• คันทรี่แมน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-06
  • จำนวนเรื่อง : 151
  • จำนวนผู้ชม : 907109
  • จำนวนผู้โหวต : 296
  • ส่ง msg :
  • โหวต 296 คน

<< กรกฎาคม 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2552
Posted by คันทรี่แมน , ผู้อ่าน : 15454 , 20:41:46 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ยุพิน แพรทอง - นักร้องสาวตาคม

พนม บัวคำ หรือ ยุพิน แพรทอง เกิดที่บ้านหัวนา ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อปี 2494 เธอมีพี่ชายพ่อแม่เดียวกันเพียงคนเดียวเท่านั้น ครอบครัวมีอาชีพหลักคือการทำไร่มันสำปะหลัง ครอบครัวมีที่ดินผืนเล็กๆเท่านั้น ทำให้มีรายได้ไม่พอรายจ่าย มีความเป็นอยู่แร้นแค้น ต้องไปรับจ้างทำไร่มันที่ไร่ของชาวบ้านข้างเคียงด้วย ไม่เช่นนั้นจะมีรายได้ไม่พอเลี้ยงตัว

จนกระทั่งเมื่อมีอายุได้ประมาณ 7-8 ขวบ พ่อแม่ก็เกิดแยกทางกัน พ่อไปมีภรรยาใหม่ และมีลูกอีกคน เธอก็เลยไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ เพราะพ่อเจตนาให้อยู่บ้านเลี้ยงน้องมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็แอบหนีไปเรียนอย่างกระท่อนกระแท่นจบ ป.4 จากโรงเรียนวัดหนองคล้า จนได้ โดยระหว่างนั้นก็ไปๆ มาๆ คืออยู่กับพ่อบ้าง อยู่กับแม่บ้าง เนื่องจากแม้จะแยกทางกันแล้ว แต่บ้านพักก็ไม่ห่างกันเท่าไหร่

ยายของเธอเคยเป็นแม่เพลงมาก่อน ตอนที่แกยังมีชีวิตอยู่ ก็เคยเล่าให้ลูกหลานฟังว่าเคยได้ร้องเล่นเพลงถวายหน้าพระที่นั่งในหลวงรัชกาลที่ 6 ซึ่งสายเลือดแม่เพลงเก่าได้ตกทอดมาถึงชั้นแม่ของเธอ ซึ่งก็เล่นเพลงเป็นตั้งแต่ยังเด็ก แต่ตอนที่เธอเกิด ยุคนั้นเขาเลิกเล่นเพลงพื้นบ้านกันหมดแล้ว

แต่ยุพิน แพรทอง สาวน้อยตาคม ที่แสนจะขี้อาย ก็ได้รับการสืบทอดพรสวรรค์ในด้านนี้มาเช่นกัน โดยในเรื่องการร้องเพลง แรกๆเธอยังไม่ชอบนักเพราะเป็นคนขี้อาย แต่สิ่งที่หักเหความคิดให้อยากร้องเพลงก็เพราะครูแจกรางวัลให้นักเรียนที่กล้าร้องเพลงหน้าเสาธง เธออยากได้รางวัลบ้าง ก็เลย กล้าหาญขึ้นไปร้องเพลงกับเขา เพลงแรกที่ร้องหน้าเสาธงก็คือ " โปรดเถิดดวงใจ " ของ ทูล ทองใจ เธอร้องเพลงนี้ไม่จบ ร้องได้เพียงท่อนเดียวเพราะจำเนื้อไม่ได้ แต่เพราะความกล้า เธอก็เลยได้รางวัลเหมือนคนอื่นๆ แม้รางวัลจะเป็นแค่สบู่ก้อนเดียว หรือดินสอแท่งเดียว แต่เธอก็ดีใจล้นเหลือ

แต่การร้องเพลงครั้งสำคัญในชีวิตคือการแข่งขันร้องเพลงฉ่อยในงานศึกษาสงเคราะห์ที่ อ.ศรีราชา แล้วเธอก็คว้ารางวัลชนะเลิศ ทำความภูมิใจให้ครูนักเรียนเพื่อนพ้องโรงเรียนวัดหนองคล้าเป็นอย่างยิ่ง พออายุแค่ 11-12 ขวบ เธอก็ออกตระเวนร้องเพลงประกวดตามงานวัดต่างๆ แพ้บ้างชนะบ้าง จนเสียงหนักแน่นอยู่ตัว เพลงที่ชอบร้องมากเป็นพิเศษและได้อวดเสียงอยู่บ่อยๆ คือเพลง เด็กท้องนา ของ ละอองดาว โสธรบุญ ฝาแฝดผู้พี่ของ สกาวเดือน โสธรบุญ คู่แฝดคู่แรกที่โด่งดังที่สุดของวงการเพลงลูกทุ่ง


เธอมีความใฝ่ฝัน ที่จะได้เรียนที่กรมศิลปากร เพราะแม้จะขี้อาย แต่ก็ชื่นชอบการร่ายรำตามสายเลือดเป็นอย่างยิ่ง และยังสามารถทำได้ดีมากๆ อีกด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนจากที่ไหนเลย ปกติเวลาที่โรงเรียนมีงานทุกงาน เธอก็ได้ช่วยร้องช่วยรำอยู่เป็นประจำ ครูทุกคนจึงล้วนสนับสนุนถึงขนาดพากันไปขอร้องแม่ให้เธอได้ไปเรียนกรมศิลปากร เพราะที่นั่นมีทุนให้ ไม่ต้องลำบากครอบครัว แต่แม่ไม่ยอม เพราะอยากจะให้ลูกสาวคนเล็กอยู่ใกล้ๆตัว เนื่องจากเป็นห่วงกลัวสารพัด

เมื่อไม่ได้เรียนต่อ เธอก็เลยต้องออกจากโรงเรียนมารับจ้างทั่วไป ทั้งทำไร่มัน ถางหญ้า ตัดอ้อย มีชีวิตขลุกอยู่แต่กลางดินกลางไร่ จนกระทั่งประมาณปี 2507 วงดนตรีสมานมิตร เกิดกำแพง มาเปิดการแสดงที่โรงเรียนวัดบ้านบึง

ลุงของเธอเคยเห็นหลานร้องเพลงได้ดีพอสมควรเลยพาไปสมัครเป็นนักร้อง แต่ตอนแรกที่เห็นตัว หัวหน้าวงคือสมานมิตร เกิดกำแพง ปฏิเสธทันที เพราะตอนนั้นเธอยังเด็กมาก ตัวเล็กผอมดำเป็นเหนี่ยง แต่ตาโตเหมือนลูกแขก ลุงต้องคะยั้นคะยออยู่เป็นนาน ขอร้องกับหัวหน้าว่า เด็กมันอยากร้องเพลงขอให้ได้ร้องบนเวทีสักเพลง ทางวงเขาเลยอนุญาต

แล้วเวลาทองของชีวิตก็มาถึง สาวน้อยไร่มัน ผอมเกร็งตัวดำได้ร้องเพลงโชว์บนเวทีของวงดนตรีวงใหญ่ วันนั้นเธอร้องเพลง " เด็กท้องนา " ของละอองดาว โสธรบุญ และเมื่อเธอร้องจบเพลงเท่านั้น เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวยิ่งกว่านักร้องตัวจริงในวงของสมานมิตรเสียอีก

สมานมิตร เกิดกำแพง จึงรับเธอเข้าวงทันที แต่เธอต้องกลับไปขออนุญาตแม่ก่อน ซึ่งแม่ของเธอก็ไม่ยอมเช่นเคย ถึงขนาดร้องห่มร้องไห้ประกาศว่าถ้าไปอยู่กับวงจริงๆ จะตัดแม่ตัดลูกกันเพราะแกห่วงมาก แต่ตอนนั้นใจสาวน้อยมันเตลิดไปแล้ว จึงตัดสินใจเด็ดขาดกราบเท้าแม่ทั้งน้ำตาไหลพราก เดินหน้าสู่ถนนนักเพลงอย่างเต็มตัว เพราะถ้าอยู่ท่ามกลางไร่มันสำปะหลัง ก็คงไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอะไรกับเขาหรอก ชีวิตคงไม่มีอะไรดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนั้น เธอเลือกเส้นทางชีวิตแล้วว่าขืนอยู่ในไร่มันต่อไปคงต้องตายอยู่กับไร่มัน แม้คำพูดของแม่จะยังคงก้องอยู่ในหูว่า ถ้าเธอดื้อดึง แม่จะถึงขั้นตัดลูกตัดแม่ก็ตาม

แต่ประวัติอีกส่วนหนึ่งบอกว่า เมื่อวงสมานมิตรมาเปิดการแสดงที่วัดอ่าวอุดม จ.ชลบุรี ในช่วงที่วงกำลังเตรียมจะออกแสดงนั่นเอง ก็มีแม่ค้าน้ำแข็งไสคนหนึ่งชื่อแจ๋ว มาขอร้องเพลงโชว์บนเวที แต่สมานมิตรได้ปฏิเสธไป โดยบอกว่าคิวการแสดงเต็มแล้ว แต่แม่ค้าสาวก็ยังรบเร้าที่จะขอขึ้นร้องเพลงอยู่นั่นเอง

เหตุการณ์ครั้งนี้ ประทุมทิพย์ บัวตะมะ ( ภรรยาของสมานมิตร ) รู้เห็นโดยตลอด จึงเกิดความเห็นใจ และยอมให้แม่ค้าสาวขึ้นร้องเพลงโชว์ได้ ขณะที่สมานมิตรก็สำทับไปด้วยว่า ถ้าเธอร้องแล้วได้รับเสียงปรบมืออย่างมากจากแฟนเพลง ก็จะรับเข้าเป็นนักร้องประจำวง

และเมื่อเธอร้องจบ ผู้ฟังต่างก็ปรบมือให้เธออย่างมากมาย สมานมิตรซึ่งพอใจในน้ำเสียงของเธอด้วย จึงรับเธอเข้าร่วมวงตามสัญญา และแม่ค้าสาวคนนี้ก็เก็บเสื้อผ้า เดินทางตามวงกลับเข้ากรุงเทพฯในคืนนั้นเลย

ขณะที่ประวัติอีกส่วนหนึ่งบอกว่า ในคืนถัดมา วงสมานมิตร เกิดกำแพง มาเปิดการแสดงที่วัดบางพระ จ.ชลบุรี และ ในวันนั้น นักร้องคนใหม่ของวงที่ชื่อยุพิน แพรทอง ก็ได้ออกมาร้องเพลงที่หน้าเวทีสมานมิตรตั้งชื่อนักร้องใหม่ของเขาว่า ยุพิน แพรทอง ซึ่งเป็นชื่อที่เขาตั้งให้กับนักร้องสาวอีกคนของวง แต่คนนี้ลาออกไปแต่งงานเสียก่อนที่จะได้รับชื่อ

สมานมิตร เกิดกำแพง รับสาวน้อยจากศรีราชาเข้าวง แล้วให้ร้องเพลงทันทีเพราะเชื่อในพลังน้ำเสียงที่เคยได้ยินมาว่าต้องร้องได้ ตอนแรกเธอก็อาศัยแนวเพลงของนักร้องสาวคูแฝด ละอองดาว-สกาวเดือน เป็นใบเบิกทาง

แต่ก็ไม่ใช่ว่าแค่ร้องเพลงอย่างเดียวเท่านั้น เธอยังต้องฝึกหัดเต้นหางเครื่องไปด้วย ลำบากแค่ไหนก็ไม่เคยปริปากบ่น เพราะเป็นคนตัดสินใจมาเองก็ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ร่วม 2 ปี จึงได้รับโอกาสให้อัดแผ่นเสียง โดยเพลงแรกที่ได้อัดแผ่นคือ เพลงสาวดำเนิน กับ นางกวักรักดี ซึ่งร้องประกบแผ่นกับนักร้องในวงนั่นเอง โดยช่วงนั้นนักร้องดังๆ ที่ สมานมิตร เกิดดำแพง สร้างขึ้นมาก็มี แก้ว เบญจกาย, อัศวิน เกิดกำแพง, ราศรี เอี่ยมสำอางค์, การเวก เสียงทอง

เพลงที่เธอได้อัดแผ่นออกมาในตอนนั้นก็ยังไม่ดังเท่าไหร่ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงยุคสมัยของ จอมพล ถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นยุคห้ามโฆษณาเพลง ก็เลยทำให้เพลงที่ออกมาไปไม่ถึงไหน แต่ถึงกระนั้นสาวไร่มันตัวเล็กๆก็คิดว่าชีวิตการเป็นนักร้อง และเป็นหางเครื่องวงดนตรี ก็ยังดีกว่าในไร่มันเยอะ เพราะสาวไร่มัน รับจ้างถางหญ้าในไร่มันทั้งวัน ได้ค่าจ้างวันละ 10 บาท แต่ชีวิตนักร้องลูกทุ่งอย่างเธอ ร้องวันละไม่กี่เพลง แต่ได้ค่าเหนื่อยถึงวันละ 30 บาท และถึงแม้อดบ้าง อิ่มบ้าง ทุกข์บ้าง สุขบ้าง แต่มันเป็นเส้นทางที่เธอเลือก เพราะเธอรักที่จะทำ

ต่อมาวงดนตรีสมานมิตร เกิดกำแพง ยกไปแสดงที่ศรีราชาบ้านเกิด คืนนั้นแม่ก็มายืนดูอยู่หน้าเวทีด้วยใบหน้าเบิกบาน รอยยิ้มเปื้อนไปทั้งหน้า แม่ยืนดูยืนฟังลูกสาวร้องเพลงอย่างใจจดใจจ่อ ไม่มีร่องรอยความโกรธเหลืออยู่ คืนนั้นสาวน้อยนักร้องน้องใหม่เสียงใสแจ๋วได้รับรางวัลหน้าเวทีถึง 200 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากๆสำหรับสมัยนั้น เธอมอบเงินรางวัลทั้งหมดให้แม่เป็นการขอโทษที่ทำให้แม่เคยเสียใจ 

ถึงจะได้อัดแผ่นเสียงไปแล้ว สภาพการเป็นนักร้องก็ใช่ว่าจะสบายเสียจนเลิศเลอ เพราะสองเพลงที่อัดไปนั้นมันไม่ดังเท่าไหร่ เธอก็เลยตัดสินใจขอลาออกจากวงเพื่อหาช่องทางสร้างอนาคตของตนเองต่อไป ตอนแรกเธอย้ายไปอยู่กับวงเทียนชัย สมยาประเสริฐ แล้วย้ายอีกครั้งไปอยู่วงของ อรุณ รุ่งรัตน์ ซึ่งเป็นนักจัดรายการวิทยุชื่อดังในยุคนั้น และที่วงนี้ เธอมีโอกาสได้อัดแผ่นเสียงอีกหน แต่เป็นการอัดด้วยเงินทุนของตนเองทั้งหมด เธออัดถึง 3 เพลงติดกันคือ คอยรักพี่ราชบุรี, ขอเป็นผู้แพ้ และ สิ้นแล้ว 16 ปี

คราวนี้เพลงติดหูคนฟังดังไล่ๆ กันมาเลย ทำเอาเธอยิ้มได้ เพราะเพลงที่ลงทุนเองไม่ล้มเหลว แต่เมื่อบุญมี ก็ยังมีกรรมมาบัง เพราะเพลงดัง แต่คนไม่รู้จักตัวคนร้อง เพราะทุกคนเข้าใจว่าเป็นเสียงของ ผ่องศรี วรนุช  

ประมาณปี พ.ศ. 2512 รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ดังทะลุฟ้าด้วยผลงานเพลงของบรมครู ไพบูลย์ บุตรขัน อย่างฝนเดือนหก เพลงนี้กลายเป็นเพลงอิทธิพลที่ทำให้ วิเชียร ลูกราชบุรี กับเพื่อนช่วยกันแต่งเพลงฝนเดือนแปด  แก้กับ ฝนเดือนหก 

สาวน้อยจากไร่มันศรีราชา ได้อัดแผ่นเสียงเพลงนี้แล้วเกิดดังเปรี้ยงขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เลยประกาศตั้งวงดนตรีของตนเองทันที โดยการจัดการของหุ่นส่วนชีวิตอย่าง วิเชียร ลูกราชบุรี จากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความดังเข้ามาเยือน เงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ และอะไรต่อมิอะไรก็เข้ามาจนแทบจะตั้งรับไม่ติด ซึ่งเธอก็ได้ วิเชียร ลูกราชบุรี ช่วยเหลือวิ่งงานให้ วิ่งแผ่นเชียร์ให้ จนโด่งดังหลายปีติดกัน มีเพลงเด่นๆ ตามมาอีกมาก อาทิ ลูกสาวกำนัน, จะรักใครดี, ฝนซาฟ้าใส ดังระเบิดระเบ้ออีกเมื่อจับคู่กับ ชาตรี ศรีชล ร้องเพลงทำนองแขก ธรณีชีวิต กลายเป็นราชา - ราชินี เพลงแขกไปด้วยกันทั้งสองคน

ดังได้ก็เงียบได้ แต่ถ้ามีคุณภาพ เมื่อมีโอกาสก็สามารถจะกลับมาดังได้อีกครั้งเช่นกัน และเมื่อปี 2518 นั่นแหละ สาวน้อยหัวหน้าวงตัวเล็กก็ได้ร้องเพลง หนี้กรรม ของสุรินทร์ ภาคศิริ โดยร้องคู่กับ สุมิตร สัจจะเทพ ทำให้ชื่อเสียงของเธอกลับมาดังได้อีกหน จนปี 2521 เธอก็ได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทานจากเพลง เจ้าน้ำตา

แต่วงดนตรีเล็กๆ ที่มีหัวหน้าเป็นผู้หญิง ปกครองคนก็ลำบาก การตัดสินใจอะไรก็กล้าๆ กลัวๆ ในที่สุดทนแรงเสียดทานไม่ไหวเลยต้องยุบวงไปเมื่อปี พ.ศ. 2524 เหลือไว้แต่การเป็นนักร้องรับเชิญ จนภายหลังต้องแยกทางกับวิเชียร ลูกราชบุรี คู่ชีวิต ต้องผจญกับเวรกรรมหลายอย่างหลายครั้งหลายคราจนเบื่อหน่ายทางโลก ที่สุดเธอตัดสินใจบวชชี ดำเนินชีวิตแบบเงียบสงบอยู่กับรสพระธรรมจวบจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันแม่ชียุพิน บวชอยู่ที่วัดกุฎีทอง จ.สิงห์บุรี มานานกว่า 10 ปีแล้ว




เรื่องที่มีผู้อ่านสูงสุด จาก NationTV



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ญาธร วันที่ : 03/07/2009 เวลา : 00.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yathorn
The world is a fine place and worth fighting for.

เป็นประวัติศาสตร์แห่งวงการเพลงที่น่าสนใจครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
indexthai วันที่ : 02/07/2009 เวลา : 21.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน