*/
  • countrygirl
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : countrythai_girl@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-22
  • จำนวนเรื่อง : 216
  • จำนวนผู้ชม : 537651
  • จำนวนผู้โหวต : 163
  • ส่ง msg :
  • โหวต 163 คน
คาวบอย

44

View All
<< พฤศจิกายน 2016 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน 2559
Posted by countrygirl , ผู้อ่าน : 2117 , 12:13:42 น.  
หมวด : เกษตรกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน กรมกุชะ , แม่หมี และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

 

"การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าได้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนานหรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าแก่สังคมให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง"

"Photography is art and is useful. Please do not take pictures merely for fun or beauty. Use your pictures to bring value to society,to benefit the public. In this way,art can also contribute to the development of the country."

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงไว้ ณ The First Annual Bangkok Art & Photography Event 2007

"รูป ที่ถ่าย เราก็ปะตัดเอาไปให้หนังสือพิมพ์ พิมพ์ขึ้นมาเป็นหนังสือเป็นสิ่งที่ให้ความสุข ให้ความสบายใจ ก็เพราะว่าการถ่ายรูปนั้นไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายรูปให้เป็นศิลปะ หรือจะเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงอะไร เป็นแต่เพียงกดชัตเตอร์สำหรับเก็บรูปให้เป็นที่ระลึก แล้วถ้ารูปนั้นดี มีคนได้เห็นรูปเหล่านั้นและพอใจ ก็จะทำให้เป็นการแผ่ความสุขไปให้ผู้ที่ได้ดู เพราะว่าเขาชอบหมายความว่าได้ให้ เขามีโอกาสได้เห็นทัศนียภาพที่เขาอาจไม่ค่อยได้เห็น หรือในมุมที่เขาไม่เคยเห็น ก็แผ่ความสุขไปให้เขาอีกทีหนึ่ง เป็นจุดประสงค์ของการถ่ายรูป"

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดฯให้ คณะกรรมการจัดทำหนังสือภาพพัฒนาประเทศเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งอันเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั่นคือโครงการประกวดภาพถ่าย 55 ปีอ.ส.ค."รำลึกความงามในฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค"ด้วยการนำนักศึกษาผู้รักการถ่ายภาพ workshop เพิ่มความรู้ด้านการถ่ายภาพก่อนจะร่วมถ่ายภาพเดินตามรอย "พระบิดาแห่งการโคนมไทย" ตลอดจนศึกษาอาชีพการเลี้ยงโคนม โดยจัดขึ้นที่อ.ส.ค.อำเภอมวกเหล็ก จว.สระบุรี ในงานดังกล่าวได้เชิญวิทยากรผู้มีความรู้ผู้ซึ่งเคยถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานด้านการถ่ายภาพและการถวายงานด้านการถ่ายภาพ อันน่าประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมอบรม เราได้ใช้เวลาก่อนจะขึ้นบรรยายพูดคุยกับ "สงคราม โพธิ์วิไล" ได้เล่าถึงประสบการณ์การถวายงานด้านการถ่ายภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า จากที่ได้ถวายงานพระองค์ท่าน ๆ ทรงมีพระอัจฉริยะในการถ่ายภาพมาก มีความเชี่ยวชาญในการใช้กล้องและพร้อมที่จะถ่ายภาพตลอดเวลา เรียกว่าครั้งใดที่ยกกล้องขึ้นมาเราสามารถเรียกว่า"เลี้ยงกล้องเชื่อง"นั่นก็คือพระปรีชาสามารถในการถ่ายภาพแบบอัตโมมัติ คือพร้อมถ่ายภาพทุกเมื่อและมีองค์ประกอบที่เหมาะสมในการถ่ายภาพต่าง ๆ เช่น แสง พระองค์ท่านจะรู้รายละเอียดในแต่ละครั้งที่จะมีการถ่ายภาพ

"การกดชัตเตอร์ครั้งหนึ่งถือเป็นการกดประวัติศาสตร์ เพราะภาพถ่ายถือเป็นอัญมณี"

อาจารย์สงครามเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า"ผมมีสมุดภาพฝีพระหัตถ์การถ่ายภาพของพระองค์ที่งดงามมาก ดังมีภาพหนึ่งที่ถ่ายให้เห็นเฉพาะพระศอสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ภาคเหนือขณะทรงพระดำเนินขึ้นเขา พระองค์ท่านหันหลังไปดูสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ขณะที่ทรงพระดำเนินตามมา ในช่วงขณะนั้นพระอาทิตย์ได้ทอแสงสวยงามมากพระองค์ท่านได้หยิบกล้องเพื่อถ่ายภาพแต่ปรากฏว่าไม่มีฟิล์มจึงรีบใส่และถ่ายล้างฟิล์มด้วยพระองค์เอง"

ไม่เพียงความประทับใจในฝีพระหัตถ์การถ่ายภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเท่านั้นที่ช่างภาพผู้นี้ได้จดจำสิ่งหนึ่งที่ยังความปลาบปลื้มให้กับ"สงคราม"มาถึงทุกวันนี้คือพระองค์ท่านได้ตรัสใจความตอนหนึ่งกับเขาว่า"พวกเราให้ถ่ายภาพให้ดี ๆ เพราะทำฟิล์มมาน้อย"พระองค์ตรัสคำว่า"พวกเรา"นั่นคือพระองค์ท่านเอาใจใส่ต่อผู้ทุกคนทั้งทรงตรัสด้วยว่า"เราคนถ่ายภาพเราพวกเดียวกัน"

จุดเริ่มต้นของถวายงานเกี่ยวกับการถ่ายภาพนั้นเริ่มขึ้นเมื่อทำงานให้กับบริษัทของต่างประเทศเกี่ยวกับการผลิตเลนส์เมื่อปี 2524 ได้รับทราบข่าวจากครูจิต จงมั่นคง ว่าจะมีการถวายกล้องพระองค์ท่าน ครูจิตจึงได้ชักชวนและเป็นการเริ่มต้นของการได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทและได้รับปรัชญาในด้านต่าง ๆ มากมาย สำหรับการถวายงานพระองค์ท่านส่วนมากจะไปถวายงานที่พระราชวังสวนจิตรลดา

"สำหรับผมเป็นคนที่ชอบส่งภาพถ่ายเข้าประกวดมากคนในวงการถ่ายภาพจะรู้ดี และภาพที่ผมชอบถ่ายมากคือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยภาพแรกที่ถ่ายคือขณะเสด็จปราสาทพระเทพบิดร"

อาจารย์สงครามได้กล่าวถึง โครงการประกวดภาพถ่าย 55 ปีอ.ส.ค."รำลึกความงามในฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" ว่า ถือเป็นการบันทึกเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้และความจริงในวันนี้อีก 30 - 50 ปีข้างหน้าภาพที่พวกเขาได้ถูกบันทึกไว้ก็จะเป็นวิชาแห่งแผ่นดิน การทำ workshop ในครั้งนี้ จะเป็นการนำมุมมองที่เราเห็นบันทึกผ่านการกดชัตเตอร์ไว้ เป็นการบันทึกภาพถ่ายต่างๆ ซึ่งภาพถ่ายที่ดีต้อง"สวยด้วยแสง แรงด้วยสี ดีด้วยเรื่อง เฟื่องด้วยปัญญา แสวงหาและรอคอย"

งานสำคัญครั้งนี้อ.ส.ค.เป็นผู้มีบทบาทอย่างยิ่งจะจัดประกวดภาพถ่ายตามรอยพ่อแห่งแผ่นดินขึ้นมาดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)ได้กล่าวในรายละเอียดว่า“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช"ได้ทรงวางรากฐานและพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรไทยเพื่อให้เกษตรกรและพสกนิกรชาวไทย มีอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวที่มั่นคงและยั่งยืน สำหรับกิจกรรม workshop ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อเผยแพร่เรื่องราวและประวัติของฟาร์มผ่านทางภาพถ่าย ในรูปแบบปฏิทิน อ.ส.ค. ประจำปี 2560”โดยนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกได้รับการถ่ายทอดเทคนิค ความรู้ ประสบการณ์ในวงการภาพถ่ายจากวิทยากร ผู้ซึ่งเป็นช่างภาพแนวหน้ามากประสบการณ์และมีชื่อเสียงของประเทศไทย อาทิ เทคนิคการถ่ายภาพต่าง ๆ ทั้งในด้านของมุมมองภาพ มุมมองแสง ตลอดจนการร้อยเรียงเรื่องราว จากช่างภาพผู้ฉีกทุกกฎของการถ่ายภาพ อย่าง “จอร์จ – ธาดา วาริช” รวมถึงเรื่องราวประทับใจกับคำสอนพ่อหลวง ผู้ซึ่งมีพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพที่เป็นเลิศ ผ่านช่างภาพอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิทางการถ่ายภาพไทย ผู้เคยถวายงานด้านการถ่ายภาพให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช “อ.สงคราม โพธิ์วิไล” ที่จะบอกเล่าแบบหมดเปลือก และปิดท้ายด้วยประสบการณ์และเทคนิคความรู้ จากช่างภาพรุ่นใหม่ไฟแรงมากประสบการณ์ทั้งในด้านของงานโทรทัศน์และด้านกีฬาอย่าง “ต้อง – วราพงศ์ น้อยทับทิม”

โดยทั้งหมดได้แบ่งกลุ่มกันคิดพล๊อตเรื่องของโครงการประกวดครั้งนี้ เพื่อเสนอต่อวิทยากรผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินในครั้งนี้ พร้อมรับฟังคำแนะนำเกี่ยวกับการถ่ายภาพปฏิทินและการร้อยเรียงเรื่องราว เพื่อนำไปปรับใช้กับการลงสนามถ่ายภาพจริง รวมทั้งการลงพื้นที่ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ก เพื่อเก็บภาพความสวยงามจากทั่วทุกมุมของฟาร์มโคนมแห่งนี้ มาถ่ายทอดร้อยเรื่องราว ก่อนส่งผลงานเพื่อไปรอลุ้นรางวัลภาพถ่ายเพียง 7 ภาพเท่านั้น ที่จะได้รับเงินรางวัลพร้อมนำภาพไปจัดพิมพ์เป็นปฏิทินประจำปี 2560 ของ อ.ส.ค.

สำหรับรางวัลทั้ง 7 รางวัล ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 50,000 บาทรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เงินรางวัล 25,000 บาทรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เงินรางวัล 15,000 บาทรางวัลชมเชย 3 รางวัล เงินรางวัลละ 5,000 บาทและ รางวัล Popular Vote คือผลงานที่ได้ยอด Like สูงสุดจากแฟนเพจเฟชบุ๊ค “โครงการประกวดภาพถ่ายหัวข้อ 55 ปี อ.ส.ค. เงินรางวัล 5,000 บาทโดยการประกาศผลและมอบรางวัลผู้ชนะการประกวดภาพถ่าย จะมีขึ้นในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 นี้ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน สามารถติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆของการประกวดได้ผ่านทางแฟนเพจเฟชบุ๊ค https://www.facebook.com/55yearssince1962 "โครงการประกวดภาพถ่าย หัวข้อ 55 ปี อ.ส.ค." หรือติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์ 083-767-9122

"โคนมอาชีพพระราชทาน"เกิดจากสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชทานอาชีพใหม่ให้แก่ปวงชนชาวไทย เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ มีอาชีพที่เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมให้คงอยู่คู่เกษตรกรไทย ซึ่งเห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ทรงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรให้มีรายได้และมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนอยู่คู่สังคมไทย

อ.ส.ค.ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการสานต่อตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการเร่งเดินหน้าส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพแก่เกษตรกรไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมนมให้ครบวงจร ซึ่งภายใต้ แผนวิสาหกิจปี 2560-2564 อ.ส.ค.มีแผนในการพัฒนาส่งเสริมอาชีพโคนมในหลายด้าน อาทิ การสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนม เตรียมผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางข้อมูลและความรู้เรื่องนมแบบครบวงจร การสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเกษตรกร/สหกรณ์และหน่วยงานภายนอก เป็นต้น เพื่อสืบสานและพัฒนาโคนมอาชีพพระราชทานดังพระปณิธานของพระองค์

สำหรับความเป็นมาของอาชีพการเลี้ยงโคนมนั้น เกิดจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ความร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์กในระยะเวลาต่อมา

ก่อนหน้านั้น นายนิลส์ กุนนาร์ ซอนเดอร์กอรด์ ชาวเดนมาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ ของ FAO (Food and Agricultural Organization United Nation) ผู้ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ระหว่างปีพ.ศ.2498-2502 (ค.ศ.1955-1959) ได้สังเกตว่า คนไทยไม่รู้จักโคนมและดื่มนมในปริมาณน้อยมาก หลังจากกลับไปประเทศเดนมาร์ก ในปี พ.ศ.2502 นายซอนเดอร์กอรด์ ได้จัดทำโครงการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เสนอต่อ Danish Agricultural Marketing Board และต่อมาเพื่อให้โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยบรรลุตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ ได้มีการลงนามในสัญญาความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2504 โดยได้ดำเนินการจัดตั้ง "ฟาร์มโคนม" และ "ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย - เดนมาร์ค" ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่มีหุบเขาสวยงามมีแหล่งน้ำสะอาดและไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ

โดย Danish Agricultural Marketing Board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครนเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครนเนอร์ อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนมหลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริค ที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีแห่งประเทศเดนมาร์กได้เสด็จพระราชดำเนิน ประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนม และศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย - เดนมาร์ค อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย - เดนมาร์ค จากรัฐบาลเดนมาร์ก และได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้ชื่อว่า "องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย" (อ.ส.ค.)

จากประวัติศาสตร์การเลี้ยงโคนมดังกล่าว อ.ส.ค. ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงถือเอาวันที่ 16 มกราคมของทุกปี เป็นวันโคนมแห่งชาติ และเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนกับวันครู รัฐบาลได้มีมติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2530 ให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ จึงถือเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย อ.ส.ค. ได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย

อาคารประวัติศาสตร์

โดยรอบอ.ส.ค.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BlueHill วันที่ : 14/11/2016 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
...คิดถึงในหลวงเหลือเกินครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 10/11/2016 เวลา : 21.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

อาชีพท่ีไม่ทำให้รวย แต่โชคดีท่ีสุดในโลกครับ จงภูมิใจ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 10/11/2016 เวลา : 15.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

พระองค์ทรงงานเพื่อคนไทยทั้งประเทศ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน