• คอมมูน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : commoon_@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-05
  • จำนวนเรื่อง : 34
  • จำนวนผู้ชม : 47070
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
คอมมูน บรรพกาล
สืบสานตำนานหมวกดาวแดง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/commoon
วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2551
Posted by คอมมูน , ผู้อ่าน : 1649 , 16:12:07 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

กรอบคิดกระบวนการทำงานกับชุมชน(ว่าด้วยงานจัดตั้ง)
                                                                           คอมมูน บรรพกาล

กระบวนการทางความคิด
 คนทำงานในพื้นที่ส่วนมากมักจะติดปัญหา ความเป็นตัวตนของตัวเองสูงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เวลาเราทำงานในพื้นที่ จะมีขอบเขตการทำงานเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านท่ามกลางชาวบ้านในพื้นที่และชาวบ้านในเครือข่าย สรุปคือจะเจอความหลากหลายของชุมชน เราเองจะต้องมีความคิดหรือทัศนะและวิธีการที่ถูกต้องเพื่อให้การทำงานพัฒนาประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด (ให้ถึงเป้าหมายในการทำงาน)
 สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องรู้ และต้องเป็นผู้ที่นำความรู้มาปฏิบัติการ ทำงานกับชุมชนอย่างอดทน ยาวนาน รอคอย และต้องหมั่นสะสมกำลังทางความคิด(คือการอ่าน) และนำความรู้นั้นไปทำงานกับชุมชนโดยที่เลือกว่าใครที่เราควรจะเข้าไปทำงานทางความคิดด้วย(จัดตั้งเริ่มจากจากที่เรารู้สึกว่าเขาสามารถรับได้)
 การทำงานเคลื่อนไหวทางความคิดกับชุมชนต้องอาศัยวิธีการทำงานผ่านทางความคิดของตนเองก่อน และต้องเชื่อมั่นว่าชุมชนเป็นคนสร้างประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไม่หยุดนิ่ง และต้องผลักดันประวัติศาสตร์โดยชุมชน ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในแนวความคิดนี้ เราก็ไม่สามารถยึดกุมสภาพความจริงแท้ได้
 ความคิดที่ว่าต้องเชื่อมั่น คือต้องเชื่อว่าชุมชนสามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้ เราต้องเชื่อว่าต้องศึกษาจากชุมชนถ้าเราไม่ศึกษาจากชุมชนเราก็ไม่รับรู้ เราต้องเชื่อว่าพลังของชุมชนคือพลังของการเปลี่ยนแปลงสังคม และสุดท้ายเราต้องรับใช้ชุมชน ถ้าเราเชื่อว่าชุมชนคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีคนในชุมชนแล้วสังคมก็ไม่มีหนทางที่จะก้าวหน้าได้ เมื่อเราอยากให้สังคมก้าวหน้าเราต้องรับใช้ชุมชน

กระบวนการฐานการวิเคราะห์
1. สรรพสิ่งไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่มีความสัมพันธ์กัน พึ่งพาอาศัยกัน บังคับกำหนดซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นทรรศนะที่เป็นตรงข้ามกับอภิปรัชญา(ตัวตนเป็นใหญ่คนเดียว) ในโลกธรรมชาตินั้น มันไม่ใช่เป็นการจับกลุ่มโดยบังเอิญของสรรพสิ่งหรือปรากฏการณ์แต่ละชนิด ซึ่งแยกจากกัน โดดเดี่ยวออกจากกัน ไม่พึ่งพาอาศัยกัน หากแต่มองว่า มันเป็นองค์รวมที่เป็นเอกภาพและสัมพันธ์กันอย่างมีอินทรีย์(แบบองค์รวม) ทั้งยังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน บังคับกำหนดซึ่งกันและกันด้วย
 ด้วยเหตุนี้ในการมอง หรือในการศึกษาค้นคว้า และในการรับรู้ปรากฏการณ์ใดๆในโลกธรรมชาติ ถ้าหากใช้ทรรศนะแบบอภิปรัชญา(ตัวตนเป็นใหญ่คนเดียว) ไปมอง ไปศึกษา ไปรับรู้ โดยทำการพิจารณาอย่างโดดเดี่ยวมิได้สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบๆแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ และเป็นสิ่งที่หาความหมายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม ปรากฏการณ์ใดๆ ถ้าหากมองเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสัมพันธ์ อันแยกจากกันไม่ได้กับปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบๆและถูกกำหนดโดยปรากฏการณ์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบๆแล้ว จะเป็นที่เข้าใจได้พิสูจน์ให้เห็นจริงได้
 2.สรรพสิ่งไม่ได้อยู่ในภาวะสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหวและหยุดชะงักไม่เปลี่ยนแปลง หากอยู่ในภาวะที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งเป็นทรรศนะที่เป็นตรงข้ามกับอภิปรัชญา(ตัวตนเป็นใหญ่คนเดียว) หมายความว่า โลกธรรมชาติที่ดำรงอยู่จริงนั้นมันล้วนอยู่ในภาวะเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เกิดใหม่และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ภายในนั้นบางสิ่งกำลังเกิดและกำลังพัฒนา มีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังพังทลายและกำลังเน่าเปื่อย เป็นเช่นนี้เสมอ
 ดังนั้นเวลาพิจารณาปรากฏการณ์ใดๆ เราจึงไม่อาจพิจารณาเฉพาะแง่มุมที่ปรากฏการณ์แต่ละตัวสัมพันธ์ซึ่งกัน และกันกำหนดซึ่งกันและกันเท่านั้น หากแต่จะต้องพิจารณาจากแง่มุมที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงและพัฒนา รวมทั้งแง่มุมที่มันเกิดขึ้นจากการดับสูญไปด้วยตัวมันด้วย
 ในทรรศนะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดมิใช่ที่เวลานี้ดูเหมือนจะคงทนและแข็งแกร่ง แต่กำลังเริ่มดับสูญ หากเป็นสิ่งที่กำลังเกิดและกำลังพัฒนา แม้ว่าดูเหมือนตอนนี้จะดูเหมือนยังไม่คงทนและแข็งแกร่งก็ตาม ทั้งนี้เพราะว่า มีแต่สิ่งที่กำลังเกิดและกำลังพัฒนาเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเอาชนะได้อย่างแท้จริง
 3. การเปลี่ยนแปลง พัฒนาของสรรพสิ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากปริมาณไปสู่คุณภาพ ซึ่งเป็นทรรศนะที่เป็นตรงข้ามกับอภิปรัชญา(ตัวตนเป็นใหญ่คนเดียว) หมายความว่ากระบวนการพัฒนาใดๆ ล้วนเป็นกระบวนการที่มิใช่มีแต่การเพิ่มพูนขึ้นแบบง่ายๆ หรือที่มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะเชิงปริมาณแต่คุณภาพไม่เปลี่ยน หากแต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่ไม่เด่นชัดและแฝงเร้น ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดถึงแก่น การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพมิใช่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กะทันหัน มันแสดงออกในรูปแบบก้าวกระโดด จากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง มิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เกิดขึ้นอย่างมีกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจากการสั่งสมของการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่ไม่เด่นชัดและเชื่องช้าจำนวนมาก
 ดังนั้นทรรศนะนี้จึงเห็นว่า ในการพิจารณากระบวนการพัฒนาของสิ่งใดๆ ในโลกธรรมชาตินั้นจะต้องเข้าใจว่า มิใช่เป็นกระบวนการพัฒนาที่เป็นการเคลื่อนไหวแบบวนเวียนซ้ำรอยเดิมแบบง่ายๆของสิ่งในอดีต หากแต่จะมองว่า มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ก้าวไปข้างหน้า เป็นการเคลื่อนไหวที่ยกระดับสูงขึ้นแบบขดลวดสปริง เป็นการแปรเปลี่ยนจากสถานะธาตุเก่าไปสู่สถานะธาตุใหม่ และเป็นการพัฒนาจากง่ายๆไปสู่ซับซ้อน จากขั้นต่ำหาขั้นสูง
 4. มูลเหตุแห่งการพัฒนา เปลี่ยนแปลง และดับสูญไปของสรรพสิ่งนั้น เนื่องมาจากภายในของมันล้วนแฝงไว้ซึ่งปัจจัยแห่งความขัดแย้ง ซึ่งเป็นทรรศนะที่เป็นตรงข้ามกับอภิปรัชญา(ตัวตนเป็นใหญ่คนเดียว) ในทรรศนะนี้เห็นว่า สรรพสิ่งล้วนต่างมีด้านตรงและด้านกลับ มีด้านอดีตและด้านอนาคต มีทั้งสิ่งที่กำลังเน่าเปื่อยและกำลังพัฒนา การต่อสู้ของด้านที่เป็นคู่ขัดแย้งกันเช่นนี้ เป็นการต่อสู้ระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ ระหว่างสิ่งทีดับสูญกับสิ่งที่เกิดใหม่ นี่ก็คือเนื้อหาภายในของกระบวนการพัฒนา และเนื้อหาของกระบวนการภายในของการแปรเปลี่ยนจากการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพนั่นเอง
 ฉะนั้น ทรรศนะนี้จึงเห็นว่า กระบวนการพัฒนาจากขั้นต่ำไปสู่ขั้นสูง มิใช่อาศัยโดยการคลี่คลายอย่างปรองดองของปรากฏการณ์ หากแต่อาศัยการเปิดเผยความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ดั้งเดิมในตัวของสรรพสิ่ง และปรากฏการณ์เอง อาศัยการยึดกุม การต่อสู้ แนวโน้มที่จะเป็นคู่ขัดแย้งกัน ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้งเหล่านั้น

บทบาทของผู้ปฏิบัติงาน
 สิ่งที่ผู้ปฎิบัติการหรือคนทำงานจะต้องมีหรือต้องยึดกุมให้ได้จะต้อง
1. จะต้องกุมกฎเกณฑ์การพัฒนาให้ได้
2. จะต้องสามารถเอาทฤษฎีไปประสานงานกับการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
3. จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับชุมชนไห้ได้

กระบวนการทำงานกับชุมชน
 วิธีการทำงานกับชุมชนและวิธีการที่จะให้ชุมชนเข้าร่วมงานกับทำงานเรา เราเองต้องแสวงหาวิธีการที่หลากหลาย หรือเราต้องมีวิธีการดังนี้ เราต้องเข้าไปร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับประชาชน เข้าไปสำรวจค้นคว้าหาข้อมูลว่าตอนนี้ชุมชนมีปัญหาอะไร และต้องการอะไร ต้องหาข้อมูลพื้นฐานของความต้องการของชุมชน จึงเข้าไปทำงานความคิดกับชุมชนและต้องให้ชุมชนเกิดการปฏิบัติการ ปฏิบัติการเสร็จต้องทำงานทางความคิดกับชุมชน แล้วก็ปฏิบัติการ เป็นการศึกษาและปฏิบัติการ
  การทำงานกับชุมชนต้องต้นเริ่มจากชุมชนและความสมัครใจของชุมชน การงานใดๆที่ทำเพื่อชุมชนต้องเริ่มจากความต้องการของชุมชน แต่ถ้าชุมชนยังไม่ตื่นตัวและยังไม่พร้อมที่จะมาทำงานร่วมกับเรา เราต้องทำงานทางความคิดกับชุมชนให้มากขึ้นและต้องรอคอยโอกาสด้วยความอดทน จนกว่าเราจะทำงานกับคนในชุมชนและคนในชุมชนตัดสินใจเข้าร่วมกับเรา เราจึงดำเนินการให้เขาเข้าสู่กระบวนการทำงานร่วม การกระทำการใดๆถ้าปราศจากสำนึกและความสมัครใจของชุมชนแล้ว ก็จะกลายเป็นรูปแบบ แล้วก็ล้มเหลวไป การทำงานกับชุมชนมีหลักการอยู่ 2 ประการคือ
1. การกระทำการใดๆ ต้องเป็นความต้องการที่แท้จริงของชุมชน มิใช่ความต้องการในสมองเรา
2. การกระทำการใดๆต้องเป็นความสมัครใจของชุมชน ให้คนในชุมชนตัดสินใจ มิใช่เราไปตัดสินแทนคนในชุมชน

กระบวนการทำงานเชิงลึกกับชุมชน
 1.ปรับทุกข์ ชุมชนทุกคนและคนเราทุกคนต้องมีความทุกข์ แต่ถ้าสักวันหนึ่งมีคนไปถามเรื่องความทุกข์ของคนในชุมชน(คนในพื้นที่ทำงาน) โดยการแลกเปลี่ยนความทุกข์ซึ่งกันและกัน ในฐานะที่เราก็มีทุกข์เช่นเดียวกันกับคนในชุมชน เราก็สามารถมีความสัมพันธ์กับคนในชุมชนในระดับหนึ่ง และเราก็สามารถรับรู้ปัญหาของชุมชน นี่คือกระบวนการปรับทุกข์
 2. ผูกมิตร การปรับทุกข์ทำให้เราทราบปัญหาเบื้องต้นของชุมชนระดับหนึ่งเท่านั้น การปรับทุกข์เป็นกระบวนการเบื้องต้นให้เราไปผูกมิตรกับคนในชุมชน การที่จะทำงานกับชุมชนจำเป็นต้องทราบข้อมูลที่ลึกซึ้งและรอบด้าน เราต้องเข้าไปผูกมิตรเพื่อจะได้ทราบข้อมูลที่รอบด้านของชุมชน
 3. ปักหลัก เมื่อเราเข้าไปผูกมิตรได้กับชุมชนได้ระดับหนึ่งแล้ว ต้องต้องวิเคราะห์คนในชุมชนว่ามีทัศนะอย่างไร มีความคิดที่ถูกต้องไหม เอาการเอางานไหม และต้องวิเคราะห์และจัดลำดับคนในชุมชนที่เราไปทำงานร่วมออกเป็นสามระดับเพื่อที่ง่ายต่อการทำงานของเรา หนึ่งระดับที่ก้าวหน้า สองระดับปานกลาง และสามระดับที่หล้าหลัง เราต้องปักหลักในการทำงานกับคนที่ก้าวหน้า เพื่อที่จะเข้าไปสามัคคีกับคนที่ปานกลาง และดึงส่วนที่ล้าหลัง หรือที่เรียกว่า จับหนึ่งในสาม
 4. ชักชวน เมื่อเราปักหลักได้แล้ว เราบ่มเพาะแกนนำและชักชวนให้เข้าร่วมทำงานกับเรา และให้แกนนำขยายบทบาทในการไปทำงานกับคนอื่น โดยให้แกนนำเป็นหน่วยในการจัดตั้ง หรือการเข้าไปให้ความรู้ในเรื่องที่เรากำลังทำ เราต้องไว้ใจในตัวแกนนำที่เราให้ไปทำงาน และก็
ประเมินแกนนำว่าแกนนำที่เราให้เขาเข้าไปขยายความคิดมีจิตใจเสียสละไหม มีคุณธรรมไหม เพื่อที่จะได้รู้ว่าในกระบวนการทำงานจะประสบความสำเร็จอย่างที่เราตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่
 5. จัดตั้ง เมื่อเราชักชวนคนในชุมชนให้เข้าร่วมทำงานกับเราผ่านแกนนำได้แล้ว เราต้องเข้าไปช่วยจัดความสัมพันธ์ภายในให้มีกระบวนการในการทำงาน และขยายบทบาทของแกนนำ สร้างแกนนำเพิ่มขึ้นในการทำงาน เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งคนเพิ่ม และขยายผลกับคนในชุมชนต่อไป

กระบวนการทำงาน 3 เกาะกับชุมชน
 1. เกาะติดคู่ขัดแย้ง การทำงานของเราทุกเนื้องานจะต้องมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราต้องเข้าไปศึกษาว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับเราเพราะอะไร หรือเขาเข้ามาเพื่ออะไร ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นชัดขึ้นคือคู่ขัดแย้งกับงานเรา เราต้องช่วงชิงการทำงานกับชุมชน และต้องเป็นฝ่ายกระทำเสมอ และอธิบายตัวตนให้ชัดเพื่อประกันไม่ให้ตัวเองเสียหาย และหลีกเลี่ยงการปะทะทั้งคารมและความรู้สึกกับคู่ขัดแย้งเพราะเขาก็มีเป้าหมายการมาของเขา เราให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวของเราเอง
 2. เกาะติดกับชุมชน คือการเข้าไปทำงานกับชุมชนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เพื่อรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของชุมชน และเผื่อชุมชนอยากได้คำปรึกษา และการลงไปทำงานกับชุมชนเราต้องชี้นำทางความคิดให้ได้ และต้องให้กำลังใจชุมชนในการทำงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำให้เราเป็นเขาเขาเป็นเรา คือการเพิ่มความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับเรา
 3. เกาะติดภูมิประเทศ การทำงานของเราต้องยึดกุมข้อมูลพื้นที่ทุกด้านของชุมชนให้ได้และต้องช้ำชองทุกหนทุกแห่ง และจำให้ได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เช่นการเกาะติดภูมิประเทศ ต้องรู้ว่า มีหุบ มีห้วย มีเส้นทาง มีตรอก มีซอย มีตึกอาคารบ้านเรือน มีทุ่งนา มีถนนอยู่ตรงไหน ฯลฯ เพื่อที่จะยึดกุมการกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานกับชุมชนอย่างถูกต้อง

กระบวนการจัดตั้งกลุ่มศึกษาในชุมชน
 หลังจากที่เราไปทำงานกับชุมชนระยะเวลาหนึ่ง เราก็สามารถวิเคราะห์ชุมชนออกแล้วว่า ตอนนี้สภาพการณ์ในชุมชนเป็นอย่างไร และต้องวิเคราะห์แกนนำที่เราทำงานให้ออกว่าเขายกระดับทางความคิดขึ้นมากน้อยขนาดไหน ถ้าเราวิเคราะห์แล้วว่าแกนนำเราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ วิเคราะห์การเมืองได้ วิเคราะห์สังคมได้ และพร้อมที่จะเติมข้อมูลในฐานการวิเคราะห์ เราจึงชวนแกนนำเข้ามาศึกษาและยกระดับการเรียนรู้ ทั้งด้านความคิดและการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยการจัดตั้งกลุ่มศึกษาในชุมชน
 การจัดตั้งกลุ่มศึกษานี้มักจะจัดกันขึ้นในขนาดปริมาณที่พอเหมาะ ที่จะพูดคุยกันอย่างทั่วถึง ดังนั้นการจัดตั้งกลุ่มใหญ่จึงไม่เหมาะสม ควรแบ่งกลุ่มย่อยๆในการศึกษา เป็นการศึกษาของแต่ละกลุ่มนอกจากการศึกษาร่วมกันแล้ว ควรให้เป็นกลุ่มที่เอาใจใส่ช่วยเหลือดูแลกันในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งทางด้านความคิดและการทำงาน

วิจารณ์ตัวเองเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน
 ในการทำงานของเรานั้นมีระยะเวลาที่ยาวนาน และต้องพัฒนากระบวนการจากเล็กไปสู่ใหญ่ จากอ่อนไปสู่แข็ง จากได้ชัยชนะเล็กๆสั่งสมไปสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ จนกระทั่งได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดและแน่นอน ในรูปแบบกระบวนการจำเป็นต้องพัฒนาเช่นนี้เพราะการทำงานของเราทำงานโดยมีคู่ต่อสู้ ที่รอโอกาสการช่วงชิงตลอดเวลา
 ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเติมเต็มและให้การศึกษาตลอดเวลา เพราะเราจะเข้าใจสังคมมากขึ้นและแจ่มชัด พร้อมกับได้ดัดแปลงตัวเองไปพร้อมกัน ว่าเราสามารถวิเคราะห์สังคมได้ขนาดไหน หรือเราทำได้แค่ที่มีอยู่ในตัวตนเราเท่านั้น เปรียบเทียบกับ จุดยืนกับความสามารถ จุดยืนเป็นด้านหลัก ความสามารถเป็นด้านรอง ความสามารถนั้นพัฒนาได้โดยอาศัยวัตถุ มิใช่เรื่องพรสวรรค์ใดๆ และความสามารถจะมีความหมายก็ต่อเมื่อได้แสดงออก โดยตั้งอยู่บนจุดยืนของชนชั้นที่ก้าวหน้าเท่านั้น
 ในปัจจุบันคือจุดยืนของเรา คือจุดยืนขบวนการต่อสู้ของชุมชน ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรสนใจกฎเกณฑ์และท่วงทำนองการวิจารณ์ที่ถูกต้องไว้ จึงจะสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการปรับปรุงตัวเองและปรับปรุงกระบวนการทำงาน

ความหมายของคำว่า วิจารณ์ตนเอง สามัคคี – วิจารณ์ – สามัคคี
 การวิจารณ์คือการติเพื่อก่อ ท้วงติงเพื่อรู้สำนึก ชี้แนะข้อบกพร่องเพื่อจะช่วยแก้ไข แต่ใช้ได้เฉพาะมิตรกับมิตรเท่านั้น
 การวิจารณ์ตนเอง เป็นการตรวจสอบตนเอง สำรวจตนเอง และวิเคราะห์ข้อผิดพลาดข้อบกพร่องของตนเองโดยการเปิดใจกับเพื่อนร่วมงานได้รับทราบ มองอีกด้านหนึ่งคือการประกาศตนเองอย่างนอบน้อมว่าจะแก้ข้อบกพร่องนั้น
 สามัคคี - วิจารณ์ – สามัคคี นี่เป็นหลักการว่า เอกภาพของด้านตรงข้าม สามัคคีคือความเอกภาพหรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  วิจารณ์คือความขัดแย้ง การแตกแยก ซึ่งแก้ไขให้เป็นเอกภาพสามัคคีใหม่ให้มีระดับสูงขึ้น การวิจารณ์จะยกระดับความสามัคคีให้สูง เหนียวแน่นยิ่งขึ้น
 สรุปหลักพื้นฐานสามัคคี - วิจารณ์ – สามัคคี เริ่มต้นดังนี้ ประการแรกเริ่มจากเจตนาที่หวังดี มุ่งหวังที่จะปรับปรุงกระบวนการทั้งหมดและกระซับความสามัคคีให้แน่นยิ่งขึ้น ประการที่สอง วิจารณ์เพื่อขจัดข้อบกพร่องให้หมดไป เสริมความถูกต้องให้มากขึ้น และประการที่สาม ให้อาวุธวิจารณ์ทุกรูปแบบที่สามารถสามัคคีเพื่อนร่วมงานได้


เอกสารในการเรียบเรียง
1. เอกสารร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก พัฒนาของเก่าสร้างของใหม่ โดยนิรุตน์ บัวพา
2. ว่าด้วย ลักษณะพิเศษของวิภาษวิธี ในเอกสารประกอบการเสวนา วัตถุนิยมประวัติศาสตร์





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สุมาตรภูลายยาว วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mart
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมุนษย์คือ ความคิดของตัวเอง

๐๘๕๐๔๐๗๖๐๖

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สุมาตรภูลายยาว วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 20.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mart
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมุนษย์คือ ความคิดของตัวเอง

แม่นแล้วบอยเอ้ย...
โตสั่งมาคัดแท้สหายเอ้ย
ขอบเอางานล่าสุดไปให้คนอ่านแด่เด้อ..
แล้วเจอกัน ตอนนี้ไปอยู่เลยแล้วไปทำงานที่เลย
ว่างๆ ก็แวะเวียนมาเด้อสหาย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สุมาตรภูลายยาว วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 11.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mart
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมุนษย์คือ ความคิดของตัวเอง

ชัดเจนแจ่มแจ้งแท้สหาย...
ชิ้นต่อไปขอวิเคราะห์สังคมไทยในสถานการณ์ปัจจุบันได้ไหมหนอ...จะรออ่านเด้อ
เพราะตอนนี้กำลังรวบรวมของหลายๆ คน มารวมกันเพื่อสรุปสถานการณ์สังคมไทยในตอนนี้

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
www.pierra-vejjabul.com วันที่ : 02/11/2008 เวลา : 17.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vejjabul

..... เขียนได้ชัดเจน ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]