*/
  • countrygirl
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : countrythai_girl@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-22
  • จำนวนเรื่อง : 213
  • จำนวนผู้ชม : 532716
  • จำนวนผู้โหวต : 163
  • ส่ง msg :
  • โหวต 163 คน
คาวบอย

44

View All
<< มกราคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 29 มกราคม 2557
Posted by countrygirl , ผู้อ่าน : 3052 , 16:21:34 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน โรสกีญ่า , กำหนัน และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรืออ.ส.ค.ได้พัฒนาองค์กร ผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันได้จัดโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรขึ้นเพื่อให้เกิดประโยนช์ต่อชุมชน โดยให้ความรู้ ความสนุกสนาน และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ท่องเที่ยวนี้จะได้สัมผัสประสบการณ์จริง สัมผัสธรรมชาติ โดยเป็นการเข้าชมฟาร์มแบบครบวงจร ชมสวนสัตว์ ทุ่งหญ้า รีดนมจากวัวและนำนมที่เรารีดได้ไปปอนให้กับลูกโคพร้อมชมการโชว์บ่วงบาศก์ ฝึกจับบังคับโค โดยใช้เชือกเส้นเดียว นอกจากนั้นจะมีกิจกรรมการทำอาหารจากนมสด walk rally หรือกิจกรรมการสำรวจธรรมชาติ จักรยานเสือภูเขา ขับขี่รถเอทีวีชมธรรมชาติ หรือในสนาม การเรียนรู้การอยู่พักค้างแรม ตลอดจนการรับประทานอาหารในสไตส์คาวบอย กิจกรรมดูดาวและคาวบอยไนท์  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมนันทนาการที่น่าสนใจคือการสำรวจธรรมชาติ(เดินป่า) ที่ยังพบต้นไม้ หิน ฟอสซิลโดยจะมีการบรรยายสภาพภูมิประเทศและลักษณะทางธรณีวิทยา รวมทั้งกิจกรรมนักสืบสายน้ำ เนื่องจากในบริเวณฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์คมีจุที่เรียกว่าน้ำผุด(ต้นน้ำ) หรือการดูนก หลายกิจกรรมเพิ่มขึ้นมาใหม่หลังการเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแต่ขอหยิบยกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจนั่นคือ การดูดาว ณ บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ซึ่งเราจะได้รับฟังการบรรยายเรื่องดวงดาว การเรียนรู้กล้องดูดาว โดยการประสานงานกับท้องฟ้าจำลองเพื่อให้ความรู้ภายในฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คมีค่ายเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ ด้วย ล่าสุดอ.ส.ค.โดยศูนย์การท่องเที่ยวอนุรักษ์เชิงเกษตรกรได้มอบหมายเอกชนเข้าดำเนินการสถานีม้าในศูนย์การท่องเที่ยวร่วมกับอ.ส.ค.เพื่อให้บริการม้าขี่ ชมภูมิประเทศภายในอ.ส.ค.ซึ่งมีวิวทุ่งกว้างและลำธาร ที่เต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์ วิวภูเขาและป่าโปร่ง พื้นที่เกษตร แหล่งน้ำธรรมชาติในบริเวณการท่องเที่ยวอนุรักษ์เชิงเกษตร

 

"ลลิตา ฟาร์ม"ตั้งอยู่เลขที่ 99/ 2 ม. 6 บ้านซับประดู่ อ.มวกเหล็ก จว.สระบุรีเจ้าของคือบุญสิลิตา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และคุณพิศุทธิ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สองสามีเริ่มต้นทำฟาร์มม้าเนื่องจากต้องการสร้างฟาร์มที่เป็นสถานที่ขี่ม้าของลูก ๆ ที่คุณบุญลิตาบอกว่าเดิมลูกเป็นสมาธิสั้นและได้เริ่มซื้อม้าสองตัวและหาม้าพันธุ์ดีเข้าฟาร์มและมีมากขึ้นสำหรับใช้งานและเปิดรับผู้สนใจเรียนรู้การขี่ม้าในฟาร์ม เจ้าของลลิตาฟาร์มที่ได้เข้าดำเนินการเปิดสถานที่ฝึกสอนการขี่ม้าในอ.ส.ค.เริ่มเล่าที่มา จุดเริ่มของการนำม้าเข้ามาร่วมกับอ.ส.ค.และเปิดสอนขี่ม้าเพราะต้องการให้การท่องเที่ยวในสระบุรีมีความก้าวหน้าและพัฒนา ซึ่งเปิดมาตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค.2556 นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวจะได้ชมกิจกรรมเกี่ยวกับวิถีของคาวบอย เช่น ฟาดแส้ เต้นไลน์แดนซ์ ตลอดจนรับชมม้าเต้นลีลาศ บริการขี่ม้า โดยหากเป็นนักเรียนในเครื่องแบบขี่ม้าครั้งละ 20 บาท เด็ก 50 บาท ผู้ใหญ่ 100 บาท ซึ่งอายุของเด็กที่สามารถขี่ม้าได้อยู่ที่ 3 ขวบครึ่ง  อายุที่มากสุดสามารถขี่มาได้เข้ามาใช้บริการอยู่ที่ 70 - 80 ปี  นอกจากนี้เรายังมีฟาร์มรับผสมพันธุ์ม้าให้ด้วย สำหรับตลาดม้าเมืองไทย เติบโตขึ้นมากถึง 70 เปอร์เซ็นโดยเฉพาะที่มวกเหล็ก ปากช่อง ที่เป็นแหล่งใหญ่ คนที่ต้องการมีฟาร์มม้าสิ่งสำคัญอันดับแรกคือมีใจรักเริ่มต้นด้วยการเลี้ยงม้าไทยซึ่งเลี้ยงง่าย ส่วนมากสำหรับม้านอกราคาแพงที่ค่าส่งและเลี้ยงยาก และให้เลี้ยงเป็นคู่จะได้เป็นเพื่อนกัน ซึ่งม้าจะกินหญ้าและอาหารเม็ดซึ่งม้าจะต่างจากสัตว์อื่นที่จะเคี้ยวตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู็เลี้ยงมีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ก็สามารถเลี้ยงม้าได้   อนาคตตลาดม้าถือว่าดีมาก ทั้งตลาดกีฬา ม้ากีฬาแข่งขัน

 

 


การเรียนขี่ม้าที่นี่ ส่วนใหญ่ผู้เรียนจะได้ออกเทรลหลังควบคุมม้าได้และมีพื้นฐานพอจะเป็นเทรลสั้น  ๆ รอบ  ๆ ฟาร์ม แต่หากบางคนมีชั่วโมงบินมากหน่อยก็เทรลยาว  ๆ ตามเส้นทางเทรลของฟาร์มไม่มีกฏเกณฑ์หรือระยะทางตายตัวมากนักขึ้นอยู่กับความเหมาะสมโดยดูจากความสามารถของผู้ขี่รวมทั้งสุขภาพม้าที่ใช้ขี่ด้วยการเรียนการสอนเช่นนี้ทำให้ไม่เครยดอีกทั้งผู้เรียนเกิดความมั่นใจเพิ่มขึ้น ไม่น่าเบื่อ ก่อนออกเทรลทางฟาร์มจะดูประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งหากคนยังไม่เคยมาขี่ก็ต้องทดสอบขี่ในแปลงตีวงก่อนเพื่อดูว่าขี่ม้าได้หรือไม่ ควบคุมม้าได้หรือไม่ เพราะออกนอกฟาร์มย่อมมีความเสี่ยงอันตรายอยู่แล้ว แต่ทางฟาร์มมีการฝึกม้าเพื่อออกเทรลได้อย่างปลอดภัย  การเรียนขี่ม้าที่นี่เปิดสอนในรูปแบบสไตส์อังกฤษ อุปกรณ์ต่าง ๆ เน้นความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นหลัก และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย จุดประสงค์ของฟาร์มต้องการให้ผู้ขี่มาเยี่ยมเยือนฟาร์มมีความสุข สนุกสนาน ประทับใจ นำมาซึ่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อน สำหรับผู้สนใจไปท่องเที่ยวฟาร์มโคนมไทยประวัติศาสตร์แห่งแรกสามารถติดต่อได้ที่ สำนักท่องเที่ยวเชิงเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย 160 ม.10 ถ.มิตรภาพ จว.สระบุรี โทร 036-344926 / 036-341188/036-345187/036345188


ย้อนไปเมื่อ กันยายน  2503 พระบาทสมเด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสทวีปยุโรป ในการเสด็จทรงประทับแรมอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ค ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์คเป็นอย่างมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ว่าด้วยการร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์ค  ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี นายนิลส์ กุนน่าส์ ซอนเดอร์กอร์ด ชาวเดนมาร์ค ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสุกร ของ FAO (Food and Agricultural Organization United Nation) ผู้ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ระหว่างปี พ.ศ.2498-2502 (ค.ศ.1955-1959) ได้สังเกตว่าคนไทยไม่รู้จักโคนมและดื่มนมในปริมาณน้อยมาก หลังจากกลับไปประเทศเดนมาร์คในปี พ.ศ. 2502 นายซอนเดอร์กอร์ด ได้จัดทำโครงการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เสนอต่อDanish Agricultural Marketing board และต่อมาเดือนมกราคม 2504 ได้มีคณะผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์คได้มาศึกษาสำรวจพื้นที่ในการจัดตั้งฟาร์มโคนมสาธิต และศูนย์ฝึกอบรม ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็น สถานที่เป็นหุบเขาสวยงามมีแหล่งน้ำสะอาดและ ไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ

20 ตุลาคม 2504 ได้ลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนม ระหว่างรัฐบาลเดนมาร์คกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์คได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ. 2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชและสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ค ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จึงนับได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีชื่อว่า "องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 160 ถนนมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป รัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
กำหนัน วันที่ : 30/01/2014 เวลา : 08.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ ตอนนี้อยากเป็นold cow manจัง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 29/01/2014 เวลา : 17.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ตอนนี้ผมคงฝึกขี่ม้าไม่ไหวแล้วครับ
สังขารไม่ให้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน