• คันทรี่แมน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-07-06
  • จำนวนเรื่อง : 151
  • จำนวนผู้ชม : 925868
  • จำนวนผู้โหวต : 299
  • ส่ง msg :
  • โหวต 299 คน
<< สิงหาคม 2009 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม 2552
Posted by คันทรี่แมน , ผู้อ่าน : 6355 , 12:37:44 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร - ตำนานผู้ใหญ่ลี

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร เป็นชื่อจริงนามสกุลจริง เกิดที่ย่านวัดบ้านน้อย หรือวัดมณีวนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เมื่อวันเสาร์ 12 มิถุนายน 2480 เวลาประมาณบ่าย 2 โมง เป็นลูกคนที่ 2 ของนางผ่องจิต และนายทองคำ ศรีอักษร โดยมีพี่น้อง 3 คน เป็นหญิง 2 และชาย 1 โดยนวลพรรณ ศรีอักษร น้องสาวคนเล็ก ก็ดำเนินรอยตามพี่สาว โดยการเป็นนักร้อง และใช้ชื่อในการร้องเพลงว่าพริ้ว แพรชมพู เจ้าของบทเพลง รักน้องจริง อย่าทิ้งน้องนะ ซึ่งเป็นเพลงดังในสมัยนั้น

ศักดิ์ศรี ศรีอักษณเรียนจบการศึกษาชั้น ม.6 โรงเรียนวิไลวัฒนา โดยพ่วงท้ายด้วยตำแหน่งเทพีงานแห่ต้นเทียนพรรษา เธอรักการขับร้องและฟ้อนรำมาตั้งแต่เด็ก และได้รับการฝึกจากครูที่โรงเรียน จนมีความชำนาญในระดับที่ดี และเคยขึ้นแสดงในงานของโรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง

หลังจบการศึกษาชั้นต้น ศักดิ์ศรี ศรีอักษร เข้ากรุงเทพ ฯ หวังศึกษาต่อที่โรงเรียนนาฏศิลป์ กรมศิลปากร แต่เมื่อได้ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียนและเห็นว่าเธอต้องกลับมาเริ่มเรียนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานใหม่  จึงเดินทางกลับบ้านโดยไม่ทันเขียนใบสมัคร

ที่บ้านเกิด เธอทำงานเป็นครูอนุบาลอยู่พักหนึ่ง จนเมื่ออายุย่างเข้า 20 ปี ก็ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ผดุงศิลป์ว่าไพบูลย์ บุตรขัน ลงแจ้งความต้องการรับสมัครนักร้องชายหญิงเพื่อคัดเลือกให้บันทึกแผ่นเสียง เธอได้เขียนจดหมาย ส่งรูปถ่ายที่คิดว่าสวยที่สุด และเขียนประวัติของตนเองส่งไป และไม่นานได้ ก็ได้รับจดหมายตอบกลับมาว่าให้ลงมากรุงเทพฯ เพื่อการคัดเลือก เธอจึงลงมากรุงเทพพร้อมกับพี่สาว

โดยทางพิพัฒน์ บริบูรณ์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของไพบูลย์ในการสร้างนักร้อง บอกว่าที่ตัดสินใจเรียกตัวมาทดสอบ ก็เพราะความสวยที่เห็นจากรูปภาพใบนี้นี่เอง

เมื่อมาเจอครูเพลงชื่อดังที่บ้านปทุมวัน เธอก็โชว์ลีลาการร้องเพลง ร้องหมอลำ และฟ้อนเต็มที่ เพื่อเอาชนะใจครู แต่ไพบูลย์ บุตรขัน บอกแต่เพียงว่าเสียงของเธอแปลก และให้เธอไปฝึกร้องเพลงอยู่กับพิพัฒน์ บริบูรณ์ เจ้าของวงพิพัฒน์ บริบูรณ์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นลูกศิษย์เบอร์ 1 ของครูไพบูลย์ระยะหนึ่งก่อน เพราะเห็นว่าเสียงของเธอไม่เข้ากับเพลงที่แต่งเอาไว้แล้ว ซึ่งในระหว่างรอการบันทึกแผ่นเสียงอยู่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสาวอุบลฯ กับนักธุรกิจทำแผ่นเสียงก็สุกงอม จนถึงขั้นแต่งงานกัน

ปี 2500 ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ก็ได้บันทึกเสียงเพลงชุดแรก 3 เพลง คือ " กระถินบนกระถาง" ของครูไพบูลย์ กับ "เหนือฟ้าฝั่งโขง" และ "สาวฝั่งโขง" ซึ่งเป็นผลงานของพิพัฒน์ ซึ่งก็ทำให้เธอโด่งดัง หลังจากนั้นเธอก็เดินสายร้องเพลงไปกับวงดนตรีพิพัฒน์ บริบูรณ์ในฐานะนักร้องนำ และภรรยาหัวหน้าวงนอกจากนั้น เธอก็ยังมีเพลงดังอีกหลายเพลงอย่างโจโจซัง กำนันเฉย สาวรำเต้ย จนในที่เมื่อมีชื่อเสียงมากขึ้น พิพัฒน์จึงตัดสินใจตั้งวงดนตรีให้เธอเพืื่อออกเดินสายเปิดการแสดงทั่วประเทศ

เพื่อให้เป็นวงดนตรีที่มอบความสนุกสนานให้ผู้ชมมากกว่าวงอื่นๆ พิพัฒน์จึงได้คิดแต่งเพลงแนวตลกขบขันให้ศักดิ์ศรี ร้องบนเวทีเพื่อเล่นกับตลกในวงเช่น สีเผือก สีสุริยา สีหมึก สีเทพ ( เทพ เทียนชัย ) โดยในปี 2502 ระหว่างเดินสายร้องเพลง สองสามีภรรยาได้เก็บประสบการณ์จากการไปดูการแสดงหมอลำในงานบุญงานหนึ่งที่อุบลราชธานี ซึ่งมีนำเอาเรื่องราวของชายชาวอีสานชื่อ "ลี" มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านมาเล่นล้อเลียน ทำให้พิพัฒน์นำพล็อตนี้มาเขียนเป็นเพลง "ผู้ใหญ่ลี" ในเวลาต่อมา (แต่มีผู้รู้ยืนยันว่า เพลงทำนองคล้ายๆกันนี้ ชาวบ้านเขานำมาร้องมาเล่นกันนานแล้ว )

แต่หลังจากที่เคยมีปัญหาเรื่องภาษา และเนื้อหากับเพลงบางกอกน้อย ของชัยชนะ บุญนะโชติ ที่เขาเป็นคนแต่ง ทำให้เขาไม่กล้านำเพลงผู้ใหญ่ลีออกบันทึกเสียงในทันทีโดยความกังวลในเพลงนี้อยู่ตรงคำว่า “ หมา “ ที่เขามองว่าไม่สุภาพ  เขาจึงหาทางแก้ไข โดยให้ศักดิ์ศรี ให้ออกเสียงคำว่า “ หมา “ เป็น “ ม่า “  คือให้อยู่กึ่งกลางระหว่าง “ หมา “ กับ “ ม้า “เพื่อเลี่ยงคำวิจารณ์

นอกจานั้น ระหว่างปี 2502-2504 ทุกครั้งที่วงพิพัฒน์ บริบูรณ์ เปิดวิกทำการแสดงที่ใด ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ก็จะออกมาร้องเพลง "ผู้ใหญ่ลี"  เพื่อทดสอบตลาด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากแฟนมาก โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการสายปกครองที่ถูกพูดถึงอยู่ในเนื้อหาของเพลง

เมื่อหยั่งกระแสจนมั่นใจแล้ว ปี 2504  พิพัฒน์จึงให้ภรรยาบันทึกแผ่นเสียงเพลง "ผู้ใหญ่ลี" ขณะที่ตัวเขาก็ใช้นามปากกา "อิง ชาวอีสาน" ในการแต่งคำร้อง เพื่อเลี่ยงคำวิจารณ์อีกชั้นหนึ่ง ตอนแรกเขาสั่งตัดแผ่นออกขายแค่ 300 แผ่น เพราะไม่มั่นใจว่าเพลงจะขายได้ จากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจติดตามความคืบหน้าของผลงาน

เวลาผ่านไป 2 เดือน เขาจึงเพิ่งมารู้ว่าเพลงดัง หลังจากที่ได้ยินเพลงของเขาที่เด็กเลี้ยงควายร้อง และเด็กเลี้ยงควายก็ยืนยันว่าเพลงนี้ดังมากๆ

เพลงนี้ก็ทำให้ศักดิ์ศรี ศรีอักษร กลายเป็นตำนานและปรากฏการณ์ของวงการเพลงลูกทุ่งไทยมาจวบจนถึงปัจจุบัน มันก็ทำให้เธอเป็นสาวอีสานคนแรกที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าของวงการลูกทุ่ง และก็กลายเป็นภาพพจน์ประจำตัวของเธอไปตลอดชีวิตเพราะเมื่อใครได้ฟังคำว่า “ หมาน่อยธรรมดา “  คนที่รู้จักก็คงจะนึกถึงเธอ และยิ้มกันออกทุกครั้งไป ความดังของเพลง  ก็ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อวงจากวงพิพัฒน์ บริบูรณ์เป็นวงศักดิ์ศรี ศรีอักษร

ความโด่งดังของเพลง "ผู้ใหญ่ลี" ทำให้ไนต์คลับชื่อดังของกรุงเทพฯ เปิดโอกาสให้ ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ได้เข้าไปร้องขับกล่อมแขก ไม่ว่าจะเป็นที่ "มอนติคาร์โล" , "แมนดาริน" หรือ "โลลิต้า"  แต่เธอร้องอยู่ได้แค่ 3 เดือนก็ต้องเลิกราไปเพราะแพ้ควันบุหรี่

ความดังของเพลง ต่อมาให้ต้องมีการดัดแปลงคำร้องเป็นเพลงภาคต่ออีกหลายฉบับ เช่น "ผู้ใหญ่ลีเข้ากรุง" , "ผู้ใหญ่ลีหาคู่" , "เมียผู้ใหญ่ลี" , "ลูกสาวผู้ใหญ่ลี" , "ผู้ใหญ่ลี ผู้ใหญ่มา" , “เมียหลวงผู้ใหญ่ลี “ , “ ผู้ใหญ่ลีตีฆ้อง “ , “เสียงครวญจากผู้ใหญ่ลี “, “ผู้ใหญ่ลีแต่งงาน “ ซึ่งขับร้องโดยนักร้องมากมายหลายคน

นอกจากนี้ นักร้องสาวชาวอุบลฯ ก็ยังได้รับบทเป็นนางเอกหนังไทยให้กับ "อุษาฟิล์ม" ในปี 2507 เรื่อง "ลูกสาวผู้ใหญ่ลี" โดยเธอแสดงเป็นลูกสาวผู้ใหญ่ลี และ ดอกดิน กัญญามาลย์ รับบทเป็น "ผู้ใหญ่ลี" 

นอกจากนั้น ชาวต่างชาติก็มีการนำทำนองเพลงนี้ไปทำเป็นเพลงภาษาอังกฤษ และจีนด้วย

หลายปีต่อมา กระแสเพลงผู้ใหญ่ลี ได้ซาความนิยมลง พิพัฒน์ก็ได้เปลี่ยนทำนองเพลงโดยใช้จังหวะวาทูซี่ และให้ชื่อเพลงนี้ว่า "ผู้ใหญ่ลีวาทูซี่" ซึ่งศักดิ์ศรี ศรีอักษร ก็เป็นผู้ขับร้องเช่นเคย

อีกไม่กี่ปีถัดมา ก็ถึงจุดอิ่มตัวของชีวิตการร้องเพลง พิพัฒน์และศักดิ์ศรีจึงยุบวงดนตรีไป หลังจากที่วงโลดแล่นอยู่ในวงการกว่า 10 ปี  โดย ศักดิ์ศรี หันไปทำหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลลูกๆ 5 คน โดยตั้งถิ่นฐานอยู่แถวดินแดง ในกรุงเทพฯ

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร เสียชีวิตด้วยโรคความดันโลหิตและโรคชราในวัย 69 ปี เมื่อเวลา 03.00 น. ของคืนวันที่ 28 พฤษภาคม 2548 ก่อนที่ทางครอบครัวจะได้นำศพไปประกอบพิธีรดน้ำศพ ณ. วัดสะพาน ย่านดินแดง เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 29 พฤษภาคมศพได้รับการฌาปนกิจเมื่อวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน เวลา 16.00 น.

ส่วนลิขสิทธิ์เพลงของศักดิ์ศรี ศรีอักษร ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของห้างแผ่นเสียงสยาม

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ได้ทิ้งทายาทเอาไว้ให้กับวงการเพลงเมืองไทยคนหนึ่ง นั่นก็คือ อมรัตน์ บริบูรณ์ หรือ ตวง นวรัตน์ ลูกสาวคนสุดท้อง โดยเธอออกอัลบั้มแนวสตริงอยู่ 2-3 ชุด ก่อนจะเงียบหายไป

นำเพลงผู้ใหญ่ลีมาให้ฟังกันครับ
เพลง ผู้ใหญ่ลี
คำร้อง  อิง ชาวอีสาน
ทำนอง  พื้นเมือง
ขับร้อง  ศักดิ์ศรี ศรีอักษร

พ.ศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม
ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี
ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว
ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา
ทางการเขาสั่งมาว่า
ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร
ฝ่ายตาสีหัวคลอนถามว่าสุกรนั้นคืออะไร
ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด
สุกรนั้นไซร้คือหมาน่อยธรรมดา
หมาน่อย หมาน่อยธรรมดา
สายัณห์ตะวันร้อนฉี่
ผู้ใหญ่ลีขี่ม้าบักจ้อน

แดดฮ้อนฮ้อนใส่แว่นตาดำ
ผู้ใหญ่ลีกลัวฝนจะตกฮำ
ถอดแว่นตาดำฟ้าแจ้งจางปาง
ฟ้าแจ้งฟ้าแจ้งจางปาง
คอกลมเหมือนดั่งคอช้าง
เอวบางเหมือนยางรถยนต์
รูปหล่อเหมือนตอไฟลน
หน้ามนเหมือนเขียงน้อยซอยซา
เขียงน่อยเขียงน่อยซอยซา
เขียงน่อยเขียงน่อยซอยซา


ในตำนานเพลงลูกทุ่ง ต้องยอมรับว่าเพลง "ผู้ใหญ่ลี" เป็นเพลงอมตะ และน่ารักอีกเพลงหนึ่งของวงการลูกทุ่งไทย และมีอานุภาพมากที่สุดเพลงหนึ่งตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อนโน้น ทั้งยังเป็นเพลงที่แวดวงวิชาการพูดถึงบ่อยๆ “ผู้ใหญ่ลี” เป็นเพลงลูกทุ่งเสียดสีสังคม ที่โด่งดังในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารระหว่างข้าราชการกับชาวบ้านอย่างมีอารมณ์ขัน ประโยคที่ว่า สุกรนั้นไซร้คือหมาน้อยธรรมดา นั่นคือบุคลิกอมตะของผู้ใหญ่ลี ที่เซ่อๆ ไม่รู้แม้กระทั่งความหมายของคำว่า '''สุกร''' ที่ทางราชการสั่งมา ขณะเดียวกัน ก็เป็นการล้อเลียน คนอีสาน ซึ่งถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นตัวแทนของคนบ้านนอกทั่วประเทศไทยด้วย

ผู้ใหญ่ลีเป็นเรื่องเล่าที่ล้อเลียนการสื่อความหมายของข้าราชการกับชาวบ้านในยุคที่เริ่มประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2504 เป็นการเตือนข้าราชการว่าไม่ควรใช้ศัพท์แสงที่ผู้ฟัง โดยเฉพาะชาวบ้านทั่วไปอาจจะฟังไม่เข้าใจ เพราะเมื่อฟังไม่เข้าใจเสียแล้วก็ย่อมเอาไปตีความหมายผิดๆ ทำให้การพัฒนาผิดเป้าหมายไปได้

จากเรื่องเล่าที่ล้อเลียนการตีความหมายผิด ที่กลายเป็นเพลง “รำโทน” และการละเล่นแบบชาวบ้านในแถบอีสานอื่นๆ แล้ว ในที่สุด มันก็กลายเป็นเพลงที่ดังไปทั่วประเทศ

เพลงผู้ใหญ่ลี ได้รับเลือกเป็นเพลงลูกทุ่งดีเด่นจากงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2534

เพลงนี้ถูกนำมาดัดแปลง และบันทึกเสียงใหม่อีกหลายครั้งโดยนักร้องคนอื่นๆ และถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โฆษณาของธนาคารกรุงไทย ชุดไม้จิ้มฟัน เมื่อ พ.ศ. 2547 โดยมีศักดิ์ นาครัตน์ เป็นผู้ร้องเพลงประกอบ แต่ก็ยังถูกประท้วงจากสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เมื่อกำนันผู้ใหญ่บ้านถูกเสียดสีเรื่องการเอาไม้ทั้งต้นมาทำเป็นไม้จิ้มฟัน จนต้องออกมาร้องเรียนว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านสมัยนี้ไม่ได้โง่ๆ เซ่อๆ อย่างในหนังโฆษณา

บทความในนิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2599 ปีที่  50 ประจำวันอังคาร ที่  10 สิงหาคม  2547 ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า เพลงนี้น่าจะมีข้อผิดพลาดยู่หลายประการด้วยเช่น คำว่า “ตีกลอง” คำที่ถูกต้อง หากพิจารณาจากภาษาถิ่นที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดของเพลง น่าจะเป็น  “ตีกะลอ” ซึ่งมาจากคำว่า  “ ตีเกราะ “ โดยในสมัยก่อนผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน มักตีเกราะเรียกประชุมลูกบ้านเป็นประจำ ส่วนกลองนั้น เป็นเครื่องสัญญาณที่พระใช้ตีบอกเวลาเพล

แต่ที่ผู้แต่งไม่ใช้เกราะหรือกะลอ อาจจะมีเหตุผลอื่น เช่นแถวบ้านผู้แต่งอาจใช้กลองเรียกประชุม หรือมิฉะนั้นก็อาจจะหลีกเลี่ยงคนสัปคนจะแปลงเพลงจาก “กะลอ” เป็นคำอื่นที่หยาบคายก็เป็นได้ 
ส่วนคำว่า “ตาสีหัวคลอน” นั้น ภาษาเพลงดั้งเดิมเขาใช้ว่า “ตาสีหัวงอน” หมายถึงคนที่มีศีรษะงอน คือศีรษะเรียวยาวและช้อยหรือโง้งขึ้นบน ส่วนคำว่า “(หัวสั่น) หัวคลอน” น่าจะเป็นอากัปกิริยาของคนที่ต้องนั่งรถหรือนั่งเกวียนไปบนถนนหนทางที่ไม่ราบเรียบ ไม่ใช่นั่งฟังผู้ใหญ่บ้านประชุม ทางผู้แต่งจึงอาจจะบิดเบือนแปลงภาษาไป เพราะอาจไม่รู้จักคน “หัวงอน” ก็อาจเป็นได้

ส่วนคำสำคัญอย่างคำว่า “หมาน้อย” นั้น แต่เดิมชาวบ้านเขาใช้ว่าคำว่า “ม้าน้อย” ไม่โดยคำว่า “ม้าน้อย” นั้น เป็นคำเรียก “หมา” อย่างล้อเลียน ซึ่งตรงกันข้ามกับ “ม้าใหญ่ ” ซึ่งคือม้าทั่วๆไป  โดยเวลาใครที่อุตริกินเนื้อหมา ชาวบ้านก็จะพูดหลีกเลี่ยงไปว่ากิน “ม้าน้อย” เพื่อเลี่ยงคำว่าหมา เพราะชาวไทยทั่วๆไป ยังรับไม่ได้ที่คนจะกินเนื้อหมา คำว่า “หมาน้อย” ในเพลงนั้น ที่ถูกต้องจึงควรเป็น “ม้าน้อย” แม้ว่าความจริงจะหมายถึง “หมา” ก็ตาม ขณะที่การเรียก “หมา” ตรงๆนั้นผิดกับเรียก “ม้าน้อย” ที่เป็นการ “เล่นคำ” อย่างใช้ภูมิปัญญา ไม่ใช่เรียกตรงๆทื่อๆ

อีกประการหนึ่ง เพราะว่าเดิมที เรื่องนี้มาจากถิ่นอีสานนั่นเอง คำว่า “ม้าน้อย” ในภาษากลาง หากจะออกเสียงอย่างชาวอีสานแท้ก็ต้องออกเสียงว่า “ม่าน้อย”

แต่หากมาคิดอีกที สำหรับคนภาคกลาง ผมว่า คำว่า “ หมาน้อย “ ขำกว่า “ ม้าน้อย “ อยู่มากทีเดียว

และจากอิทธิพลของเพลงผู้ใหญ่ลี ทำให้ นงไฉน ปริญญาธวัช หรือ กาญจนา นาคนันทน์ ประพันธ์ผลงานอันเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้ อย่าง “ ผู้ใหญ่ลีกับนางมา “ ออกมา ซึ่งบทประพันธ์ดังกล่าว ก็ถูกหยิบยกมาทำเป็นละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์แล้วหลายครั้ง และก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน

กาญจนา นาคนันทน์ กำหนดให้เนื้อเรื่องดำเนินไปในเขตภาคกลางซึ่งเป็นถิ่นที่บรรพบุรุษของท่านผู้เขียนได้มาตั้งรกราก แทนที่จะเป็นภาคอีสาน และให้ผู้ใหญ่ลี เป็นคนหนุ่มมีการศึกษา ไม่ใช่เป็นคนบ้านนอกและไม่มีความรู้ อย่างผู้ใหญ่ลีในบทเพลง

ผู้เขียนบอกว่า ด้วยความประทับใจกับบรรยากาศแถบบ้านนอกของภาคกลาง ประกอบกับต่อมาเมื่อได้ฟังเพลง "ผู้ใหญ่ลี"  เลยอยากเปลี่ยนบุคลิกผู้ใหญ่ลีเสียใหม่ จึงเริ่มแต่งนิยายเรื่องนี้ออกมาในปี 2506 และแต่งเสร็จในอีก 2 ปีต่อมา

ส่วนผู้ใหญ่ลีในชีวิตจริงของภาคนิยายนั้นเป็นครู โดยเป็นลูกของนางปุย และไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหรือทำนาแต่อย่างใด โดยครั้งหนึ่งนางปุยได้มาปรึกษาผู้เขียนเรื่องลูกชายจะไปเรียนต่อ แต่ไม่รู้จะให้เรียนสาขาไหนดี ผู้เขียนจึงแนะนำให้ไปเรียนด้านการเกษตรเพราะจะได้นำความรู้ที่ได้ มาใช้พัฒนาที่ดินที่ไร่ของที่บ้านได้ แต่ลูกชายนางปุยไม่ชอบ เพราะเห็นว่าอาชีพชาวนาลำบากจึงไปเรียนวิชาครูแทน ผู้เขียนรู้สึกว่าขัดใจ ก็เลยตั้งใจว่าจะจับลูกชายนางปุยให้มาเป็นชาวนาให้ได้ (ในจินตนาการ )



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เอกสิทธ์ วันที่ : 13/10/2011 เวลา : 02.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vasit
นายอ้วน - Study?& Learn

อ๋อ คนนี้เองหรือครับ สวยนะครับ เพิ่งเห็นและทราบประวัตินี่ล่ะครับ

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สิทธวีร์ วันที่ : 17/08/2009 เวลา : 01.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prasat

ชอบข้อเขียนของคุณมาก ๆ ได้ความรู้ เห็นภาพแต่อดีต สมัยนั้นเพลงนี้ดังมากมาย ขอบคุณครับ อ่านแล้วอร่อยดี

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แมนบางไทร วันที่ : 15/08/2009 เวลา : 08.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/558855

ผู้ใหญ่ลีนางมา ช่อง ก็ทำใด้ดีนะ มีสาระดี สำหรับชาวนา

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ดอกก้านเหลือง วันที่ : 15/08/2009 เวลา : 08.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/U-Thong

ได้ย้อนอดีตเพลงดัง ร่องรอยความเป็นมาอย่างรู้ลึก รู้จริง นอกจากนี้ยังได้รำลึกอดีตวัยเด็กของตัวเองว่าขณะเพลงนี้ดังนั้น เรารู้จักโลกภายนอก รู้ภาษาเพลง ภาษาวรรณกรรมดีเพียงใด

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ยากันยุง วันที่ : 14/08/2009 เวลา : 22.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/newgeneration
ส่วนหนึ่งของชีวิต คือ จิตสาธารณะ


ขอบคุณค่ะ
เมื่อสักครู่ก็ดูอยู่
เพิ่งรู้ว่ามีความเป็นมาแบบนี้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
วรดา วันที่ : 14/08/2009 เวลา : 22.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/worada
ใต้ตะวันเดียวเดิม กลางความทุกข์ยาก เธอล่ะอยากเต้นรำกับฉันไหม

กำลังดูอยู่เลย เหอะๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 14/08/2009 เวลา : 12.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้


ชอบๆๆๆๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน