็นระบบเรียนเพื่อสอบอย่างสมบูรณ์แบบ

 




นายชลเทพ     ปั้นบุญชู[i]

ชลเทพตอบข้อข้องใจ ประเด็นอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬา สงสัยสอบยูเน็ต(U-NET)ใครได้ ใครเสีย

     ช่วงนี้ผมเห็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการคัดค้านการสอบ ยูเน็ต หรือ University Nation Examination Test(ผมเดาเอาตามโอเน็ตนะครับ) ทั้งกลุ่มนิสิตนักศึกษา คณาจารย์ และบุคคลทั่วไป ซึ่งผมเองก็มีความเห็นในเชิงสนับสนุนกับการสอบ แต่ก็สงสัย สทศ.ด้วย(สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ องค์กรมหาชน)

สทศ.คืออะไร ทำไมต้องมีอำนาจในการจัดสอบ

     ผมจะตอบในแง่ที่ผมเป็นอดีตนักเรียนสังคมวิทยา ที่สนใจการศึกษานะครับ สทศ หรือสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ องค์กรมหาชน ซึ่งอาศัยอำนาจตัวเองตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 และพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้ง สทศ.ปี 2548(รัฐบาลคุณทักษิณ) และยังอ้างอิงเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันทางการศึกษาของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในประเด็นนี้ผมเข้าใจว่า ระบบการศึกษาไทยพยายามจะสร้างองค์กรใหม่ขึ้นมาตามแนวคิด ความทันสมัย ปละมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คือ จัดตั้ง ตรวจสอบ ประเมินผล อย่างมีมาตรฐาน คำว่ามาตรฐานนี่แหละครับ สำคัญในระบบที่สังคมสมัยใหม่เชื่อว่าจะนำไปสู่ความเป็นสากล มีความเที่ยงในตัวเอง

      ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าเป็นวาทกรรมของกระแสสังคมสมัยใหม่หรือเปล่า ? แต่เท่าที่รู้คือ สังคมที่กระเสือกกระสนเป็นโมเดิร์นไนเซชั่น ใช้วาทกรรมนี้ครอบงำวิธีคิดอยู่ และพยายามทำให้เราเชื่อว่า ดี โดยไม่ต้องสงสัยสทศ.จึงอ้างอิงถึงกฎหมาย เกี่ยวกับการมีอำนาจในการจัดการสอบทุกระดับ(ตั้งแต่ก่อนอนุบาลไปจนถึงหลังปริญญาเอก) ตามแนวทางของแมก เวเบอร์ นักสังคมวิทยา คือกฎหมายเป็นตัวอ้างอิงความมีเหตุมีผลของมนุษย์(rationality)ตรงนี้ผมยอมรับว่า สทศ.มีอำนาจจริง แต่จะชอบธรรม เป็นธรรม หรือโปร่งใสนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

     ผมคิดว่า สทศ(นักทดสอบแห่งชาติ) มักตกเป็นจำเลยสังคมมาตลอด ตั้งแต่สมัยยุคก่อตั้ง จนถึงปัจจุบัน ด้วยความเข้าใจว่า สทศ.คือบิดาการสอบของประเทศไทย สอบอยู่นั่น สอบทุกอย่าง สอบตลอดเวลาซึ่งสังคมไทยได้สะท้อนถึงความเอือมในระบบการสอบแล้ว แต่ทำไงได้หละครับ ภายใต้ระบบราชการสมัยใหม่ และเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ การสอบมักจะพูดถึงเรื่อง คุณภาพ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การเลือกคนที่ดี คุ้มทุน เหมาะสม เอาเข้าไปเรียน โดยมีมาตรวัด

     แต่ปัญหาในเชิงวิชาการเองก็มีซึ่งผมพยายามแจกแจงรายละเอียดเพื่อให้ รศ.ศิริพรรณ(ซึ่งผมชอบอ่านงานรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปกครองเปรียบเทียบที่อาจารย์ถนัด) หรือน้องนิสิตนักศึกษา และบุคคลที่สนใจเข้าใจ

     ประเด็นแรก สทศ ไม่เคยทำการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ไม่เคยชี้แจงต่อประชาคมมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึง หรือแม้แต่นักเรียน เด็กน้อยที่จะต้องถูกประเมินผลจาก โอเนต จนไปถึงยูเน็ต ทำให้เกิดการทึกทักและผลักดันอยู่อย่างไม่ทันตั้งตัว อันนี้เองผมไม่แน่ใจว่า สทศ.มีคนน้อย หรือคนไม่มีความชำนาญในการพูดคุยในวงกว้างให้คนอื่นได้รับรู้กันแน่ แต่ที่แน่แน่ ผมเห็นสทศ.มักจะประกาศโพร่งเดียวแล้วเป็นประเด็นขึ้นมาตลอดทำให้หลายฝ่ายสงสัยถึงรายละเอียดของการจัดการสอบดังกล่าว

     ตรงนี้ผมอยากจะเตือน สทศ.เลยนะครับว่า ท่านอย่านิ่งนอนใจ หรือคิดว่าอยากจะทำอะไรตอนไหนก็ได้ เพราะสังคมสมัยใหม่มันมาพร้อมกับ คำถาม และความอยากรู้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองรัฐ มีส่วนได้เสียกับการสอบหรือที่เข้าเรียกว่าสังคมประชาธิปไตยภิวัตน์ (democratization) เพราะสังคมสมัยนี้พลเมืองรู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น มีส่วนได้เสียกับนโยบายสาธารณะ หรือการสอบสาธารณะ ต้องมีสิทธิที่จะรับฟังข้อมูลเพื่อที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ดังนั้นท่านต้องเปิดประเด็นไปยังสาธารณะทั้งข้อมูล รายละเอียดเพื่อให้สังคมได้พิจารณาร่วมกับท่าน ท่านจะได้มีประชาชนรองรับ เพื่อดูถึงการคุ้มได้คุ้มเสีย มากกว่าที่ท่านจะอ้างความชอบในกฎหมาย เพื่อทำ ตามอำนาจ ท่านต้องมองถึงความชอบธรรม ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยด้วย จริงๆต้องเปิดถึงขั้นลงประชาพิจารณ์ หรือทำประชามติด้วยซ้ำ

     ผมก็ในฐานะนักเรียนที่เคยเรียนรัฐศาสตร์มาบ้าง อยากจะมองถึงโครงสร้างของปัญหาว่า ระบบราชการสมัยใหม่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจและยังไม่ทำงานตอบสนองสังคมประชาธิปไตยเท่าไร มักจะยังคงใช้อัตตาธิปไตยอยู่ ตรงนี้แหละที่ผมว่ามันขัดกันจนนำไปสู่ความขัดแย้งของผลประโยชน์ในกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

     ประเด็นที่สอง สทศ.เองยังไม่เข้าใจธรรมชาติของระบบอุดมศึกษา จริงๆ หรือแม้กระทั่งสหวิทยาการของแต่ละสาขา รวมถึงสังคม หรือประชาคมมหาวิทยาลัยก็มีแตกต่างกับการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ คำว่าอุดมหมายถึงเต็มไปด้วย มาก (และยังมีความหลากหลาย) ศึกษา คือการเรียน ดังนั้นปริมณฑลมหาวิทยาลัยจึงหมายถึง ความแตกต่างหลากหลายที่รวมเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นการจะสอบอะไร หรือวัดอะไรนั้น ท่านสามารถครอบคลุมการสอบที่หลากหลายนี้ได้หรือไม่ ท่านจะจัดสอบเพื่อให้ผลทดสอบยกระดับศักดิ์ศรีหรือทำลายศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยต่างๆหรือไม่ ท่านจะจัดการสอบที่เหมาะสมในแต่ละสาขาวิชาซึ่งมีความแตกต่างกันได้อย่างไร (หรือท่านจะใช้เครื่องมือสอบที่เป็นแนวทางเดียวตามระบบความเชื่อในเรื่อง การทดสอบทางวิชาการแบบปรวิสัย) ผมยังเคยสงสัยเลยว่านักศึกษาศิลปะที่จะต้องใช้สุนทรียะ(มักจะเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ท่านทดสอบเค้าได้ไหม ทำอย่างไร วัดเที่ยงหรือเปล่า มีค่าความเบี่ยงเบน หรือความน่าเชื่อถือในข้อสอบหรือไม่

     เพราะแต่ละสาขาวิชามีธรรมชาติที่แตกต่างกัน  ถูกพัฒนามาไม่เหมือนกัน ดังนั้นท่านคิดว่าจะใช้ระบบเดียวกันมาวัดไม่ได้ หรือถ้าจะใช้ระบบเดียวต้องเป็นระบบที่เป็นสาขาเดียวกันเท่านั้น  ส่วนสาขาอื่นๆต้องใช้อีกรูปแบบหนึ่ง มันถึงจะสอดคล้องและไปด้วยกัน  ดังนั้นระบบเดียวของท่านจะมีปัญหาในเรื่องไม่สะท้อนความหลากหลายและศักยภาพที่แท้จริงที่จะวัดบุคคลและสมรรถนะของเขา

     ดังนั้นการจะจัดสอบท่านต้องปรึกษาหารือ ผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขา เช่น มนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์  หรืออื่นๆ เพราะขนาด ศ.ดร โฮเวิร์ด  การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ยังเชื่อเรื่องพหุปัญญา(ความสามมารถของมนุษย์มีหลากหลายและแตกต่างกัน) แต่เท่าที่ผมทราบ วิธีการประเมินผลของ สทศ.เป็นแบบเดียว (ตามแนวทางจิตวิทยาการศึกษากระแสหลัก หมายถึง เที่ยง แม่ยำ เป็นไปตามสเต็ปเป๊ะเป๊ะและต้องทดสอบเป็นแบบปรวิสัย)ตรงนี้ผมว่าขัดต่อหลักธรรมชาติของมหาวิทยาลัยและสาขาวิชาโดยสิ้นเชิง

     ประการที่สาม สทศ.ขาดเครื่องมือการทดสอบที่หลากหลาย(ตรงนี้ผมพูดไปในประเด็นที่สองบ้างแล้ว) และมักอยู่ในทิฐิมานะ ยึดมั่นถือมั่น โดยที่มักจะลืมไปว่าตนเองเป็นองค์กรสาธารณะ  ต้องทำให้กระจ่าง ยืดหยุ่น และเหมาะสมกับความหลากหลายบนโลกสมัยใหม่ แนวคิดแบบผูกขาด (Monopoly) ผมว่ามันแทบใช้ไม่ได้กับปัจจุบันแล้ว ท่านเองก็ตกอยู่ภายใต้วาทกรรมใหม่ของ การศึกษาตะวันตก ซึ่งตอนนี้มีของเล่นชิ้นใหม่คือ “ทักษะศตวรรษที่ 21”[ii] เพราะแนวทางการสอบของท่านตรงกับของเล่นใหม่ของนักการศึกษาชิ้นนี้ ผมคิดว่าตรงนี้ต้องลองไปถาม ศ.ดร.ไพฑูรย์   สินดารัตน์ ท่านตอบได้ดีที่สุด เพราะท่านเป็นหัวหอกผู้ผลักดันประเด็นนี้ด้วย ผมมองว่า ทักษะสตวรรษที่ 21 เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการถกอีกมากในเรื่องเครื่องมือการวัดที่เหมาะสม เพราะผมยังเห็นช่องว่างอยู่มาก เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ท่าจะจะวัดอย่างไร จึงจะเรียกว่าวิพากษ์ และวิพากษ์ในแต่ละสาขาจะเหมือนหรือต่างกัน นั่นสะท้อนแล้วว่าจำต้องให้อาจารย์ประจำสาขาเป็นผู้วัด เพราะรู้ดีที่สุดว่าจะวิพากษ์แนวไหนจึงจะสอดคล้องกับสาขา ดังนั้นผมจึงไม่เชื่อว่าท่านจะจัดการความหลากหลายของประเด็นนี้ได้โดยใช้เครื่องมือวัดเพียงแบบเดียว

     ประการสุดท้าย  สทศ.คงต้องเคลียร์ปัญหาเรื่องความชอบธรรมในตัวเอง ความโปร่งใสในการบริหารจัดการสอบ และปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับองค์กร เช่นการตรวจข้อสอบผิด  ข้อสอบที่แยกไม่ออกว่าจะเป็นการวัดความรู้ หรือทักษะ หรือคู่กัน (ข้อสอบกลลวง) การสอบที่เป็นปฎิทินประเพณีเลยทีเดียว สอบประโยคทุกระดับ สอบมากมาย สอบเกือบตลอดเวลา ตรงนี้ผมเข้าใจว่าท่านทำตามหน้าที่ แต่ท่านต้องทำวิจัยและตรวจถึงผลสะท้อนหลังการสอบด้วย เช่นความรู้สึกหลังการสอบ ข้อคิดเห็นต่างๆที่มีในข้อสอบ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขหรือเสนอแนะให้กับองค์กรที่นำข้อสอบท่านไปใช้ ผมคิดว่าองค์กรที่นำข้อสอบท่านไปใช้อ้างอิงก็ไม่ทำความเข้าใจกับท่าน ทำให้ไปกันคนละทาง กล่าวคือ ท่านออกแบบข้อสอบ(โดยเชื่อว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ) ส่วนองค์กรที่เอาไปใช้ก็เอาไปใช้ดื้อๆเลย โดยลืมมองว่า มันตรงกับวัตถุประสงค์ของการวัด หรือคัดเลือกหรือเปล่า มันได้คนตรงตามคุณสมบัติจริงๆหรือไม่ วิธีวัดผลสอดคล้องกับความหลากหลายหรือไม่ เพราะในบางครั้งก็เกิดปัญหาเช่นได้เด็กไม่ตรงคุณสมบัติ  เด็กเรียนไม่ไหว หรือไม่ก็ออกกลางครัน

     ผมคิดว่าท่านตกเป็นจำเลยตั้งแต่ปีแรกที่มีการจัดสอบโอเนต และท่านก็ไม่พยายามเคลียตัวเองในประเด็นนี้ทำให้เด็ก ผู้ปกครอง หรือผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจากท่านพอก้าวขึ้นสู่มหาวิทยาลัยก็ไม่ไว้วางใจในตัวท่านเนื่องจากกลัวเกิดความผิดพลาดจะซ้ำรอย และเคราะห์กรรมตกมาถึงเขาซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับประเด็นนี้ รวมไปถึงขบวนการล้ม สทศ ก็ยังมีอยู่ ท่านต้องรีบพูดคุย หารือ หรือพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของตนเองก่อนที่จะจัดสอบ เพื่อจะได้ไม่เป็นประเด็นวัวหายล้อมคอกอีก จริงๆผมเข้าใจและเห็นใจท่านด้วยซ้ำ เพราะท่านทำตามอำนาจหน้าที่(แบบระบบราชการแบบลูทีน) ใช้กฎหมายเป็นตัวรองรับ และก็มั่นใจว่าท่านมีข้อสอบที่เที่ยงมีมาตรฐานระดับหนึ่ง แต่ท่านต้องเข้าใจว่าระบบแบบนี้สมควรที่จะวัดกับมหาวิทยาลัยหรือไม่ หรือต้องสอบแต่จัดระบบให้สอดคล้องหรือไม่? หรือต้องถกเถียงพูดคุยเพื่อให้เป็นที่ยอมรับหลักการร่วมกันก่อนที่จะมีการสอบหรือไม่? ท่านจะได้ไม่ตกเป็นจำเลยสังคมอีก เพราะผมมั่นใจว่าถ้าให้เด็กประเมินท่านในคะแนนความน่าเชื่อถือท่านคงตกอันดับ แต่ท่านต้องกับไปพิจารณาตัวเองด้วยว่า เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น และนำไปแก้ไข เพราะไม่เช่นนั้นองค์กรของท่านซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์ของเด็กจะขัดแย้งกันในเรื่องประโยชน์ที่จะได้รับ จะไม่สามารถอยู่บนสังคมไทยตาสว่างได้      

ปล. ก่อนท่านจะสอบอะไรจำเป็นจะต้องแจ้ง สื่อสารกับพลเมืองพร้อมทั้งให้ข้อมูล หากเป็นไปได้ท่านต้องจัดประขาพิจารณ์ด้วย ไม่เช่นนั้น องค์กรของท่านจะขาดหลัก ธรรมาภิบาล(ในข้อการมีส่วนร่วม)

 

หากใครสนใจผมจะไปโต้วาทีประเด็นนี้เชิญครับ ยินดี 082 8547747(อ.หนุ่ม)

 

 



[i] นักวิชาการอิสระด้าน การศึกษา สังคม วัฒนธรรม

[ii] ทักษะศตวรรษที่ 21 เป็นแนวคิดทางการศึกษารูปแบบใหม่ที่เน้นให้เด็กปรับตัวกับสังคมโลกาภิวัตน์ โดยจะใช้ตัวชี้วัดเช่น ความสามารถทางเทคโนโลยี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบต่อการทำงาน เป็นต้น





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ส่องสร้างสังคม วันที่ : 30/04/2014 เวลา : 11.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chonlathep

ให้เบอร์ผิดครับ 092 8547747

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2014 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]