• BaCon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-02-26
  • จำนวนเรื่อง : 98
  • จำนวนผู้ชม : 216383
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
Count On Me
คิดตื้น ๆ ...
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme
วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม 2551
Posted by BaCon , ผู้อ่าน : 2157 , 14:10:18 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

...8 ปี ผ่านไป...

คดีนี้เป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้สื่อข่าวและนักข่าวหน้าใหม่ทุกท่าน  ที่มักจะหอบขี้ปากคนอื่นไปออกสื่อโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบซะก่อน ... คนพูดได้หน้า(แหก) แต่คนทำข่าวซวยซะเอง

คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า ... จำเลยสามารถยับยั้งมิให้ลงพิมพ์ข้อความดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ได้  แล้วทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่  สมควรที่จะลงพิมพ์แพร่หลายหรือไม่  ศาลฎีกาพิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท

คดีนี้ ... ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่สู้ถึงฎีกา  เราคงไม่มีโอกาสได้รู้ว่า ... การหมิ่นประมาทผู้อื่นยังหมายรวมได้ถึงการคาบขี้ปากของคนปากเน่าไปออกสื่อเพื่อหวังยอดขายโดยไม่คำนึงถึงการตรวจสอบความจริงให้ปรากฏ 

*****************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6060/2548

โจทก์ --- นายชวน หลีกภัย

จำเลยที่ 1 --- ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
จำเลยที่ 2 --- นสพ.ไทยรัฐ
จำเลยที่ 3 --- นสพ.ไทยโพสต์

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 13 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2540 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อโจทก์

โดยจำเลยที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วยข้อความว่า “ คดีบีบีซีเกิดขึ้น นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีการคดโกงธนาคารบีบีซี นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นทราบ ก็มีการบอกว่าให้ปกปิดไว้ อย่าไปพูดอะไร ตัวเองก็ยิ้มเงียบๆ อย่างนุ่มนวล รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์แต่ละคนผูกไทใส่สูทพูดเพราะอย่างเดียว สื่อมวลชนก็ชื่นชม ” 

และได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ในระหว่างบรรยายให้คณะสงฆ์ที่วัดสามพระยาฟังด้วยข้อความว่า “ คดีบีบีซีนั้น เวลานี้นายชวน หลีกภัย ออกมาด่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งๆ ที่ตัวเองรู้ว่ามีการกระทำผิดแต่กลับหมักหมมเอาไว้ ตัวเองและนายสมัคร สุนทรเวช จึงต้องมาต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์  เฉลิมกับสมัคร รวมกันเมื่อไรก็เหมือน รักกับยม ไม่มีทางแพ้

เรื่องบีบีซีนั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการเต็มที่ รัฐบาลต้องการเอาทรัพย์สินของประเทศชาติกลับคืนมา รัฐบาลนี้จะทำอย่างตรงไปตรงมาว่าใครผิดบ้าง ไม่ให้เหมือนรัฐบาลประชาธิปัตย์ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบเรื่องแล้วรายงานให้นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีทราบ แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ คดีบีบีซีที่เกิดขึ้น คุณธารินทร์ รมว. คลัง รู้ว่ามีการคดโกง รายงานให้นายชวนทราบ คุณชวนก็บอกว่าให้ปกปิดไว้ อย่าไปพูดอะไร โดยตัวเองก็นั่งยิ้มเงียบๆ อย่างนุ่มนวล รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์แต่ละคนผูกไทใส่สูทพูดเพราะอย่างเดียว...รัฐบาลชวนกวาดขยะบีบีซีไว้ใต้พรมเมื่อเปิดดูก็กวาดจนฝุ่นฟุ้ง มาถึงรัฐบาลบิ๊กจิ๋วก็จะทำให้สะอาด ใครเอาเงินไปก็ต้องเอากลับมาคืนให้ได้”

โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2540 การให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 และการเสนอข่าวคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้ผู้ฟังคำสัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 และผู้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เข้าใจว่า โจทก์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระทำการโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ดำเนินการสอบสวนหรือหาตัวผู้กระทำผิดเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) ทั้งๆ ที่นายธารินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นได้รายงานเรื่องการทุจริตดังกล่าวให้ทราบแล้วแต่โจทก์กลับเพิกเฉย ไม่ดำเนินการแต่ประการใด ทั้งยังบอกให้นายธารินทร์ปกปิดเรื่องการทุจริตไว้โดยมิให้ไปเปิดเผย ณ ที่ใด โจทก์มีพฤติกรรมเหมือนกวาดขยะซุกไว้ใต้พรมซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จทั้งสิ้น

การให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 และการเสนอข่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจากผู้ฟังการให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 และจากประชาชนผู้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แขวงคลองตันเหนือ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และทุกแขวงทุกเขตทั่วกรุงเทพมหานคร และทุกตำบลทุกอำเภอทั่วราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ไทยโพสต์ เดลินิวส์ สยามโพสต์ และมติชน ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน

หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยทั้งสามลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นตามที่โจทก์เป็นผู้กำหนด โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ตกลงกับโจทก์โดยยอมรับผิดและประกาศขอขมาโจทก์ ... โจทก์ยินยอมและขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 326) พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 46 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อพอได้ใจความในหนังสือพิมพ์ จำนวน 5 ฉบับ คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน เดลินิวส์ ข่าวสด และแนวหน้า เป็นเวลาติดต่อกันฉบับละ 7 วัน ด้วยตัวอักษรขนาดเท่าหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่เสนอข่าวเป็นปกติ โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวให้โจทก์เป็นผู้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นหรือฉบับอื่นแทนจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ... “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าพรรคมวลชน เป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันออกจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 14 มีนาคม 2540 ได้ลงพิมพ์ข้อความในหน้า 17 มีหัวข้อข่าวว่า “แฉชัดๆ “ชวน” บอกให้ปกปิด”

ส่วนเนื้อข่าวมีข้อความว่า “ ร้อยตำรวจเอกเฉลิมกล่าวว่า คดีบีบีซีเกิดขึ้น นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีการคดโกงธนาคารบีบีซี นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นทราบ ก็มีการบอกให้ปกปิดไว้อย่าพูดอะไร ตัวเองก็ยิ้มเงียบๆ อย่างนุ่มนวล รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์แต่ละคนผูกไทใส่สูทพูดเพราะอย่างเดียวสื่อมวลชนก็ชื่นชม...” รายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.1

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษหรือไม่

จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์เพราะข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐดังกล่าวจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการอภิปรายในรัฐสภาโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งรวมทั้งตัวโจทก์ด้วย เกี่ยวกับเรื่องการทุจริตคดโกงภายในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารบีบีซี จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในระบบธนาคารและทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่มั่นคง

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลออกมาให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการตอบโต้ฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจะมีการให้สัมภาษณ์ตอบโต้กัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นจำนวนมาก จำเลยที่ 2 ในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐจึงได้รายงานข้อเท็จจริงให้ประชาชนทั่วไปทราบทั้งข้อมูลของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน อันเป็นการทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณและตามปกติวิสัยของการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นและสื่อมวลชนทุกแขนงรวมทั้งวิทยุและโทรทัศน์ก็เสนอข่าวดังกล่าวด้วย โดยจำเลยที่ 2 มิได้แต่งเติมสอดแทรกความคิดเห็นอย่างอื่นไปในข่าวด้วยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ลงข่าวตามเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น

เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 2 ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตามเอกสารหมาย จ.1 ดังกล่าวมีมีความหมายธรรมดามิใช่มีความหมายพิเศษอันต้องแปลความเสียก่อนจึงจะเข้าใจความหมายได้ ประชาชนทั่วไปได้อ่านข้อความดังกล่าวก็เข้าใจความหมายได้ว่า โจทก์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกระทำการโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่ดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องทุจริตในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารบีบีซี ทั้งๆ ที่นายธารินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นได้รายงานเรื่องการทุจริตดังกล่าวให้ทราบแล้ว แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการ ทั้งยังบอกให้นายธารินทร์ปกปิดเรื่องการทุจริตไว้ไม่ให้เปิดเผย

ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ย่อมทราบความหมายดังกล่าวดีกว่าประชาชนทั่วไป เพราะได้ประกอบอาชีพนักหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2507 และเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาตั้งแต่ปี 2527 และในฐานะเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จำเลยที่ 2 สามารถยับยั้งมิให้ลงพิมพ์ข้อความดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ได้  แล้วทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ สมควรที่จะลงพิมพ์แพร่หลายหรือไม่ แต่จำเลยที่ 2 ก็หาได้กระทำไม่

เมื่อจำเลยที่ 2 สืบพยานก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่าก่อนที่จะนำข้อความดังกล่าวลงตีพิมพ์นั้นไม่ทราบว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาจะลงข่าวเพื่อให้หนังสือพิมพ์ขายดีอย่างเดียว โดยไม่ใยดีว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายจากการลงข่าวหรือไม่ เมื่อข้อความตามที่จำเลยที่ 2 ลงข่าวดังกล่าวข้างต้นมีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง เป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้กล่าวข้อความดังกล่าวและจำเลยที่ 2 นำข้อความดังกล่าวมาลงพิมพ์โฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยมิได้เสริมแต่งข้อความหรือสอดแทรกความคิดเห็นตามที่อ้างก็ตาม ก็ไม่ทำให้ข้อความดังกล่าวซึ่งเป็นการใส่ความโจทก์และเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทดังกล่าวกลับมาไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับที่ลงข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ดังกล่าว จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมา ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดจึงฟังไม่ขึ้น และจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าข้อความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ผู้กล่าวข้อความดังกล่าวได้ยอมรับผิด และประกาศขอขมาโจทก์ และโจทก์ยินยอมโดยได้ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ไปแล้ว

ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 2 แสดงข้อความดังกล่าวโดยสุจริตติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทเพราะเข้าองค์ประกอบของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) นั้น เห็นว่า ข้อความที่ลงพิมพ์ดังกล่าวนั้น มีหัวข้อข่าวว่า แฉชัดๆ ชวนบอกให้ปกปิดและมีรายละเอียดมุ่งเน้นให้เข้าใจว่า โจทก์บอกให้นายธารินทร์ปกปิดเรื่องการทุจริตในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งแสดงว่าโจทก์กระทำการไม่ชอบด้วยหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่มีพฤติการณ์ให้เข้าใจว่าเป็นจริง ซึ่งจำเลยที่ 2 เองก็ยอมรับว่าขณะลงพิมพ์จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าแสดงข้อความดังกล่าวโดยสุจริตติชมด้วยความเป็นธรรม จึงไม่มีเหตุอันพึงรับฟัง กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดตามที่อ้าง

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น”

... พิพากษายืน ...

*****************************************

.

ว่าแต่ว่า ... ตอนที่ไอ้คนไม่มีทางแพ้มันแอบดอดไปขอโทษเจ้าทุกข์  มีข่าวออกทีวีหรือเปล่านะ ??? 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ก่องแก้วกวีวรรณ วันที่ : 28/05/2008 เวลา : 10.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/250714

น้อมจิตคารวะครับคุณเบคอน/ขออนุญาตเป็นเพื่อนบ้านนะครับ เพื่อรับเรื่องราวสาระดีๆจากคุณ-ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BaCon วันที่ : 27/05/2008 เวลา : 20.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme

ประเด็นของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครโกงนะครับ ... แต่อยู่ที่ว่า...คนพูดหมิ่นประมาทก็คนนึง แต่คนได้รับโทษก็อีกคนนึง ...

ประเด็นน่าจะอยู่ที่ว่า ...
(1) เนื้อหาที่ลงในสื่อนั้นมีความหมายธรรมดา มิใช่มีความหมายพิเศษอันต้องแปลความเสียก่อนจึงจะเข้าใจความหมายได้ ...
(2) สามารถยับยั้งมิให้ลงพิมพ์ข้อความดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ได้ แล้วทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ สมควรที่จะลงพิมพ์แพร่หลายหรือไม่ แต่ก็หาได้กระทำไม่
(3) จำเลยปฏิเสธในศาลชั้นต้น แต่ยอมรับว่าขณะลงพิมพ์จำเลยไม่ทราบว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่

ถ้ามองอีกมุมนึง ก็ขอเปรียบบรรดา blogger ปัจจุบันนี้ เป็นเสมือนบรรณาธิการของ blog ตนเอง ซึ่งในอนาคตอาจถูกฟ้องเหมือนกับจำเลยของคดีนี้ก็ได้ ...

เราจึงควรตั้งหลักไว้ก่อน ... เพราะส่วนใหญ่คนเขียน กับคนที่ถูกกล่าวถึง ก็มักจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ... หากถูกฟ้องเป็นคดีหมิ่นประมาท ... ก็ยอมรับผิดไปเถอะ ... จะได้ไม่เสียเวลาอันมีค่าของศาลยุติธรรม ... อย่าปล่อยให้ถึงวันนัดสืบพยาน ... แต่จะเจอโจทก์ใจดีเหมือนคดีนี้หรือเปล่านั้น อันนี้ก็แล้วแต่กรณีครับ (ตัวใครตัวมัน)

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ทนายแต๊ก วันที่ : 27/05/2008 เวลา : 16.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanyasak
ธัญศักดิ์ ณ นคร

ต่อไปสื่อไม่กล้าลงข่าวใดๆ ที่อาจเป็นผลร้ายต่อคนขี้โกง
นักข่าว คงลงข่าวได้เฉพพาะเป็นการสรรเสริญเยินยอได้เท่านั้น
เพราะกลัวติดคุก

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
indexthai วันที่ : 27/05/2008 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]