• BaCon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-02-26
  • จำนวนเรื่อง : 98
  • จำนวนผู้ชม : 216422
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
Count On Me
คิดตื้น ๆ ...
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme
วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม 2551
Posted by BaCon , ผู้อ่าน : 2533 , 16:18:23 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หลายท่านคงทราบดีว่า  พรบ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 2551 ซึ่งลงนามโดยยุคขิงแก่  ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551  ในยุคหมูหมัก   และต้องนับไปอีก 180 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ... วันที่ 11 สิงหาคม 2551  ( ก่อนวันแม่ ...)

http://www.bot.or.th/bothomepage/General/Laws_Notif_Forms/Legal/Law03.pdf

ตอนแรกที่ไปเจอ  ผมก็แค่คิดจะดูผ่าน ๆ  ... แต่อ่านไปอ่านมาก็ ขำกลิ้ง... วิธีออกจากตำแหน่งประธานสถาบัน ... ใช้วิธีจับสลาก  !!! (มาตรา 20)  ผมจึงเริ่มให้ความสนใจมากกว่าที่เคยคิด

เป้าหมายของสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็เพื่อจะเอาเงินมาทำเป็นกองทุนกองใหม่   ก็ไม่รู้ว่าจะตั้งสถาบันนี้เพื่อเอาเงินไปกองกันไว้ทำไม  ปัจจุบันนี้มีเงินกองทุนสารพัด  กองทุนฟื้นฟูฯ  กองทุนน้ำมัน  กองทุนประกันสังคม  กองทุนหมู่บ้าน  บริหารกันเป็นจริง ๆ สักกี่กอง  ใครได้ประโยชน์กันบ้างล่ะ  ???  ...  ผมอ่านไปสักครึ่งรอบ ผมเริ่มมีข้อสงสัยหลายประการต่อ พรบ. ฉบับนี้.-

มาตรา 3  --- มีการเขียนนิยามถึงคำว่า สถาบัน  สถาบันการเงิน  เงินฝาก ฯลฯ ... แต่ไม่เห็นกำหนดนิยามถึงบุคคลสำคัญ นั่นคือ ”ผู้ฝากเงิน” !!!  แต่มีการอ้างถึง ”ผู้ฝากเงิน”  ในหลายมาตรา   ทั้ง ๆ ที่เป็นบุคคลที่สำคัญมากต่อสถาบันนี้  เพราะถ้าไม่มีผู้ฝากเงิน  แล้วสถาบันแห่งนี้จะมีไว้ทำไม ??? 

การไม่กำหนดนิยามของผู้ฝากเงินไว้ตั้งแต่แรก  จะส่งผลอย่างไรต่อผู้ฝากเงินหรือไม่ ???  เพราะเมื่อถึงเวลามีปัญหา  สถาบันฯอาจจะกำหนดคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินบางประเภทเท่านั้นก็ได้ ... ซึ่งถ้าเราไม่รู้ล่วงหน้าตอนนี้ว่าเงินฝากประเภทใดไม่คุ้มครอง  แล้วมันจะยุติธรรมได้อย่างไร ???  ถึงตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าบุคคลที่ดูแลสถาบันฯขณะนั้น  จะมีพฤติกรรมเหมือน รอ มอ ตอ ตอ แหล บางคนในขณะนี้หรือไม่ ???  เพราะมันจะส่งผลต่อแนวคิดการตัดสินใจแก้ปัญหาแต่ละขณะ  ...

มาตรา 3 มีนิยามคำว่า “สถาบันการเงิน” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์  ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน หรือธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

ธนาคารที่มีกฏหมายเฉพาะหมายถึงธนาคารไหนเป็นพิเศษบ้างอ่ะ ???

มาตรา 5  --- ให้ รมต.กระทรวงการคลัง  ดูแลและกำกับการออกกฏกระทรวงและประกาศเพื่อให้เป็นไปตาม พรบ นี้ ...  ก็สถาบันการเงินส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติ  ทำไมไม่ให้แบงก์ชาติมากำกับดูแลสถาบันแห่งนี้ล่ะ  เพราะแบงก์ชาติก็ดูแลกองทุนฟื้นฟูฯอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการดูแลสถาบันที่ล้มไปในยุคปี 40   ถ้ารัฐบาลยุคนี้ต้องการจะตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากเพื่อคุ้มครองผู้ฝากในยุคปัจจุบัน  ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับกองทุนฟื้นฟูฯ  ก็น่าจะให้แบงก์ชาติดูแลได้เช่นกัน  แต่ พรบ นี้กลับให้สถาบันคุ้มครองแห่งนี้เป็นผู้แจ้งให้แบงก์ชาติตรวจสอบสถาบันการเงินต้องสงสัย  ทั้ง ๆ ที่แบงก์ชาติก็ดูรายงานความเคลื่อนไหวของสถาบันการเงินทุกแห่งเป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว  และแบงก์ชาติก็มีมาตรากันเงินสำรองไว้เป็นระยะอยู่แล้ว  ซึ่งสามารถปรับสัดส่วนความคุ้มครองให้เพียงพอและเหมาะสมต่อผู้ฝากเงินได้ตามสถานการณ์ได้คล่องตัวกว่า  ...  

และก่อนที่จะไปเลือกใครมาเป็น รมต.คลัง  ไม่เคยเห็นมีการระบุคุณสมบัติของ รมต.  ซึ่งควรมีประสบการณ์สายตรงกับงานกระทรวงนั้นไม่น้อยกว่า 10 ปี  และมีอายุไม่น้อยกว่า 45 ปี   ลองคิดเล่น ๆ สมมุติว่า ... ถ้า รมต.คลัง  เรียนจบทันตแพทย์  อายุแค่ 40 ปี   แล้วโชคดีวาสนาสูงได้มาดูแลคลัง  ถึงแม้เขาจะมีคณะกรรมการ คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย  แต่เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ปรึกษาของเขาคนไหนที่รู้จริงหรือมั่ว ???  รู้ได้อย่างไรว่าการตัดสินใจแต่ละเรื่องนั้นจะส่งผลเสียหายต่อใครอย่างไรบ้าง  เพราะเขาไม่มีประสบการณ์ตรงที่เพียงพอจะเชื่อได้ว่า"พอรู้"  ...  แล้วเขาจะมารับผิดชอบอะไรได้ ???   ก็แค่โตแต่ตัว จะให้มานั่งเป็นหัวตอสมองกลวงแค่นั้นหรือ ???  ขนาดคนที่รู้จริงและรับผิดชอบสายตรงยังพลาดได้เลย  ... ดูตัวอย่าง รอ มอ ตอ. ปิกนิก  อายุตอนนั้นยังไม่ถึง 40 ปีเลยมั๊ง ... แล้วเป็นไงล่ะ ???

มาตรา 6 -- สถาบันเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์  ข้อ 1. ... “คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน” (เอาข้อเดียวก่อน)

คำสั้น ๆ ว่าคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน  ก็ฝันไปว่ามันควรจะครอบคลุมได้ทั้งครบทุกบาททุกสตางค์ในบัญชีเงินฝาก  แต่มันมีเงื่อนไขในมาตรา 53 แบบยาว ๆ ว่า ... จะคุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินแต่ละราย สำหรับทุกบัญชีที่ผู้ฝากเงินมีต่อสถาบันการเงินที่กำลังจะถูกควบคุมและเพิกถอนใบอนุญาต  ดังนี้ .-

...ปีแรก            คุ้มครองเต็มจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี  (เริ่ม 11 สิงหาคม 2551)
...ปีสอง             คุ้มครองรวม 100 ล้านบาท                  (เริ่ม 11 สิงหาคม 2552)
...ปีสาม             คุ้มครองรวม 50 ล้านบาท                    (เริ่ม 11 สิงหาคม 2553)
...ปีสี่                 คุ้มครองรวม 10 ล้านบาท                    (เริ่ม11 สิงหาคม 2554)
...ปีห้าเป็นต้นไป   คุ้มครองรวม 1 ล้านบาท                     (เริ่ม 11 สิงหาคม 2555)

การกำหนดสัดส่วนความคุ้มครองเงินฝาก  ควรต้องพิจารณาสัดส่วนของสถานะสินเชื่อควบคู่กันไปด้วย   เพราะหากสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแบบเน้นทำเป้า   โดยไม่เน้นคุณภาพสินเชื่อ  ก็เป็นเหตุให้สถาบันการเงินนั้นมีปัญหาได้ง่าย ๆ  ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาสถาบันการเงินที่มีปัญหามักจะปล่อยสินเชื่อให้แก่ญาติพี่น้องหรือคนสนิท  หรือไม่ก็ให้ธุรกิจที่สามารถต่อยอดให้แก่วงจรธุรกิจในเครือได้เป็นหลัก  หากสถาบันการเงินล้ม  ลูกหนี้ก็หนีหนี้หรือล้มบนฟูก  แล้วเงินจะไปไหน  แล้วเจ้าของเงินล่ะ ...ผู้ฝากเงินล่ะ  ... ใครรับผิดชอบ ???  แม้แต่ใน"คำนิยาม"ยังไม่อยากจะกล่าวถึงผู้ฝากเงิน... หรือว่ากำลังคิดจะมี พรบ. สถาบันคุ้มครองเงินกู้ ???

การกำหนดสัดส่วนความคุ้มครองเงินฝากที่จริงใจและหวังผลเท่าเทียมกันแบบเสมอภาคถ้วนทั่ว  ควรกำหนดเป็นอัตราเปอร์เซ็นต์จากยอดเงินฝากในบัญชีเงินฝากไปเลย  รวยมาก รวยน้อย โดนหมดเท่าเทียมกัน ... เช่น

...ปีแรก             คุ้มครอง 100% เต็มจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี
...ปีสอง             คุ้มครองรวม 85 % ของยอดเงินฝากแต่ละบัญชี 
...ปีสาม             คุ้มครองรวม 60 % ของยอดเงินฝากแต่ละบัญชี 
...ปีสี่                 คุ้มครองรวม 45 % ของยอดเงินฝากแต่ละบัญชี
...ปีห้าเป็นต้นไป   คุ้มครองรวม 30 % ของยอดเงินฝากแต่ละบัญชี

นี่ยังไม่ได้มองถึง... กรณีผู้ฝากเงินไม่ได้มายื่นเรื่องภายในกำหนด  ซึ่งอาจจะหมดสิทธิได้เงินคืนสักกะบาท ...  ยังไม่ได้มองถึงความเสียหายของผู้ฝากเงินที่มียอดเงินฝากจำนวนมาก ... ยังไม่ได้มองถึงรายได้ของสถาบันที่ระบุไว้ใน มาตรา 11 วรรคสอง “ รายได้ของสถาบันไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ”  ซึ่งรายได้เหล่านี้ก็มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกระงับไปเป็นหลัก ... และถ้าขายทอดตลาดแล้ว  จะเหลือให้แก่ผู้ฝากเงินเท่าใดอย่างไรเท่าเทียมถ้วนทั่วหรือไม่  ยังไม่รู้เลย

อยากจะให้ไปดูเรื่องผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดในไทย  ปัจจุบันนี้จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเจ้าของคนไทย  และกี่เปอร์เซ็นต์ที่เป็นของต่างชาติ  โดยเฉพาะ “สิงคโปร์”   แล้วถ้าต่างชาติมันคิดจะเก็บกระเป๋ากลับบ้าน  มันก็แค่ปล่อยให้สถาบันการเงินนั้นมีปัญหา  ไม่มีเงินให้ถอนซะอย่าง  เพราะโยกเงินตบแต่งบัญชีหรือขายกิจการไปเรียบร้อยแล้ว  ให้แก่ผู้ถือหุ้นนอมินีที่ไม่มีตัวตนและไม่มีนัยสำคัญต่อสังคม ... ใครจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ... แล้วจะอะไรได้อีก ... 

ทรัพย์สินที่ไปตามยึดมาขายทอดตลาด  ก็เป็นทรัพย์สินของคนไทยทั้งนั้นที่มันไปใช้อำนาจแห่งความเป็นเจ้าหนี้ยึดมาจากผู้กู้ชาวไทยเป็นส่วนใหญ่  สถาบันแห่งนี้ก็ไม่สามารถไปตามยึดทรัพย์สินของพวกต่างชาติที่อยู่ในประเทศของพวกมันได้สักนิด  เหมือนกับว่าพวกต่างชาติมา "ยึดสิทธิ" บนทรัพย์สินของชาวไทย  เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ  จนกระทั่งมันเห็นว่าหมดประโยชน์แล้ว  แล้วมันก็ "คายสิทธิ" นั้นออกมา  ให้สถาบันผู้ทรงเกียรติแห่งนี้มาแทะซากทรัพย์สิทธิของคนไทยที่พวกมันเคยเอาไปใช้หากิน ... 

 สงสัยจังเลยว่าตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมาเพื่ออะไรกันแน่ ???
... หรือแค่เหตุผลสั้น ๆ ว่า  " ดีกว่าไม่มีการคุ้มครองเลย "

หรือว่ากำลังจะมีสถาบันการเงินใดที่มีอาการร่อแร่ปรากฏให้เห็นในเร็ว ๆ นี้ ???

( หยุดบ่นชั่วคราว )
.
.

!!!! !!!!






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ฝนหยดนึง วันที่ : 01/04/2008 เวลา : 00.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hsf
WWW.NUMSOM.COM เว็บที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของท่านได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 

ก่อนที่จะไปเลือกใครมาเป็น รมต.คลัง ไม่เคยเห็นมีการระบุคุณสมบัติของ รมต. ซึ่งควรมีประสบการณ์สายตรงกับงานกระทรวงนั้นไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีอายุไม่น้อยกว่า 45 ปี ลองคิดเล่น ๆ สมมุติว่า ... ถ้า รมต.คลัง เรียนจบทันตแพทย์ อายุแค่ 40 ปี แล้วโชคดีวาสนาสูงได้มาดูแลคลัง ถึงแม้เขาจะมีคณะกรรมการ คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย แต่เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ปรึกษาของเขาคนไหนที่รู้จริงหรือมั่ว ??? รู้ได้อย่างไรว่าการตัดสินใจแต่ละเรื่องนั้นจะส่งผลเสียหายต่อใครอย่างไรบ้าง เพราะเขาไม่มีประสบการณ์ตรงที่เพียงพอจะเชื่อได้ว่า"พอรู้" ... แล้วเขาจะมารับผิดชอบอะไรได้ ??? ก็แค่โตแต่ตัว จะให้มานั่งเป็นหัวตอสมองกลวงแค่นั้นหรือ ??? ขนาดคนที่รู้จริงและรับผิดชอบสายตรงยังพลาดได้เลย ...


อืม ผมเห็นด้วยเรื่องของประเทศชาติ มีผลต่อคนส่วนรวมเราควรใช้คนให้ถูกงาน ไม่ใช่ใช้แบบลงตามโควต้าการเมืองอย่างเดียว มันยังผลทำให้ เกิดความเสียหายที่เราไม่อาจประเมินได้เช่นเหตุการณ์บางเหตุการณ์ต้องใช้การตัดสินใจของตัว รมต คลัง เพียงลำพัง มิอาจปรึกษาใครได้ และเป็นเรื่องที่เร่งด่วน มิทราบว่าจะแก้ไขอย่างไรทำเป็นเหรอ รู้หรือ การตัดสินใจแบบนี้ต้องใช้ความรุ้ทางเศรษฐศาสตร์ขั้นสูง และประสบการณ์ที่หล่อหลอมจน แค่เห็นปัญหา ก็รู้วิธีแก้แบบอัติโนมัติ และการตัดสินใจเพียงลำพังเพื่อไม่ให้ข่าวแพ่งพรายออกไปจนอาจเกินภาวะต่างๆตามมา

เอาคนไม่รู้มาบริหาร ประเทศจะเป็นอย่างไร.....

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
BaCon วันที่ : 28/03/2008 เวลา : 17.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมครับ ... คำบ่นรอบแรกนี้ ยังไม่ได้ลงลึกในการวิเคราะห์ เพราะผมชอบคิดตื้น ๆ ... เดี่ยวผมจะลองไปคิดลึก ๆ ดูบ้าง ... เพื่อดูว่าผมควรคิดเรื่องนี้ต่อหรือเปล่า ???

แต่วิธีคำนวณของท่านนักฆ่าเงินเฟ้อ ก็ไม่ผิด แต่เงื่อนไขใน พรบ ควรส่งผลกระทบไม่แตกต่างกันมากสำหรับผู้ฝากเงิน เพราะคำว่า"ผู้ฝากเงิน" ไม่ได้จำแนกชั้นวรรณะของระดับจำนวนเงินเอาไว้ ... จึงควรเสมอภาคเท่ากันทุกคน ... แต่ทำไมไม่กำหนดนิยามคำว่า"ผู้ฝากเงิน"เอาไว้ล่ะ

... พรบ เดียวกัน ควรใช้ร่วมกันอย่างเสมอภาค มิใช่หรือ ???

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนทำงาน วันที่ : 28/03/2008 เวลา : 14.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kunlek
ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ตัวเราเอง



ความคิดเห็นที่ 4 (0)
นักฆ่าเงินเฟ้อ วันที่ : 28/03/2008 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dome
FLATION   KILLER

...ปีแรก คุ้มครองเต็มจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี (เริ่ม 11 สิงหาคม 2551)
...ปีสอง คุ้มครองรวม 100 ล้านบาท (เริ่ม 11 สิงหาคม 2552)
...ปีสาม คุ้มครองรวม 50 ล้านบาท (เริ่ม 11 สิงหาคม 2553)
...ปีสี่ คุ้มครองรวม 10 ล้านบาท (เริ่ม11 สิงหาคม 2554)
...ปีห้าเป็นต้นไป คุ้มครองรวม 1 ล้านบาท (เริ่ม 11 สิงหาคม 2555)

ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมฝากซัก 8 ล้านบาท ซัก 4 ปี จากนั้น ก็ถอนออก แล้วฝากใหม่ ผมก็คงจะสามารถฝากต่อไปได้อีก 4 ปี และ

ถ้าผมทำแบบนี้ไปเลย ๆ มันก็คงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับคนมีเงินเก็บ 8 ล้านบาท

มั้ง...!!

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Jui วันที่ : 27/03/2008 เวลา : 21.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สุดทน วันที่ : 27/03/2008 เวลา : 20.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/unfair

จะมีอะไรหมกเม็ด หรือเปล่า
ผู้รู้ โปรดอธิบาย ด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ตาเรน วันที่ : 27/03/2008 เวลา : 18.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sammaapii
เรียนฟรีจริง ๆ  ขอเชิญแวะเยี่ยมตาเรนที่  >>> http://www.webudon.net

อืม...น่าสงสัย...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]