• countrygirl
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : countrythai_girl@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-22
  • จำนวนเรื่อง : 209
  • จำนวนผู้ชม : 524699
  • จำนวนผู้โหวต : 161
  • ส่ง msg :
  • โหวต 161 คน
คาวบอย

44

View All
<< ธันวาคม 2016 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม 2559
Posted by countrygirl , ผู้อ่าน : 1517 , 15:34:30 น.  
หมวด : เกษตรกรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน february26 , ลูกเสือหมายเลข9 โหวตเรื่องนี้

Photobucket

 ภายหลังการทำนาเกษตรหลายคนได้ปรับพื้นที่เพื่อให้สามารถปลูกพืชหลังนาเพื่อหารายได้เสริมซึ่งพืชส่วนใหญ่อาจจะเป็นพืชในตระกูลถั่วไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วพุ่ม ถั่วลิสง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน สามารถปลูกได้เช่นกันซึ่งดูตามความเหมาะสมแต่ละพื้นที่ตลอดจนสามารถปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ โสนอัฟริกันและปอเทือง เป็นต้น แต่พืชอีกชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ได้นึกถึงนั่นคือ"ใบยาสูบ"ยาสูบเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญของไทย เนื่องจากผลผลิตใบยาสูบเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ตลอดจนต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมการผลิตบุหรี่ของโรงงานยาสูบที่ใช้ใบยาเป็นส่วนผสมและยังคงเป็นพืชที่มีอนาคตเนื่องจากใช้เวลาในการปลูกเพียง 60 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะสั้น ๆ เท่านั้น เราได้พูดคุยเกี่ยวกับอนาคตและการปลูกพืชชนิดนี้กับ"สกาวรัตน์ โลหะโชติ"นายกสมาคมผู้เพาะปลูกผู้บ่มและค้าใบยาสูบจังหวัดน่าน บอกว่า ในพื้นที่จังหวัดน่านมีเกษตรกรที่ปลูกใบยาสูบ 1,200 ครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใบยาสูบนั่นคือการปลูกใบยาสูบส่งโรงบ่มโดยทางโรงบ่มจะเป็นผู้เตรียมปัจจัยการผลิตทุกอย่างตลอดจนส่งพนักงานไร่ไปส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกที่ได้รับอนุญาติให้ปลูกใบยาสูบอย่างถูกต้องตลอดจนการโรงบ่มเองก็ต้องมีอนุญาติเช่นกัน เกษตรกรผู้ปลูกจะได้รับการดูแลตั้งแต่การลงมือปลูกจนถึงการรับซื้อใบยาสูบจากโรงบ่มที่เราจะรับซื้อทั้งหมด เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะได้รับความมั่นคงทางอาชีพอย่างแน่นอน โดยรับซื้อกิโลกรัมละ 6 - 7.50 บาท จากเงินลงทุน 7,000 - 8,000 บาทต่อไร่ และขายได้เหลือ 10,000 บาท ใช้เวลาปลูก 60 วันเก็บอีกรวม 90 วัน

ปกติการใบยาสูบจะปลูกในฤดูหนาวคือช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนแต่บางรายจะเริ่มปลูกตั้งเดือนกันยายนแต่ที่ผ่านมามีการทดลองปลูกเดือนเมษายนซึ่งแม้ว่าจะมีคุณภาพดีแต่ตลาดในขณะนั้นไม่มีรวมทั้งเสี่ยงต่อการเกิดโรคจึงต้องต้องปลูกหน้าหนาวตามเดิม สำหรับกล้าพันธุ์มีการนำเข้าต้องเป็นกล้าพันธุ์ที่ต้านทานโรคซึ่งมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละแสนบาทแต่เราสำหรับเมล็ดพันธุ์แต่เราสามารถซื้อเพียง 300 - 500 กรัมได้

"การปลูกใบยาสูบค่อนข้างมีความมั่นคงเนื่องจากสามารถนำใบขึ้นทะเบีบยนการปลูกไปขอกู้เงินกับธกส.ได้รวมทั้งเป็นพืชที่มีความสะอาดและเป็นอินทรีย์ปลอดสารเคมีค่อนข้างสูงเนื่องจากสารเคมีหรือปุ๋ยที่ใช้จะไม่คลอไรด์ซึ่งแตกต่างจากปุ๋ยพืชอื่นโดยทั่วไป โรงบ่มมีการรับซื้อแน่นอนโดยมีการแบ่งแยกใบยาตามเกรดที่มากถึง 60 เกรดแต่หากจะคัดนำไปจำหน่ายจริง ๆ จะเหลือเพียง 5 เกรดและจะคัดทุกใบยาสูบด้วยมือไม่มีการใช้เครื่องจักร"

วิธีการปลูกใบยาสูบจะมีความระมัดระวังตั้งแต่การเตรียมดิน นำกล้าใบยาสูบลงแปลงที่มีการเพาะกล้า 45 วัน การใส่ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ทุกขั้นตอนจะมีพนักงานไร่ไปตรวจดูว่าเกษตกรได้ปฏิบัติตามหลักการปลูกที่ถูกต้องหรือไม่หากพบปัญหาจะต้องแก้ไขทันทีเนื่องจากมีผลต่อคุณภาพใบยา เมื่อใบยาแก่พร้อมเก็บเกี่ยวจะมีสีเหลืองและนำไปอบได้ 5-6 วันในอุณหภูมิที่ต่ำเพื่อให้ใบแห้งและพร้อมจำหน่ายโดยตลอดระเวลาเวลาในการบ่มทางโรงบ่มมีพนักงานเฝ้าดูตลอดเวลา อย่างไรก็ตามแม้เกษตกรจะบ่มเองแต่อาจไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้เนื่องจากเกษตกรจะปลูกในปริมาณมากการบ่มอาจได้ความร้อนไม่เสม่ำเสมอ


นายกสมาคมผู้เพาะปลูกผู้บ่มและค้าใบยาสูบจังหวัดน่าน บอกถึงพืชอื่นที่เกษตรกรมีการปลูกทดแทนยาสูบด้วยว่า เกษตรกรบางรายเคยปรับเปลี่ยนการปลูกใบยาสูบเป็นพืชอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงเช่นพริก ข้าวโพด ผัดกาด สำหรับยาสูบเองก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกับพืชทั่ว ๆ ไปคือความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ โรค เท่านั้นและขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการเริ่มปลูก การเอาใจใส่ ชาวไร่ที่มีการปลูกยาสูบให้กับโรงบ่มล้วนแต่มีความชำนาญ ฝีมือดี และไม่มีการใช้เครื่องจักร รวมทั้งพนักงานตรวจไร่เองก็ต้องมีความชำนาญอย่างน้อย 5 ปีจะสามารถดูใบยาสูบแต่ละใบว่าอยู่ในเกรดไหน

สำหรับการบ่มใบยาสูบนั้นจะใช้ฟืนบ่มโดยเป็นไม้ล้มจากสวนมะม่วง มะขาม ลำไย รวมทั้งการปลูกยาสูบไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงบ่อยครั้งเพราะจะใช้เมื่อจำเป็นโดยเฉพาะเมื่อพบแมลงศัตรูพืชเท่านั้นจึงจะมีการแจกยาฆ่าแมลงกับเกษตรกร การปลูกใบยาสูบเรียกได้ว่าปลูกแทบอินทรีย์เพราะส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นก็ต้องการใบยาที่มีสะอาด อย่างไรก็ตามพื้นที่ในจังหวัดน่านมีการปลูกยาสูบลดลงเหลือ 3,000 ไร่จากเดิม 5,000 ไร่ โดยเกษตกรที่ปลูกยาสูบจะต้องขึ้นทะเบียนกับโรงบ่มและโรงบ่มจะดูแลทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่กล้ายาจนถึงการเก็บเกี่ยวและจำหน่ายในโรงบ่ม ในราคารับซื้อที่ 6 บาท ถึง 7.50 บาทต่อกิโลกรัมซึ่งราคาขณะนี้ยังสู้กับราคาพืชไร่อื่น ๆ ไม่ได้เนื่องจากให้ราคาที่สูงกว่าแต่พืชอื่นก็มีความเสี่ยงด้านราคาเช่นกันแต่ใบยาสูบได้ราคาและมีตลาดรับซื้อแน่นอน

Photobucket

"มีการศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เกี่ยวกับราคาการรับซื้่อใบยาสูบเพื่อให้เกษตกรอยู่กันได้เนื่องจากเรารับซื้อ 6 - 7.50 บาทต่อกิโลกรัมแบบนี้เราสู้พืชอื่นเช่นข้าวโพดไม่ได้เพราะราคาสูงกว่าแต่ในทางกลับกันก็มีความเสี่ยงกว่าเช่นกัน เพราะราคาการรับซื้อไม่แน่นอน รวมถึงพริกและพืชอื่น ๆ ด้วย การขอขึ้นราคาเพื่อให้ชาวไร่อยู่ได้"นายกสมาคมผู้เพาะปลูกผู้บ่มและค้าใบยาสูบจังหวัดน่าน ได้เน้นย้ำว่าทำไมการปลูกใบยาสูบจึงยังเป็นพืชที่ยังมีอนาคตหลังการทำนาข้าว

Photobucket

"สังข์ทอง แพงจีน"นอกจากจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบแล้วยังทำหน้าที่ผู้ตรวจไร่ผู้ปลูกใบยาสูบ บอกว่า ปกติการทำการเกษตรของคนที่นี่จะปลูกพืชอื่นเช่น ข้าว ข้าวโพด พริก ผักกาด สลับกันไปโดยขึ้นอยู่กับราคาผลผลิตขณะนั้นว่าพืชตัวใดมีแรงจูงใจด้านราคามากน้อยเพียงใด สำหรับต้นทุนการผลิตใบยาสูบต่อไร่อยู่ที่น 8,000 ไร่ เมื่อเก็บผลผลิตสามารถขายได้ 1 หมื่นบาท โดยตนปลูกใบยาสูบมานาน 30 ปีแล้ว ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าราคาพืชต่าง ๆ ยกเว้น ใบยาสูบมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งตลอดจนมีความเสี่ยงในด้านราคาที่ไม่แน่นซึ่งราคาขายใบยาสูบให้กับโรงบ่มที่รับซื้อ 6 บาท - 7บาทห้าสิบสตางค์ต่อกิโลกรัมเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้

"ผมทำหน้าที่ในการตรวจไร่มา 6 ปีซึ่งการตรวจไร่จะให้คำแนะนำกับเกษตรกรถึงการปฏิบัติขั้นตอนที่ถูกต้องเหมาะสมในการปลูกใบยาสูบว่าต้องปลูกอย่างไร ดูแลอย่างไร ควบคุมให้ได้มาตรฐาน สำหรับเกษตรกรปลูกยาสูบจะมีพื้นที่ทำไร่เฉลี่ยกันไป 5 - 6ไร่ต่อครัวเรือนซึ่งจะปลูกพืชสลับกันทั้งข้าวโพด พริก ผักกาด กะหล่ำ และใบยาสูบถือเป็นเป็นพืชไรที่ดีหากไม่มีโรคก็คงไม่มีปัญหาอะไร แม้ว่าเกษตรกรที่นี่จะปลูกยาสูบด้วยแต่ก็ปลูกพืชอื่นและสลับมาปลูกพืชยาสูบด้วยเพราะราคาพืชอื่นไม่ดี "

"วีระชัย ไชยสุวรรณ" ผจก.โรงบ่มใบยาสบหนอง อยู่เลขที่ 189 ม.10 ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จว.น่าน ได้เล่าถึงการปลูกใบยาสูบในพื้นที่จว.น่าน ว่า สำหรับโรงบ่มตนมีเกษตรกรเข้าร่วมปลูกใบยาสูบ 100 คน เนื้อที่ปลูก 380 ไร่แต่ละรายโดยเฉลี่ย 5 - 7 ไร่และที่อำเภอท่าวังผาส่วนมากปลูกพันธุ์เวอร์จิเนีย การเลือกพื้นที่ปลูกใบยาสูบต้องไม่เป็นพื้นที่ที่มีโรคจากการปลูกพืชอื่นมาก่อนในตระกูลเดียวกัน ทางโรงบ่มจะจัดหาปัจจัยการผลิตทุกอย่างให้กับเกษตรกรผู้ปลูกที่ขึ้นทะเบียนตลอดไม่ว่าจะเป็นกล้าใบยาสูบ เคมีภัณฑ์ทางการเกษตร ต่าง ๆ ที่ทางโรงบ่มจะเป็นจัดหาให้

"การลงทุนในแต่ละไร่จะอยู่ที่ 8,000 บาทเกษตรกรเก็บใบยาสูบส่งโรงบ่มในราคา 7 บาท โดยใช้ระยะเวลาในการปลูกไม่นานตั้งแต่เตรียมกล้าใบยาสูบในเดือนสิงหาคมเริ่มต้นปลูกตั้งแต่กันยายนถึงเดือนธันวาคมหรือปลายฝนต้นหนาวเริ่มเพาะกล้าใบยาสูบแต่รายได้ค่อนข้างดีบางรายได้มากถึง 20,000 บาท ใบยาสูบสามารถทำเป็นอาชีพหลักได้ซึ่งมีเกษตรกรบางรายได้ดำเนินการอยู่ปลูกใบยาสูบเป็นอาชีพหลักเช่นกัน"

"วีระชัย"ได้อธิบายการปลูกใบยาสูบว่า วิธีการปลูกใบยาสูบจะปรับพื้นที่ให้เหมาะสม ยกร่องแปลง ปลูกแต่ละต้นให้ห่างกันประมาณ 60 ซม.โดยก้นหลุมจะใส่ปุ๋ยรวมทั้งมีระยะเวลาในการใส่ปุ๋ยตามความเหมาะสมและทิ้งระยะให้ต้นเจริญเติบโตเมื่อออกดอกก็จะตอนดอกและแก้ไขปรับปรุงต้นจากลำต้นด้านล่างขึ้นไป สำหรับผลผลิตต่อไร่แต่ละแปลงอยู่ที่คุณภาพแต่โดยเฉลี่ยได้ 250-300 กิโลกรัมต่อไร่ บางรายได้เมื่อมีการบ่มเป็นใบยาแห้งได้มากถึง 2,800 กก.ต่อไร่ก็มีแต่การจะปลูกใบยาสูบได้ปริมาณเท่าไหร่อยู่ที่การดูแล บำรุงรักษาหากเกษตรกรทำตามขั้นตอนแนะนำของโรงบ่มและพนักงานไร่ก็จะไม่มีปัญหาเว้นแต่ในช่วงนั้นมีปัญหาภัยธรรมชาติ

"ที่ผ่านมาเกษตรกรบางรายต้องการได้ผลผลิตต่อไร่จำนวนมาก ๆ ก็อาจแอบใส่ปุ๋ยผักพืชอื่นในต้นใบยาสูบที่ไม่สามารถทำได้ทำให้ใบยาสูบคุณภาพไม่ดี เพราะต้นใบยาสูบจะใส่ปุ่ยเฉพาะ อย่างไรก็ตามยังเห็นว่าการปลูกใบยาสูบเป็นพืชที่สร้างรายได้และยังมีอนาคตที่ดี"

การเดินทางลงพื้นที่ไปดูไร่ยาสูบครั้งนี้ได้แวะชมโรงบ่มใบยาสูบสบหนองเรามองไปรอบ ๆ ของโรงบ่มได้เห็นโรงบ่มแบบเก่าและแบบใหม่ซึ่งแบบเก่าจะก่ออิฐสูงและแบบใหม่จะเป็นเหมือนตู้คอนเทนเนอซึ่งเจ้าของคือคุณวีระชัย บอกว่า การเปลี่ยนโรงบ่มใบยาสูบแบบเดิมมาเป็นโรงบ่มแบบใหม่เนื่องจากแบบเดิมต้นทุนสูง ใช้แรงงานมากใช้เวลาบ่ม 5 - 6 วันบ่มได้ 3,000 กิโลกรัมส่วนแบบใหม่บ่มได้ 5,000 - 6,000 กิโลกรัมใช้ฟืนจากไม้สวน จากโรงบ่มแบบเดิมใช้ลิกไนต์ที่มีปัญหากลิ่นฉุนเพราะเป็นกำมะถัน ซึ่งจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงเตาบ่มแบบใหม่มาจากกระทรวงพลังงานเป็นผู้ให้คำแนะนำ

เราไปดูภาพบรรยากาศโดยรอบโรงบ่มคุณ"วีระชัย"กันค่ะ

สำหรับการทำไร่ยาสูบในพื้นที่จว.น่าน เอกชนได้เข้ามาให้การช่วยเหลือเกษตรกรในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ทั้งนี้จากตัวเลขของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ระบุว่า ในภาพรวมมีชาวไร่ 34,000 ครอบครัว พื้นที่ปลูก 132,000 ไร่ ผลผลิต 40,700 ตัน แบ่งเป็นการปลูกใบยาสูบพันธ์เวอร์จิเนีย 10 จังหวัด 5,800 ครอบครัว 12,000 ตัน ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง แต่ที่เชียงรายจะปลูกมาก ส่วนพันธุ์โอเรียนทอล หรือ เตอร์กิช จะปลูกมาในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,900 ครอบครัว ผลผลิต 8,800 ตัน และพันธุ์ยาสูบพันธุ์เบอร์เรีย ถือว่าพันธุ์นี้มีผลผลิตมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ โดยปลูกในจังหวัดเพชรบูรณ์ 13,000 ครอบครัว ผลผลิต 19,900 ตัน ที่มาของตัวเลขจากโรงงานยาสูบ

การปลูกใบยาบริษัทเอกชนที่รับซื้อจะมีมาตรฐานการปลูกพืชยาสูบแบบ (Sustainable Tobacco Programmes) หรือSTP คือการปลูกยาสูบอย่างยั่งยืนโดยขั้นตอนการผลิตใบยาจะมีมาตรการในการตรวจสอบย้อนกลับโดยหน่วยงานภายนอกนอกจากนี้ยังคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ ด้วยการกำจัดของเสียเนื่องจากการปลูกใบยาสูบจากไร่ โดยการกำจัดบรรจุภัณฑ์ทางเคมีเกษตร 947,000 ชิ้น หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่แจกให้กับเกษตร แต่อีก 20 เปอร์เซ็นต์ยังมีเหลือค้างในพื้นที่ของเกษตรกร และจะเรียกเก็บมากำจัดให้ 100 เปอร์เซ็นต์ตลอดจนการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพเพื่อลดเวลาการทำงานและต้นทุนให้มีความเหมาะสมเช่นการสนับสนุนเครื่องเสียบร้อยใบยาแทนการใช้แรงงานสามารถลดต้นการผลิตได้ 29 เปอร์เซ็นต์ จากที่เดิมมีการใช้แรงงานเพื่อร้อยใบยาจำนวนมากและในส่วนของการใช้แรงงานชาวไร่ที่จะต้องไม่มีแรงงานเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องลอดจนการต่อต้านแรงงานที่ถูกบังคับ การส่งเสริมการใช้อุปกรณ์เพื่อป้องกันอันตรายจากไร่ 

"ภายหลังดำเนินการตามกรอบ STP แล้วจะต้องตรวจสอบว่าการปลูกใบยาสูบแต่ละชนิดเป็นอย่างไรและจะดำเนินการแก้ไขในแต่ละประเด็นปัญหาตลอดจนการอบรมมาตรฐานและตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอกที่ล่าสุดได้ผ่านการตรวจสอบโดย ab.Sustain ซึ่งได้มาตรฐานใกล้เคียงต่างชาติ"

เจ้าของได้ปรับโรงบ่มแบบเก่าเป็นที่พักอาศัยสวยงามไปอีกแบบ

โรงบ่มแบบใหม่ค่ะ

ไม้ที่ใช้บ่ม

เกษตรกรบางรายได้ที่เห็นลู่ทางหรือสนใจในการปลูกพืชอายุสั้นแต่รายได้งามเช่นยาสูบอาจหันมาทดลองปลูกเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงด้านราคาจากพืชอื่น ๆ ตามปกติที่เคยปลูกมาได้ ติดต่อขอรายละเอียด การปลูกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ค่ะ

ขอบคุณภาพ.... วีระชัย ไชยสุวรรณ

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 26/12/2016 เวลา : 17.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ผลผลิตมากดีจัง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน