• BaCon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-02-26
  • จำนวนเรื่อง : 98
  • จำนวนผู้ชม : 216422
  • ส่ง msg :
  • โหวต 110 คน
Count On Me
คิดตื้น ๆ ...
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/countonme
วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551
Posted by BaCon , ผู้อ่าน : 2702 , 10:07:43 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คดีนี้ผมจับประเด็นว่า .. ถ้าจำเลยพูดครั้งเดียว อาจจะไม่มีเจตนาหมิ่นฯ 
แต่การพูดย้ำสองครั้งสองสถานที่สองเวลา .. เข้าข่ายมีเจตนาไม่บริสุทธิ์

http://deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/search.jsp

คำพิพากษาศาลฎีกา เลขที่ 2354 / 2531
โจทก์    พนักงานอัยการ จังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย   นายวีระ  มุสิกพงศ์

( แนววินิจฉัยคดี )

           พยานบุคคลที่เบิกความให้ความเห็นโดยสุจริตและเป็นธรรม ย่อมรับฟังความเห็นนั้นประกอบกับข้อความที่อ้างว่าเป็นหมิ่นประมาทได้

           พระบรมมหาราชวัง เป็นของพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์และพระบรมราชินี เป็นที่ประสูติพระราชโอรสและพระราชธิดาพระราชโอรสทรงเป็นรัชทายาทที่จะสืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปในเมื่อแผ่นดินว่างกษัตริย์ ลงคนภายนอกจะมาเกิดในพระบรมมหาราชวัง มิได้

           ดังนั้น ข้อความที่จำเลยกล่าวต่อประชาชนว่า ... "ถ้าจำเลยเลือกเกิดได้ จะเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระ..." แม้จำเลยจะมิได้ระบุชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยชัดแจ้งแต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบก็แปลเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยกล่าวโดยมุ่งหมายถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสธิราชฯสยามมงกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท

           ข้อความที่จำเลยกล่าว จะเป็นการใส่ความในประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาถึงฐานะที่ทรงดำรงอยู่และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ประกอบด้วย ซึ่งปรากฏตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับประมวลกฎหมายอาญาอย่างแจ้งชัดว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงดำรงอยู่ในฐานะพระประมุขของประเทศ ทรงเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางหนึ่งทางใดมิได้ ทั้งรัฐและประชาชนต่างมีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศตลอดไปแม้ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ให้ความเคารพสักการะและยกย่องเทิดทูนไว้เหนือเกล้าฯตลอดมาตั้งแต่โบราณกาล  การที่จะกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกินเปรียบเทียบเปรียบเปรยหรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทนั้น หามีบุคคลใดกล้าบังอาจไม่

           จำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการและเลขาธิการพรรคการเมือง ได้กล่าวต่อประชาชนเพื่อช่วยหาเสียงให้แก่สมาชิกพรรคการเมืองของตนมีความว่า " ถ้าเลือกเกิดได้ จะเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระไม่ต้องมายืนตากแดด พูดให้ประชาชนฟังถึงเวลาเที่ยงก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีบ่ายสามโมงพอตกเย็นก็เสวยน้ำจัณฑ์ให้สบายอกสบายใจ

           เป็นการกล่าวเปรียบเทียบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาททรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้องปฏิบัติพระราชภารกิจใด ๆ ต่างกับจำเลยที่เป็นลูกชาวนา ต้องทำงานหนัก ซึ่งข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงจึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯลฯ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

           แม้การกระทำดังกล่าวของจำเลยจะไม่เกิดผลเพราะไม่มีใครเชื่อถือคำกล่าวนั้นก็ตาม ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำเลยจะมีเจตนาหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นหรือไม่ จะถือตามความเข้าใจของจำเลยซึ่งเป็นผู้กล่าวเองมิได้ ต้องพิจารณาจากข้อความที่จำเลยกล่าวทั้งหมด การที่จำเลยกล่าวข้อความไปอย่างไร แล้วกลับมาแก้ว่าไม่มีเจตนาตามที่กล่าว ย่อมยากที่จะรับฟัง

           การที่จำเลยเป็นผู้มีคุณความดีมาก่อน หลังจากเกิดเหตุแล้วยังได้ไปกล่าวคำกราบบังคมทูลของพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้มีหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ มีเหตุสมควรปรานีลดโทษให้จำเลย

************************ 

( ผมตัดบางส่วนออกครับ เพราะเดี๋ยวจะมีรายละเอียดด้านล่าง )

เป็นคดีต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 26228/2528 ของศาลแขวงพระนครเหนือและคดีอาญาหมายเลขดำที่ 22128/2528 ของศาลแขวงพระนครใต้

          จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง  ... พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ข้อความที่จำเลยกล่าวไม่เป็นการใส่ความและไม่อาจทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี คำขอให้นับโทษต่อให้ยก

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยขอแถลงการณ์ด้วยวาจานั้น เห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดีจึงให้งดเสีย ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เป็นรัชกาลที่ 9ในราชวงศ์จักรี มีพระบรมราชินีทรงพระนามว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ส่วนองค์รัชทายาทคือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

          ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 13กรกฎาคม 2529 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยได้กล่าวปราศรัยในการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่หน้าสถานีรถไฟลำปลายมาศตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยพูดทางเครื่องขยายเสียงมีประชาชนมาฟังประมาณ 4-5 พันคน ในคำปราศรัยของจำเลยตอนหนึ่ง

          จำเลยได้กล่าวว่า " ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไมเป็นลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไมถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นจะต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้ว ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมงที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้ก็มันเลือกเกิดไม่ได้ เลือกเกิดในท้องคนจนก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดในท้องคนรวยก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เลือกเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ก็ไม่ได้ " ปรากฏข้อความตามแถบบันทึกเสียงหมาย จ.2และคำถอดแถบบันทึกเสียงเอกสารหมาย จ.8 ในวันเดียวกัน

          หลังจากที่จำเลยได้ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศแล้ว จำเลยได้ไปกล่าวปราศรัยที่หน้าที่ว่าการอำเภอสตึก ต่อหน้าประชาชนที่มาฟังประมาณ 1 หมื่นคน มีข้อความตอนหนึ่งว่า " ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้มันโง่อยู่จนทุกวันนี้ ผมเลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังไม่ดีเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ " ปรากฏข้อความตามแถบบันทึกเสียงหมาย จ.3 และคำถอดแถบบันทึกเสียงเอกสารหมาย จ.9

          คำกล่าวปราศรัยของจำเลยทั้งสองแห่งเป็นการกล่าวตำหนิล่วงเกินองค์พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทั้งนี้ คำที่จำเลยกล่าวถึงพระบรมมหาราชวัง มีความหมายถึงพระบรมมหาราชวังใหญ่อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเป็นที่ประสูติและที่สวรรคตด้วยพระบรมมหาราชวังนี้นอกจากจะหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์แล้วย่อมหมายถึงพระราชินีและองค์รัชทายาทด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และองค์รัชทายาท แม้จะประสูติที่ใดก็ให้ถือว่าประสูติในพระบรมมหาราชวังส่วนที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ แม้จะไม่ได้ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังที่ประทับนั้นก็ให้ถือว่าเป็นพระบรมมหาราชวังด้วย

          ฉะนั้นเมื่อประชาชนได้ยินคำพูดถึงพระบรมมหาราชวังก็จะนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะประสูติทรงมีฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า ดังนั้นพระองค์เจ้าที่เกิดในพระบรมมหาราชวังจึงหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          การที่จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศว่า ไม่จำเป็นจะต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้องฟัง เวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็นเสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้วตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง มีความหมายว่าทั้งสามพระองค์มีความเป็นอยู่สุขสบาย การงานไม่ต้องทำ พักผ่อนกันตลอดไป ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวที่อำเภอสตึกว่าถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบคอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ

          ข้อความนี้หมายความว่า ทั้งสามพระองค์อยู่อย่างสะดวกสบาย ดื่มสุราเพื่อความสำราญผิดกับประชาชนธรรมดาที่ต้องทนกรำแดดกรำฝน ไม่มีเวลาพักผ่อน คำว่า บรรทม น้ำจัณฑ์ และพระชงฆ์เป็นคำราชาศัพท์ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมเหสี หรือองค์รัชทายาทซึ่งความจริงแล้วทั้งสามพระองค์มิได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า  พระองค์มีพระราชภารกิจอยู่มากมายและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและความมั่นคง ความอยู่สุขของประชาราษฎร์พระราชภารกิจประจำวันของพระองค์ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่จำเลยว่า  การกล่าวเช่นนี้ทำให้พระองค์ได้รับความเสียหาย เป็นการใส่ความ ทำให้ประชาชนขาดความเคารพสักการะถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ซึ่งตามปกติพระองค์เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนผู้ใดจะล่วงเกินมิได้ 

          การที่จำเลยกล่าวเช่นนี้เป็นการกล่าวอย่างมีเจตนาโดยเมื่อจำเลยพูดในตอนบ่าย ก็ยกตัวอย่างในช่วงตอนบ่าย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ในตอนบ่าย  ครั้นถึงตอนเย็นจำเลยก็ยกตัวอย่างเกี่ยวกับพฤติการณ์ตอนเย็น  ซึ่งเรื่องนี้หากจำเลยไม่ตั้งใจ จำเลยก็จะพูดเพียงครั้งเดียวแล้วไม่พูดอีก  แต่จำเลยพยายามที่จะดัดแปลงข้อความในการพูดทั้งสองครั้งให้เข้ากับบรรยากาศในเวลาที่กำลังพูด  

          ต่อมาประชาชนบางกลุ่มมีความเคลื่อนไหวที่จะเดินขบวนประท้วงการกระทำของจำเลยซึ่งจะเกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง  

      สมาชิกวุฒิสภาและนายทหารราชองค์รักษ์ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ยื่นญัตติไปยังประธานรัฐสภาตามเอกสารหมาย จ.13 หรือ ป.จ.1 ให้รัฐบาลแถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าได้ดำเนินการไปอย่างไร เพื่อประชาชนจะได้ทราบข้อเท็จจริง

          จำเลยได้ติดต่อขอทำความเข้าใจกับผู้ที่ยื่นญัตติโดยจำเลยยอมรับว่าได้มีการกล่าวข้อความดังกล่าวจริง และในที่สุดจำเลยได้ทำพิธีขอขมา โดยกล่าวขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ห้องรับรองของรัฐสภาตามข้อความในเอกสารหมาย จ.14 หรือ ป.จ.2 ต่อหน้าสื่อมวลชนและสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นญัตติ การที่จำเลยได้กระทำพิธีขอพระราชทานอภัยโทษดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทำแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพโดยความสมัครใจ

          ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางราชเลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามเอกสารหมาย จ.15 หรือ ป.จ.4

          จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่ศึกษาอยู่นั้นจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนนักศึกษาของคณะนิติศาสตร์ และเป็นหัวหน้าทีมโต้วาทีของมหาวิทยาลัยหลายปีติดต่อกัน หลังจากจบการศึกษาแล้ว จำเลยประกอบอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์ทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ไทยรัฐ มติชนและชาวไทย โดยเริ่มงานเป็นผู้สื่อข่าวการเมือง และเขียนบทความการเมืองประจำ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2517 จำเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในกรุงเทพมหานครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตกรุงเทพมหานคร2 ครั้ง และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุงอีก 3 ครั้งติดต่อกันระหว่างเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2519 จำเลยเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2524 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2525 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526เป็นต้นมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งในพรรคการเมืองจำเลยเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ต่อมาได้เป็นกรรมการบริหารในตำแหน่งโฆษกพรรคและครั้งหลังสุดเป็นเลขาธิการพรรค ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่มีบทบาทในการหาเสียงคือหัวหน้าพรรคนายชวน หลีกภัย นายมารุต บุนนาค และตัวจำเลย

( ย่อหน้านี้เป็นรายละเอียดเหตุการณ์ตามฟ้อง ... ผมข้ามไปก่อนนะ )

          เกี่ยวกับคดีนี้เนื่องจากมีการเลือกตั้งทั่วไปในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 จำเลยในฐานะเลขาธิการพรรคต้องเดินทางไปช่วยหาเสียงให้แก่ลูกพรรคทั่วประเทศ ในจังหวัดบุรีรัมย์พรรคประชาธิปัตย์ส่งสมาชิกลงสมัครในเขตเลือกตั้งทุกเขตเขต 1 มีนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่างหาเสียงนั้นจำเลยได้รับรายงานจากนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ว่าได้รับความนิยมจากประชาชนมาก ทำให้คู่แข่งขันหวั่นวิตกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้ง คู่แข่งขันจึงระดมกันโจมตีนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ โดยการปราศรัยและออกใบปลิวแจกจ่ายแก่ประชาชนอ้างว่าชาวบุรีรัมย์ควรเลือกคนบุรีรัมย์เป็นผู้แทนราษฎรนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นคนเกิดที่กรุงเทพมหานคร และเป็นลูกเศรษฐีจึงไม่ควรเลือกนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นผู้แทนราษฎรของจังหวัดบุรีรัมย์ข้อกล่าวหานี้ทำให้นายพรเทพ เตชะไพบูลย์วิตกว่าอาจจะทำให้คะแนนเสียงลดลงหรือทำให้ไม่ได้รับเลือกตั้งจำเลยจึงรับที่จะแก้ไขให้ ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2529 จำเลยได้ไปช่วยหาเสียงให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์และนายการุณ ใสงามเฉพาะในเขต 1 จำเลยไปปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึกส่วนเขตของนายการุณ ใสงาม จำเลยปราศรัยที่หลังสถานีรถไฟอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ข้อความที่ปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึกจำเลยปราศรัยถึงเรื่องการเมืองและปัญหาสังคมและอธิบายถึงหน้าที่ของผู้แทนราษฎรที่แท้จริงให้ประชาชนได้เข้าใจเมื่ออธิบายถึงหน้าที่ของผู้แทนราษฎรแล้ว จำเลยได้อธิบายถึงคุณสมบัติของผู้สมัครของพรรคว่านายพรเทพ เตชะไพบูลย์ มีวุฒิทางการศึกษาสูงจบจากต่างประเทศมีฐานะส่วนตัวดี อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือประชาชนได้และได้ขอร้องประชาชนว่าอย่าถือเอาที่เกิดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนเราไม่สามารถเลือกเกิดเองได้ โดยจำเลยกล่าวว่าแม้ตัวจำเลยเองเมื่อปี พ.ศ. 2524 ไปลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดพัทลุง ก็ถูกคู่แข่งขันโจมตีในลักษณะนี้มาแล้ว โดยถูกโจมตีว่าเป็นคนเกิดที่จังหวัดสงขลาแล้วมาลงสมัครผู้แทนราษฎรที่จังหวัดพัทลุง ขอให้ประชาชนชาวพัทลุงต่อต้านอย่าเลือกจำเลยเป็นผู้แทนราษฎร ในครั้งนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดพัทลุงคนหนึ่งคือนายพร้อม บุญฤทธิ์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวปราศรัยแก้แทนจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัคร จำเลยเล่าให้ประชาชนฟังเหมือนกับที่จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก ข้อความที่จำเลยกล่าวที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึกปรากฏตามข้อความในเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ข้อความในเอกสารหมายจ.8 และ จ.9 ซึ่งขีดเส้นใต้ที่โจทก์นำมาฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดนั้นจำเลยพูดโดยมีเจตนาจะแก้ข้อที่ว่าคนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถที่จะเลือกทำความดีได้ และการเลือกผู้แทนราษฎรให้ดูว่าเขามีความสามารถทำงานในฐานะผู้แทนราษฎรได้หรือไม่ ไม่ถือเอาที่เกิดเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนการที่จำเลยยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพูดเป็นเรื่องอุปมาอุปไมย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจชัดว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้จริง ๆ จะเลือกเกิดเป็นคนจนก็ไม่ได้จะเลือกเกิดเป็นคนรวยก็ไม่ได้ จะเลือกเกิดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้จะเลือกเกิดที่บุรีรัมย์ก็ไม่ได้ จำเลยไม่ได้มุ่งที่จะเปรียบเทียบหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือองค์รัชทายาทแต่อย่างใดคำว่าถ้าเลือกเกิดได้นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยสมมุติตัวเองขึ้น และคำว่าพระองค์เจ้าวีระนั้นจำเลยหมายถึงตัวจำเลยเอง เป็นเรื่องที่จำเลยสมมุติขึ้น และที่ว่าเป็นพระองค์เจ้าวีระแล้วจำเลยจะบรรทมตื่นสายนั้น จำเลยหมายถึงตัวจำเลย ไม่ได้เปรียบเทียบกับพระองค์อื่นใด ที่โจทก์อ้างว่าพระบรมมหาราชวังหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินีและองค์รัชทายาทนั้น เป็นการตีความที่บิดเบือน เพราะเป็นการเอาวัตถุมาหมายถึงบุคคลซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หนังสือพระราชวังในกรุงเทพฯ (พ.ศ. 2325-2525) ตามเอกสารหมาย ป.จ.33 ให้ความหมายคำว่า พระบรมมหาราชวังคือศูนย์กลางของการปกครอง และที่ประทับของพระมหากษัตริย์ คนทั่วไปมีความเข้าใจว่า พระบรมมหาราชวังหมายถึงบริเวณพระราชวังซึ่งอยู่ที่วัดพระแก้ว และเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ ความจริงแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์ไม่ได้ประทับที่พระบรมมหาราชวังหากแต่ประทับอยู่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็มิได้ประสูติในพระบรมมหาราชวัง ส่วนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ประสูติที่พระที่นั่งอัมพรสถาน และคำว่าพระองค์เจ้าที่โจทก์กล่าวหาว่าหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถและองค์รัชทายาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ มีน้อยคนที่จะทราบว่าความจริงแล้วพระองค์ทรงพระอิสริยยศเป็นอะไร ตามตำราของกระทรวงศึกษาธิการตามเอกสารหมาย ล.10 ปรากฏว่าเดิมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงมีฐานันดรเป็นหม่อมเจ้า จึงเข้าใจตลอดมาว่าพระอนุชาคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเป็นหม่อมเจ้าด้วยหาใช่พระองค์เจ้าไม่ ฐานันดรเดิมของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเป็นหม่อมราชวงศ์ พระองค์ไม่เคยทรงฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อตอนประสูติก็ทรงฐานันดรเป็นเจ้าฟ้า ไม่เคยทรงมีฐานันดรเป็นพระองค์เจ้า เมื่อเอ่ยคำว่าพระองค์เจ้าลอย ๆ ไม่ระบุชื่อ จะไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด เมื่อระบุชื่อลงไปด้วยจึงจะทราบว่าหมายถึงใคร ที่โจทก์นำสืบว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ไปประทับที่ไหน ก็ให้ถือว่าที่นั่นเป็นพระบรมมหาราชวังนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการบัญญัติถ้อยคำขึ้นเองเพื่อลงโทษจำเลย คำราชาศัพท์ที่ว่าบรรทม ตื่นสาย เสวยน้ำจัณฑ์ เมื่อยพระชงฆ์นั้น เป็นราชาศัพท์ที่คนทั่วไปรู้ว่าใช้ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป สำหรับความรู้สึกของประชาชนต่อการที่จำเลยกล่าวปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึกทั้งหมดนั้นประชาชนรู้สึกเฮฮาสนุกสนาน ไม่มีปฏิกิริยาประท้วงหรือลุกขึ้นเดินหนีแต่ประการใดจำเลยกล่าวปราศรัยให้นายการุณ ใสงามที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จำเลยก็ไม่ได้กล่าวข้อความที่โจทก์ฟ้องเพราะในเขตเลือกตั้งนั้นไม่มีการกล่าวโจมตีนายการุณ ใสงาม ในประเด็นเดียวกันกับนายพรเทพ เตชะไพบูลย์หลังจากจำเลยกล่าวคำปราศรัยแล้วทั้งสองแห่ง ไม่มีประชาชนไปแจ้งความเรื่องที่จำเลยกล่าวปราศรัยต่อมานายเชิดชัย เพชรพันธ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งของพรรคสหประชาธิปไตย เขตกรุงเทพมหานคร ได้ไปแจ้งความนายศิว์ณัฎฐพงศ์พยานโจทก์เป็นผู้แทนของพรรคสหประชาธิปไตยและนายจรูญ นิ่มนวล เป็นหัวคะแนนของพรรคสหประชาธิปไตยซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ การที่นายเชิดชัยเพชรพันธ์ไปแจ้งความก็เพื่อหวังผลทางการเมืองและเพื่อทำลายคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ทั่วประเทศ หลังการเลือกตั้งจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาได้มีการปลุกระดมกลุ่มมวลชนต่าง ๆ โดยเริ่มจากพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายทหารทำการปลุกระดมในกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ท.ส.ป.ช. และกลุ่มกระทิงแดงเพื่อเร่งรัดให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แรกเริ่มเกิดเรื่องนี้ที่จังหวัดบุรีรัมย์ พนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องไปให้กรมตำรวจพิจารณาก่อนแล้ว แต่พนักงานสอบสวนเบื้องต้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เห็นว่าไม่มีความผิด ไม่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112จึงส่งเรื่องให้กรมตำรวจ ทางกรมตำรวจได้ให้พลตำรวจตรีสุภาสจีรพันธ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในฐานะที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานเรื่องกฎหมายในสถานการณ์เลือกตั้งพิจารณาเรื่องนี้พลตำรวจตรีสุภาส จีรพันธ์ ได้ประชุมพิจารณาและทำความเห็นไปยังอธิบดีกรมตำรวจว่าไม่เข้าข่ายองค์ประกอบของมาตรา 112 จึงให้ระงับเรื่อง แต่ขณะเดียวกันกลุ่มประชาชนเริ่มลุกฮือเป็นที่น่าหวั่นเกรงว่าจะเกิดความไม่สงบขึ้นได้ ในที่สุดกรมตำรวจได้สั่งการให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยให้ถือว่าคดีพอมีมูลที่จะฟ้องร้องได้ ทั้งนี้จริง ๆ แล้วเพื่อแก้ปัญหาความกดดันทางการเมืองเมื่อมีความกดดันดังกล่าวจำเลยจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการลาออกโดยไม่มีใครบังคับ ทั้งนี้เพื่อเจตนาที่จะแก้ปัญหาความกดดันทางการเมืองและปกป้องรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตย ที่จำเลยกล่าวขอขมาในห้องรับรองของรัฐสภาต่อพระบรมสาทิสลักษณ์นั้นจำเลยไม่ได้ยอมรับผิดเหตุที่จำเลยไปขอขมาเนื่องจากพลโทวัฒนชัย วุฒิศิริ ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ได้ติดต่อกับจำเลยเพื่อแก้ปัญหา โดยให้จำเลยไปพบพลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้นจำเลยก็ได้ไปพบตามที่นัดหมาย และได้พูดคุยทำความเข้าใจจนชัดแจ้งว่าจำเลยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเจตนาที่จำเลยปราศรัยที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อแก้ข้อกล่าวหาให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ และไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ฝ่ายค้านหรือทางทหารเข้าใจ พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ ก็เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างและจะเลิกรากันไป แต่มีปัญหาว่าญัตติที่พลโทพิจิตรกุลละวณิชย์ ยื่นไว้ต่อวุฒิสภากล่าวหาว่าจำเลยละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ถ้าจะถอนญัตติจะอธิบายแก่ประชาชนอย่างไร เพราะประชาชนอาจมองไปในแง่ไม่ดี จำเลยบอกว่าจะให้ทำอย่างไรก็ยินดี พลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ จึงเชิญสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นเจ้าของญัตติมาพบพร้อมกันที่สภา ขอให้จำเลยกล่าวคำขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ จำเลยจึงกล่าวขอขมาเพื่อให้ผู้ยื่นญัตติทุกคนสบายใจ และเพื่อให้กลุ่มมวลชนที่กำลังลุกฮือสลายตัวไป ทั้งนี้โดยการแสดงออกถึงความจริงใจของจำเลยในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนคำกล่าวของจำเลยตอนหนึ่งที่ว่า จะผิดหรือไม่ผิดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในประเด็นข้อกฎหมายจะไม่พูดถึง ทั้งนี้เพราะจำเลยเห็นว่าเป็นเรื่องของศาลและถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทจำเลยก็พร้อมที่จะขอพระราชทานอภัย สำหรับคำกล่าวขอพระราชทานอภัยตามเอกสารหมาย ป.จ.2 นั้น กองทัพภาคที่ 1 ได้จัดพิมพ์แล้วใส่ซองมาให้จำเลยกล่าว ไม่ใช่เป็นการรับสารภาพ เพราะจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาลจำเลยมีสาเหตุขัดแย้งกับพยานโจทก์ คือ นายสิงห์โต จ่างตระกูลนายสรวง อักษรานุเคราะห์ นายชวลิต รุ่งแสง พลโทพิจิตรกุลละวณิชย์ และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยปราศรัยที่อำเภอลำปลายมาศและอำเภอสตึก เป็นการพูดหลายครั้งเป็นการกระทำโดยเจตนานั้น ไม่เป็นความจริงเพราะจำเลยไม่มีเจตนาจำเลยเป็นรัฐมนตรี เห็นว่าสิ่งใดผิดจะไม่พูด และขณะนั้นเป็นช่วงหาเสียงต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชน หากพูดสิ่งที่ประชาชนโกรธและเกลียดก็จะไม่ได้คะแนนเสียง จำเลยเข้าใจอย่างซาบซึ้งว่าทุกพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยยากที่บุคคลธรรมดาจะปฏิบัติได้ และการที่นายสุจินต์ ทิมสุวรรณอธิบดีกรมอัยการมีคำสั่งให้พนักงานอัยการพิเศษ 2 นายเป็นผู้ดำเนินคดีนี้เฉพาะเรื่อง ก็เพราะมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยเนื่องมาจากเรื่องคดีฆ่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต สำหรับคดีที่จำเลยถูกฟ้องที่ศาลแขวงพระนครเหนือและศาลแขวงพระนครใต้ซึ่งโจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลทั้งสองได้พิพากษายกฟ้องแล้ว

          พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาเกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปกล่าวปราศรัยต่อประชาชนที่อำเภอลำปลายมาศ และที่อำเภอสตึกจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อช่วยหาเสียงให้แก่นายพรเทพ เตชะไพบูลย์สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 1 ในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 คำปราศรัยของจำเลยที่กล่าวที่อำเภอลำปลายมาศซึ่งได้มีการบันทึกเสียงไว้มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไมเป็นลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไม ถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้องฟังเวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้วตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง ที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้ ก็มันเลือกเกิดไม่ได้" คำปราศรัยของจำเลยที่กล่าวที่อำเภอสตึกซึ่งได้มีการบันทึกเสียงไว้มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลาให้มันโง่อยู่จนทุกวันนี้ผมเลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังไม่ดีเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบ คอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์ เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ" การ ... (ข้อมูลในเวบไซด์หมดแค่นี้เองครับ)

องค์คณะศาลฎีกา ----- วีระชัย สูตรสุวรรณ - สุพจน์ นาถะพินธุ - วิศิษฎ์ ลิมานนท์ศักดิ์ สนองชาติ 

************************

หมายเหตุประกอบคำพิพากษาคดีนี้ของศาลฎีกา   
( บัณฑิต  รชตะนันทน์,สุชาติ  สุขสุมิตร )

           โดยปกติความเห็นของบุคคลธรรมดา ศาลไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยคดี แต่ในคดีหมิ่นประมาทนั้นเป็นข้อยกเว้น

          ความเห็นที่ประกอบข้อความที่เป็นหมิ่นประมาท พยานออกความเห็นได้ว่าข้อความหรือถ้อยคำเช่นนั้นพยานเข้าใจว่าผู้กล่าวได้หมายถึงตัวผู้เสียหายหรือผู้ใด (ศาสตราจารย์ประมูล สุวรรณศร, คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน พิมพ์ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2525 สำนักพิมพ์นิติบรรณการหน้า 134; โอสถ โกศิน, คำอธิบายและเปรียบเทียบกฎหมายไทยและต่างประเทศในเรื่องกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน พิมพ์ครั้งที่ 2โรงพิมพ์ไทยเขษม 2517 หน้า 191)

          การตีความข้อความที่กล่าวว่าหมายความอย่างไร โดยปกติจึงพิจารณาตามความเข้าใจของวิญญูชนทั่วไป คือสามัญชนซึ่งหากได้ยินได้ฟัง มิใช่ความเข้าใจของผู้พูดหรือผู้ฟังข้อความที่กล่าวนั้น มิใช่พิจารณาว่าผู้กล่าวเข้าใจอย่างไรและไม่ใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาท (โปรดดูคำพิพากษาฎีกาที่ 256/25092509 ฎ.1957,ที่3176/25162516ฎ.2063,ที่ 619/25172517 ฎ.374และจิตติติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ตอนที่ 2 และภาค 3 แก้ไขเพิ่มเติมพิมพ์ครั้งที่ 3 จัดพิมพ์โดยสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา2524 หัวข้อที่ 1142 หน้า 2171 ถึง 2172)

          อย่างไรก็ตาม ศาลก็คงไม่ต้องผูกมัดความเห็นของบุคคลธรรมดาเช่นว่านั้นไว้กับข้อวินิจฉัยของศาล  เพราะเป็นไปได้ว่าความรู้สึกของบุคคลในภาวะสิ่งแวดล้อมสภาพสังคม และในฐานะที่จำกัดสถานะหนึ่ง อาจมีความเข้าใจและความเห็นแตกต่างไปจากภาวะของบุคคลในสถานะอื่นที่แตกต่างกันได้  การรับฟังความเห็นของบุคคลธรรมดาจึงเป็นเพียงการรับฟังเพียงส่วนหนึ่งเพื่อนำมาประกอบพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีอื่น ๆในการวินิจฉัยคดีของศาลเท่านั้น

           ในคดีที่บันทึกนี้ ปัญหาเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดภายนอก(actusreus) ที่ว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการหมิ่นประมาทดูหมิ่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทหรือไม่ โจทก์จำเลยต่างนำสืบพยานหลักฐานด้วยความเห็นของพยานบุคคล

          โดยโจทก์สืบว่าคำที่จำเลยกล่าวถึงพระบรมมหาราชวังมีความหมายถึง ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นพระมหากษัตริย์รวมทั้งเป็นที่ประสูติและที่สวรรคตด้วย และยังหมายถึงพระราชินี และองค์รัชทายาท เมื่อประชาชนได้ยินคำพูดถึง พระบรมมหาราชวังก็จะนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ฯลฯ

          ส่วนจำเลยสืบว่า พระบรมมหาราชวัง คือศูนย์กลางของการปกครองและที่ประทับของพระมหากษัตริย์ คนทั่วไปเข้าใจว่า หมายความถึง บริเวณพระราชวังซึ่งอยู่ที่วัดพระแก้วและเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าไปประกอบพระราชพิธีสำคัญๆความจริงแล้วมิใช่เป็นที่ประทับที่ประสูติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯลฯ

          มีข้อสังเกตว่า คำว่า"พระบรมมหาราชวัง" ในคดีนี้ น่าจะไม่ใช่ถ้อยคำที่มีความหมายสามัญ  หากแต่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายเป็นพิเศษพยานความเห็นย่อมมีความสำคัญในการรับฟังเพื่ออธิบายถึงความหมายของถ้อยคำนี้ (โอสถ โกศิน,อ้างแล้ว หน้า 192)

          การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยหยิบยกคำเบิกความของนายภาวาสบุนนาค พยานโจทก์ซึ่ง "...เป็นถึงรองราชเลขาธิการย่อมจะมีความรอบรู้เกี่ยวกับราชประเพณีในราชสำนักดี..." เสมือนหนึ่งเป็นพยานผู้ชำนาญการพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 243(เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1610/24982498 ฎ.1515)มาสนับสนุน ซึ่งศาลฎีกาเชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งนายภาวาส และบุคคลอื่นต่างเบิกความให้ความเห็นโดยสุจริตและเป็นธรรม และเป็นความเห็นประกอบกับข้อความที่อ้างว่าเป็นหมิ่นประมาท ความเห็นของพยานโจทก์ย่อมรับฟังได้ และมีน้ำหนักให้ศาลฎีกาสรุปความเห็นของพยานโจทก์ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่ว่า "...พระบรมมหาราชวังเป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์และพระบรมราชินี เป็นที่ประสูติพระราชโอรสและพระราชธิดาพระราชโอรสทรงเป็นรัชทายาทที่จะสืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป...คนภายนอกจะมาเกิดในพระบรมมหาราชวังมิได้..."

          เมื่อจำเลยกล่าวว่าจำเลยจะเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังเป็นพระองค์เจ้าเพื่อมีความสุขสบาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการกล่าวเปรียบเทียบกับผู้ทรงเป็นเจ้าของและรัชทายาท เพราะไม่มีบุคคลอื่นใดที่จะประสูติหรือประทับในพระบรมมหาราชวังได้ จำเลยจึงกล่าวโดยมุ่งหมายถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท

           ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาท ฯลฯ หรือไม่นั้นเจตนาเป็นองค์ประกอบความผิดในส่วนจิตใจ (mensrea) การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยมีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจของจำเลย โดยเฉพาะในกรณีความผิดฐานหมิ่นประมาท ถ้าพฤติการณ์แห่งคดีมองเห็นเจตนาประสงค์ต่อผลของจำเลย ก็คงไม่มีปัญหามากนัก แต่ถ้าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ก็คงจะต้องพิจารณาจากการกระทำและพฤติการณ์ต่าง ๆ ของจำเลยตามหลักที่ยึดถือกันมาแต่เดิมว่า"กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา"  (actaexterioraindicantinteriorasecreta)

          เจตนาในคดีหมิ่นประมาทนี้คงมีเพียงเจตนาในการกระทำคือใส่ความ มิใช่เจตนาพิเศษเพื่อให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังผู้กล่าวจะเถียงว่าตนไม่เล็งเห็นผลที่คนทั่วไปเขาเล็งเห็นหาได้ไม่(จิตติติงศภัทิย์, อ้างแล้ว หัวข้อที่ 1155 หน้า 2199)

          "...เหตุนี้ถ้ามีผู้แสดงได้ว่าคำกล่าวนั้นเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงตนหรือหมายความถึงผู้ใด ผู้กล่าวจะเถียงว่าตนไม่เจตนากล่าวพาดพิงใส่ความผู้นั้นหาได้ไม่ ตามหลักเรื่องเจตนาโดยเล็งเห็นผลนั่นเอง..." (จิตติติงศภัทิย์, อ้างแล้ว หน้า 2201)

          ดังนั้นที่ศาลฎีกากล่าวว่า "...จำเลยจะมีเจตนาหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นหรือไม่ มิใช่ถือตามความเข้าใจของจำเลยซึ่งเป็นผู้กล่าวเอง..." ก็ดี และ "...การที่จำเลยกล่าวข้อความไปอย่างไรแล้วกลับมาแก้ว่าไม่มีเจตนาตามที่กล่าว ย่อมยากที่จะรับฟัง..."ก็ดี เป็นการวินิจฉัยตามข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทแล้วอันเป็นข้อวินิจฉัยอันหนึ่งที่ล้วงไปกล่าวถึงพฤติการณ์ข้อหนึ่งในพฤติการณ์อื่น ๆ ทั้งหมดแห่งคดี เป็นส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยของศาลฎีกา และหาได้ผูกมัดอยู่เฉพาะกับความเห็นของพยานโจทก์ที่เป็นบุคคลธรรมดาแต่ลำพังไม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิได้หมายความว่า แม้จำเลยไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 มาตรา 6, 45, 46, 54
ป.อ. มาตรา 59, 78, 112
ป.วิ.อ. มาตรา 226, 243

************************





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
indexthai วันที่ : 21/08/2008 เวลา : 18.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

ทั้งหลายทั้งปวง เกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนตน นำพาประเทศชาติเสื่อมลงตลอดเวลา

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
รุสสกี้ วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 22.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/russky
รุ่งอรุณ.....ที่นี่เงียบสงบ

ไม่พูด คงดีที่สุด

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ญาใจ วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 21.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yahyy


ความคิดเห็นที่ 13
BaCon วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 21.41 น.
http://www.oknation.net/blog/countonme



พรุ่งนี้นะรู้แล้ว ... แต่กี่โมงล่ะคร๊าบบบบ !!
********************************
ขอตอบค่ะ
คิดว่าจะอยู่ทั้งวันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แม่มด วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 17.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/deardog

ขอบคุณค่ะ...กำลังสงสัยว่าเค้าพูดอย่างไรถึงโดนคดีหมื่น..
เข้ามาก็ได้อ่านพอดีเลย..
มิน่าเล่า....
...
ปล. ที่แนะนำไว้...น่าสนใจนะคะนั่น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ประชาบดี วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 11.08 น.

เสียชื่อที่จบกฎหมายจากมหาลัยดังนะ เพราะเนื้อความหมิ่นแหม่จริงๆ ตีเนื้อความจากคำพูดเป็นภาษาไทยดันเป็นคำราชาศัพท์ ถ้าไปเปรียบเทียบกับสุรต่านบรูไนหรือปราสาทฮิวร์ตันก็คงจะไม่ผิดนะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เซียน วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 10.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sian

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
กมาโคมาลอฟกี้ วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 10.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arjarnLung
kamakomalofgy

ปลาหมอมันตายเพราะปากฉันใด วระก็ตายเพราะปากฉันนั้น
แต่พฤติกรรมของนายวีระไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เพราะไปรับใช้นายทักษิณ ซึ่งมีแนวคิดในการล้มระบอบกษัตริย์ แล้วจะสถาปนา ชินวัตร์ราชวงศ์ เพราะนายทักษิณประกาศว่า เป็นพระเจ้าตากสิน มาเกิด โธ่ อนิจจา มันกะโหลกหนาปัญญาตื้นจนป่านนี้ หาแผ่นดินซุกหัวนอนแทบไม่ได้อยู่แล้ว และจะรอดูตอนแผ่นดินสูบ นรกรออยู่นะทักษิณ.....

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
paedophile วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 10.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำหากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น

ปลาใหญ่มักตายน้ำตื้น

จักรยานลื่นเพราะพื้นเปียก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]