• Choodech
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-10-13
  • จำนวนเรื่อง : 20
  • จำนวนผู้ชม : 139194
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน
มีชีวิตต่อไปเพื่อสู้โรคมะเร็ง
Blog นี้สร้างขึ้นเพื่อเสนอข้อมูลประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยโรคมะเร็งคนหนึ่ง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/choodech
วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม 2551
Posted by Choodech , ผู้อ่าน : 3918 , 14:33:07 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


อัฟกานิสถาน อินเดีย ภูฏาน ศรีลังกา มัลดีฟส์ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ จีน ฮ่องกง มาเก๊า มองโกเลีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฟิจิ คือ 20 ประเทศ ที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ X-ray Scanner Image Analysis Workshop ที่จัดโดย ROCB (Regional Office for Capacity Building) ที่มีสำนักงานอยู่ในกรมศุลกากรไทยของเรานี้เอง โดยมีศุลกากรท่าเรือเมลเบิร์น เอื้อเฟื้อสถานที่ในการประชุม และทุนสนับสนุนโดยศุลกากรญี่ปุ่น การประชุมครั้งนี้ขาด ปากีสถาน ไปประเทศหนึ่ง ด้วยเหตุผลใดไม่อาจทราบได้ (ภาพนี้ได้จากกล้องหลักของออสเตรเลีย ต้องเอารูปคนอื่นมาลงแทนเพราะกล้องตัวเองถ่ายเจ้าของแล้วอุบาทว์เกินกว่าจะรับได้ อิอิ)


เช้าวันที่ 31 มีนาคม 2551 เมื่อผู้เข้าร่วมประชุมทราบสถานที่ประชุมกันแล้วว่าอยู่ที่ 1010 La Trobe Street ซึ่งไม่ไกลจากโรงแรมที่พักมากนัก แค่เดินข้ามผ่านสนามกีฬา Telstra Dome เท่านั้น ระยะทางประมาณครึ่งกิโลเมตร อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การเดิน เริ่มเดินกันตอน 8 โมงครึ่ง ไปถึงสถานที่ประชุมก็ 9 โมงพอดี


อ๊ะ ๆ ไม่ใช่ตึกนี้หรอกครับ ตึกนี้คือ 1000 La Trobe Street ลวดลายสีสันสวยงามแปลกตาเป็นเอกลักษณ์ จึงได้ถ่ายเก็บมาเป็นที่ระลึก


นี่ครับคือเป้าหมายของเรา ตึกลวดลายสวยงามเช่นกัน มีชื่อทางการว่า Innovation Building ชื่อเลิศหรู ตึกก็ใหม่ เปิดดูใน Google Earth ยังเป็นภาพเก่าอยู่เลย ยังสร้างไม่เสร็จเลยครับ


ด้านข้างตึกเป็นตัวอักษรรูปลักษณ์ประหลาด เหมือนภาษาต่างดาว ได้เห็นว่ามีโบร์ชัวร์แจกด้วย ปรากฏว่าเป็นการละเล่นแบบหนึ่ง อ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าเล่นยังไงกันแน่ ???


บรรยากาศภายในห้องประชุม นั่งกันง่าย ๆ สบาย ๆ โต๊ะเก้าอี้ธรรมดาไม่ต้องเลิศหรู ไมโครโฟนไม่ต้อง ห้องเล็กนิดเดียว คุยกันแบบกันเอง ๆ สุด ๆ จากภาพจะเห็นว่าแบ่งโต๊ะออกเป็น 3 แถว จริง ๆ แล้วมี 4 คือแบ่งกลุ่มผู้ร่วมประชุมเป็น 3 กลุ่ม กับเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย ROCB WCO (องค์การศุลกากรโลก) อีกโต๊ะหนึ่ง ประเทศไทยอยู่กลุ่ม 2 นั่งตรงกลาง


นี่คืออาหารที่แจกกินกันฟรี ดูแล้วเป็นของว่างมากกว่าให้กินจริงจัง ไม่มีเลี้ยงตอนเที่ยง หมายถึงต้องไปหากินอาหารกลางวันกันเอง ครัวซองนั้นอร่อยดี หมดทุกครั้งที่แจก และก็มีน้ำส้มขวดจิ๋ว ซึ่งต้องใช้ประทังชีวิตตลอดทั้งวันที่เข้าประชุม คิดดูว่าจะพอไหม ต้องอดอยากพอสมควร อีกอย่างคือทั้งตึกไม่มีน้ำเปล่าให้กินเลย แต่นอกห้องประชุมนั้นมีร้านค้าแต่ก็ไม่กล้าซื้อกินเพราะแพง


เอาล่ะ ต้องขอบคุณ Mr. Glenn Lyon, Director of Sea Cargo Operations ตัวแทนศุลกากรออสเตรเลีย ที่รับบทเป็นพิธีกรอารมณ์ดีดำเนินการประชุมตลอดทั้ง 5 วัน


Mr. Lee Sang Hyup ศุลกากรเกาหลี ซึ่งเป็นตัวแทนของ ROCB ที่เป็นผู้ประสานงานในการประชุมครั้งนี้ ตั้งแต่ก่อนการเดินทางจนกระทั่งกลับถึงเมืองไทย ขาดเหลืออะไรถามได้ตลอด อารมณ์ดีตลอดเวลาไม่แพ้คนข้างบน


และที่ขาดไม่ได้คือศุลกากรญี่ปุ่น ซึ่งมากัน 2 ท่าน ศุลกากรญี่ปุ่นเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการประชุมครั้งนี้ทั้งหมด ทำให้ได้รับเบี้ยเลี้ยงที่เกินพอสำหรับการใช้จ่ายตลอดเวลาที่ได้ใช้ชีวิตในนครเมลเบิร์นแห่งนี้ (ซึ่งผมแทบไม่ได้ใช้อะไรเลย ผมได้เก็บไว้รักษาตัวจากโรคมะเร็ง ใช้หนี้เพื่อน รวมถึงแลกธนบัตรดอลลาร์ออสเตรเลียเก็บสะสมเอาไว้ด้วย)


นี่ก็เป็นธนบัตรดอลลาร์ออสเตรเลีย ผมแลกเก็บไว้หมด ตั้งแต่ 5 ดอลลาร์ ยัน 100 ดอลลาร์ ทั้งหมดมูลค่า 185 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ตอนนั้นเงินบ้านเขาแข็งแกร่งอยู่ที่ 29 บาท แค่ 5 ใบนี่ตกเป็นเงินไทยก็ 5,365 บาทโดยประมาณ (แล้วจะไม่ให้อยู่กินอย่างประหยัดได้ยังไง ก็เมื่อตั้งใจเก็บสะสมเงินตั้งมากขนาดนี้ อิอิ)


หลังจากฟังการอบรมมายาวนาน บ่ายวันต่อมาคือ 1 เมษายน ที่ประชุมก็ได้แบ่งให้แต่ละกลุ่มไปอภิปรายกันว่า ศูนย์เอกซเรย์ของแต่ละประเทศ มีปัญหาในการดำเนินการอย่างไร ต้องการการสนับสนุนอย่างไรบ้าง ฯลฯ


ต่อมา บ่ายวันที่ 3 เมษายน หลังจากกลับจากการ shopping ที่ Queen Victoria Market (ซึ่งจะได้กล่าวถึงในตอนต่อ ๆ ไป) แล้วก็กลับมาประชุมกันต่อ ผมได้ขึ้นบรรยายถึงประวัติและการดำเนินงานของศูนย์เอกซเรย์ไทย กรณีการตรวจพบสินค้าผิดกฎหมายศุลกากรที่สำคัญ ทำให้ “Potato” หรือการจับกุมมันฝรั่งลักลอบนำเข้า ซึ่งมีมากในช่วงก่อนหน้านั้น เป็นที่ฮือฮาในกลุ่มผู้เข้าร่วมประชุม ใครจะไปรู้ว่าการบรรยายที่ได้รับคำชมตัวต่อตัวจากศุลกากรญี่ปุ่น และศูนย์คำถามจากศุลกากรอินเดียที่ไล่จี้ต้องการคำตอบจากศุลกากรประเทศอื่น ๆ นั้น เป็นการบรรยายครั้งแรกในชีวิตที่เป็นการบรรยายทางการอย่างนี้ และเป็นครั้งแรกที่ต้องบรรยายเป็นภาษาอังกฤษด้วย (แอบตบมือให้ตัวเอง 3 ที)

จากเดิมตอนเรียนอยู่ระดับปริญญาตรีที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผมกลัวการบรรยายหน้าห้องมาก กลัวจะผิด กลัวจะเป็นที่น่าตลกขบขัน ถึงตอนทำงานที่ต้องมีบรรยาย (บ้าง) เป็นภาษาไทยแก่คณะผู้มาดูงาน หน้าห้องประชุมใหญ่หรือที่ทำงานก็แล้วแต่ ก็ยังบรรยายค่อนข้างตะกุกตะกัก แต่กลับลื่นไหลและสร้างความครื้นเครงให้กับอีกเกือบ 20 ชาติที่นั่งฟังผมอยู่ตรงหน้านี้ได้ ตัวผมเองก็ยังทึ่งว่าทำได้อย่างไร ตลอด 30 นาทีนั้น มันช่างสุดยอดจริง ๆ (ตบมือให้ตัวเองอีก 3 ที ...)


เช้าวันที่ 4 เมษายน ซึ่งเป็นวันประชุมวันสุดท้ายนั้น ก็ได้มีการนำโปรแกรมวิเคราะห์ภาพที่ได้จากการใช้เอกซเรย์ยิงผ่านตู้คอนเทนเนอร์เหล็ก มาให้ลองใช้กันดู ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก


ผมเองก็ไม่พลาดจะใช้ประสบการณ์ 3 ปีกว่า (ในขณะนั้น) ที่ต้องคลุกคลีอยู่กับระบบอันน่าทึ่งนี้ ไม่ยากเลยที่จะพบเห็นว่าในตู้คอนเทนเนอร์ตัวอย่างนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และมีจุดใดที่ต้องสงสัย


และก็ได้รับใบประกาศนียบัตร (ซึ่งก็ได้กันทุกคนนั่นแหละ) จากคุณ Alexander Ratinikov ตัวแทนจาก WCO เป็นความภาคภูมิใจจากความทุ่มเท (แม้จะฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยถนัดนัก) การตั้งใจเตรียมพร้อมเต็มที่สำหรับการบรรยาย ถึงอาจจะมีใครแอบว่าผมว่า ไม่ได้ประโยชน์นัก ไปเที่ยวซะมากกว่า ได้เงินมาเยอะแยะ ฯลฯ แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตน้อย ๆ ของผมเลยทีเดียว


ไปดูงานเลี้ยงกันดีกว่า จัดขึ้นเย็นวันที่ 3 เมษายน ในภาพคือบรรยากาศยามเย็น เมื่อมองจากสนามกีฬา Telstra Dome ไปยังน่านน้ำ Victoria Harbour จะเห็นรางรถราง และรูปปั้นวัวที่ยังคงนอนอย่างสบายใจอยู่บนต้นไม้


ถึงแล้ว ร้านอาหาร Berth อยู่ริมทะเล มาช้าไปหน่อยเพราะมัวแต่ไปเดินเที่ยวเมืองกับเพื่อนศุลกากรมัลดีฟส์ คนอื่นเขามากันครบแล้ว แต่ก็ไม่ช้าเกินไปสำหรับการสั่งอาหาร


นั่งกินกันสบาย ๆ อย่างที่เห็นในภาพ ผมมาช้าจึงไม่ได้นั่งติดกับเพื่อนศุลกากรไทยที่มาด้วยกัน แต่ขนาบข้างด้วยศุลกากรฟิลิปปินส์และพม่า ภาษาอังกฤษสำเนียงพม่า ฟังยากมาก แกพูด “แม่สาย” เป็น “มิสไซล์” เราก็งงว่าจะไประเบิดอะไรกันแถวนั้นหว่า อิอิ


สั่งอาหารไปไม่ถึงอึดใจ อาหารก็มาตามลำดับ ของว่าง จานหลัก และของหวาน ตามสไตล์ฝรั่ง ทุกคนกินกันอย่างไม่ต้องถือตัวกันตามที่เห็นในภาพ อาหารมีอะไรบ้างต้องดูภาพถัด ๆ ไป (วันที่เขียน entry นี้ เมนูไม่ได้ติดมือมาด้วย จึงจำไม่ได้ว่าสั่งอะไร กินอะไรมาบ้าง ลืมแล้วด้วยเพราะกาลเวลาก็ผ่านไปเกือบ 8 เดือนแล้ว แถมยังกินไม่ค่อยอร่อยเพราะแน่นท้องจากอาการของโรคที่เริ่มกำเริบขึ้น ต้องขออภัยด้วย)


เริ่มจากไอ้นี่เลย X.O. (ลืมยี่ห้อ) ใครอยากกินแอลกอฮอล์ต้องซื้อกินเอาเอง ผมไม่ถนัดเบียร์เหมือนคนอื่นที่เขากินกัน ก็เลยขอเจ้านี่แหละ ราคาเอาเรื่องเหมือนกัน ได้มากระติ๊ดเดียว คุ้มไหมเนี่ย เพื่อนบอกคุ้มแล้ว แต่กินแค่นี้ไม่เมาหรอก แค่กริ่ม ๆ (ใครสงสัยว่าแล้วเอ็งจะกินเหล้าทำลายสุขภาพทำไม ก็ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ช่วงนั้นผมก็ดื่มกับเพื่อนที่ทำงานพอสมควร แต่หลังจากกินเหล้าแก้วสุดท้ายบนเครื่องบินขากลับเมืองไทยแล้ว แอลกอฮอล์ก็ไม่ได้เข้าปากผมอีกเลยจนถึงทุกวันนี้)


มาเริ่มกับอาหารกันดีกว่า นี่จำได้อยู่ เป็นออเดิร์ฟของผมเอง รสชาติประหลาดสไตล์ฝรั่ง สุขภาพท้องของผมตอนนั้น ถ้ากินหมดก็อิ่มไม่ต้องกินอาหารลำดับที่เหลือพอดี จึงกินไปไม่มากนัก


จานหลักของผมคือเจ้านี้ คล้ายข้าวผัดเนย อร่อยแปลกดี แต่ก็กินไม่หมดตามเคย


จริง ๆ แล้วอาหารเขามีแค่ 3 ลำดับ แต่ผมสั่งไปถึง 4 ลำดับ ตามเมนูที่มีจัดให้ จึงได้กินเจ้านี้เพิ่มเป็นภาระให้ท้องอีก ขาว ๆ นั่นไม่ใช่ไอติมแต่เป็นมันบด อร่อยดี แต่ก็ไม่หมดเช่นกัน


ปิดท้ายด้วยไอศกรีมของแท้ ชอกโกแลตอร่อยมาก อันนี้กินจนหมดเพราะปิดท้ายแล้ว ยัดซะให้มันเต็มท้อง ก่อนเดินออกจากร้านอาหารด้วยความแน่นอย่างหาที่สุดไม่ได้


อ๊ะ ๆ อย่าเพิ่งรีบกลับโรงแรม ระหว่างการรับประทานอาหารกันเอร็ดอร่อยนั้น ก็มีพิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อมีผู้ใหญ่ของศุลกากรเมลเบิร์น (ขออภัยไม่ทราบชื่อจริง ๆ) มาร่วมวงไพบูลย์กินอาหารอร่อย ๆ กันด้วย ตอนนี้ท่านกำลังอ่านคำต้อนรับและขอบคุณผู้ร่วมประชุมทุกท่านอยู่


และคำขอบคุณตอบจากสาวศุลกากรฟิลิปปินส์ สบาย ๆ ไม่เครียด สร้างความครื้นเครงให้กับวงอาหารได้เป็นอย่างดี


ข้างนอกวิวสวยดี ออกมาถ่ายวิวของเขต Docklands ยามค่ำคืน ที่มีสนามกีฬา Telstra Dome และใจกลางเมืองเป็นฉากหลัง ด้านหน้าคือเรือส่วนตัวจอดล่องลอยอยู่ในน้ำ


เอ่อ อากาศไม่ได้ร้อนจนสามารถใส่เสื้อเชิ้ตบาง ๆ ตัวเดียวออกมาเดินตากลมได้นะครับ แต่ลืมเสื้อหนาวเอาไว้ข้างใน ที่เห็นในภาพก็เลยปากสั่นนิดหน่อย หนาวแค่ 10 องศานิด ๆ อย่างนี้ ศุลกากรมองโกเลียแกบอกว่าร้อนเมื่อเทียบกับบ้านแก ป๊าด ก็ใครจะทน -40 องศา ได้เหมือนท่านล่ะ ...


ศิลปกรรมที่ผมเคยบอกว่าสวยมากเมื่อต้องแสงไฟยามค่ำคืนในตอนก่อน ๆ สวยอย่างที่ผมโม้ไหมครับ


และวิวของสะพาน Bolte Bridge ที่ทอดข้ามน่านน้ำ Victoria Harbour ยามค่ำคืน ก่อนกลับไปโรงแรม


กลับมาถึงโรงแรมก็ต้องตกใจนิดหน่อย (ท่านอาจตกใจกว่าผมเพราะผมใช้มือถือเก่าเหลือเชื่อ สังเกตจากปุ่มกดที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย ปล่อยให้ลอกอย่างนั้น) มันมีสัญญาณมือถือได้ไงเนี่ย ? ทั้งที่ไม่ได้สมัครเลย แต่ผมก็ไม่พลาด ลองโทรกลับมาหาคนที่ผมคิดถึงที่เมืองไทย โทรติดครับ เสียค่าโทรไปบานตามระเบียบ (ทั้งที่ไม่ได้สมัครเอาไว้ แอบเซ็ง)


กลับไปดูบรรยากาศอื่น ๆ ระหว่างการประชุม 5 วันกันบ้างดีกว่า นี่เป็นรูปสมอเรือ แขวนอยู่ระหว่างตึกแถวโรงแรม เห็นว่าสวยแปลกและละเอียดดี จึงได้ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก


ค่ำวันที่ 31 มีนาคม หลังประชุมกันเสร็จสิ้น ผมกับเพื่อนร่วมห้องได้ไปเดินหาเสบียงสำหรับเอาตัวรอด ได้ไข่ราคาโหลละ 180 บาท (ตกฟองละ 15 บาท ซื้อไข่บ้านเราได้ตั้ง 3 ฟอง) มาเป็นตัวหลัก ตามมาด้วยเนื้อหมูแฮม เพื่อนผมอยากกินเนื้อแกะ เนื้อประหลาด ๆ ก็ได้ซื้อมาด้วย มันประหลาดเกินกว่าผมจะกล้ากิน ขอกินหมูแฮมอย่างเดียวละกัน


และนี่ก็คืออาหารมื้อก่อนนอนสำหรับวันนั้น ไข่ดาวสักฟองหนึ่ง (เซ็งจริงทอดแตก ภาพข้างบนนั่นไข่เพื่อน) หมูแฮมนิดหนึ่ง โรยหน้าด้วยเกลือและพริกไทยที่รสชาติไม่เหมือนบ้านเรา บรรจุในซองนิดเดียว หมดแล้วแม่บ้านไม่สนใจมาเติมให้อีกต่างหาก (งกว่ะ)


มื้อเช้าวันที่ 1 เมษายน ไม่ต้องกินมาม่าสักวันหนึ่ง ขอไข่ดาวสวย ๆ สักฟอง หมูแฮมอีกสักหน่อย แล้วค่อยไปกินครัวซองหนัก ๆ กับน้ำส้ม ที่ห้องประชุม


ตอนเที่ยงเดินกลับมาที่พักหลังจากได้เบี้ยเลี้ยงและแลกเงินเป็นสกุลดอลลาร์ออสเตรเลียเรียบร้อย ผ่านร้านอาหารราคาแพงที่อยู่ใต้โรงแรม ผมเมินก่อนเลี้ยวขวายาวไปซื้อข้าวปั้นห่อสาหร่ายที่ร้านอาหารญี่ปุ่นมากินเหมือนเมื่อวันก่อน ถูกปากอิ่มท้องกว่า


กินเสร็จแล้วก็ไปดูฝรั่งนั่งตากแดดกันริมทะเล ถ้าเป็นเมืองไทยคงเป็นเรื่องที่บ้าแน่ ๆ แต่ถ้าเป็นที่เมลเบิร์นช่วงเข้าหน้าหนาว อุณหภูมิน่าอภิรมย์อยู่ไม่เกิน 20 องศา แล้วคุณจะรู้ว่าน่านั่งนาน ๆ ขนาดไหน (เปรียบเทียบกับเมืองไทย เหมือนนั่งกลางแดดบนดอยสูงหน้าหนาว ยังไงยังงั้น)


เมื่อมีทะเล ก็ต้องมีกิจกรรมตกปลา ไปกันเป็นครอบครัวแม้ว่าจะเป็นวันธรรมดาอย่างนี้


และเมื่อมีทะเล ก็ต้องมีเรือ ซึ่งดูเหมือนเป็นกิจกรรมหลักของคนที่นี่เลย แต่สำหรับเมืองไทยคงหรูและแพงเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะเอื้อมคว้าถึง (ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบล่องเรือนักหรอก นั่งกินอาหารทะเล อิ่มแล้วหลับตากลมทะเลเย็น ๆ สบายกว่าไปลุยแดดกลางทะเลเยอะ)


หิวและไม่รู้จะกินอะไร เลี้ยวเข้าร้านไอศกรีม ได้มาโคนหนึ่ง ราคา 3 หรือ 5 เหรียญจำไม่ได้ น่าจะเป็นราคาอย่างหลังซะมากกว่า ซึ่งนับว่าแพงมากเมื่อเทียบกับเมืองไทย แต่รสชาติก็คุ้มราคา และคุ้มความหิว


2 เมษายน เป็นวันที่ลมแรงมาก ๆ แรงจริง ๆ อย่างที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นในเมืองไทย คนหายหนีไปหลบอยู่บนตึกกันหมด แต่ผมบ้าเดินลุยลมและฝุ่นไปเดินเล่นริมทะเล ภาพที่เห็นไม่สามารถแสดงให้เห็นความแรงของลมได้ ต้องขออภัยด้วย (ตรวจสอบหลังจากที่กลับเมืองไทยแล้วพบว่า วันนั้นเป็นวันที่มีความกดอากาศต่ำผิดปกติพาดผ่านนครเมลเบิร์นแห่งนี้ ทำให้ลมแรงอย่างที่เห็น แรงถึงขนาดทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ที่วางกองอยู่ในท่าเรือ หล่นลงมาได้เลย !)


ลมแรงแล้วผมบ้าเดินไปแถวไหน ? ไปแถวที่กำลังก่อสร้างเมืองใหม่ (ที่เรียกกันว่าย่าน Digital Harbour) ถ้าเป็นเมืองไทย สิ่งก่อสร้างคงปลิวว่อน หล่นใส่หัวผม เป็นศพไปเรียบร้อยโรงเรียนก่อสร้างไทย แต่ที่นี่ต้องชื่นชมในความปลอดภัย ลมแรงขนาดนี้ ฝุ่นที่ปลิวออกมายังแทบจะไม่มีเลยครับผม


ยังไม่จบ ผมเดินบ้า ผ่านบริเวณที่ไม่มีคนอยู่ มีแต่รถจอด ถ้าเป็นเมืองไทย อาจโดนดักปล้นแล้วก็ได้ เพราะบริเวณที่ผมเดินไปนั้นเปลี่ยวมาก ๆ ไม่น่าเดินเอาเสียเลย แต่ก็ยังอุตสาหะเดินมาได้จนถึงใต้สะพาน Bolte Bridge แห่งนี้


หันหลังกลับมาดูย่าน Docklands แสดงให้เห็นว่าเดินออกมาจากที่ประชุมมาไกลเป็นกิโลทีเดียว ลมก็แรงขนาดนี้ ช่างกล้าบ้าเดินดีแท้


ชมสะพาน Bolte Bridge ก่อนกลับที่ประชุม ใกล้จะบ่ายโมงครึ่งเวลาประชุมภาคบ่ายแล้ว (ท่านกำลังอ่านอาจจะแอบด่าผมว่า เออ นี่คือจุดมุ่งหมายแห่งความบ้าของเอ็งใช่ไหมเนี่ย โคตรคุ้มเลย)


เดินผ่านทางรถไฟเก่า ซึ่งไม่ใช้แล้ว แสดงว่าที่นี่ต้องเป็นสถานีรถไฟมาก่อน (เปลี่ยวแค่ไหน ขนาดนกอยู่กันเป็นกลุ่ม ผมยังแอบกลัวพวกมันเลย อิอิ) นอกจากนี้ยังต้องเสี่ยงชีวิต ข้ามน้ำที่คั่นกลางระหว่างสถานีรถไฟเก่ากับย่านร้านอาหารอีกด้วย มีแค่ทางเดินแคบ ๆ เท่านั้น ถ้าไม่เดินข้ามก็ต้องอ้อมกลับทางเดิมและต้องเดินไกลอีกร่วม 2 กิโลเมตร ผมไม่เอาด้วยแล้ว จึงเป็นการปิดท้ายความบ้าของเที่ยงวันนี้


ผลพวงของความกดอากาศต่ำผิดปกติในเย็นวันนั้นคือ หลังเลิกประชุมแล้วผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านต้องวิ่งฝ่าฝนกลับโรงแรม ทุลักทุเลเอาการ ฝนตกหนักผสมกับอากาศเย็น ๆ อย่างนี้ ทรมานดีจริง

ขอจบตอนที่ 5 ที่กล่าวถึงการประชุม งานเลี้ยง และกิจกรรมระหว่างการประชุมเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อประชุมเสร็จแล้ว ก็มีเวลาเที่ยวต่ออยู่อีกนิดหน่อย ซึ่งจะได้เติมเต็มในโอกาสหน้าครับ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบครับ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 01/12/2008 เวลา : 14.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ค่าครองชีพสูงมากเลยนะครับเนี่ย
ไข่ฟองละ 15 บาท !!!

คอมเมนต์ถูกปิด
เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก

<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


ผมจะมีชีวิตอยู่เขียน Blog ได้อีกนานแค่ไหน
น้อยกว่า 3 เดือน
1 คน
3 - 6 เดือน
1 คน
6 เดือน - 1 ปี
3 คน
1 - 3 ปี
3 คน
3 - 5 ปี
0 คน
มากกว่า 5 ปี
92 คน

  โหวต 100 คน