• CoffeeLover
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : suchat.ang@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-14
  • จำนวนเรื่อง : 16
  • จำนวนผู้ชม : 28743
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2 คน
อารมณ์กาแฟ
รวมเรื่องเล่าและวิจารณ์ ในอารมณ์แบบสภากาแฟ ไม่จำกัดทั้งแนวจริงจัง หรือ เรื่องพักผ่อนสบายๆ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/coffeemania
วันเสาร์ ที่ 24 มีนาคม 2555
Posted by CoffeeLover , ผู้อ่าน : 3185 , 07:37:48 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วันพฤ.ที่ 22 มี.ค. 55 คงต้องจารึกอยู่ในใจไปอีกนาน เป็นประสพการณ์ครั้งแรกและเป็นเรื่องเลวร้ายพอสมควร ที่เกิดกับบุคคลที่เรารัก เรื่องราวของการทำงานของสรรพากรที่มีเป้าหมายเพียงหาเงินให้เพียงพอตามนโยบายของรัฐบาลไหนก็ตาม ที่เคยเป็นเรื่องเล่าแห่งกระะบวนวิธีในการหาเงินภาษี โดยอาศัยกฏหมายเป็นเครื่องมือใช้งาน และอาศัยฐานความผิดที่ผู้ประกอบการร้านค้าเล็กๆส่วนใหญ่กระทำผิดกันมาเป็นเครื่องมือเจรจาต่อรอง ผมจะสรุปคร่าวๆ เผื่อใครเคยมีประสพการณ์ตรง หรือ อาจเคยพบเห็น หรือมีทางออกต่อตรรกะกระบวนวิธีคิดของเจ้าหน้าที่ในการรีดภาษี เผื่อว่าจะมีทางออกที่สง่างามในการเอาเงินภาษีจากประชาชนตาดำๆได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง

ปูพื้นที่มาที่ไป คุณพ่อผมมีอาชีพขายของชำ และจัดส่งภงด.94,90 ทุกปี (เข้าใจเริ่มตั้งแต่ที่ร้านเปลี่ยนสภาพจากห้างหุ้นส่วนฯมาเป็นเจ้าของคนเดียว) ภงด.ที่ส่งเป็นรูปภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งที่ประกอบอาชีพค้าขายหรืออาชีพอิสระก็จะยื่นผ่านภงด.90 ผมเข้าใจว่าผู้ที่ประกอบการค้าก็จะมีหน้าที่ยื่นแบบประเมินภาษีกลางปีหรือภงด.94 ร่วมด้วย เดิมนั้นทางสำนักงานบัญชีใช้วิธีในการประเมินรายได้เท่าที่เป็นไปได้ในยอดขายแต่ละวัน และคูณวันเปิดขายใน 1 ปี ในที่นี้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นคือ ประเมินไว้ 1800-2000 บาทต่อวันเป็นรายรับ(ไม่ใช่กำไร) เมื่อคูณกับวันเปิดทำการประเมินคร่าวๆคง 290-300 วันใน 1 ปี ซึ่งตกเป็นรายรับที่ (ลองใช้ตัวเลขตัวบน) คือ 2000x300 = 600,000 บาท/ปี โดยรูปแบบการประเมินภาษี กฏหมายกำหนดให้คิดเหมาจ่ายให้มีต้นทุนขายอยู่ที่ 80% (สำหรับธุรกิจขายของชำมีต้นทุนจริง90-95%) ดังนั้นจะคงเหลือเงินได้พึงประเมินก่อนหักค่าลดหย่อนอยู่ที่ (600,000-80%)=120,000 บาท

ในส่วนค่าลดหย่อนนั้น รายการแรกคือ ลดหย่อนส่วนตัวได้ปีละ 30,000 บาท/ปี   ถ้าใครมีเงินบริจาค ประกันชีวิต หรืออื่นๆตามที่กฏหมายกำหนดก็จะใช้ลดหย่อนเพิ่มเติมได้อีก ในกรณีคุณพ่อผมใช้เพียง ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท ทำให้เงินได้สุทธิคงเหลือ 90,000 บาท ไม่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี (กฏหมายกำหนดให้ช่วงรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทแรก ไม่มีภาษีต้องชำระ) ปกติในนั้นสำนักงานบัญชีได้ประเมินไว้ใกล้เคียงกับแบบจำลองที่ผมอธิบาย คือ มีรายรับอยู่ที่ 5 แสนกว่าบาท ถ้าโดยหลักวิธีคิดภาษีแบบที่ 1 (แบบที่ผมอธิบาย) ยังไงก็ไม่มีภาษีต้องชำระ แต่ระเบียบวิธีที่สรรพากรกำหนดเพิ่มเติม คือ การคิดคำนวณภาษีแบบที่ 2 คือ รายรับ 1000 จ่ายภาษี 5 ดังนั้นด้วยวิธีคิดแบบที่ 2 ถ้ารายได้อยู่ที่ 600,000 บาท จะมีภาษีอยู่ที่ (600,000x0.005)=3,000 บาท โดยกฏหมายกำหนดว่าให้เลือกก้อนที่มีภาษีมากกว่าในการเรียกเก็บกับผู้มีเงินได้ แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าคำนวณตามแบบที่ 2 แล้วมีภาษีไม่เกิน 5,000 บาท ให้ใช้วิธีคำนวณแบบที่ 1 เป็นเกณฑ์ในการชำระภาษี

เหตุการณ์ ที่เกิดเพิ่มเติม คือ ในปี 2552 พ่อผมอายุ 65 ปีในปีภาษีนั้น กฏหมายได้กำหนดไว้ว่า "ผู้มีเงินได้อายุ 65 ปีขึ้นไป ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาท” หมายถึงว่า ถ้ากรณีของพ่อที่มีรายได้ 600,000 บาทให้ทำการหักลบยอด 190,000 จากยอดนี้ก่อนนำไปคำนวณต่อไป นั้นจึงทำให้ด้วยหลักเกณฑ์นี้ ยังไงคุณพ่อก็ไม่มีภาระภาษีอะไรเลยแน่นอน ทางบริษัทฯบัญชี จึงได้ยื่นว่าไม่มีภาษีต้องจ่าย หรือ จ่ายเป็น 0 ในปี 52 และ 53 นั่นเป็นที่มาของสรรพากรจับข้อมูลตัวเลขชุดนี้ที่ก่อนปี 52 มีภาษีปีละ1-2 พันบาทมาตลอดแล้วมาเป็นไม่มีภาษีต้องชำระ เป็นที่มาของการสุ่มตรวจ โดยได้มีการบันทึกภาพหน้าร้านเก็บไว้(โดยการที่พ่อผมเอากล่องแบรนด์รังนก แบรนด์ซุปไก่มาโชว์เยอะหน่อย ทางเจ้าหน้าที่ที่ไปถ่ายภาพก็อุปโลกว่าการขายของที่มีราคาขายสูงรายได้ต้องดี และสรุปเอาเองว่าที่ร้านแจ้งรายได้ต่ำกว่าความจริง” ก่อนจะแสดงตนเข้ามาแจ้งว่าเราประเมินรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง จึงแจ้งให้เราหาหลักฐานซื้อขายมายืนยันหรือบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อมาอธิบายไม่เช่นนั้นจะถูกประเมินภาษีใหม่และเรียกเก็บย้อนหลัง

 

โดยปกติผู้ประกอบการรายย่อยมากแบบนี้ ซึ่งอยู่บนฐานภาษีแบบบุคคลธรรมดาแล้วเหมาจ่ายต้นทุนเอา ผมว่าส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ไม่ค่อยได้ทำรายละเอียดลงสมุดบันทึกเป็นกิจจะลักษณะ โดยเฉพาะพ่อผมปีนี้ก็ปาเข้าไป 68 ปี อยู่ในช่วงขายของเพื่อให้มีอะไรทำ กำไรแทบไม่เห็นในธุรกิจนี้เพราะไม่เช่นนั้น ผมคงรวยไปนานแล้ว เพราะกิจการนี้มีมา 2 ชั่วอายุคนแล้ว จากกิจการดีในยุคปู่แล้วค่อยๆขาลงเพราะสภาพทางธุรกิจเปลี่ยนไป พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปมาก เมื่อไม่มีการเก็บบิลซื้อขาย ลงบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นระบบ จึงมีความผิดตามกฏหมาย อันนี้คงต้องยอมรับผิดไปเพราะมีกฏหมายออกมาบังคับไว้ สิ่งที่ผมเห็นความผิดที่พ่อกระทำ คือ

 

1.    การไม่มีการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้

2.    การประเมินจากสำนักงานบัญชี อาศัยข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากปากของเจ้าของร้านว่าวันๆนึงขายได้เท่าไหร่ (ซึ่งมีทั้งใกล้เคียงจริงและบอกต่ำกว่าความเป็นจริงอันนี้หมายถึงกรณีร้านค้าทั่วๆไป) กรณีผมจากการพูดคุย ถือว่าใกล้เคียงข้อเท็จจริงมากอย่างมีนัยะสำคัญ เมื่อไม่มีหลักฐานด้านที่มารายได้ จึงตั้งธงว่าได้แจ้งรายได้ต่ำกว่าความจริง (ความคิดนี้ฝังอยู่ตรรกะของสรรพากรซึ่งผมยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงโดยส่วนใหญ่แต่ไม่ใช่ทั้งหมดและไม่ใช่จะมากมายอย่างที่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น)

 

ดังนั้นถ้ามีการต่อสู้คดีภาษีไป คงแพ้แต่จะถูกประเมินภาษีใหม่เพื่อเรียกเก็บย้อนหลัง คงต้องส่งจนท. ไม่นั่งขายของหรืออะไรสักวิธีเพื่อประเมินรายได้ตามข้อเท็จจริง ซึ่งใจหนึ่งอยากสู้เหมือนกัน แต่คดีที่เกิดขึ้นไปเกิดกับพ่อซึ่งชราภาพแล้ว ไม่ควรเกิดปัญหาแบบนี้ในบั้นปลายชีวิตเค้าไม่ว่าคดีอะไรก็ตาม (ตลอดการเจรจา 3 ชั่วโมง พ่อผมเงียบและมึนมาก ผมดูแล้วทุกข์ใจมากพอสมควร และพ่อรู้สึกอยากเลิกกิจการทันที ปนๆไปกับความรู้สึกถูกรังแกจากข้าราชการ ไปตอกย้ำที่คนรุ่นปู่ที่เป็นคนจีนถูกรังแกสารพัด เป็นความคับแค้นไม่เข้าใจจุกอกพอสมควร) เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล เพราะผมเสนอเงื่อนไขอะไร หรือแม้แต่ข้อเท็จจริงที่กฏหมาย เอื้อประโยชน์ไว้ให้ จะนำเอาความผิด 2 ประเด็นนั้นมาข่มขู่ตลอดว่า ถ้าไม่ตัดสินในภายในวันนั้น จะยกระดับหมายเรียกเพื่อขอตรวจสอบที่มารายได้ ซึ่งก็อุปโลกว่าคงจะถูกดันให้มีรายได้ 1-1.2 ล้านเป็นต้น

 

ทางเลือกในการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า จึงมาเป็นเรื่องที่ทำกันแพร่หลาย คือ มานั่งคุยประเมินรายได้กันใหม่ “ทำอย่างไรก็ได้ให้มีภาษีต้องชำระ หรือ หมายถึง เราจะขอให้คุณจ่ายภาษีให้ได้”

พ่อผมจึงถูกอุปโลกรายได้ขึ้นมาใหม่ ดังนี้

ก่อนปี 52 รายรับประมาณ 500,000 กว่าบาท มาเป็น

ปี 52 รายรับอยู่ที่ 720,000 บาท

ปี 53 รายรับอยู่ที่ 850,000 บาท

ปี 54 ปัจจุบัน รายรับขึ้นไปอีกที่ 890,000 บาท

*ข้อสังเกตุรายได้ ขยับขึ้นไปกว่า 50-60% และขึ้นทุกปี

 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาคำนวณพ่อผมก็ไม่มีภาระต้องจ่ายอยู่ดี กล่าวคือ ถ้าคำนวณแบบที่ 1 ไม่มีภาษีชำระแน่นอน

และถ้าคำนวณ แบบที่ 2 จะตกราวๆปีละ 3000 ถึง 3000 กว่าบาท อยู่ในเงื่อนไขภาษีไม่เกิน 5000 บาทให้ไปยึดตามแบบคำนวณที่ 1 ตามข้อมูลที่ผมแจ้งทำอย่างไรก็ไม่มีภาระภาษี แต่จนท.อาศัยฐานความผิด 2 ข้อดังกล่าว มาพูดจาหว่านล้อมเชิงบังคับ ให้สละสิทธิ์การใช้ข้อยกเว้นภาษีไม่เกิน 5000 บาท โดยให้คุณพ่อผมแสดงเจตจำนงค์ว่าจะชำระภาษีตามที่คำนวณได้ พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มสำหรับปี ภาษี52 และ ปีภาษี 53

 

ในที่สุดการจบปัญหาของผมนั้นจึงต้องอาศัยเงินมาเป็นตัวช่วยเหมือนกับหลายคนที่ทำแต่หลายคนก็ต่อว่าและไม่ยอม ใจผมเองอยากต่อสู้เช่นกัน แต่ไม่อยากให้พ่อต้องมารับรู้สิ่งเหล่านี้อีกแล้ว จึงต้องใช้วิธีที่ไม่สง่างาม คือ ยอมให้เกิดภาษีเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ใครเป็นเจ้าของกิจการ ยังไงสักวันต้องเจอ

 

ผมเขียนข้อเท็จจริงเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึง กระบวนวิธีคิดและวิธีปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการหาเงินภาษีจากกิจการต่างๆ เพื่อที่ให้สังคมฉุกคิด แล้วให้เหยื่อที่เคยโดนเช่นเดียวกับพ่อผม หันมาถามสังคมดังๆ และถ้ามันมีกำลังมากพอ เสียงดังพอ มันน่าจะกระตุ้นให้หน่วยงานสรรพากรสังคายนากรรมวิธีกันโชกภาษีแบบนี้ให้หมดไป หน้าที่ของท่านเราเข้าใจ แต่วิธีที่เลือกใช้มันไม่สง่างามเลยครับ

 

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านและกรุณาช่วยกันเผยแพร่ถ้าท่านพิจารณาว่ามีประโยชน์ครับ ผมอยากให้สังคมมีแรงผลักดันในเรื่องนี้ครับ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มะพร้าวแห้ว วันที่ : 03/04/2015 เวลา : 12.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/myfingerprint
เรื่อยๆมาเรียงๆนกบินเฉียงไปทั้งหมู่......

กำลังโดนแบบเดียวกันกับเจ้าของกระทู้ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2012 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]