• ส่องสร้างสังคม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chonlathep.soccu@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-28
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 61213
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
ส่องสร้างสังคม
ปรากฏการณ์ทางสังคมสังคม ก่อเกิด เปลี่ยนแปลง และพัฒนาก่อรูปเป็นสิ่งซึ่งพวกเราทุกคนต้องตระหรนักถึงที่มาที่ไป เพื่อเข้าใจสภาวะธรรมแบบไร้อคติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chonlathep
วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม 2557
Posted by ส่องสร้างสังคม , ผู้อ่าน : 880 , 12:57:17 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้

นายชลเทพ     ปั้นบุญชู[i]

ชลเทพ วิพากษ์ สทศ. จากประเด็น “โอเนต” ถึง “ยูเนต” ในรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่

จากประเด็นร้อนที่มีอย่างต่อเนื่อง และผมเองก็รู้สึกขัดฝืนจิตใจทุกครั้งที่ สทศ.(นักทดสอบแห่งชาติ)พยายามที่จะผลักดันการสอบอะไรต่อมิอะไรมากมายโดยที่ค้านต่อกระแสสังคม ดังนั้นในฐานะนักสังคมวิทยาการศึกษา อยากจะอธิบาย เพื่อสำเนียก การมี สทศ. ในปริบทสังคมไทยว่า ควรจะดำเนินองค์กรนี้ต่อไปอย่างไร  

สทศ.(สำนักทดสอบทางวิชาการแห่งชาติ องค์กรมหาชน) ในบริบทสังคมราชการสมัยใหม่

                ผมคิดว่าวิวัฒนาการของระบบราชการไทยได้พัฒนาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อตอนสนองหน้าที่ในการปกครองและบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพ อันนี้ต้องลองไปศึกษางานของ Max  weber หรือ Durkheim นักสังคมวิทยายุคคลาสสิค จะเข้าใจว่าสองนักคิดนี้อธิบายถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐสมัยใหม่ต่อความจำเป็นในการบริหารประเทศแบบแบ่งบทบาทหน้าที่ มีกฎหมายรองรับ กำหนดความชัดเจน และมีสายบังคับบัญชา รัฐสมัยใหม่จำเป็นต้องมีคนช่วยทำหน้าที่หลายคนตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เจริญเติบโต มีความหลากหลายของอาชีพและผู้คน สังคมซับซ้อนขึ้น มีพลวัตรมากขึ้น ที่สำคัญอุดมการณ์ต่างๆเริ่มมากขึ้น จึงต้องมีระบบบริหารจัดการรัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมจึงเดาว่า สทศ. ผุดขึ้นจากมุมมองดังกล่าว(ตามที่นักสังคมวิทยาเคยตีความเรื่อง (ยุคสมัยใหม่ modernity นั่นเอง)

                ดังนั้นระบบราชการจึงเกิดขึ้นภายใต้ความจำเป็นของการแบ่งงานที่ชัดเจน เป็นระบบ มีระบบสั่งการ โดยใช้กฎหมายเป็นตัวรองรับ แต่ระบบราชการจะอยู่ในอุดมการณ์การเมืองแบบไหนนั้นต้องตีความอีกชั้นหนึ่ง

                ผมมองเห็นว่าระบบราชการไทยมีลักษณะก้ำกึ่งในความเป็นประชาธิปไตย เพราะใช้ระบบกฎหมายภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แต่อุดมการณ์ ความคิด และวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เป็นไปตามประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ กล่าวคือ ยุคแรกของระบบราชการไทยอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ไล่มาจนกระทั่งสมัยรัชกาที่ 7แต่พอประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475  ก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยนั้น ระบบราชการไทยมิได้ปรับตัวตามให้เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร ผมจึงตีความว่า เป็นการปรับตัวที่รูปแบบใหม่ไม่ได้ไปกับความคิดของข้าราชการ(บางกลุ่ม) เพราะผมมองว่าการทำงานในระบบราชการไทยไม่ค่อยได้ยึดหลักการมีส่วนร่วม แต่เน้นเรื่องการสั่งการมากกว่า แสดงว่าระบบราชการไทยกำลังขัดฝืนประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญไทยอยู่ดี

                สทศ. เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้น โดยลดโครงสร้างการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อการมีหน่วยงานพิเศษ เฉพาะด้าน “การทดสอบ” เพื่อวัด ประเมินผล นำผลการวัด ไปใช้ในด้านต่างๆ โดยอาศัยกฎหมายแม่คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ พรบ.การศึกษา 2542(ปรับปรุงเพิ่มเติม) และ ออกเป็นกฎหมายย่อยอย่าง พระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สทศ. ขึ้นเพื่อเป็นองค์กรมหาชน เพื่อให้การทำงานมีรูปแบบที่เป็นอิสระขึ้น ทำงานเฉพาะได้ง่ายขึ้น แบ่งเบาภาระจากกระทรวงหลัก และมีการบริหารงานที่คล่องตัวเป็นเอกเทศ ภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการบริหาร และบุคลากรที่อุปโลกน์ขึ้นมา

                ดังนั้นการบริหารงานแบบองค์กรมหาชนนั้น จึงเป็นพัฒนาการของรัฐสมัยใหม่ ภายใต้ค่านิยมเรื่อง “ความมีประสิทธิภาพ” ในการบริหารตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

                แต่ สทศ.เองคงติดภาพการบริหารแบบราชการ (แบบเก่า)มาด้วย เพราะผมเชื่อว่าวัฒนธรรมองค์กรของระบบราชการไทย ยังไม่ค่อยไปด้วยกันกับระบบประชาธิปไตยเท่าไร หากเป็นไปได้นัก รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ ช่วยตอบผมทีว่าผมตั้งข้อสังเกตผิดหรือไม่อย่างไร เพราะผมเป็นนักสังคมวิทยา โดยเฉพาะผมลองเปรียบเทียบดู ผมไม่เคยเห็นองค์กรมหาชนไหน อ้างอิง ความชอบธรรม ที่มาจากฐานของประชาชน เท่าไร แต่มักอ้างอิงฐาน ตามกฎหมาย มากกว่า สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง ระบบราชการของ Max  weber ที่อธิบายเรื่องกฎหมายกับการมีเหตุมีผลของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ (แต่นั่นคืองานเมือเกือบสองร้อยปีก่อน) ผมคิดว่าแม็ก เวเบอร์ยังไม่ได้มองการบริหารในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีความหลากหลาย และแนวคิดที่ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะ และเป็นเจ้าของประเทศมีมากขึ้น การตื่นตัวของพลเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนี่แหละครับ ที่ผมคิดว่า ราชการไทยต้องกลับมาทบทวนบทบาทหน้าที่ของตนเองใหม่

                เพราะจริงๆความเป็นจริง แนวคิดธรรมาภิบาล ในระบบราชการที่ นักรัฐประศาสนศาสตร์ได้สร้างขึ้นเพื่อให้พวกท่านใช้ก็มีเรื่องประชาธิปไตยอยู่บ้าง เช่น การมีส่วนร่วม ตรวจสอบ และโปร่งใส เป็นต้น ผมจึงอยากให้ สทศ.ลองนำมาใช้ภายใต้องค์กรมหาชนของท่าน เผื่อว่าท่านจะลดความขัดแย้งและสร้างการยอมรับได้มากขึ้น

                จริงอยู่ที่ตามกฎหมายท่านมีหน้าที่จัดการสอบทุกระดับ เพื่อวัด ประเมินผล และประกาศผล การทดสอบแห่งชาติของท่าน และอำนวยความสะดวกให้องค์กรอื่นนำผลงานไปใช้ผลการวัดในแต่ละครั้ง แต่สิ่งที่ท่านขาดคือ ไล่ตั้งแต่ คณะกรรมการขาดความหลากหลายของสหสาขาอาชีพ การจัดการสอบให้มีความน่าเชื่อถือ(ไม่ใช่ทางสถิติเท่านั้น)แต่ต้องเป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย ท่านกำลังจะใช้ความน่าเชื่อถือของข้อสอบ(ด้วยสถิติ) ปิดปากคนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อสอบของท่าน ทำให้ขาดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความถูกต้องเหมาะสม เพราะข้อสอบที่ท่านถือเป็นปรวิสัย(สูงสุด) มีความเที่ยง(ประดุจพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก) ยังมีข้อกังขา เช่น วัดเรื่องอะไรบ้าง ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้เรื่องไหนบ้าง การวัดกระจุกหรือกระจายตัวชี้วัด(เพราะถ้ากระจุกแสดงว่าท่านวัดไม่ครบ) นอกจากนี้ท่านไม่ค่อยมีงานวิจัยเพื่อสำรวจความคิดเห็นข้อสอบของท่าน การมีส่วนร่วมระหว่างท่าน กับคนที่ต้องสอบว่า ได้เข้าไปแนะนำ คัดค้าน หรือเพิ่มเติม ให้ข้อสอบของท่านมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นหรือไม่? เพราะไม่เช่นนั้น การจัดการทดสอบของท่านจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเลยแม้ว่าท่านจะอาศัยอำนาจตามกฎหมายก็ตาม

                สิ่งที่ท่านต้องคำนึงถึง “โลกประชาธิปไตยสมัยใหม่” คือ การสร้างการยอมรับในกลุ่มคนหลากหลายเพื่อให้เกิดฉันทามาติ(consensus) ร่วมกัน ท่านอย่าลืมว่า ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ไม่ใช่แค่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้นที่มีสิทธิ รัฐธรรมนูญได้เขียนให้อำนาจของประชาชน หมายถึง คนทุกเพศ ทุกวัย การมีสิทธิ เสรีภาค และความเสมอภาค ต้องมีทุกกลุ่ม ดังนั้น การจัดการสอบ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับหลายฝ่าย และเป็นการสอบสาธารณะ ดังนั้น จึงต้องย้ำเรื่อง การเปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆเข้ามาแสดงการมีส่วนร่วม ไม่เช่นนั้นองค์กรมหาชนของท่าน จะไปในรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ ผ่านกฎหมาย โดยขาดความชอบธรรมใดใด โดยเฉพาะความชอบธรรมทางการเมืองและสังคม ซึ่งผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กฎหมาย

                ผมคิดว่าการรวบรัดและมุมมองการบริหารจัดการสอบแต่ละระดับของท่าน กำลังจะทำให้ท่านอยู่ยากภายใต้กระแสการคัดค้านไม่รู้จบรู้สิ้น เพราะหากท่านจะจัดสอบใดใดก็แล้วแต่ ท่านต้องบอกกล่าวสังคมล่วงหน้าถึงข้อมูล รายละเอียดการประเมินผล วัตถุประสงค์ ให้กับสังคมได้รับทราบไม่ใช่เพียงแค่แจ้งให้ทราบ แต่ท่านต้องถามความคิดเห็นด้วยเพราะการสอบของท่านมีเรื่องผลประโยชน์ ร่วม ของแต่ละกลุ่ม ที่จะต้องนำผลการสอบของท่านไปใช้   

ประเด็นความขัดแย้งจาก โอเน็ต ถึง ยูเน็ต ในสังคมไทย

                สิ่งหนึ่งที่สังคมจับจ้อง สทศ.คือ การจัดการทดสอบของ สทศ. มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ชี้วัดเรื่องอะไร และวัดได้ครอบคลุมหรือไม่ ทำให้สถานการณ์มีอยู่ของ สทศ. ถูกท้าทายตลอดเวลา ไล่ตั้งแต่ การตั้งคำถามของกลุ่มองค์ที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ กลุ่มต่อต้านยูเนต กลุ่มสนศ. กลุ่มต่อต้านแอดมิชชันส์ สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการของท่านน่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่างไม่มากก็น้อย จึงได้เกิดกระแสการต่อต้านอยู่ตลอดทุกครั้งที่มีการผลักดันการจัดสอบต่างๆ

                สิ่งที่น่าสนใจคือ ความขัดแย้งในประเด็นคืออะไร ผมตีความว่าน่าจะเกิดอุดมการณ์ที่ขัดกันระหว่าง สทศ. และกลุ่มต่างๆ ที่เห็นว่าการสอบของท่านพวกเขามองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับ เสียโอกาสต่างๆ และไม่มีความยุติธรรมเป็นธรรม ทำให้เกิดปฏิบัติการขัดฝืน ต่อต้านสทศ.ในรูปแบบต่างๆ

                ผมเองไม่ได้ปฏิเสธการที่ท่านจะจัดสอบ เพราะก็เข้าใจว่าท่านจะยกระดับ มาตรฐาน ให้ความแตกต่างของที่ต่างๆมีระบบอ้างอิงที่เป็น มาตรฐานกลาง หมายถึง ท่านจะวัดกลุ่มที่มีความแตกต่างกันโดยใช้ระบบเดียว แต่นั่นจะเป็นการวัดที่ไม่ได้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงท่ามกลางความสามารถที่แตกต่างกัน

                เท่าที่ผ่านมา สทศ.เองยังประสบปัญหาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ที่เริ่มมีการจัดการสอบโอเนต และการทดสอบอีกมากมายที่มีปัญหาเรื่อง ข้อสอบวัดอะไร ยากง่ายเกินไปหรือไม่  ความน่าเชื่อถือของการเฉลยข้อสอบมีมากน้อยแค่ไหน มีความได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่ การสอบบางอย่างทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกลุ่มที่มีความแตกต่างระหว่างคนเมือง กับคนชนบท คนจนกลับคนรวย ตรงนี้ยังเป็นปัญหาอยู่มาก และจริงๆก็มีข้อถกเถียงในเชิงวิชาการ แต่ในระดับปฏิบัติการยังคงต้องปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำนี้คงอยู่ไปกับการจัดสอบแห่งชาติของ สทศ.

                เด็กภายใต้ระบบของ สทศ จึงเต็มไปด้วยกับการจัดสอบของท่าน พร้อมกับความเหนื่อยยาก ตรากตรำ กับการสอบที่ท่านจัดขึ้นตามปฏิทินประเพณีการสอบรอบปีของแต่ละระดับ นั่นคือสิ่งที่ท่านกำลังละเมิด เวลาของเด็ก ไปกับการจัดมหกรรมการสอบและวัดผลที่ไม่ครอบคลุม ผมจึงเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นตัวสะท้อนศักยภาพของเด็กทั้งหมด แต่เลือกการสะท้อนเพียงบางวัตถุประสงค์เท่านั้น ภายใต้ระบบการทดสอบแห่งชาติ

                การวัดพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นเป็นสิ่งที่ดี แต่การทดสอบที่มีผล มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องรัดกุม รอบคอบ และเสมอภาค และสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การสอบเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของการวัดผล ยังมีภาคปฏิบัติ ทักษะชีวิต และประสบการณ์ ที่สำคัญไม่แพ้กัน แต่ในปัจจุบัน ท่านกำลังจะทำให้การสอบกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จำเป็นกับชีวิตของคนในแต่ละระดับโดยที่มิอาจปฏิเสธได้(นั่นคือการยัดเยียด) ทำให้เราต้องสูญเสียเวลา เสียเงิน(ไปกับการเตรียมตัวก่อนสอบ) เสียโอกาสในชีวิต เพื่อทุ่มเทให้กับมหกรรมการสอบแห่งชาติ โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ข้อเสนอแนะ

                หากท่านจะยังคงให้มีการจัดสอบ ท่านคงต้องถามความคิดเห็นก่อนที่จะผลักดันการสอบ เพื่อที่จะรับทราบ ความจริงของแต่ละกลุ่ม เพื่อที่จะสร้างประโยชน์และข้อตกลงร่วมกันของคนหลายฝ่ายมากกว่าที่ท่านจะคิดเองและคิดแทนกลุ่มอื่น เพราะนั่นท่านต้องตระหนักว่า การมีอยู่ขององค์กรท่านอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และท่านเป็นองค์กรสาธารณะ ต้องทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งหนึ่งที่เป็นไปได้คือ ท่านต้องกลับไปหารือกับหลายฝ่าย เช่นที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย สภาคณาจารย์ สภานิสิตนักศึกษา เกี่ยวกับรายละเอียดของการจัดการสอบ เนื้อหาการสอบ ความเหมาะสมของการวัดและประเมินผล รูปแบบการสอบ เพราะไม่เช่นนั้นการสอบของท่านจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านเพียงฝ่ายเดียว กล่าวคือ ท่านได้จัดการสอบให้สำเร็จลุล่วงตามความใฝ่ฝันที่ถ่ายทอดเป็นตัวบทกฎหมาย และได้จัดการทดสอบที่ท่านลงสรรพกำลังอย่างเต็มที่ และคิดว่า เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ในโลก

               

 



[i] นักวิชาการอิสระ ด้านการศึกษา สังคม และวัฒนธรรม





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2014 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]