• BaCon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-02-26
  • จำนวนเรื่อง : 98
  • จำนวนผู้ชม : 216422
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
Count On Me
คิดตื้น ๆ ...
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme
วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม 2551
Posted by BaCon , ผู้อ่าน : 2728 , 15:34:13 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

( สำหรับภาพไหนที่ดูไม่ได้ ... กรุณา SAVE AS PICTURE ก่อนครับ )

แบงก์ชาติ ... ถามตอบเรื่องสถาบันคุ้มครองเงินฝากไว้ในหน้านี้ครับ http://www.bot.or.th/bothomepage/Special/FIDF/Publications/Depositguarantee1_T.htm

แต่ผมก็อยากจะบ่นต่อ +++ เพราะผมมองว่า พรบ. นี้ไม่ได้คุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินอย่างจริงจังในระยะยาว ...แต่ตั้งมาเพื่อข่มแบงก์ชาติและสถาบันการเงินในระบบซะมากกว่า !!!

... ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อน ...อย่าซีเรียส !!! 

"สถาบันคุ้มครองเงินฝาก" มีหน้าที่หลักคือ บริหาร"กองทุนคุ้มครองเงินฝาก" ซึ่งในอนาคตอาจมีกองทุนอื่นเพิ่มเติม ภายใต้การดูแลของสถาบันแห่งนี้ ...

ดู มาตรา 9 ทุนของสถาบันประกอบด้วย (1) เงินทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ (2) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของสถาบัน (3) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีผู้มอบให้ (4) ดอกผลของกองทุนที่คณะกรรมการจัดสรรให้ตามมาตรา 48 (5) ดอกผลหรือรายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของสถาบัน

เมืองไทยมีเงินกองทุนที่จัดตั้งขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาทั้งหมดกี่กอง ... กองทุนฟื้นฟู กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนน้ำมัน กองทุนประกันสังคม ฯลฯ มีกองทุนไหนบ้างไหมที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนได้เต็มที่ ???

กองทุนฟื้นฟูที่รับผิดชอบเงินฝาก 100% แต่ใช้เงินภาษีมาดูแลทั้งหมด ... แต่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีหน้าที่ดูแล...กองทุนคุ้มครองเงินฝาก...จะมารับผิดชอบผู้ฝากเงินในส่วนของยอดเงินฝากบวกดอกเบี้ยค้าง  แต่จะรับผิดชอบครบ 100% ก็ต่อเมื่อ..ท่านมีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้าน (เริ่มปี 2555).. ถ้ามีมากกว่า 1 ล้าน ก็จะลดสัดส่วนความคุ้มครองกันไป  อาจจะคุ้มครองจริงไม่ถึง 1% สำหรับผู้ฝากเงินบางคนที่รวย ๆ มาก ๆ

แต่สถาบันฯจะเอาเงินจากไหนมาคืนผู้ฝากเงิน ??? ...
... ก็เงินที่ไปบังคับเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากสถาบันการเงินนะสิ !!!

ทำไมผมถึงคิดว่าเป็นการเรียก”ค่าคุ้มครอง”

ดูมาตรา 49 และ 50 สถาบันการเงินต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากในอัตราไม่เกิน 1% ต่อปี จากยอดเงินฝากเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง (บัญชีไหนบ้างล่ะ ???) และอาจมีเงินเพิ่มไม่เกินอีกร้อยละ 2% ต่อเดือนกรณีส่งเงิน 1% นั้นล่าช้า ... ยอดเงินเหล่านี้ให้ถือเป็นหนี้ของสถาบันการเงิน ตาม . 50 วรรคสุดท้าย --- เป็นหนี้ที่มีบุริมสิทธิลำดับต่อจากหนี้ภาษีอากรของสถาบันการเงิน ...

ซึ่งน่าจะแปลว่า .. ประกาศใช้ พรบ ฉบับนี้ปุ๊บ..จู่ จู่ ..สถาบันการเงินก็เป็นหนี้ปั๊บ !! เพราะสถาบันการเงินมีภาระที่จะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองฯ ตามมาตรา 49 นี้ ...

ดูคำว่า หนี้ภาษีอากร ( ส่วนนี้ไปผมลอกเขามา ).. จะมีลักษณะแตกต่างจากมูลหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ที่ยื่นขอรับชำระหนี้ โดยมูลหนี้ภาษีอากรเกิดจากผลของกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 มาตรา 69 บัญญัติให้บุคคลมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติและตามประมวลกฎหมายรัษฎากร เมื่อลูกหนี้มีรายรับในปีใดก็มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเสียภาษีอากรให้แก่รัฐ โดยกรมสรรพากรจะเป็นผู้มีหน้าที่ในการจัดเก็บ หนี้ภาษีอากรที่จัดเก็บก็จะกลายเป็นเป็นงบประมาณแผ่นดิน เพื่อที่รัฐจะนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป จึงมีความแตกต่างจากหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ทุกรายที่ขอรับชำระหนี้ ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากนิติกรรมสัญญาระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ตามกฎหมายแพ่ง อันมีเจตนาของคู่สัญญาเป็นมูลฐานสำคัญในการก่อหนี้นั้น


เก็บครั้งแรกอัตราเดียวไม่เกิน 1%
ต่อปี ครั้งต่อไปค่อยคิดกันใหม่ ??

ลองคิดคร่าว ๆ ...จากข้อมูลเงินฝากทั้งประเทศเฉลี่ยเกือบปีละ 7 ล้านล้านบาท ถ้านับเฉพาะสถาบันการเงินที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก ก็น่าจะประมาณ 90% หรือประมาณ 6.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเงินนำส่งครั้งแรก 1 % ก็ประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท



แต่เงินฝากในสถาบันการเงิน
ไม่ได้เติบโตทุกปี ๆ ละ 6.3 ล้านล้านบาท หากเป็นเพียงยอดรวมเงินฝากเฉลี่ยที่มีการเปลี่ยนแปลงบวกลบแตกต่างกันไปในแต่ละปี  ดังนั้นการที่สถาบันการเงินมี”หนี้”ที่จะต้องนำส่งเงินครั้งแรก 1% ให้แก่สถาบันคุ้มครองฯและอาจต้องนำส่งทุกปี น่าจะก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง !!! เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่สถาบันการเงินทั้งระบบ ... 

กว่าธนาคารจะใช้วิทยายุทธขอจัดตั้งเป็นสถาบันการเงินได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลากี่ปีกันล่ะ ... ทั้ง ๆ ที่ปริมาณเงินฝากในประเทศก็มี CAKE อยู่ก้อนเดียวนั่นแหละ ... แล้วกว่าธนาคารใหม่จะมาทำการตลาดเพื่อให้เงินฝากไหลเข้า จะได้นำไปปล่อยกู้หากินกับดอกเบี้ยก็ยิ่งไม่ใช่ง่าย ... อีกทั้งธนาคารมีหน้าที่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นเงินสด 2% หรือ 1% หว่า ?? แต่รวมสินทรัพย์สภาพคล่องไม่เกิน 6% ต่อยอดเงินฝากเฉลี่ยรายปักษ์ .. อย่างไรก็ตาม เงินส่วนนี้ก็ยังเป็นทรัพย์สินของสถาบันการเงิน ...

แต่สถาบันคุ้มครองฯเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนอัตราไม่เกิน 1% ต่อปี จากยอดเงินฝากเฉลี่ย ...  เงินส่วนนี้จะกลายเป็นทรัพย์สินของสถาบันคุ้มครองฯโดยทันทีที่ส่งมอบ  โดยเรียกชื่อใหม่ว่า "เงินกองทุนคุ้มครองเงินฝาก" !!! ... ทำไมมันเรียกเก็บเงินง่ายจัง ??? ... หรือว่านี่คือ "ค่าคุ้มครอง" !!!

อยากได้เงินจากคนอื่นมากอดเล่นเยอะ ๆ ... เดี๋ยวนี้เขาใช้วิธีตั้งกองทุนกันแบบนี้หรือ ... ประกาศเป็น พรบ ง่าย ๆ แบบนี้หรือ ???  แล้วยังนำขึ้นทูลเกล้าขอพระราชทานโปรดเกล้าอีกตะหาก...ทำกันแบบนี้ได้ไง !!!  เมื่อได้เงินกองนี้มา ก็ให้ใครไม่รู้ไปบริหาร ... ลองไปดูคุณสมบัติของพวกผู้บริหารสิ ... ขำกลิ้ง !!!

การไปเรียกเงินจากธนาคารมากองไว้เกือบ 1% เช่นนั้น  จะทำให้ปริมาณเงินสดหายไปจากระบบเท่าไหร่ อัตราหมุนเวียนเงินสดลดลงเท่าไหร่ มันทำให้ธนาคารมีภาระมากขึ้นเท่าไหร่ แทนที่ธนาคารจะนำเงินนั้นไปปล่อยกู้หารายได้เพื่อนำไปจ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก แต่กลับต้องมาถูกหักออกไปจากระบบ เพราะ พรบ. ฉบับนี้ ... ทุกวันนี้ธนาคารเผชิญปัญหา ต้นทุนสูง แหล่งเงินหายไป แถมยังต้องดำรงเงินสด 2% ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องปักษ์ละ 6% ในขณะที่ต้องกันเงินสำรองปัญหา NPL ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะนักการเมืองน้ำเน่าล้นสภา แบบนี้คุณคิดว่าผู้ฝากเงินจะได้ประโยชน์มากกว่าเดิมหรือเปล่า ... เพราะแนวโน้มสถาบันการเงินจะไม่จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากเพราะต้องการลดภาระ แต่ในทางกลับกัน...สถาบันการเงินอาจจะเรียกเก็บค่าบริการรับฝากเงินแทน !!!

กองทุนคุ้มครองเงินฝากจะมีเงินมากพอจริงหรือเปล่า ... ถ้าธนาคาร TOP 5 ถูกปิดตัว แล้วเงินกองทุนคุ้มครองฯมีไม่พอ...จะไปกู้เงินจากไหน ... พรบ. ฉบับนี้ให้อำนาจกรรมการไปทำธุรกรรมในต่างประเทศได้ด้วย ... อาจจะไปขอเงิน IMF ???  ... ซึ่งไป ๆ มา ๆ ก็ต้องมาเอาเงินภาษีไปอุดรูรั่วอยู่ดีนั่นแหละ …

ย้อนไปดู มาตรา 6. ข้อ 2. “เสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน”  ... สถาบันแห่งนี้ตั้งขึ้นมาโดยคณะกรรมการมีสิทธิอยู่เหนือแบงก์ชาติ เป็นการเพิ่มอำนาจให้แก่ รมต.คลัง แต่ว่าเนื้องานส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากการทำงานของแบงก์ชาติ ต้องรอข้อมูลจากแบงก์ชาติ ต้องขอข้อมูลจากแบงก์ชาติ ต้องขอความคิดเห็นจากแบงก์ชาติ แต่มีสิทธิสั่งแบงก์ชาติเพื่อดำเนินการตาม พรบ นี้กับสถาบันการเงินที่กำกับดูแลโดยแบงก์ชาติเอง !!! แถมยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่สถาบันแห่งนี้ในการล้วงข้อมูลลับของสถาบันการเงินใดก็ได้ (ส่วนมากจะล้วงข้อมูลเด็ด ๆ ไปให้พวกพ้องซะเอง) แต่นโยบายการจ่ายเงินคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงิน  ไม่แสดงถึงความเสมอภาคในการคุ้มครองผู้ฝากเงินทุกระดับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจึงตกเป็นของผู้มีเงินฝากจำนวนมาก ทั้ง ๆ บุคคลที่มีเงินฝากมากส่วนใหญ่ก็เป็นนิติบุคคลที่มีบทบาทสูงมากในการนำส่งเงินภาษีให้แก่ประเทศ และการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในระบบเศรษฐกิจ...


เมื่อพิจารณาสัดส่วนเงินฝากทั้งระบบ นอกจากเงินฝากของบุคคลธรรมดาแล้ว ยังมีนิติบุคคลด้วย ซึ่งนิติบุคคลส่วนใหญ่จะถือเป็นแหล่งเงินภาษีของรัฐ อีกทั้งยังมีนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจ และบริษัทมหาชนร่วมอยู่ด้วย การกำหนดเงินคุ้มครองไว้เป็นจำนวนเงินคงที่เพียง 1 ล้านบาทนั้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อกิจการขนาดกลางและใหญ่แน่นอน แต่หากกำหนดไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ของอัตราส่วน 30% ของเงินฝากรวมก่อนชำระบัญชีเสร็จสิ้น  ก็น่าจะมีความเป็นไปได้และเสมอภาคกันทุกฝ่าย ผู้ฝากเงินทุกรายทุกระดับก็จะได้รับผลกระทบเท่าเทียมกัน ร่วมรับภาระผลกระทบร่วมกัน  เพราะมิฉะนั้นแล้ว  บัญชีเงินฝากของสถาบันการเงินเอง บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ บัญชีบริษัทประกันภัย  บัญชีองค์กรใหญ่ ๆ หรือแม้แต่บัญชีของหน่วยงานของรัฐบางกรณี ก็อาจจะต้องเข้าเกณฑ์ 1 ล้านบาทไปโดยปริยาย

... ไปดูสัดส่วนของเงินฝากในระบบเปรียบเทียบกับสัดส่วนสินทรัพย์ระยะสั้นและสินทรัพย์ระยะยาวของสถาบันการเงิน... เฉลี่ยเจ้าหนี้เงินฝากของสถาบันการเงินมีสัดส่วนสูงถึง 75% ต่อทรัพย์สินรวมตามมูลค่าบัญชี แต่มีสินทรัพย์ที่ไม่ใช่สินเชื่อเพียง 33% ของหนี้เงินฝาก ... การกำหนดอัตราคุ้มครองในอีก 5 ปีข้างหน้าเพียง 30% จึงมีเหตุมีผล ... แต่ก็ไม่ได้จบแค่นั้น  เพราะสถาบันฯจะต้องนำทรัพย์สินที่ยึดมาได้ไปขายทอดตลาดและนำเงินมาเกลี่ยคืนผู้ฝากเงินต่อด้วยให้ได้เงินคืนมากที่สุดและอย่างโปร่งใส

 

ถึงแม้ตอนนี้จะมีมาตรา 54 กำกับไว้ว่า "การกำหนดจำนวนเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ฝากเงินให้สูงกว่าที่กำหนดไว้ในมาตรา 53 วรรคหนึ่ง เป็นการทั่วไป หรือให้แก่ผู้ฝากเงินประเภทหนึ่งประเภทใดเพื่อความเป็นธรรม ให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา" แต่การกำหนดความคุ้มครองเป็นจำนวนเงินคงที่ ก็จะไม่สามารถสร้างความเสมอภาคแก่ผู้ที่ใช้คำว่า”ผู้ฝากเงิน”ได้อย่างถ้วนทั่ว  ทางสถาบันคุ้มครองฯควรพิจารณากำหนดแนวทางความคุ้มครองล่วงหน้า  บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ที่เท่าเทียมกันซะก่อนในช่วงภาวะคับขัน  จากนั้นจึงพิจารณาใช้มาตรา 54 ช่วยเหลือผู้ที่มีเงินฝากจำนวนน้อยให้ได้รับเต็มจำนวนในเวลาต่อมาก็ได้ โดยเฉพาะหลังจากที่สถาบันได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของสถาบันการเงินไปหมดแล้ว

มาตรา 6. ข้อ 3. ดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน  ... แต่ก่อนจะปล่อยให้สถานการณ์สุกงอมเลยเถิดไปดำเนินการขั้นนั้น ... ถ้ายังใช้มาตราการจ่ายเงิน 1 ล้านต่อคนรวมทุกบัญชีเช่นนั้น  ก็ควรจะมีนโยบายให้ผู้ฝากเงินได้ทราบ"จำนวนผู้ฝากเงิน"ในสถาบันที่ตนมีบัญชีเงินฝากด้วย ??? เมื่อไปดูข้อมูลแบงก์ชาติ ... ก็พบว่ามีการบอกจำนวนบัญชีรวม แต่ไม่มีบอกจำนวนบัญชีหรือจำนวนผู้ฝากเงินโดยเฉลี่ยแต่ละสถาบัน ... แต่ปริมาณจำนวนผู้ฝากต่อธนาคาร กับ ปริมาณเงินฝากต่อบัญชี  อันไหนสำคัญกว่ากันล่ะ ???

แล้วผู้ฝากเงินจะต้องเฝ้าระวังติดตามสถานะเงินสดหรือสภาพคล่องของสถาบันการเงินอย่างไรบ้างล่ะ ??? ... จะแนะนำอย่างไรเพื่อไม่ให้ผู้ฝากเงินวิตกกังวลต่อข่าวลือจนถึงขั้นแห่ไปถอนเงินล่ะ ???

.. ปกติในกรณีที่มีข่าวลือว่าจะถูกเพิกถอน สถาบันการเงินมักจะมีเงินสดไม่เพียงพอแก่ผู้ฝากเงินที่แห่กันมาถอนจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น ... ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ ผู้บริหารสถาบันการเงินจะหาทางออกด้วยการขายหุ้น เพิ่มทุน หรือควบรวมกิจการ ก่อนที่จะยอมถูกเพิกถอนใบอนุญาต (ถ้าไม่โดนกลั่นแกล้งรีบสั่งการ) ... ในสภาวะดังกล่าว สถาบันคุ้มครองฯต้องใช้เวลาไม่รู้กี่วันที่จะประสานงานสอบถามหรือสั่งการกับแบงก์ชาติตามหมวด 2 มาตรา 38 ถึง 46 ก่อนจะถึงวันที่แบงก์ชาติเพิกถอนใบอนุญาตสถาบันการเงินนั้น ... ซึ่งในช่วงนี้หากมีข่าวรั่วไหล  ประชาชนอาจจะแห่ถอนกันแล้ว ...จะเป็นตัวเร่งให้สถาบันการเงินเจ๊งเร็วกว่าที่คิด ... ใครถอนเงินไม่ทัน ก็ต้องเดินเข้าคิวตามระบบ พรบ นี้  ผู้ฝากเงินจึงต้องอาศัยหลักการ " เผ่นก่อน มีสิทธิรอดก่อน "


ไปดูเงื่อนเวลาในมาตรา
52 + 53
ภายใน 7 วัน หลังถูกถอนใบอนุญาต ... ตัวแทนสถาบันคุ้มครองเข้าบริหารงานแทน
ภายใน 40 วัน (รวม 7 วันนั้น) ... สถาบันคุ้มครองต้องประกาศให้ผู้ฝากเงิน
ภายใน 90 วัน นับจากวันประกาศ ... ผู้ฝากเงินยื่นคำขอรับเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
.... (อาจขยายเวลายื่นคำร้องไปได้อีก 2 ครั้ง ๆ ละ 90 วัน)
ภายใน 30 วัน นับจากวันยื่นคำขอ ... ผู้ฝากเงินจะได้รับเงินคืนตามจำนวนที่คุ้มครอง

หลังจากสั่งให้แบงก์ชาติสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตสถาบันการเงินใดแล้ว  สถาบันคุ้มครองฯก็สามารถเข้ายึดกิจการได้ภายใน 7 วัน !!! โดยอาศัยมาตรา 55 ให้สถาบันฯมีบุริมสิทธิเหนือเจ้าหนี้สามัญของสถาบันการเงินนั้นทั้งหมดซึ่งเท่ากับว่า ถ้ามีการบังคับคดียึดทรัพย์สินขายทอดตลาด สถาบันคุ้มครองฯถือเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่จะได้สิทธิก่อนที่จะเข้ามาขอเฉลี่ยทรัพย์จากการบังคับคดีนั้น ถ้ามีทรัพย์สินเหลือเท่าใด ก็ต้องแบ่งให้เจ้าหนี้รายอื่นๆ ต่อไป เช่น เจ้าหนี้สามัญ

ถึงแม้สถาบันคุ้มครองฯจะนำสินทรัพย์ระยะสั้นของสถาบันการเงินไปขายลดในตลาด ตามอำนาจที่สถาบันแห่งนี้จะได้รับภายใน 7 วันนับจากที่แบงก์ชาติมีคำสั่งเพิกถอน แต่การขายลดตราสารระยะสั้นบางประเภทอาจก่อให้เกิดภาวะขาดทุนจากการขายลดได้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดและวงเงินระหว่างสถาบันการเงินไม่เอื้ออำนวย ซึ่งจะทำให้ทรัพย์สินของสถาบันที่มีปัญหาอยู่แล้ว มีมูลค่าทรัพย์สินน้อยลงไปอีก ...

ในขณะที่ทรัพย์สินระยะยาว ก็ยังต้องใช้เวลาในการ “ยึดทรัพย์” เพื่อขายทอดตลาด ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะแปลงเป็นเงินสด แต่ผู้ฝากเงินซึ่งมีสิทธิในเงินต้นและดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับ (ในภาวะเช่นนั้น คงหวังแค่เงินต้นก็ถือว่าบุญโขแล้ว) ถ้าได้คืนเต็มจำนวนที่คาดหวังได้ภายในระยะเวลาอันสั้น 

แล้วผลกระทบต่อพนักงานประจำของสถาบันการเงินแห่งนั้นล่ะ ... ตกงานสักกี่คน ???

คุณสมบัติของคณะกรรมการ + ผู้อำนวยการ
มาตรา 19 สถาบันนิติบุคคลแห่งนี้จะบริหารกิจการโดย “คณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก” โดยรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อประธานและกรรมการทั้งชุด ( ไม่ใช่เสนอโดย "คณะรัฐมนตรี")ให้มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลังและด้านกฏหมาย ( สงสัยจังว่า พรบ ฉบับนี้ให้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฏหมายคิดหรือเปล่า )... ดูคุณสมบัติของประธานและคณะกรรมการ ก็ไม่สงสัยเลยว่าทำไมถึงให้…จับฉลากออกจากตำแหน่ง ...
มาตรา 21 ... สัญชาติไทย + อายุไม่เกิน 70 ปี ... (คิดนานมั๊ยเนี่ยะ !!!!!!)
มาตรา 22 ... ถ้าเป็นนักการเมือง ก็ทอดสะพานไว้แล้วว่า "เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี"
มาตรา 28 ... กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อำนวยการ โดยคำแนะนำของรัฐมนตรี !!!
มาตรา 29 ... คุณสมบัติ ผอ.สถาบัน " ... สัญชาติไทย + ไม่เกิน 60 ปี + สามารถทำงานให้สถาบันได้เต็มเวลา" !!!!

... ประกาศรับสมัครพนักงานธุรการ...ยังมีรายละเอียดเยอะกว่านี้เลย ...

ไปดูมาตรา 33 ในกิจการเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ??? ... ให้ ผอ.สถาบัน เป็นตัวแทนของสถาบันเพื่อการนี้ หรือจะมอบอำนาจให้ใครก็ได้ แต่มีมาตรา 37 ให้นำกฏหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาบังคับใช้ (ควรศึกษากฏหมายเรื่องนี้ด้วย เพราะกว่าเรื่องจะไปถึงศาลปกครองหรือศาลแพ่ง ก็ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าคดีจะถึงสิ้นสุด ) ... ลองดูตัวอย่างคดีที่มี ผอ.สถาบันบางท่าน เคยรับผิดทางละเมิดมาบ้างแล้ว ... แล้วลองนึกดูสิว่าคดีเหล่านั้นเป็นยังไง ... แล้วควรจะระบุคุณสมบัติของ ผอ. ให้ชัดเจนก่อนหรือไม่ ... ดีกว่าไหม

 ก่อนจะหยุดบ่น ... ลองไปดูรายชื่อสถาบันการเงิน ...
แต่ยังไม่รวมธนาคารที่มีการจัดตั้งขึ้นเฉพาะตามมาตรา 4

 ... ถูกผิดไม่รู้ ...ขอบ่นไว้ก่อน ... บ่นไปงั้นแระ !!! 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ครูหวด วันที่ : 03/04/2008 เวลา : 08.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangkom

เข้ามาเยี่ยมครับ เห็นตัวเลขแล้วมึนไปเหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BaCon วันที่ : 01/04/2008 เวลา : 14.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme

ผมไม่ถนัดประมูลครับคุณบี ...
แต่อยากจะแนะนำเรื่องสร้างโรงเรียนใหม่
อยากจะให้สร้างเป็นโรงเรียน"ดิน"
เด็ก ๆ สามารถช่วยสร้างได้ด้วย
ใช้งบน้อย ใช้ทุนน้อย ใช้แรงงานเยอะ ไม่กลัวโจร !!!
สร้างเสร็จได้ภายใน 3 เดือน ถ้าไม่ต้องถมที่ดิน ...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
วิตามินบี วันที่ : 01/04/2008 เวลา : 14.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  

เดี๋ยวบีค่อยกลับมาอ่านนะคะ
ขอไปแบกป้ายโปรโมทก่อน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
วิตามินบี วันที่ : 01/04/2008 เวลา : 14.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


@ ประกาศข่าวด่วนจี๋

เปิดประมูล "กระป๋องวิเศษ" และ"กล่องนมมหัศจรรย์"
เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือเด็กน้อยโรงเรียนพรุชิง จ.สงขลา
ที่ถูกโจรใต้เผาทำลายโรงเรียน
เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ไม่เหมือนใคร พร้อม
โปรโมชั่นแจกแถมอีกมากมายได้แล้ววันนี้ ที่บล็อกลุงกิ๊
ใกล้บ้านคุณ

http://www.oknation.net/blog/thaithai/2008/03/31/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]