• คอมมูน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : commoon_@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-05
  • จำนวนเรื่อง : 34
  • จำนวนผู้ชม : 47096
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
คอมมูน บรรพกาล
สืบสานตำนานหมวกดาวแดง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/commoon
วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม 2551
Posted by คอมมูน , ผู้อ่าน : 2003 , 12:15:35 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“จากเพลงเพื่อชีวิตถึงเพลงปฏิวัติ”[1]

 

โดย เกษียร เตชะพีระ
มติชนสุดสัปดาห์, ๒๓: ๑๑๘๑ (๔-๑๐ เมษายน ๒๕๔๖), ๗๕

และ ๒๓: ๑๑๘๒ (๑๑-๑๗ เมษายน ๒๕๔๖), ๖๑-๖๒

 

ผมไม่ใช่ศิลปินเพลง เคยถูกจับไปร้องเป็นหางเครื่องเชียร์รำวงปฏิวัติซอดแจ้งของวงที่มั่นแดง ภาคอีสานใต้บ้าง เคยเขียนกลอนบ้างเล็ก ๆ  น้อย ๆ แต่ด้านหลักแล้วทำงานสอน-ค้น-เขียนหนังสือ, ขอมอง “เพลงเพื่อชีวิตและเพลงปฏิวัติ” จากมุมคนสนใจศึกษาค้นคว้าขบวนการปฏิวัติไทยในแง่ประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ โดยแบ่งหัวข้ออภิปรายเป็น ๕ ข้อดังนี้: -

๑) กรอบการมอง: การเมืองวัฒนธรรม

๒) กว่าจะเป็นเพลงเพื่อชีวิต

๓) สู่ขบวนการปฏิวัติ

๔) เพลงปฏิวัติ

๕) ข้อสังเกตต่ออนาคตของเพลงปฏิวัติ

๖) สรุป

 

๑) กรอบการมอง: การเมืองวัฒนธรรม

ช่วงหลังป่าแตกใหม่ ๆ ราวปี พ.ศ. ๒๕๒๔ มีการวิพากษ์วิจารณ์ประเมินขบวนการปฏิวัติไทยภายใต้การนำ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ขนานใหญ่ ประเด็นหนึ่งที่ขบวนฯถูกวิจารณ์คืออ่อนด้อยด้านทฤษฎี ลอกจีน ไม่ได้สร้างสรรค์ทฤษฎีวิเคราะห์สังคมอะไรของตนเอง ปัญญาชนหลัก ๆ ของพรรคก็เป็นกวีศิลปินนักเขียนเรื่องสั้นนิยาย ไม่ใช่นักคิดนักทฤษฎี (เช่นทรรศนะวิจารณ์ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นต้น)

ผมมองต่างออกไป คือมองด้านกลับ ถ้าจุดอ่อนของขบวนฯคือด้านทฤษฎี จุดแข็งคือด้านการเมืองวัฒนธรรม ที่ผสานลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์เข้ากับภาษา-วัฒนธรรมไทย, ให้ชีวิตไทย ๆ แก่วาทกรรมนามธรรมต่างด้าว พัฒนามันกลายเป็นอาวุธทางการเมืองวัฒนธรรมของพลังประชาชนฝ่ายค้านที่ก้าวหน้าในสังคมไทย, เราอาจมองปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทยไม่ค่อยขึ้นในฐานะนักทฤษฎี แต่พวกเขามีความสามารถสูงและมีผลงานประจักษ์ยืนนานในแง่ “นักการเมืองวัฒนธรรม”

เมื่อพูดถึง “การเมืองวัฒนธรรม” ผมหมายถึงอะไร? ผมเห็นว่าสงครามการเมืองวัฒนธรรมในสังคมไทยพูดให้ถึงที่สุดเป็นเรื่องศึกชิงความเป็นไทย, มันเริ่มโดยชนชั้นปกครองที่สร้าง อุดมการณ์ความเป็นไทย หรือ ชาตินิยมของรัฐราชการไทย หรือ ราชาชาตินิยม (ถ้อยคำของธงชัย วินิจจะกูล) ขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์, ปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทยอาจไม่ได้สร้างสรรค์พัฒนาทฤษฎีลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์แปลกใหม่ขึ้นมา, แต่พวกเขาได้แยกย้ายและร่วมกันเข้าตีอุดมการณ์ความเป็นไทย อันเป็นป้อมปราการทางอุดมการณ์และวัฒนธรรมของอำนาจปกครองสังคมไทย, พร้อมกันนั้นก็สร้างสรรค์และนำเสนอความเป็นไทยแบบใหม่หรือประชา-ชาตินิยมของขบวนปฏิวัติขึ้นด้วย

 

๒) กว่าจะเป็นเพลงเพื่อชีวิต

ข้อต่อยุทธศาสตร์หนึ่งของการผสานวาทกรรมลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์เข้ากับวัฒนธรรมไทยคือกลอน, ก่อนจะมีเพลงเพื่อชีวิต-เพลงปฏิวัติ (ช่วงสงครามเย็นในครึ่งหลังของพุทธทศวรรษ ๒๔๙๐ ปลายรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงครามต่อยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) เรามีกาพย์กลอนเพื่อชีวิต-กาพย์กลอนปฏิวัติ (ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองในครึ่งแรกของพุทธทศวรรษที่ ๒๔๙๐)

ผมขออ้างอิงความเห็นของนักกลอนใหญ่สองท่านมาประกอบดังต่อไปนี้: -

“ไทยเปนชาตินักกลอน

ไทยสยามมีนิสสัยเปนนักกลอน มีกวีดาษดื่นตั้งแต่คนชั้นสูงที่สุดจนถึงชั้นต่ำที่สุด นักปราชญ์ของเราที่เปนนักกลอนก็มี แต่คนไม่รู้หนังสือที่เปนนักกลอนมีมากกว่าเปนอันมาก นักปราชญ์ที่เปนนักกลอนนั้นอาจเปนเพราะรู้หนังสือด้วย เพราะเกิดในสันดานด้วย แต่คนไม่รู้หนังสือที่เปนนักกลอนนั้นเปนเพราะเกิดในสันดานล้วน นักกลอนอ่านหนังสือไม่ออกแต่งกลอนในปีหนึ่ง ๆ ถ้าจะเก็บมาพิมพ์ให้หมดก็จะเปนจำนวนเล่มสมุดมากมายหนักหนาทีเดียว…ถ้าจะคิดส่วนร้อยจำพวกนักกลอนกับจำนวนพลเมืองในประเทศนี้ ก็เชื่อว่าส่วนร้อยจะไม่ต่ำกว่าประเทศไหนในโลก เราชอบแต่งกลอนจนไม่แต่งแต่ตามแบบเดิมของเราเอง ไปเที่ยวเอาแบบในภาษาอื่นมาแต่งด้วย แลเมื่อเอามาแล้วก็ไม่ใช้ตามแบบเดิมแท้ เอาดัดแปลงให้ถูกหูเราคือเติมสัมผัสเข้า ทำให้ยากกว่าแบบในภาษาเดิมของเขาเปนอันมาก…”
น.ม.ส. (กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์). กลอนแลนักกลอน. พ.ศ. ๒๔๗๓   
 

“คนไทยเป็นนักกลอนอยู่ในนิสสัย การว่ากลอนที่รื่นหูฟังเสนาะเพราะพริ้งนั้นแทบจะเป็นธรรมดาสามัญ ในส่วนความนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

อินทรายุธ (อัศนี พลจันทร). “วรรณคดีเก่า ๆ,” คอลัมน์ข้อคิดจากวรรณคดี,

อักษรสาส์น, ๑:๑๑ (ก.พ. ๒๔๙๓), น. ๘๕

 

จะเห็นได้ว่าปัญญาชนนักกลอนฝ่ายเจ้ากับฝ่ายคอมมิวนิสต์ทั้งสองเห็นตรงกันในเรื่อง ๑) กลอนหรือสัมผัสเป็นองค์ประกอบแนบแน่นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย  ๒) และดังนั้นเมื่อรูปแบบหรือเนื้อความต่าง ๆ ตกถึงมือ คนไทยก็จะดัดแปลงแต่งให้มันสัมผัสกันเป็นกลอน

ลำดับการคลี่คลายขยายตัวของกระบวนการทำลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ให้เป็นไทยทางวัฒนธรรมจึงเริ่มจากการแปลศัพท์-บัญญัติศัพท์ -> กลอน [2] -> เรื่องสั้น [3]-> นิยาย [4]-> สัญลักษณ์  -> เพลง [5] -> บทละคร [6] -> ภาพยนตร์ [7]

มีข้อมูลบางประการที่น่าสนใจขออนุญาตยกมาประกอบในส่วนนี้ กล่าวคือ: -

ในเรื่องการแปลศัพท์-บัญญัติศัพท์ นักแปลและบัญญัติศัพท์วาทกรรมมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์จากต่างภาษา (จีน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส) มาเป็นภาษาไทยรุ่นแรกราวพุทธทศวรรษที่ ๒๔๗๐ – ๒๔๘๐ คือเจ้าหน้าที่สายสืบของรัฐ และ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ฝ่ายหนึ่ง กับสหายเวียดเคียว (ชาวเวียดนามอพยพ) ผู้ทำหน้าที่แปลใบปลิวแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ของสหายหัวเฉียว (จีนอพยพ) ที่เขียนขึ้นเป็นภาษาจีนมาเป็นไทยอีกทีหนึ่งเพื่อพิมพ์เผยแพร่ อย่างไรก็ตาม ศัพท์แปลและบัญญัติรุ่นแรกนี้ไม่ใคร่ติดปากติดหูผู้คนเพราะใช้จำกัดเฉพาะในแวดวงข่าวกรองและนโยบายรัฐหรือไม่ก็อยู่ใต้ดิน; จนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเกิดนักแปลและบัญญัติศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์รุ่นใหม่ คนสำคัญในพคท.คืออุดม สีสุวรรณ (รับผิดชอบแผนกหนังสือสิ่งพิมพ์ของพรรคในช่วงพุทธทศวรรษ ๒๔๙๐), โต จูฑารักษ์ (หรือประพันธ์ วีระศักดิ์ โฆษกพรรค), อุทัย เทียมบุญเลิศ, บุญล้อม เลิศปรีชา ฯลฯ ส่วนนอกพรรคได้แก่สมัค บุราวาศ, สุภา ศิริมานนท์, กุหลาบ สายประดิษฐ์, สุภัทร      สุคนธาภิรมย์ ฯลฯ ศัพท์แปลและบัญญัติรุ่นหลังนี้พิมพ์เผยแพร่ได้กว้างเพราะมีตลาดเปิดถูกกฎหมายอยู่ ๖ ปีระหว่างยกเลิกกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๕) และตลาดกึ่งเปิดในช่วงผ่อนคลายให้เสรีภาพทางการเมืองระหว่างปลายรัฐบาลจอมพลแปลกต่อรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ (กลาง พ.ศ. ๒๔๙๘-ปลาย พ.ศ. ๒๕๐๑) บวกกับมีขบวนการนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) ซึ่งต่อมาขยายไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ๆ , ขบวนการสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทยและองค์การกรรมกรอื่น ๆ ใต้การนำหรืออิทธิพลของ พคท., ครูอาจารย์นักเรียนนิสิตนักศึกษาพระข้าราชการและผู้ประกอบวิชาชีพเป็นฐานผู้อ่าน, มีนักศึกษาปัญญาชนนักเขียนนักหนังสือพิมพ์หัวเสรีนิยม-สังคมนิยมทั้งฝ่ายปรีดีและพคท.เป็นกลุ่มผู้เขียน-แปล ทำให้ศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ไทยที่แปลและบัญญัติรุ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้ติดปากติดผู้คน กลายเป็นภาษามหาชนผ่านสิ่งพิมพ์ฝ่ายซ้ายกว่ายี่สิบฉบับ เช่น หนังสือพิมพ์มหาชนรายสัปดาห์ของพคท., นิตยสารอักษรสาส์นรายเดือนของคุณสุภา ศิริมานนท์, หนังสือพิมพ์การเมืองรายสัปดาห์ของประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์และคณะ, วารสารธรรมจักรของสโมสรนักศึกษา มธก., หนังสือพิมพ์ปิตุภูมิรายสัปดาห์ของเปลื้อง วรรณศรี (พคท.), นิตยสารเศรษฐสารรายปักษ์ (พคท.), นิตยสารสายธารรายเดือน (พคท.) ฯลฯ

การแปลศัพท์-บัญญัติศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์เป็นไทยสัมพันธ์และสำคัญกับกลอนอย่างไร? ความข้อนี้มีนัยแยบยลน่าสนใจ กล่าวคือ ถ้าไม่แปลเป็นไทย ศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ต่างภาษาเหล่านั้นนอกจากอาจไม่ค่อยเป็นที่เข้าใจของผู้อ่านชาวไทยแล้ว ก็ยังแปลกหน้าแปร่งหูขัดปาก ยากที่จะสัมผัสคล้องจองกับคำไทยอื่น ๆ และไม่สะดวกราบรื่นคล่องแคล่วที่จะเข้าสู่กาพย์กลอน อาทิตามหนังสือ พจนานุกรมลำดับสระ ของ ลออง มีเศรษฐี ปรากฎว่ามีคำไทยเพียง ๑๕ คำที่สัมผัสกับคำว่า socialism, communism หรือ –isms (อึ้ม) อื่น ๆ (อาทิ อึมครึม, ทึบทึม ฯลฯ ซึ่งเป็นคำที่ไม่ค่อยรุ่งโรจน์สดใสและเป็นมงคลเท่าไหร่) ขณะคำไทยที่สัมผัสกับคำแปลเป็นไทยว่า “สังคมนิยม”  (อม) นั้นมีมากถึง ๒๙๔ คำ, คงเห็นได้ว่าหากไม่แปลเป็นไทย ศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ต่างภาษาจะหาสัมผัสกับคำไทยยากแค่ไหน, และเมื่อแปลเป็นไทยแล้ว จะหาสัมผัสกับเพื่อนพ้องน้องพี่คำไทยได้ง่ายและมากเพียงใด

กล่าวสำหรับการทำลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ให้เป็นสัญลักษณ์, บทกวี “โดม…ผู้พิทักษ์ธรรม” อันลือลั่นของเปลื้อง วรรณศรี (พ.ศ. ๒๔๙๕) มีวรรคทองทิ้งท้ายว่า: -

“ถ้าขาดโดม...เจ้าพระยา...ท่าพระจันทร์    เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม!”

๓๑ ปีให้หลัง คุณเปลื้องได้อธิบายสัญลักษณ์เหล่านี้ว่า “โดม” = ปรีดี พนมยงค์ (น่าสงสัยว่าเป็นคำอธิบายแบบฉลาดหลังเหตุการณ์หรือไม่? ๓๑ ปีก่อนตอนเขียน, “โดม” อาจจะหมายถึง พคท.ได้หรือเปล่า?), “เจ้าพระยา” = ชนชาติไทย, “ท่าพระจันทร์” = นักศึกษา เป็นต้น

 กล่าวเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา นักเขียนฝ่ายซ้ายหลายคนใช้แม่น้ำสายนี้เป็นสัญลักษณ์แทนแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ อาทิ เปลื้อง วรรณศรีใช้มันเป็นสัญลักษณ์ของ “ประวัติการต่อสู้เพื่อความเป็นไทของชนชาติไทย”, อัศนี พลจันทรใช้แทน “ความเปลี่ยนแปลงที่ชะล้างสิ่งชั่วร้ายในสังคม”, ทวีป วรดิลกใช้แทน “ความเปลี่ยนแปลงของสังคมอันเกิดจากความขัดแย้งตามกฎเกณฑ์วัตถุนิยมไดอเล็คติคของประวัติศาสตร์มนุษย์” และคุณเสนีย์ เสาวพงศ์ใช้แทน ๑) ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ๒) การขวนขวายดิ้นรนเพื่อยังชีพรอดและดำเนินชีวิตโดยองค์รวมทุกด้านของคนในสังคม ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม ศาสนา ฯลฯ และ ๓) ประวัติการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ สันติภาพและความเป็นชาติของชนเผ่าไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน

จนถึงกึ่งพุทธกาล อุดม สีสุวรรณ (ภายใต้นามปากกา “ประสาน” ในปิตุภูมิรายสัปดาห์) ก็มั่นใจพอที่จะกล่าวอ้างเต็มปากเต็มคำได้ว่าชาวคอมมิวนิสต์เป็นคนไทย, เป็นผู้รักชาติ และรักวิถีชีวิตแบบไทย

 

๓) สู่ขบวนปฏิวัติ

นอกจากมีการแปล-บัญญัติศัพท์, มีกลอน ก็ต้องมีขบวนปฏิวัติที่ต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขาจึงจะเกิดเพลงปฏิวัติในเขตป่าเขาขึ้นได้ คำถามคือขบวนปฏิวัติเกิดขึ้นอย่างไร?

คณะ “ปฏิวัติ” ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยึดอำนาจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ สถาปนาระบอบเผด็จการทหาร   สมบูรณาญาสิทธิ์ (absolutist military dictatorship) จัดการทำลาย {ปัญญาชนสาธารณะ} ฝ่ายซ้าย โดยแยก [ปัญญาชน] ออกจาก [สาธารณะ], พวกเขาส่วนใหญ่ที่สุดไม่ถูกประหาร รัฐเผด็จการให้มีชีวิตต่อ แต่ถูกจับขังลืมในคุก, ไม่ให้พวกเขาตีพิมพ์เผยแพร่ข้อคิดงานเขียนต่อสาธารณะ ไม่ให้มีชีวิตสาธารณะ หรือนัยหนึ่งทำให้พวกเขา “ตาย” ไปจากสาธารณชนชาวไทยนั่นเอง

บทสรุปจากการนี้และการที่ต่อมาเผด็จการสฤษดิ์ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๗ ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรประหารฝ่ายนำและผู้ปฏิบัติงานพคท.ในชนบทจำนวนหนึ่ง (ได้แก่รวม วงษ์พันธ์, ครอง จันดาวงศ์, ทองพันธ์ สุทธิมาศ) ทำให้พคท. ในสมัยสมัชชา ๓ ตัดสินใจเลือกเดินแนวทางต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อยึดอำนาจรัฐ นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๕ ประการในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย คือ: -

๑) เปลี่ยนจาก [พรรคเมือง] -> [พรรคชนบทป่าเขา] ในแง่ที่ตั้งและสภาพแวดล้อมทางสังคม-การเมือง (ruralization)

ขณะที่ในสังคมภายนอก เมืองและทุนนิยมถูกเร่งรัดพัฒนา

๒) เปลี่ยนจาก [พรรคของกรรมกร-นายทุนน้อยเชื้อสายจีนและปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่ง]  -> [พรรคชาวนาและชนชาติส่วนน้อยเขตป่าเขา] ในแง่สมาชิกภาพและฐานมวลชน (peasantization, minority ethnicization)

ขณะที่ในสังคมภายนอก ชุมชนชาวนาชนบทพากันแตกตัวแยกขั้วเป็นชนชั้นต่าง ๆ ชัดเจนมากขึ้น (ชาวนารวย,   กลาง, จน, รับจ้าง) หรือไม่ก็ล้มละลาย อพยพเข้าเมือง, ส่วนชนชั้นกลางนักศึกษาปัญญาชนเติบใหญ่ขยายตัวทางปริมาณและคุณภาพ

๓) เปลี่ยนจาก [พรรคพลเรือน] -> [พรรคกองทัพจรยุทธ์ปิดลับใต้ดิน] ในแง่รูปการจัดตั้งและวัฒนธรรมองค์การ (militarization) แตกต่างจากลักษณะขององค์การมวลชนหรือองค์การการเมือง (mass organization, political organization) ที่เคยเป็นมาแต่เดิม

ขณะที่ในสังคมไทยโดยรวมและภูมิภาคอินโดจีนก็เกิดสงคราม การแพร่หลายของอาวุธและวัฒนธรรมความรุนแรง-ทหารด้วย

๔) เปลี่ยนจาก [พรรคที่เคยเป็นเจ๊กจีนตอนก่อตั้ง] แล้วกลายมาเป็น [พรรคไทยระดับหนึ่ง] ในพุทธทศวรรษ ๒๔๙๐ แต่กลับเปลี่ยนอีก -> [พรรคจีน] ในแง่อุดมการณ์ ทฤษฎีและวัฒนธรรมการเมือง (re-sinicization) ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาลีลาท่วงทำนองเพลงปฏิวัติของสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ยุคแรก ๆ ซึ่งเลียนแบบและรับอิทธิพลจีนยุคปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างแรงกล้า เป็นต้น

ในทางกลับกัน รัฐไทยซึ่งเป็นศัตรูหลักและปรปักษ์เอกของ พคท. กลับกลายเป็นแบบอเมริกันในช่วงเวลาเดียวกัน (Americanization)

๕) เปลี่ยนจาก [พรรคที่มีเอกภาพพอสมควรในระดับ “ชาติ”] (ในความหมายของเมือง-หัวเมือง) ->[พรรคที่มีวัฒนธรรมท่วงทำนองแตกต่างหลากหลายภายในไปตามท้องถิ่นและรับอิทธิพลพรรคและประเทศพี่น้องสากลข้ามพรมแดนของท้องถิ่นนั้น ๆ] (localization) โดยพคท. ภาคเหนือรับอิทธิพลจีนแดง, พคท. อีสานเหนือรับอิทธิพลอ้ายน้องลาว, พคท. อีสานใต้รับอิทธิพลเขมรแดง, พคท.ใต้ดูเหมือนจะรับอิทธิพลชาวปักษ์ใต้ท้องถิ่น, ส่วนพคท. ตะวันออกรับอิทธิพลเจ้าพ่อ

ในทางตรงข้ามสังคมไทยโดยรวมถูกกลืนเข้าตลาดระดับชาติ-โยงตลาดโลกเดียวกันมากขึ้น (globalization?)

ส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงใหญ่ของ พคท.ครั้งนี้คือการที่ปัญญาชนฝ่ายซ้าย อาทิ กุหลาบ, อุดม, เปลื้อง, ผิน บัวอ่อน, วินัย เพิ่มพูนทรัพย์, สัมผัส พึ่งประดิษฐ์, ไวฑูรย์ สินธุวณิชย์, สุจินต์ อัครสมิตและภรรยา, จิตร ภูมิศักดิ์, สมพงษ์ อยู่ณรงค์ ฯลฯ ออกจากคุกและ/หรือหันหลังให้รัฐเผด็จการ กลับคืนสู่ “สาธารณะ” ในความหมายเข้าป่าจับปืน ไปร่วมชาวนา-ชาวเขาในขบวนปฏิวัติ ทำสงครามประชาชน, ในท่ามกลางการประสานชีวิตการต่อสู้ของปัญญาชนสาธารณะกลุ่มนี้เข้ากับชาวนานี่เอง ก็เกิดการคลี่คลายของ [เพลงเพื่อชีวิต -> เพลงปฏิวัติ] ด้วย (ตัวอย่างโดดเด่นที่รู้จักกันดีคือการแต่งเพลงปฏิวัติในป่าของจิตร ภูมิศักดิ์ ดังปรากฏในงานค้นคว้าเชิงสารคดีของแคน สาริกา, แต่ก็ยังมีเพลงปฏิวัติที่ปัญญาชนอื่นแต่งอีกเช่น อัศนี พลจันทร, อุดม สีสุวรรณ, เพลงรำวงพื้นบ้านของภรรยาคุณ     สุจินต์ อัครสมิต เป็นต้น)

กระบวนการนี้จะเกิดซ้ำกับนักศึกษาประชาชนหลังการฆ่าหมู่และรัฐประหาร ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

วัฒนธรรมการเมืองของขบวนการนักศึกษาตุลาคมโดยภาพรวม ตั้งแต่ก่อน ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ - ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙  -ซึ่งเพลงเพื่อชีวิตเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งนั้น – เป็นการผสมผสานเข้าด้วยกันของหลายกระแสวัฒนธรรมท่ามกลางสถานการณ์การเมืองประชาธิปไตยเปิด มีสิทธิเสรีภาพมาก, แต่ก็มีความขัดแย้งทางการเมือง-อุดมการณ์และชนชั้นสูงจนถึงขั้นมีการก่อการร้ายลอบสังหารโดยกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาและกลไกรัฐในเมือง หัวเมืองและชนบท, รายรอบด้วยสงครามอินโดจีนข้างบ้าน และสงครามจรยุทธ์ระหว่างพคท.กับรัฐในชนบทป่าเขาทั่วประเทศ, ในแง่สากล อเมริกาเพลี่ยงพล้ำ จีนกำลังหวนคืนแสดงบทบาทอิทธิพลในเวทีโลก สองฝ่ายร่วมมือกันต้านยันสหภาพโซเวียต ส่งผลต่อการแบ่งข้างเลือกค่ายในขบวนปฏิวัติอินโดจีนและในประเทศไทย

กระแสที่มาประกอบเป็นวัฒนธรรมการเมืองของขบวนการนักศึกษาประชาชนตุลาคมได้แก่ ๑) ซ้ายเก่าพุทธทศวรรษ ๒๔๙๐ ที่ถูกรื้อฟื้นขึ้น ๒) ซ้ายใหม่จากตะวันตก ๓) ซ้ายป่า พคท. ๔) ซ้ายจีนแดง เพลงเพื่อชีวิตก็สะท้อนอิทธิพลต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านการปรุงแต่งและสะท้อนประสบการณ์วิธีคิดของนักศึกษาคนเมือง -> จนหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ พวกเขาก็พกพาเอาพื้นเพทักษะประสบการณ์ทางศิลปวัฒนธรรมดังกล่าวติดตัวเข้าชนบทป่าเขาไปปรับประยุกต์เป็นเพลงปฏิวัติ รับใช้สงครามประชาชนใต้การนำ พคท.

 

๔) เพลงปฏิวัติ

ผมมีข้อสังเกตเบื้องต้นบางประการต่อเอกลักษณ์ต่าง ๆ ของเพลงปฏิวัติดังนี้: -

๑) เพลงปฏิวัติเป็นปรากฎการณ์ทางศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานปรากฎการณ์ทางสังคม-การเมือง อันได้แก่การที่ปัญญาชนยกขโยงขนานใหญ่ข้ามชนชั้น, ชนชาติ, วิถีชีวิต, สังคมวัฒนธรรมเข้าไปประสานร่วมกินร่วมอยู่ร่วมสู้รบกับชาวนา ในชนบทป่าเขา, จัดตั้งเป็นกองทัพประชาชน, เพื่อทำสงครามปฏิวัติ

ปรากฎการณ์ทางสังคม-การเมืองที่ว่านี้ในอดีตไม่เคยมีมาในเมืองไทย, ในอนาคต ก็คงจะไม่มีอีกแล้ว, นั่นหมายความว่าเพลงปฏิวัติ อันเป็นปรากฏการณ์ทางศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นบนเงื่อนไขพื้นฐานนั้น ก็คงจะไม่มีอีกแล้วเช่นกัน

๒) ในแง่รูปแบบ เพลงปฏิวัติผสมอิทธิพลของศิปละดนตรีเมือง-ตะวันตกและดนตรีไทยเดิมภาคกลางซึ่งนักศึกษาชาวเมืองนำมา เข้ากับศิลปะดนตรีภาษาลีลาท่วงทำนองท้องถิ่นพื้นบ้านชนบทของชนชาติต่าง ๆ ทำให้เพลงปฏิวัติมีลักษณะท้องถิ่นและลักษณะชนชาติในทางรูปแบบ, อีกทั้งยังรับอิทธิพลวัฒนธรรมปฏิวัติของพี่น้องสากลข้ามพรมแดนไม่ว่าจีน, เวียดนาม, ลาว, เขมรแดง ทำให้เพลงปฏิวัติมีลักษณะลอดรัฐหรือลักษณะภูมิภาคในทางรูปแบบด้วย

๓) ในแง่เนื้อหา เพลงปฏิวัติเป็นเพลงการเมืองของประชาชน ที่เสนอชาตินิยมทางเลือกแบบปฏิวัติและอุดมคติ, ค่านิยมหลักที่เสนอคือ เสมอภาค (ตรงข้าม ศักดินา), ประชาธิปไตย (ตรงข้าม อำนาจนิยม), ประชานิยม (ตรงข้าม นิยมชนชั้นนำ), ชาติไทยในอนาคตที่บรรเลงร้องและจินตนาการออกมาเป็นชาติที่เสมอภาค ประชาธิปไตย และเป็นของประชาชน – หรือกล่าวรวบยอดได้ว่าเป็นชาติที่มีความเป็นธรรมทางสังคมในความหมายสังคมนิยม

๔) ในแง่อุดมคติ เพลงสะท้อนชีวิตในขบวนสู้รบที่ปฏิวัติของคนต่างชนชั้น (โดยเฉพาะที่สำคัญคือปัญญาชนคนชั้นกลางกับชาวนา), ขบวนดังกล่าวในแง่หนึ่งมีฐานะเป็นชุมชนยูโทเปียที่ทดลองสร้างทดลองทำทดลองปฏิบัติสังคมหลังการปฏิวัติจำลอง ก่อนที่การปฏิวัติจะสำเร็จ (เปรียบคล้ายคณะสงฆ์ท่ามกลางสังคมโลก); สำหรับชาวนา ความเป็นอุดมคติของขบวนปฏิวัติที่เขาไม่พบเจอในสังคมข้างนอกคือความเสมอภาค, ความที่เขาเท่ากับปัญญาชน, กระทั่งรู้มากกว่าและมีทักษะอยู่กินเอาตัวรอดที่จำเป็นในพื้นที่เก่งกว่า สอนให้ได้; สำหรับปัญญาชน ความเป็นอุดมคติของขบวนปฏิวัติที่เขาไม่พบเจอในสังคมข้างนอกคือการมีโอกาสได้ลงแรงตรากตรำลำบากผจญภัยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย, เพื่อส่วนรวม เพื่อคนอื่น อย่างไม่เห็นแก่ตัว, เป็นนักเรียนน้อยที่ไม่รู้อะไรและต้องเรียนรู้ใหม่จากชาวนา, ซึ่งเป็นความรู้นอกหนังสือตำราจากชีวิตจริง; ในแง่รวมคือภราดรภาพ ความเป็นสหายและพี่น้องช่วยเหลือเกื้อกูล แคร์กัน เสียสละเพื่อกันและกันของคนแปลกหน้าต่างชนชั้นที่มาร่วมชะตากรรมเดียวในภารกิจเดียวกัน

๕) นักแต่งเพลง นักดนตรี นักร้อง นักรำเพลงปฏิวัตินั้นมาจากภูมิหลังต่าง ๆ ไม่เพียงในแง่ชนชั้น แต่ในแง่อาชีพ เช่นจากแพทย์, เภสัชกร, ครู,  ชาวนา, ช่างเทคนิค ฯลฯ นับเป็นบทพิสูจน์ที่มีชีวิตชีวาว่ามนุษย์คือคลังแห่งความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด รอให้เงื่อนไขเอื้ออวยเปิดให้ ก็พร้อมจะแสดงศักยภาพที่คิดไม่ถึงออกมา, หากไม่มีการปฏิวัติ ศักยภาพศิลปินในตัวพวกเขาเหล่านี้ก็อาจจะไม่มีวันปรากฎออกมาให้สหายและโลกได้เห็นได้ยินได้ฟังได้รับรู้

๖) เพลงปฏิวัติก็มีข้อจำกัด เพราะเป็นเพลงที่แต่งขึ้นภายใต้เงื่อนไขสู้รบสงคราม และการนำทุกด้านแบบรวมศูนย์องค์เดียวของพรรคคอมมิวนิสต์ รูปแบบเนื้อหาของเพลงปฏิวัติจึงสะท้อนเงื่อนไขนี้ มิใช่เงื่อนไขอื่น, อยู่ภายใต้กรอบนี้ มิใช่กรอบอื่น, บางเรื่องของความเป็นมนุษย์และชีวิตปกติจึงหายไปจากเพลงปฏิวัติ นับเป็นความขาดหายบกพร่องที่กำหนดจากสภาพเงื่อนไขที่เป็นจริงทางประวัติศาสตร์ของขบวนการปฏิวัติไทยเอง

 

๕) ข้อสังเกตต่ออนาคตของเพลงปฏิวัติ

๑) ไม่ว่าจะรับหรือไม่และจะชอบหรือไม่, เพลงปฏิวัติเป็นส่วนหนึ่งของมรดกไทย พูดให้แม่นยำยิ่งขึ้น มันเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมสำหรับการต่อต้านทางสังคมและการเมือง ที่ชนชาวไทยคนเล็กคนน้อยด้อยอำนาจรุ่นหลังสามารถหันมาขุดค้นล้วงหยิบ - ไม่ว่าภาษา ศัพท์แสง ค่านิยม อุดมคติ – จากเพลงเหล่านี้เพื่อใช้มันคัดค้านอำนาจอธรรมในภายภาคหน้า

๒) เพลงปฏิวัติยังเป็นส่วนหนึ่งของสายใยเชื่อมโยงอดีตเข้ากับอนาคตของสังคมไทย เพราะคนที่ไม่มีอดีต ก็ไม่มีเอกลักษณ์ และง่ายที่จะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจ อดีตช่วยให้เรายับยั้งชั่งใจ มันบอกกล่าวตักเตือนเราว่ามีทาง เลือกในอนาคตบางอย่างที่เราไม่ควรเลือก ไม่ควรไป-ต้องไม่เลือก ต้องไม่ไป เพราะอนาคตนั้น ๆ ตัดตอนทำลายตัวตนในอดีตของเรา,ทำลายค่านิยม ความเชื่อ ศรัทธา อุดมคติในอดีตของเราจนเกินไป จนตราบใดที่เรายังพอจำเงาหน้าตัวเองในอดีตได้ เราก็มิอาจไม่ค้าน

๓) รูปแบบที่กล้าผสมผสานข้ามพรมแดนชนชั้น-ชนชาติ-ประเทศ และท่าทีที่พร้อมพูดเรื่องการเมือง, วิพากษ์วิจารณ์ และยึดมวลชนเป็นที่ตั้ง นับเป็นจุดเด่นของเพลงปฏิวัติที่ควรค่าแก่การรักษาสืบทอดพัฒนาต่อไป

 

๖) สรุป

เมื่อมองฐานะบทบาทและความสัมพันธ์ของเพลงปฏิวัติกับขบวนการปฏิวัติไทยในภาพรวมแล้ว ก็คงไม่เกินเลยที่จะสรุปว่าการปฏิวัติไทยน่าจะเป็นการปฏิวัติที่ถูกทำให้สัมผัสเป็นกลอนและถูกขับร้องเป็นเพลงมากที่สุดในโลก (the most rhymed and sung revolution in the world) ชั่วแต่ว่ามันเป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลว

ทว่าความข้อนี้ก็มีแง่ดีอยู่ เพราะการปฏิวัติที่ล้มเหลวไม่เคยถูกทรยศ (A failed revolution is never betrayed.)

           

 

--------------------------------------------------------------------------------

[1]  เค้าโครงคำอภิปรายเรื่อง “จากเพลงเพื่อชีวิตถึงเพลงปฏิวัติ” ในงาน “ภราดรรำลึก บันทึกประวัติศาสตร์เพลงปฏิวัติ” จัดโดยคณะกรรมการโครงการบันทึกและเผยแพร่ประวัติศาสตร์งานเพลงปฏิวัติ ณ ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์, ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

 

[2] “ลำนำแห่งลำน้ำเจ้าพระยา” ของ ทวีปวร, “เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า” ของนายผี เป็นต้น

               

[3]  “คาร์ล มาร์กซ์, กลิ่นดินปืน และนันทิยา” ของ อ.อุดากร, “ขอแรงหน่อยเถอะ” ของ ศรีบูรพา, เรื่องสั้นต่าง ๆ ของ  อิศรา อมันตกุล  เป็นต้น

 

[4]  “จนกว่าเราจะพบกันอีก” และ “แลไปข้างหน้า” ของศรีบูรพา, “ปีศาจ” และ “ความรักของวัลยา” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นต้น

 

[5]  มาร์ชแอนตี้จักรวรรดินิยม, มาร์ชกรรมกร ของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น

 

[6]  บทละครเรื่อง “อานุภาพของประชาชน” ของ สุวัฒน์ วรดิลก เป็นต้น

 

[7] ภาพยนตร์เรื่อง “สวรรค์มืด” กำกับโดย รัตน์ เปสตันยี, บทภาพยนตร์โดย สุวัฒน์ วรดิลก เป็นต้น





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
รามเทพ วันที่ : 15/10/2008 เวลา : 15.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SAMSEN51
รามเทวา ๓๒

สวัสดีครับเข้ามาทักทาย เชิญชวนไปอ่านคนรู้ทันอดีตนายกทักษิณ กรณีชายแดนเขาพระวิหารครับ
http://www.oknation.net/blog/SAMSEN51/2008/10/15/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]