• ชาวบ้านบัว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chumchoonbanbua@thaimail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-21
  • จำนวนเรื่อง : 45
  • จำนวนผู้ชม : 176471
  • ส่ง msg :
  • โหวต 41 คน
ชุมชนบ้านบัว
ภาพเก่า เรื่องเล่า ชาวบ้านบัว ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากปากคําสามัญชน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/chumchoonbanbua
วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2552
Posted by ชาวบ้านบัว , ผู้อ่าน : 3988 , 09:05:14 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


                คุณตาเข็มชัย (คนกลาง) ถ่ายรูปร่วมกับเพื่อนครู



หมายเหตุ : คุณตาเข็มชัย ปัญญารัมย์ เป็นบุตรคนแรกของ “คุณพ่ออินทร์” และ “คุณแม่ทับ ปัญญารัมย์” เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๖๐ ที่บ้านบัว ตำบลบ้านบัว อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ในปี ๒๔๘๔  ท่านได้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรการเลี้ยงไหมของกรมการเกษตรเป็นเวลา ๖ เดือน จากนั้นจึงได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำยังสถานีเลี้ยงไหม อ.ชนบท จ.ขอนแก่น  

ต่อมาได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการยังสถานีส่งเสริมการเลี้ยงไหม จ.หนองคาย เป็นเวลา ๓ เดือน  ในระหว่างนั้น ท่านได้ออกเดินทางไปจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไหมในหลาย ๆ จังหวัดรวมถึงจังหวัดเลย หลังจากนั้นอีกไม่นานจึงลาออกมาเข้ารับราชการครูยังบ้านเกิดเมืองนอน

 ในบันทึกคำนำของนิราศเมืองเลย คุณตาเข็มชัยได้กล่าวเอาไว้ตอนหนึ่งว่า

 “การเดินทางของพวกเราในครั้งนั้น ก็เป็นเพียงการผ่านไปผ่านมา เราจะเห็นสัมผัสได้ก็แต่เพียงระยะใกล้พอที่สายตาจะเห็นได้ มิหนำซ้ำบางครั้งบางคราว เราต้องเดินทางกันเวลากลางคืน

ฉะนั้นภาพพจน์ต่าง ๆ อาจจะพร่าเลือนไม่แจ่มใสอะไรนัก ก็ขอบอกกล่าวและขออภัยต่อผู้พบเห็นนิราศนี้ด้วยและก็ขอให้ถือเสียว่าใช้อ่านเล่นแก้เหงาในยามว่างก็แล้วกัน”

ปัจจุบันคุณตาเข็มชัย ปัญญารัมย์ ได้เสียชีวิตแล้ว  www.oknation.net/blog/chumchoonbanbua ขอขอบพระคุณลูกหลานของคุณตาเข็มชัย ปัญญารัมย์  ที่กรุณาเอื้อเฟื้อต้นฉบับเพื่อการเผยแพร่ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

 

 

นิราศเมืองเลย (๑)

 

โอ้นิราศเมืองเลยเฉลยเล่า

บันทึกถ้อยร้อยเรียงเพียงให้เรา  

 

จดจำเอาตอนจากพลัดพรากกัน

 


จะเริ่มร่ำข้อไขให้ประจักษ์ 

 

หม่อมเจ้าลักษณากรเกษมสันต์

 

หัวหน้ากองของเรากองพืชพรรณ 

 

รับสั่งพลันให้ไปจังหวัดเลย


 

เพื่อแสดงนิทรรศการเกี่ยวการไหม 

 

ในวันรัฐธรรมนูญไทยอย่าช้าเฉย

 

เรากับ น้อม อ่อนประไพ ยังไม่เคย 

 

เห็นเมืองเลยสักครั้งแต่หลังมา

 

 

 

ก็ได้แต่วิตกงกงกเงิ่น 

 

พากันเดินคู่เดี่ยวเที่ยวถามหา

 

ข้อมูลมีมากมายหลายคณา 

 

รู้มรรคาที่จะจรก็อ่อนแรง

 


บ้างให้เอาผ้าขาวและหม้อใหม่

 

  ติดตัวไปพิสูจน์พูดฝากแฝง

 

เราก็รู้ความนัยไม่คลางแคลง 

 

เราสองแรงตั้งจิตแล้วคิดกัน


 

ไม่ถึงคราวมรณาชีวาวาตม์ 

 

ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ

 

ถ้าจะถึงที่ตายวายชีวัน 

 

ไม้จิ้มฟันแทงเหงือกก็เสือกตาย

 


จึงตัดใจไม่พะวงกับชีวิต 

 

แล้วแต่ฟ้าจะลิขิตให้สูญหาย

 

ให้คงชีพคืนถิ่นหรือสิ้นกาย 

 

ไม่มาดหมายสุดแท้แต่เวรกรรม

 


ราชการงานเมืองเรื่องของชาติ 

 

ถ้ามัวขลาดไม่กล้าก็น่าขำ

 

ต้องกล้าพูดกล้าคิดพินิจนำ 

 

ต้องกล้าทำกล้าเสี่ยงเพียงระวัง

 


แม้ตัดใจอย่างนี้มิใช่ว่า 

 

จะสิ้นสุดเสน่หาแต่ปางหลัง

 

ยังพะวงถึงนุชสุดกำลัง 

 

อารมณ์รั้งจิตจินต์ถวิลครวญ

 


ถึงตัวพรากจากแก้วสุดาพี่

 

 มิอาจที่ห้ามจิตคิดห่วงหวน

 

เป็นเวรกรรมจำพรากจากเนื้อนวล

 

 โศกกำสรวลในจิตยามนิทรา

 
 
 
 

 

จะตัดอื่นหมื่นแสนในแดนโลก

 

ไม่ซึ้งโศกเหมือนตัดเล่ห์เสน่หา

 

โซ่ทองร้อยรักไว้แต่ไรมา 

 

เอาเหล็กกล้ามาบั่นฤาทันใจ

 


ปุถุชนยากเข็นเช่นตัวพี่ 

 

จะตัดใจทันทีหาได้ไม่

 

มีบาศก์บ่วงห่วงหาให้อาลัย 

 

อรทัยอยู่หลังระวังตัว

 


อันสตรีผัวห่างไปร้างแรม 

 

คนมักแกมหยอกไก่ให้เสียหัว

 

มีไม่น้อยทรามต่ำเพราะใจตัว 

 

เมื่อห่างผัวร้อนร่านสันดานดำ

 


เที่ยวคบชู้สู่ชายทำลายเกียรติ 

 

ให้คนเหยียดหยำเปเถลถลำ

 

เสียผู้คนถ่อยทับยับระยำ

 

ให้เจ้าจำใส่ใจไว้เตือนตัว

 


อันว่าเรือนแหวนวงจะทรงค่า

 

 มีราคาก็ที่พลอยประดับหัว

 

สตรีงามวิไลเพราะใจตัว 

 

อีกมีผัวโอบอุ้มคอยคุ้มครอง

 


พี่จำพรากจากไกลในครั้งนี้ 

 

ไม่ถึงปีคงกลับมาเป็นคู่สอง

 

ไม่นานนักจะคืนรักมาคงครอง 

 

อย่ามัวหมองดวงจิตคิดมากมาย

 

 

 

 ยี่สิบสี่ พ.ย. สองสี่แปดสี่

 

 จรลีเที่ยวท่องสองสหาย

 

ขึ้นรถยนต์ออกนอกเมืองหนองคาย 

 

จุดที่หมายขอนแก่นแดนศิวิไลซ์

 


จากหนองคายผ่านอุดรช่างร้อนรุ่ม 

 

เหมือนไฟสุมโอ้กรรมทำไฉน

 

นามอุดรคิดถึงดอนชื่อดอนใหญ่

 

เคยอาศัยอยู่กินเป็นถิ่นเรา

 


อยู่หนองคายก็คันคายหัวใจวุ่น 

 

คิดถึงคุณทุกข์ทับให้อับเฉา

 

ไฉนฟ้าประกาศิตชีวิตเรา 

 

ให้ซบเซาเครียดคร่ำอยู่ร่ำไป

 


ถึงขอนแก่นตอนบ่ายได้ที่พัก 

 

สองเพื่อนรักพักผ่อนไม่ไปไหน

 

ลุราตรีเรากับ น้อม อ่อนประไพ

 

  ชมเมืองใหญ่สีสันตระการตา

 


ก็น่าเที่ยวน่าดูพอชูชื่น

 

 พอดึกดื่นก็กลับยังเคหา

 

เป็นโรงแรมชั้นกลางธรรมดา

 

 ไม่โอ่อ่าอะไรนักที่พักนอน

 


คะนึงนึกตามประสาเวลาว่าง 

 

แสนอ้างว้างชวดชมภิรมย์สมร

 

มองฟ้าเห็นจันทราดารากร 

 

ผะอูนอรจะเห็นบ้างหรืออย่างไร

 


เราอยู่คนละด้านสถานถิ่น

 

จิตถวิลรัดรึงถึงไหนไหน

 

บุรีรัมย์ขอนแก่นแสนห่างไกล

 

  ขอส่งใจถึงจอมขวัญกัลยาณี

 


อันรักกันอยู่ไกลสุดขอบฟ้า

 

เหมือนชายคาเข้ามาเบียดดูเสียดสี

 

ถ้าชังกันแม้ใกล้สักองคุลี

 

  ก็เหมือนมีแนวป่ามาปิดบัง

 


พี่ไกลบ้านซ่านมานิจจาเจ้า

 

  ช่างเงียบเหงาคิดถึงซึ่งความหลัง

 

ขอฝากลมช่วยบอกให้น้องฟัง 

 

รักพี่ยังเหนียวแน่นแม้นจากไกล

 

 

 

รำพึงคิดจิตท้อฤทัยถอน 

 

ดับไฟนอนหลับสงบสลบไสล

 

ตื่นได้ยินเสียงไม่รู้ใคร 

 

เอ็ดอึงในโรงแรมแถมตะโกน

 


ผู้จัดการห้องว่างมีบ้างไหม

 

  เอาห้องใหญ่กิริยาท่าผาดโผน

 

เหลืบเห็นเราพูดจาท่าอ่อนโยน 

 

หยุดตะโกนเลียบเคียงพูดเสียงเบา

 


ต่างสนทนาพาทีไม่ตรีจิต 

 

ทราบความคิดทราบธุระทั้งเราเขา

 

คุณสมนึก เพชรพริ้ม ดูไม่เบา 

 

ทั้งหล่อเหลาสุขุมหนุ่มสำราญ

 


เป็นทนายเมืองกรุงมุ่งฝั่งโขง

 

 แวะอยู่โยงชั่วคราวแกกล่าวขาน

 

แล้วจะไปหนองคายเริ่มทำงาน

 

  สืบประสานเรื่องยักยอกบอกตามตรง

 


ไม้ซุงบริษัทกระจัดกระจาย

 

  ขยับขยายยักท่าน่าพิศวง

 

ลอยแพมาไม้ลดจำนวนลง

 

   เรื่องก็คงต้องสืบสวนกระบวนการ

 


เราฟังดูเห็นใจต่อบริษัท

 

  อุตส่าห์จัดล่องโขงห้วยละหาน

 

หวังเพื่อทุ่นในทุนประกอบการ

 

  ก็ถูกผลาญเสียหายไปหลายเงิน

 


นิสัยชนชั่วเช่นเห็นแก่ได้ 

 

ของใครใครแย่งอายัดไม่ขัดเขิน

 

ใครฉิบหายช่างมันฉันจำเริญ

 

  เชิญพ่อเชิญให้พ่อจำเริญลง

 


ให้ทุกข์ท่านทุกข์นั้นสนองแน่

 

  ย่อมเที่ยงแท้ทันตาอานิสงส์

 

เขาจับได้ขังตารางล้อมกรอบกรง

 

   พ่อก็คงสุขีหลายปีไป

 


อันตัณหาพาอยากได้นี่นั่น

 

  สมควรกลั่นกรองจิตคิดแก้ไข

 

ทำทางชอบได้จากชอบใช่ของใคร

 

 ของเราไซร้บริสุทธิ์ยุติธรรม

 

 

 




                คุณตาเข็มชัย (คนกลาง) ถ่ายรูปร่วมกับเพื่อนครูหมายเหตุ : คุณตาเข็มชัย ปัญญารัมย์ เป็นบุตรคนแรกของ “คุณพ่ออินทร์” และ “คุณแม่ทับ ปัญญารัมย์” เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๖๐ ที่บ้านบัว ตำบลบ้านบัว อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ในปี ๒๔๘๔  ท่านได้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรการเลี้ยงไหมของกรมการเกษตรเป็นเวลา ๖ เดือน จากนั้นจึงได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำยังสถานีเลี้ยงไหม อ.ชนบท....

อ่านต่อ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2552
Posted by ชาวบ้านบัว , ผู้อ่าน : 7747 , 11:40:41 น.  
หมวด : อาหาร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

          เช้านั้น ป้าอ่อนแฟนลุงต่วน หิ้วต้นบุกจากสวนมาฝากถุงใหญ่ ในช่วงฤดูฝนที่ฝนไม่ค่อยจะตกแบบนี้ต้นบุกกำลังอวบงามครับ  ส่วนใหญ่ที่บ้านมักจะเอามาแกง ทั้งแกงป่า แกงกะทิ ส่วนใบอ่อนก็ลวกจิ้มน้ำพริก แต่ด้วยความที่ผมชมชอบแกงกะทิมากกว่า ดังนั้นมื้อเช้าวันต่อมาจึงลงมือแกงกะทิต้นบุกกินให้สมใจอยาก และใครที่อยากจะลองแกงกินดูบ้าง ว่าไปก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ   สำหรับเมนูริมทุ่ง ต้นบุกแกงกะ....

อ่านต่อ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม 2552
Posted by , ผู้อ่าน : 920 , 14:16:00 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                                                                                                                                    กิโล ๘ บ้านบัว จากบ้านบัวถึงตัวเมืองแป๊ะ (เมืองบุรีรัมย์) ระยะทางห่างกันประมาณ ๘ กิโลเมตร ย้อนกลับไปราว ๖๐ ปีก่อนโน้น ในยุคที่ถนนหนทางยังเป็นแค่ทางเกวียนเล็ก ๆ ตัดผ่านท้องทุ่งอันเวิ้งว้าง  ยุคที่ยวดยานพาหะนะไ....

อ่านต่อ


/1
<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]