• ส่องสร้างสังคม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chonlathep.soccu@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-28
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 63298
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
ส่องสร้างสังคม
ปรากฏการณ์ทางสังคมสังคม ก่อเกิด เปลี่ยนแปลง และพัฒนาก่อรูปเป็นสิ่งซึ่งพวกเราทุกคนต้องตระหรนักถึงที่มาที่ไป เพื่อเข้าใจสภาวะธรรมแบบไร้อคติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chonlathep
วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2557
Posted by ส่องสร้างสังคม , ผู้อ่าน : 1399 , 16:33:24 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ชลเทพ    ปั้นบุญชู[i]

ข้อ วิพากษ์และโต้แย้ง การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไทย(กรณีการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของคุณยิ่งลักษณ์) ในมุมสังคมวิทยา

                กรณีที่ร้อนแรงที่สุดในประเด็นทางการเมืองปัจจุบันเห็นจะหนีไม่พ้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีการโยกย้ายคุณถวิล   เปลี่ยนสี ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจริงๆก็มีทั้งประเด็นหลายประเด็นอย่างที่นักวิชาการด้านกฎหมายไทยตั้งข้อสังเกตไว้ เช่น ความผิดเฉพาะตัวของนายกหรือความผิดทั้งคณะบุคคล การพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว(จากการยุบสภา)อยู่ในอำนาจการของตุลาการในการรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ ผมเองก็สนใจในแง่มุมของกฎหมาย(แต่ไม่ใช่นักเรียนกฎหมายเลยไม่ค่อยเข้าใจในเชิงเทคนิค)แต่ที่มากไปกว่านั้นคือผมสนใจอำนาจของกฎหมายจากสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญสร้างขึ้น ในมิติสังคมวิทยา จึงพยายามตีความในมุมมองของตนเองในฐานะที่สวมแว่น “สังคมวิทยา” วิพากษ์ศาลรัฐธรรมนูญ(ไม่รู้จะโดนข้อหาละเมิดศาลหรือเปล่าครับ) แต่มีใช้เสรีภาพที่ผมมีอยู่(บ้าง) ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงความคิดเห็นอันเป็นอิสระและประโยชน์ต่อการรับรู้สาธารณะในมุมมองใหม่ๆ

บริบท และภาพความทรงจำของศาลรัฐธรรมนูญไทย

                เราคงทราบกันดีว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทย เกิดขึ้นหลังจากการมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปีพ.ศ.2540 ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะวินิจฉัย ตัดสินข้อกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยผู้ที่จะก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญได้นั้นต้องอาศัยผู้ชำนาญการในแต่ละด้านอันได้แก่ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การเมืองการปกครอง ดังนั้นศาลรัฐธรรมไทยเป็นองค์กรภายใต้การนำของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทั้งในเชิงเทคนิค และนักอาชีพ ผมคิดว่าประเด็นนี้อาจทำให้เกิดคำถามได้ว่า แล้วกฎหมายเป็นเรื่องทั่วไป หรือเป็นเรื่องเฉพาะ ผมว่ากรณีนี้ต้องกลับไปดูสภาวะของกฎหมายรัฐธรรมนูญว่า เน้นจุดไหน เน้นอยู่กับการสร้างหลักประกันภายใต้โครงสร้างของระบอบการเมืองการปกครองที่อุดมไปด้วยกลุ่มคนไทยอันหลากหลาย หรือความหลากหลายอยู่ภายใต้มุมมองแบบเฉพาะ ซึ่งผมมองว่าศาลรัฐธรรมนูญไทยเป็นแบบพยายามทำให้คนที่หลากหลายตกอยู่ภายใต้อำนาจแบบเฉพาะมากกว่า

                ดังนั้นผมคิดว่านักเทคนิค นักอาชีพเฉพาะจึงกลายเป็นบุคลากรสำคัญโดยเฉพาะในแวดวงกฎหมาย ซึ่งยากเกินกว่าคนธรรมดาอย่างผมหรือใครต่อใครจะเข้าใจได้ ต้องอาศัยความสามารถของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ในการตีความ ในการอ่านกฎหมาย หรืออธิบายกฎหมาย ผมคิดว่าประเด็นนี้แหละครับที่ทำให้ผมเคยสงสัยถึงความมีเสรีภาพของตนเองว่า ตกลงเรามีเสรีภาพตามที่กฎหมายรองรับ หรือตามที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย นักวิชาชีพทางกฎหมายได้อ่านกฎหมายให้เราฟังว่า เสรีภาพใน(มุมของนักนิติศาสตร์)เป็นอย่างไร ผมจึงเริ่มสับสนการมีอยู่ของตัวเอง เจตจำนงของตัวเอง ว่าผมไม่มีสิทธิแทบจะตีความเองด้วยซ้ำอะไรคือความถูกผิด ทำได้หรือไม่ได้ในระบบกฎหมาย เพราะผมด้อยความสามารถเฉพาะตรงนี้ไป อำนาจในตัวผมเองจึงถูกลดทอนไปโดยสิ้นเชิง

                ผมคิดว่าสังคมสมัยใหม่ มักตกอยู่ภายใต้วาทะกรรรมของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ภายใต้การผลิตซ้ำเชิงโครงสร้าง(ซ้ำซากแล้วซ้ำซากอีก) เพื่อกำหนดความชอบธรรมว่า ความถูกต้องในแต่ละสาขา จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เพราะเขาเหล่านั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่เหนือกว่าคนอื่น จึงเป็นผู้มีความชอบธรรมที่จะบอกได้ว่า สิ่งใดถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ให้กับคนทั่วไปฟัง พูดง่ายๆคือ ผมมักจะไม่รู้หรอกว่าอะไรผิดถูก ต้องให้คนอื่นมาบอกผม สั่งสอนผม หรือขัดเกลาผมในวิถีทางที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาอาชีพได้บอกผม

                สถาบันต่างๆในรัฐสมัยใหม่เองได้มี คณะปกครองที่มีลักษณะพิเศษของกลุ่มสาขาอาชีพเหล่านี้มากมาย โดยเฉพาะชนชั้นนำในองค์กรตามรัฐธรรมนูญอย่างองค์กรอิสระและองค์กรอื่นๆ  สิ่งนี้ผมตีความตามนักสังคมวิทยาอย่าง C w Mill ที่มองว่าการเกิดขึ้นของสถาบันมักจะมีอิทธิพลของการครอบงำของชนชั้นนำด้วย ด้วยวิถีปฏิบัติและเครื่องมือ ซึ่งในรัฐสมัยใหม่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เพราะเราได้มอบตัวเราให้อยู่ภายใต้ขอบเขตที่จำกัดของกฎหมาย แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับต้องมีการตีความของนักกฎหมายอีกด้วย เพราะจะได้เป็นสิ่งยืนยันว่าเราเองไม่ได้ทึกทักเอาเองว่าถูก แต่มีผู้เชี่ยวชาญย้ำถึงความถูกต้องโดยอาศัยความรู้ขั้นเทพของพวกเขาตีความ

                ผมพยายามลองเปรียบเทียบระหว่างรัฐสมัยใหม่กับชนเผ่าดั้งเดิม ในกรณีที่ผู้คุ้มกฎ หรือผู้ที่เป็นคนควบคุมกฎระเบียบทางสังคม มักมีลักษณะพิเศษที่เหมือนกันคือ เป็นผู้ที่อยู่ในสภาวะ เหนือกว่าธรรมดา เช่นเดียวกัน ความยุติธรรมเป็นเรื่องของพระเจ้าก็ได้ ความยุติธรรมเป็นเรื่องของเทพีเทมิส หรือผู้สร้างโลกและจักรวาล แต่พวกเขาเหล่านั้นซึ่งเป็นคนธรรมดาต้องเชื่อมโยงตัวเองให้เข้าสู่ความมีสิทธิที่เหนือกว่าคนทั่วไป เพื่อเป็นผู้ที่มีความชอบในการจัดระเบียบทางสังคม ในการควบคุมคน หรือแม้กระทั่งในการชี้ถูกชี้ผิดของสังคม

                สิ่งเหล่านี้กลายเป็นมรดกแห่งความชอบธรรมของนักกฎหมาย ผู้คุ้มกฎ หรือใครก็แล้วแต่ ที่สามารถสร้างคุณลักษณะพิเศษได้ หรือมีคุณสมบัติในลักษณะพิเศษเฉพาะเพื่อที่จะอ้างอิงสิทธิในการควบคุมคนธรรมดาภายใต้ความชอบธรรมทางกฎหมายได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า รัฐสมัยใหม่ที่จะใช้กฎหมายเพื่อจัดระเบียบสังคมให้เกิดประสิทธิภาพจะไม่ถูกตั้งคำถาม เพราะรัฐสมัยใหม่ผู้คนเริ่มตื่นมากขึ้น เริ่มแสวงหาเสรีภาพมากขึ้น และมีเจตจำนงในตัวเอง ในการมีชีวิตของตนเองกล้าคิดและมีความใฝ่ฝัน โลกแบบนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่นักปกครองแบบเก่ากลัวที่สุด เพราะมันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง และอำนาจต่างๆที่เคยผูกขาดเอาไว้กำลังจะเสื่อมสลายลงอันเกิดจากสิทธิอำนาจบางประการเป็นเงื่อนไขทำให้คนไม่เท่ากันในอุดมการณ์ของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ตามแนวคิดเสรีนิยม ปัจเจคภาพนิยม หรืออัตถิภาวะนิยม

                 ผมเชื่อว่ากฎหมายตามที่แม๊ก เวเบอร์นักสังคมวิทยายุคคลาสสิคเข้าใจคือ การสร้างข้อตกลงร่วมในสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อให้สังคมอยู่ได้อย่างปกติ เป็นธรรมและยุติธรรมจึงต้อมีระบบกฎหมายขึ้นมาเพื่อกำกับและจัดระเบียบทางสังคม ทำให้บทบาทหน้าที่เฉพาะกลายเป็นพลวัตรของสังคมสมัยใหม่ การมีช่วงชั้นในระบบปฏิบัติการทำอำนาจหน้าที่ซึ่งมีกฎหมายเป็นตัวรองรับ หรือสิทธิอำนาจที่ต่างกันก็สะท้อนถึงความชอบธรรมในการใช้อำนาจนั้น จนนำมาสู้แนวคิด โครงสร้าง หน้าที่นิยมที่พัฒนางานของแมก เวเบอร์ต่อ

                ผมเป็นนักสังคมวิทยาสายนีโอมากซ์ ก็มักจะย้อนแย้งในประเด็นนี้ขึ้นมาคือ รัฐสมัยใหม่ในแบบที่ว่านี้มองเรื่องประสิทธิภาพของการปกครอง มากกว่าเสรีภาพของคนใช่หรือใหม่ การผลิตอุดมการณ์เรื่อง ความมีประสิทธิภาพ ความมีเหตุมีผลภายใต้กฎหมายของรัฐสมัยใหม่ มองเรื่องความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ผมจึงเชื่อว่าชนชั้นปกครองมักจะยืนหยัดที่จะตีความหลักความมีเหตุมีผลภายใต้ความสามารถเฉพาะนี้ เพราะไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นสิ่งธรรมดาไป ไม่สามารถเอาไปควบคุมหรือชี้นำใครได้ ศาลไทย นักกฎหมายไทย ก็อยู่ภายใต้อุดมการณ์แบบนี้ เพราะนิติปรัชญาเองก็เชื่อว่ากฎหมายก็คือข้อบังคับของรัฐ และรัฐเองก็มีสิทธิอำนาจที่จะปกครองคนธรรมดาดา สถาบันดังกล่าวจึงตั้งขึ้นโดยมีตัวรองรับทางกฎหมาย เพื่อสร้างสิทธิอำนาจและความชอบธรรมในการมีอำนาจปกครองขึ้นปกครองและบริหารประเทศ

                สถาบันตุลาการมีหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับรัฐ ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและยังมีลักษณะเหนือกว่าสถาบันอื่นๆในแง่ที่ เป็นคนชี้ความถูกต้องให้กับสังคมตามความชำนาญเฉพาะที่มีหน้าที่ประเมิน ตัดสินความดีงามถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ตามหลัก division of labor และ หลัก separation ที่เดอร์ไคม์นักสังคมวิทยาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากมองเตสกิเออร์ ในเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจของสถาบันทางการเมือง ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่า การมีอำนาจตัดสินคนที่แหละครับ จึงทำให้ตุลาการมีลักษณะพิเศษไปกว่าสถาบันทั่วไป เพราะที่มาของกฎหมายปกครองรัฐมาจาก ฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการบริหารออกนโยบายของประเทศเป็นหน้าที่กลุ่ม(คณะผู้ได้สิทธิอำนาจการบริหาร) และตุลาการเป็นผู้ตัดสินความถูกต้องดีงามตามที่กฎหมายอยู่เหนือปัจเจกชนเพื่อคงไว้ซึ่งหลักปฏิบัติของการอยู่ร่วมกันอย่างมีหลักประกันเรื่องสิทธิ ความเสมอภาค และเท่าเทียม อยู่เหนือสถานะของสถาบันทุกสถาบัน เพราะเป็นผู้ที่บอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้ใช่หรือไม่ ชอบหรือเปล่า มีอำนาจหรือไม่ ก้าวก่ายหรือไม่ แทรกแซงหรือไม่ ขัดต่อกฎหมายหลักหรือไม่ เช่นเดียวกับอำนาจระหว่างครูกับลูกศิษย์ในห้อง ที่ท้ายที่สุดครูจะเป็นผู้ควบคุมความถูกต้องสิ่งที่เด็กได้รับรู้ว่าเป็นไปตามที่ครูมองว่าถูกหรือไม่ เช่น การบวกเลข การเรียนเรื่องจริยธรรม การฝึกแสดงความเคารพ การเข้าแถว เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่เราปฏิบัติกันโดยทั่วไป ก็จะถูกควบคุมด้วยความรู้เรื่องความถูกต้องแทบทั้งสิ้น

                แต่ความถูกต้องในโลกสมัยใหม่นี่แหละที่เป็นปัญหา เพราะความถูกต้องอาจไม่ได้เป็นปรวิสัยตายตัว ในบางครั้งความถูกต้องก็มีการเปลี่ยนแปลงในตัวของมันเอง ขึ้นอยู่กับการช่วงชิงความถูกต้องนี้ ว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจในเชิงโครงสร้างมากกว่ากัน  โลกสมัยใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจึงพยายามที่จะสร้างหลักการบางอย่างเพื่อสถาปนาความถูกต้องให้เป็นธรรมกับอำนาจของประชาชน เพราะผมเชื่อว่าอย่างน้อยโลกที่ประชาชนในรัฐสมัยใหม่ภายใต้ระบบประชาธิปไตยจะเข้าใจและเข้าถึงก็คือ โลกของอำนาจนิติบัญญัติ(ผ่านตัวแทนผู้ทำหน้าที่) โลกของบริหาร(ที่เลือกคนเข้าไปออกนโยบาย) ส่วนโลกตุลาการเป็นโลกเฉพาะที่ คนธรรมดาอย่างเราๆเข้าถึงยาก เพราะตุลาการส่วนใหญ่มีความสามารถเฉพาะที่คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถมีได้คือ ความสามารถในการชี้ถูกชี้ผิด ลงโทษและตัดสินคนในสังคม

                ถ้าตุลาการมีลักษณะเหนือกว่าอำนาจทั่วไปอย่างที่ผมเสนอ ผมจึงคิดว่าตุลาการต้องเป็นกลางมากๆ และตุลาการต้องไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่มีอคติ ไม่มีความโอนเอียง เพราะนั่นเท่ากับความพิเศษก็จะบั่นทอนลง ผมเชื่อว่าโลก

จริยศาสตร์แบบคุณงามความดีนี่แหละที่แบ่งแยกระหว่าง อำนาจแบบโลกุตรธรรม(ดีงาม ถูกต้อง เที่ยงแท้) กับ อำนาจแบบโลกียธรรม(สามานย์ ต่ำ เถื่อน ถ่อย ทั่วไป)

                ในขณะที่ตุลาการสามารถบอกได้ว่าใครทำผิดทำถูกในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าตุลาการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญใครจะชี้ถูกชี้ผิดตุลาการว่าทำผิดได้ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน เพียงเพราะบทบาทหน้าที่ในการแปลความกฎหมายและตีความกฎหมายเป็นเพียงอำนาจเฉพาะที่กลุ่มอื่นไม่สามารถทำได้ดีเท่าตุลาการ หรือแม้กลุ่มอื่นอาจจะทำได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ถูกยอมรับว่าถูกต้องเช่นเดียวกัน ดังนั้นประเด็นอาจจะไม่ใช่อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่หมายถึง ผู้อ่านและตัดสินกฎหมายย่อมสำคัญกว่าตัวกฎหมายอยู่ดี กฎหมายรัฐธรรมนูญอาจกลายเป็นตัวบทกฎหมายที่นักติดสินคดีความสามารถใช้กระบวนการเชิงเทคนิคอุดช่องว่าง(เพื่อใคร ประชาชน ส่วนตน หรือองค์กรอื่นๆ) และอาศัยอำนาจที่ตัวเองมีในการตัดสินเพื่อกำหนดความถูกผิดได้

                อำนาจแบบนี้แหละครับที่ผมว่าน่ากลัว เพราะมันคืออำนาจที่ประชาชนไม่สามารถล้มล้างได้ ไม่สามารถขัดขืนได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมากำกับอำนาจนี้ให้มีความคงเส้นคงวา หรือความเที่ยงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่กฎหมายแพ่ง และอาญามีสิ่งกำกับ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีสิ่งกำกับดังนั้นระบบความชอบธรรมในการตีความจึงขาดหลักปฏิบัติที่เที่ยงและเป็นธรรม

                ขนาดนักปรัชญาสังคมศาสตร์ยังไม่เคยเชื่อเรื่อง ความเที่ยงของมนุษย์เลย พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เชื่อ มนุษย์โดยทั่วไปยังอยู่กับ โลภ โกรธ หลง มีอารมณ์ และความรู้สึก ดังนั้นเกณฑ์ที่จะเป็นปรวิสัยจะต้องใช้เครื่องมือที่เข้มข้นเพราะไม่เช่นนั้นมันจะหนีไม่พ้นอัตวิสัยอยู่ดี สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้จากการตีความ และก็เห็นไปทำนองเดียวกับอาจารย์วรเจตน์ (อ.กฎหมาย) คือ การพุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างนายกรัฐมนตรี กับ พลตำรวจเอกเพียวพันธุ์   ดามาพงศ์ ผมคิดว่าการเมืองเรื่องเครือญาติเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เราหลุดประเด็นสำคัญไปก็คือ พลตำรวจเอกได้ผ่านกระบวนการสรรหาจาก คตช อย่างถูกต้องหรือไม่ มีคุณสมบัติเพียงพอตามเกณฑ์ของผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ หรือเป็นไปตามประมวลจริยธรรมหรือไม่ เท่าที่ผมสำรวจดูเบื้องต้นคุณสมบัติครบ แต่ยังไม่ได้ดูเชิงลึก ดังนั้นพลตำรวจเอกเพียวพันธุ์  จึงมีสิทธิ และไม่ใช่ในฐานะเครือญาติ แต่เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมตามคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่มีสิทธิที่จะเสนอชื่อและกราบบังคมทูลแต่ตั้ง ดังนั้นการมองเรื่องความเป็นเครือญาติจึงอาจบิดเบือนข้อเท็จจริงบางประการที่ผลเอกเพียวพันธุ์  ดามาพงศ์มีคุณสมบัติเหมาะสมตามตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ หรือไม่ก็อาจมองด้วยอคติว่า เครือญาติจะต้องมีประโยชน์ร่วม ก็ได้(อันนี้ต้องไปพิสูจน์ซึ่งอาจมีหรือไม่มีก็ได้) ผมพยายามสะท้อนว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้หลักปกติทางกฎหมาย แต่มองถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติมากกว่า จึงทำให้ผมรู้สึกว่าอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการมองข้อพิพาทของศาลรัฐธรรมนูญ

                ถ้าเราจะใช้เรื่องความสัมพันธ์ทางเครือญาติมาตัดสินนั้นจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในหลักปกติทางกฎหมายทันที เพราะว่าใครก็แล้วแต่ถ้ามีความสามารถ หรือเป็นบุคคลที่ผ่านเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่ง แต่ถ้าเป็นญาติกับนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจคนใด นั่นย่อมหมายความว่าเขาต้องถูกตัดสิทธิจากการดำรงตำแหน่ง เพียงเพราะเขาดีหมดทุกอย่างเพียงแต่มีญาติเป็นชนนั้นนำทางการเมืองการปกครอง หลักแบบนี้ขัดต่อกฎหมายสากลว่าด้วยการเลือกปฏิบัติอย่างยิ่ง ขัดต่อหลักความเท่าเทียมกันของโอกาสอีกด้วย

ข้อเสนอแนะ

                สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือประเด็นเรื่องของการข้ามอำนาจศาล ซึ่งแม้ว่าจะตีความกันคนละประเด็น ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง แต่ผมเห็นว่า การใช้คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายเป็นเรื่องทางปกครอง แต่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและวินิจฉัยอีก ถ้าเช่นนั้นหลักปฏิบัติต่อไป ผมคิดว่าคงจะมีการรับเรื่องอีกมากมายและคร่อมหน้าที่กันระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับศาลอื่นๆ อันเนื่องมากจากหลักการวินิจฉัยการรับเรื่องยังมีความคลุมเครืออยู่ จึงอาจอาศัยอัตวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในการรับเรื่องได้ ถือเป็นการลัดคิวโดยขาดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะให้เหตุผลเรื่องความน่าจะเป็นในการแต่งตั้งโยกย้ายอาจมีการก้าวก่ายศักดิ์ศรีของข้าราชการประจำ ผมก็ตีความได้ไหมว่า ถ้าต่ำกว่าคือ ได้ตำแหน่งที่ต่ำกว่า ถูกลดเงินเดือน หรือข้าราชการยึดติดกับตำแหน่งเดิมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งผมก็มองเห็นว่าข้าราชการประจำในระบบประชาธิปไตยก็ถูกกำกับด้วยฝ่ายการเมือง การโยกย้ายที่ใช้หลักปกติเป็นการลดศักดิ์ศรีหรือไม่

หรือวัฒนธรรมของระบบราชการไทยคือการย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งถือเป็นการกลั่นแกล้งและทำลายศักดิ์ศรี โดยเชื่อว่าฝ่ายการเมืองอาศัยวาทกรรมเรื่อง “ความเหมาะสม” ผมคิดว่าข้าราชการไทยอาจต้องทำความเข้าใจต่อวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของระบบราชการเสียใหม่ จะได้ไม่ยึดติดกับตำแหน่งมากนัก และมองว่านักการเมืองรุมจะกลั่นแกล้งโยกย้ายตลอดเวลา และผมก็ยังเห็นว่าศาลปกครองได้ทำหน้าที่ไต่สวนแล้ว แต่การพิจารณาซ้ำของศาลรัฐธรรมนูญกลับยิ่งทำให้ขอบเขตของอำนาจศาลรัฐธรรมนูญยิ่งกว้างขวาง

                อคติจากความเกลียดชังของมนุษย์มีได้(ในสถานะของปุถุชน) แต่ถ้าสวมตำแหน่งบทบาทหน้าที่จะต้องใช้หลักปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ในการปฏิบัติตามตำแหน่งหน้าที่ด้วยความเท่าเทียม เสมอภาค และเป็นธรรม อย่าใช้อัตวิสัยที่เกิดจากความไม่เที่ยง และอคติ ในฐานะที่ท่านใช้อำนาจพิเศษเหนือคนทั่วไปหรือองค์กรอื่นใด เพราะท่านเป็นศาลที่วินิจฉัยความถูกต้องของกฎหมายสูงสุด  การตัดสินของท่านมีผลผูกพันทุกองค์กร และเป็นผู้สถิตความยุติธรรมให้บังเกิดในระบอบนิติรัฐ ท่านต้องไม่ลืมที่จะคำนึงถึงหลักกฎหมาย หลักประชาธิปไตย หลักความเสมอภาคเท่าเทียม และหลักความเป็นกลาง หากท่านขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ท่านจะไม่สามารถใช้อำนาจพิเศษในทางที่ชอบธรรมได้ เพราะท่านได้ทำลายความเท่าเทียมกันของมนุษย์ไปหมดแล้ว เพียงเพราะท่านอาจเชื่อว่าคน กับ กับที่งามต่างกัน คนที่งามเท่านั้นจะได้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ นั่นคือสิ่งที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อว่า คนเท่ากัน ย่อมมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน

                  

                 

                 

                 

 



[i] นักวิชาการอิสระด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรม





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
plaing_piu วันที่ : 10/05/2014 เวลา : 10.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plaingpiu

อ่านบทปาฐกของบวรศักดิ์เกี่ยวกับเรื่องศาลรธน.ที่ ศอ.รส.เอามาบิดเบือนสิ จะเข้าใจศาลนี้ได้บ้าง โดยเฉพาะเขตอำนาจศาล
เรื่องความสงสัยอำนาจหรือดุลพินิจของคนเป้นศาล ปกติของสังคมทุนสามานย์ ยิ่งพวกปัญญาชน นายทุนน้อย นายทุนชาติ พวกนี้กินมากขี้มาก กิเลสตัณหามาก ไม่เคยพอใจตัวเอง ไม่เคยนิ่งกับอะไร มีปัญหา สงสัย โลเล ไม่แน่ใจ สับสนในทุกสิ่ง แม้แต่ตัวเองยังมีคำถาม เหมาเจ่อตงบอกคนประเภทนี้นำการต่อสู้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จะทำให้ขบวนแถวสับสนอ่อนแอ และพ่ายแพ้ได้ จริงไม่จริง ดูขบวนการต่อสุ้ในพรรคคอม ฯ ทั้งไทยและเทส ทั้งพันธมิตร และทุกวันนี้ก้กปปส หรือ นปช.มีพวกเก่งกล้าสามารถ สงสัยตลอดกาลจริงหรือไม่ แล้วการต่อสู้ของพวกที่ว่ามาเป้นอย่างไร ลองพิจารณา
อย่าไปอ้างพุทธองค์แบบผิดๆ ท่านนิ่งเพราะรู้ชอบแล้วทั้งสิ้นทั้งปวง
กรรมสิจะเป็นสัจจธรรมชี้ผิดถูกของสรรพสิ่งได้แน่นอน
ทำความดี ละเว้นชั่ว ทำใจสงบสบาย ๆผ่องใส ไม่ดีกว่าหรือ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
brave วันที่ : 09/05/2014 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/brave
ฝันถึงอิสรภาพแห่งชีวิต

ผม ฟังคำวินิจฉัยของศาล เข้าใจ๊ เข้าใจ แต่อ่านบทความนี้ ผมง๊ง ผมงง ผม ไม่เข้าใจเลยครับ ภาษานักวิชาการ ยากกว่าภาษากฎหมายน่ะครับ
เอ..แต่ผม เข้าใจว่า คนที่ไม่คิดจะทำผิดกฎหมาย หรือไม่คิดจะทำเกินขอบเขตกฎหมาย ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไรกับกฎหมาย หรือนักกฎหมายน่ะครับ หรือท่านว่าไง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2014 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]